INICIAR SESIÓNคืนหนึ่ง เปลวไฟได้เผาผลาญคฤหาสน์เมธาวิน พรากชีวิตคนในตระกูล และทำให้เด็กสามคนต้องสูญเสียสิ่งสำคัญไปตลอดกาล มีเรีย ทายาทสายตรงของตระกูลเมธาวิน เด็กหญิงที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว กลับมาอีกครั้งในฐานะ นักธุรกิจหญิงผู้ทรงอำนาจ เธอกลับมาเพื่อค้นหาความจริงว่า ใครคือคนที่ฆ่าครอบครัวของเธอ แต่เธอไม่รู้ว่า ชายสองคนที่กำลังผูกพันกับหัวใจของเธอ ต่างก็เป็นเหยื่อจากคืนเดียวกัน มาร์ค เมธาวิน ชายผู้เป็นทายาทสายรองของตระกูล สามีตามพันธสัญญาของเธอ และชายอีกคนที่เธอไม่ควรรัก คณิณ...ชายหนุ่มที่เธอเคยช่วยชีวิตในวัยเด็ก ชายผู้เติบโตเคียงข้างมาร์ค และเป็นคนที่รู้จักหัวใจของเขามากที่สุด แต่ความจริงที่ไม่มีใครรู้ คณิณเองก็สูญเสียพ่อแม่ในคืนไฟไหม้เช่นกัน และเขากลับมาอยู่ในตระกูลเมธาวิน เพราะความแค้น เมื่อความจริงเปิดเผยว่า ผู้ที่ทำลายทุกอย่างในอดีต คือคนที่ทุกคนเรียกว่า “ครอบครัว” ความรักจะยังเหลือความหมายหรือไม่? เมื่อหนึ่งหัวใจต้องเลือกระหว่าง คนที่รัก กับคนที่เข้าใจความเจ็บปวดของเธอ เพราะบางความรัก ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อครอบครอง แต่เกิดขึ้นเพื่อพันธนาการหัวใจทั้งสามดวงไว้ จนไม่มีใครสามารถหลุดพ้นได้
Ver másตอนที่ 1 คืนแห่งเปลวไฟ
พันธนาการรัก แค้นสามหัวใจ
ตอนที่ 1 คืนแห่งเปลวไฟ
ฝนตกหนักในค่ำคืนหนึ่ง หยดน้ำจำนวนมากกระทบลงบนกระจกบานสูงของคฤหาสน์เมธาวิน เสียงสายฝนดังต่อเนื่องราวกับกำลังกลบเสียงบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น
ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพมหานครมืดครึ้ม สายฟ้าสีขาววาบผ่านหน้าต่างเป็นระยะ ส่องให้เห็นคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืด
สถานที่แห่งนี้... เคยเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เป็นสถานที่ที่เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งคิดว่า จะสามารถเรียกว่า "บ้าน" ได้ตลอดไป แต่ไม่มีใครรู้ว่า... ค่ำคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายของความสุข และไม่มีใครคาดคิดว่า เปลวไฟที่กำลังจะลุกขึ้น จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของเด็กหลายคนไปตลอดกาล
"มีเรีย” เสียงทุ้มอ่อนโยนดังขึ้นจากด้านหลัง
เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบที่กำลังนั่งอยู่บนพรมผืนหนา เงยหน้าขึ้นจากหนังสือนิทานในมือ ดวงตากลมโตสดใส มองชายวัยกลางคนที่กำลังเดินเข้ามาหา ก่อนริมฝีปากเล็กจะเผยรอยยิ้มกว้าง
"คุณพ่อ" เด็กหญิงเรียกด้วยน้ำเสียงสดใส
ชายคนนั้นเดินมานั่งลงข้างลูกสาว ก่อนยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กอย่างทะนุถนอม สำหรับเขา… มีเรียไม่ใช่เพียงลูกสาว แต่เป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต
"อ่านหนังสืออะไรอยู่ครับ"
"นิทานค่ะ คุณพ่อ" เด็กหญิงยกหนังสือขึ้นให้ดู "ในนี้มีเจ้าหญิงด้วย แต่มีเรียคิดว่า เจ้าหญิงไม่ต้องรอให้เจ้าชายมาช่วยก็ได้"
ชายผู้เป็นพ่อเลิกคิ้วเล็กน้อย "ทำไมล่ะ"
เด็กหญิงทำหน้าครุ่นคิด ก่อนตอบอย่างจริงจังตามประสาเด็ก "เพราะเจ้าหญิงต้องช่วยตัวเองได้ค่ะ"
คำตอบนั้นทำให้ชายวัยกลางคนหัวเราะออกมาเบา ๆ เขามองลูกสาวด้วยความภูมิใจ เด็กคนนี้…แม้อายุเพียงเจ็ดขวบ แต่กลับมีความคิดที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น
"มีเรีย"
"คะ?"
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนมองออกไปยังสายฝนนอกหน้าต่าง "ถ้าวันหนึ่ง ลูกต้องเจอกับเรื่องที่ยากมาก ๆ ลูกจะทำยังไง" เด็กหญิงขมวดคิ้ว เธอคิดอย่างจริงจังอยู่พักหนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา "ถ้ายากมาก ๆ มีเรียก็ร้องไห้ค่ะ" คำตอบนั้นทำให้ชายผู้เป็นพ่อยิ้ม "ร้องไห้ได้" เขาพูดพลางลูบผมลูกสาว "แต่ร้องเสร็จแล้วต้องลุกขึ้นนะ"
เด็กหญิงมองเขาอย่างสงสัย "ทำไมคะ"
ชายคนนั้นมองใบหน้าเล็กของลูกสาว ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เพราะคนที่เข้มแข็ง ไม่ใช่คนที่ไม่เคยเจ็บปวด" "แต่คือคนที่เจ็บแล้ว...ยังเดินต่อได้"
เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบยังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด สำหรับเธอ โลกใบนี้ยังเรียบง่าย มีเพียงพ่อ มีแม่ มีบ้านหลังใหญ่ และมีความรักที่เธอเชื่อว่าจะไม่มีวันหายไป
"มีเรียจะจำไว้ค่ะ" เด็กหญิงยิ้มกว้าง ก่อนโผเข้ากอดบิดา "มีเรียจะเป็นเด็กที่เข้มแข็ง"
ชายผู้เป็นพ่อกอดลูกสาวกลับแน่นขึ้น โดยไม่มีวันรู้เลยว่า… อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา คำพูดเหล่านั้นจะกลายเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้ลูกสาวของเขาผ่านคืนที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต
คฤหาสน์เมธาวิน ตระกูลมหาเศรษฐีที่มีอำนาจในวงการการเงินมายาวนาน ผู้คนภายนอกมองสถานที่แห่งนี้ว่า เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง เป็นบ้านของผู้มีอำนาจ เป็นสถานที่ที่ไม่มีวันพบกับความสูญเสีย
แต่ไม่มีใครรู้ว่า...ภายใต้กำแพงสูงและความหรูหรา กำลังซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้
คณิณกลับถึงคฤหาสน์เมธาวินเกือบเที่ยงวัน รถแท็กซี่จอดส่งเขาหน้าประตูใหญ่แทนรถประจำที่ใช้ทุกวัน เสื้อเชิ้ตตัวเดิมจากเมื่อคืนถูกสวมกลับอย่างลวก ๆ รอยยับตามแขนกับคอเสื้อบอกชัดว่าเจ้าตัวไม่ได้กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ไหน สีหน้าเขาดูอ่อนล้า แต่ต่างจากหลายวันที่ผ่านมาอย่างประหลาด ความหม่นหมองซึ่งเคยเกาะอยู่ในดวงตาเหมือนจางลงบางส่วน เหลือเพียงความเคร่งขรึมของคนที่เพิ่งตัดสินใจอะไรบางอย่างกับชีวิตตัวเองได้แล้วเขาเพิ่งก้าวพ้นประตูโถงเข้าไปไม่ถึงสามก้าว เสียงหนึ่งก็ดังมาจากชั้นล่าง“เมื่อคืนนายหายไปไหนมา”คณิณหยุดมาร์คยืนอยู่ตรงปลายบันได เสื้อเชิ้ตสีขาวยังพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเหมือนคนที่ไม่มีสมาธิพอจะเปลี่ยนชุดออกไปทำงาน โทรศัพท์อยู่ในมือ สีหน้าที่มองมาไม่ได้มีเพียงความโกรธ แต่มีความวิตกซึ่งสะสมมาตลอดคืนจนเกือบปิดไม่มิด“ฉันโทรไปกี่ครั้งรู้ไหม”คณิณมองหน้าคนที่เขาเคยใช้เป็นศูนย์กลางของชีวิตมานาน ก่อนตอบอย่างสงบ “โทรศัพท์ผมแบตหมด”“ฉันรู้แล้วว่าแบตหมด” มาร์คก้าวเข้ามาหา “ฉันถามว่านายหายไปไหน”น้ำเสียงแข็งขึ้นในตอนท้าย คณิณกลับไม่หลบสายตาเหมือนที่ผ่านมา“ไปดื่มมา”“แล้วหลังจากนั้น?”“ผมไม่อยากกลับบ
“ผมไม่ได้จะบังคับให้คุณบอกทุกอย่าง” เขาพูดต่อ “แต่ถ้าคุณกลับมาเพราะเหตุผลเดียวกับผม คุณไม่ควรทำมันคนเดียว เราควรจะร่วมมือกัน” มีเรียหลุบตามองกาแฟ ก่อนถอนหายใจ “พ่อแม่ฉันก็ตายคืนเดียวกับแม่ของนาย เป้าหมายของมันคือพ่อแม่ของฉันเอง แต่พ่อแม่นายกลับโชคร้ายเพราะเหตุการณ์นี้ด้วย ฉันเสียใจ” คณิณนิ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอพูดถึงเรื่องนั้นกับเขาตรง ๆ หลังจากความจริงเมื่อคืนถูกเปิดออก “ฉันโตมากับคำถามเดียวกัน ว่าไฟไหม้เกิดขึ้นเพราะอะไร ใครได้ประโยชน์มากที่สุดจากการตายของพ่อแม่ฉัน แล้วทำไมหลังจากนั้น เอกสาร หุ้น และทรัพย์สินหลายอย่างถึงเปลี่ยนไป ทำไมฉันไม่มีตัวตน ฉันเองก็เกือบตาย หรือตายแล้วด้วยซ้ำ” คณิณขมวดคิ้ว “คุณสงสัยคนในบ้าน” “ฉันสงสัยทุกคนที่ต้องการสิ่งที่เป็นของพ่อฉัน” “รวมถึงปรเมศ?” มีเรียไม่ได้ตอบทันที เพียงเท่านั้นก็เพียงพอให้คณิณเข้าใจ เขาลุกขึ้นเดินไปหาเธอ “ถ้าเกี่ยวกับเขาจริง…ผม..” สำหรับคณิณ เรื่องนี้ซับซ้อนเกินกว่าคำว่าเกลียด เพราะปรเมศคือพ่อบุญธรรมของคนที่เขารักที่สุด เป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในบ้านซึ่งเลี้ยงเขามา และเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่เขาใช้ชีวิตด้วยมาหลายสิบปี แต่หา
แสงเช้าส่องผ่านม่านบางเข้ามาในห้องนั่งเล่นของคอนโด คณิณตื่นก่อนมีเรียเพียงเล็กน้อย เขานั่งนิ่งอยู่บนโซฟาอยู่นานกว่าจะเรียบเรียงได้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตั้งแต่ทำเรื่องโง่เง่าบนสะพาน ได้รู้ความจริงเรื่องเด็กหญิงที่ดึงมือเขาออกจากกองไฟ จนถึงความรู้สึกเมื่อคืนที่ทั้งคู่ไม่ควรปล่อยให้ก้าวข้ามเส้น แต่กลับไม่มีใครหยุดมันได้ทันสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดกลับไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับมีเรีย แต่เป็นอดีต อดีตที่เขาเคยคิดว่าถูกฝังไปพร้อมกับพ่อแม่ และเพื่อนสาววัยเด็ก กลับเปิดออกอีกครั้งในคืนเดียวคณิณยืนอยู่ริมกระจก มองแม่น้ำเบื้องล่างขณะมีเรียเดินออกมาจากห้องด้านใน เธอสวมเสื้อเชิ้ตตัวหลวมกับกางเกงขายาว ผมยังไม่ได้จัดเรียบร้อยนัก สีหน้าบ่งบอกว่าเมื่อคืนแทบไม่ได้นอนเช่นกัน“ตื่นนานแล้วหรือคะ” มีเรียเอ่ยถามขึ้น“สักพักแล้วครับ”คำลงท้ายสุภาพกลับมาอีกครั้ง แต่บางอย่างระหว่างพวกเขาไม่เหมือนเดิม มีเรียรับรู้ได้จากสายตาที่เขามองมา มันไม่มีความระแวง ไม่มีการตั้งกำแพงเหมือนวันแรก ๆ อีกแล้วเธอเดินไปเทกาแฟสองแก้ว ก่อนส่งให้เขา “วันนี้รู้สึกดีขึ้นบ้างไหมคะ”คณิณรับมา แต่ไม่ได้ดื่ม เขามองของเหลวสีเ
รินรดาจึงยิ้ม “คงไม่ได้เรียกฉันกลับมาเพียงเพราะต้องการเลขาเก่ง ๆ หรอกจริงไหม”ความทะเยอทะยานในดวงตาลูกสาวทำให้เขาพอใจอยู่ลึก ๆ นี่ต่างหากคือสิ่งที่เขาต้องการ หากมาร์คคือหมากที่ต้องวางไว้หน้ากระดาน รินรดาก็คือหมากที่เขาซ่อนไว้ไม่ให้ใครรู้ว่ามีอยู่“การแต่งงานครั้งนั้นมีประโยชน์ในช่วงหนึ่ง” ปรเมศกล่าว “แต่ถ้ามีเรียเริ่มกลายเป็นอุปสรรค ก็ไม่มีเหตุผลต้องรักษามันไว้ตลอดไป”“พ่อจะให้พวกเขาหย่าหรือเปล่า?”“ถ้าถึงเวลาก็อาจจะเป็นเช่นนั้น”รินรดายกมุมปาก “แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ”สายตาของพ่อลูกสบกัน ไม่มีใครจำเป็นต้องพูดให้ชัดในทันที แต่รินรดาเข้าใจอยู่แล้ว“พ่ออยากให้ฉันแต่งกับมาร์ค” ปรเมศหยิบถ้วยชาขึ้นมาอย่างสงบ “มาร์คเหมาะกับการอยู่ในตำแหน่งเดิม เขามีชื่อ มีความสามารถ และคนในบริษัทเชื่อถือ ถ้าเปลี่ยนตัวกะทันหัน ทุกอย่างจะวุ่นวายโดยไม่จำเป็น”“แต่ถ้าคนที่อยู่ข้างเขาเป็นฉัน…”“สิ่งที่มาร์คมี สุดท้ายก็จะกลับมาอยู่ในมือคนที่มีเลือดของพ่อจริง ๆ”ความเงียบปกคลุมห้องไปชั่วขณะ รินรดาไม่ได้ตกใจ กลับกัน ความคิดนั้นดูถูกใจเธอมากกว่าที่ควรเธอเคยเห็นมาร์คจากภาพข่าวมาตลอดหลายปี ชายหนุ่มซึ่งได้ชีวิตที่เธอคิ