LUCIANO
- 5 -
ทางเลือกและทางรอดเดียว
เฌอร์ชีวากดโทรศัพท์โทร. กลับหาแม่ทันทีที่อ่านข้อความจบ เมื่อปลายสายกดรับ เสียงของแม่ที่ลอดออกมาทำให้ใจของเฌอร์ชีวาหล่นวูบ แม้ท่านจะไม่ได้ร้องไห้ขณะพูด แต่ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าสภาพจิตใจของแม่ย่ำแย่มากแค่ไหน
“ฌอนเป็นยังไงบ้างคะแม่?” เฌอร์ชีวาพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น
หลังจากพูดคุยกันไปสักพัก แม่ได้บอกว่าอาการน้องทรุดหนักจนต้องเข้ารับการผ่าตัดที่เร่งด่วน และตอนนี้ยังขาดเงินอีกประมาณสามหมื่นบาทสำหรับค่ามัดจำ และส่วนต่างอุปกรณ์การแพทย์ที่เบิกไม่ได้ ทั้งพ่อและแม่รวบรวมมาทั้งบ้านแล้ว แต่ก็ยังไม่พอที่จะจ่ายในคืนนี้ได้
(“แม่ละอายใจมากจริง ๆ นะเฌอร์ ที่ต้องโทร. มาหาเฌอร์แบบนี้ แต่ตอนนี้เฌอร์พอจะมีเงินให้แม่ยืมก่อนไหมลูก... พ่อเขาออกไปหายืมเงินเพื่อนฝูงมาตั้งแต่เช้าแล้ว ตอนนี้ยังหาได้ไม่ครบเลย ส่วนเงินที่กันไว้ฉุกเฉินก็ใช้ไปหมดตั้งแต่ฟอกไตรอบก่อนแล้ว”)
“แล้วตอนนี้เรายังขาดอีกเท่าไรแม่ น้องถึงจะได้ผ่าตัด”
(“ตอนนี้พ่อบอกว่า ขาดอีกประมาณสองหมื่นห้าลูก”)
“ได้ ๆ ... เดี๋ยวเฌอร์รีบโอนให้เลย” เฌอร์ชีวาตอบกลับทันควันโดยไม่คิดเสียดาย
แม้เงินก้อนนี้จะเป็นเงินเก็บก้อนสุดท้ายในบัญชีที่เธอสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินส่วนตัว แต่สำหรับเฌอร์ชีวาแล้ว อาการป่วยของน้องชายก็นับว่าฉุกเฉินที่สุดแล้วเช่นกัน
ต่อให้พรุ่งนี้เธอจะไม่มีเงินติดบัญชีเลยสักบาท แต่ถ้ามันต่อลมหายใจน้องชายได้ เธอยอม!!
(“ขอบคุณนะลูก ขอบคุณมาก ๆ ที่ช่วยน้อง”) คนเป็นแม่เอ่ยขอบคุณลูกสาวคนโตทั้งเสียงสะอื้นที่กลั้นไม่อยู่
“แต่คืนนี้เฌอร์คงกลับไปเยี่ยมฌอนไม่ได้นะแม่ ไม่ใช่แค่คืนนี้แต่ช่วงนี้คงกลับบ้านไม่ได้เลย เพราะเฌอร์มีเรียน และมีทำงานพิเศษทุกวันเลย ฝากแม่บอกพ่อกับน้องด้วยนะว่า หนูคิดถึงมาก ๆ” คำพูดฟังดูหวาน แต่แฝงด้วยความเจ็บปวดลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในนั้น
หญิงสาวจำใจโกหกคำโต เพราะไม่อยากให้แม่ต้องเครียดเรื่องของเธอเพิ่ม แม้ว่าตอนนี้เธอเองก็เจอปัญหาหนักหน่วงไม่แพ้กัน แต่เพราะความเป็นพี่สาวคนโต ทำให้เธอต้องฝืนทำเป็นเข้มแข็ง และต้องสู้ต้องอดทนให้ได้มากที่สุด
(“ไม่เป็นไรลูก ทุกคนเข้าใจ... แม่ขอบใจเฌอร์มากจริง ๆ ถ้าไม่มีลูกช่วยในหลาย ๆ ครั้ง น้องคงไม่ได้ผ่าคืนนี้แน่ ๆ”) แม่พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“แม่เลิกพูดแบบนี้ได้แล้วนะ หนูเป็นพี่ของฌอน เราคือครอบครัวเดียวกัน เราต้องสู้ไปด้วยกันสิ”
(“อื้อ อืม!! ไว้เงินเดือนพ่อออก แม่จะรีบโอนคืนให้เลยนะ”) ปลายสายย้ำด้วยความรู้สึกผิดต่อลูกสาวคนโต แต่ก็ไร้ทางเลือกอื่น ท่านทำได้แค่เพียงสะอื้นเบา ๆ และเอ่ยตอบเสียงสั่นเครือ
“เรื่องเงินไม่ต้องคืนอะไรทั้งนั้น... ให้พ่อเอาไปใช้หนี้ที่ยืมมารักษาน้องรอบก่อนเถอะ ดอกเบี้ยมันจะได้ไม่บานปลาย” เฌอร์ชีวาทำทีเหมือนเงินก้อนนี้เป็นเพียงเศษเงินเล็กน้อย ทั้งที่ความจริงมันคือเงินก้อนสุดท้ายที่หมดบัญชี แต่ที่เธอทำเหมือนไม่เป็นไร ก็เพื่อให้แม่สบายใจมากขึ้นเท่านั้น
(“แล้วถ้าช่วยน้องแล้ว เฌอร์ยังมีเงินเหลือกินเหลือใช้อยู่ใช่ไหม?”)
“แน่นอนสิแม่ หนูอยู่ที่สบายมาก ไม่ต้องห่วงหนูเลย!”
“มหา’ลัยให้ทุนการศึกษา ให้ค่ากินค่าอยู่ แถมในกรุงเทพฯ งานพาร์ตไทม์เยอะแยะเลย”
“หนูหาเงินใช้ได้สบาย ๆ เลย แม่ไม่ต้องกังวลเรื่องหนูกันนะ หนูอยู่ได้จริง ๆ” เฌอร์ชีวาพูดทุกอย่างตรงข้ามกับความจริงที่เจออย่างไม่มีติดขัดใด ๆ
(“ได้ยินแบบนี้ แม่เองก็โล่งใจนะ ไว้ถ้าน้องหายป่วย เราคงไม่ลำบากกันแบบนี้แล้ว”) แม่พูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผ่อนคลายขึ้น
ซึ่งนั่นก็ทำให้เฌอร์ชีวาเองเริ่มยิ้มได้เหมือนกัน
“หนูเชื่อว่าน้องจะหายป่วยแน่ ๆ ยังไงแม่เองก็ดูแลสุขภาพด้วยนะ ฝากความคิดถึงให้ทุกคนด้วย”
“แล้วบอกพ่อด้วยว่า อย่าโหมงานหนัก” น้ำเสียงปกติของเธอเริ่มสั่น ๆ อย่างควบคุมไม่ได้เมื่อนึกถึงภาระที่พ่อของเธอกำลังแบกเอาไว้ ในฐานะหัวหน้าครอบครัว
“แค่นี้ก่อนนะแม่ เฌอร์ต้องไปทำรายงานต่อ” เฌอร์ชีวารีบปาดน้ำตา และกดวางสายด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ
เธอพรูลมหายใจออกมาพรืดใหญ่เพื่อระบายความอัดอั้น ที่ไม่สามารถจะระบายให้ใครฟังได้เลยแม้แต่เพื่อนสนิท
ความจริงแล้วพื้นเพครอบครัวของเฌอร์ชีวาไม่ได้ยากจนอะไร พ่อเป็นพนักงานธนาคารระดับสูงในต่างจังหวัด รายได้รวมโอทีก็เกือบเจ็ดถึงแปดหมื่นบาท ส่วนแม่ของเธอก็เคยเป็นครูในโรงเรียนเอกชน รายได้ของทั้งคู่อยู่ในระดับกลาง ๆ มีพอกินพอใช้ พอมีบ้าน รถ และสร้างทรัพย์สินมากมาย
แต่โชคชะตาดันมาเล่นตลก เมื่อปลายปีก่อนหน้าน้องชายดันมาป่วยเป็นโรคไตวายกะทันหัน ค่ารักษาต่อเนื่อง และค่าฟอกไตที่สูงลิ่วทำให้ฐานะทางการเงินสั่นคลอน แม้จะรักษาในโรงพยาบาลรัฐ แต่ค่าอุปกรณ์พิเศษ และค่านอกเวลาต่าง ๆ ก็ตามมาไม่จบสิ้น
แม่ต้องลาออกจากอาชีพครูมาดูแลน้องเต็มตัว และภาระจึงตกอยู่ที่พ่อเพียงคนเดียว ในขณะที่เฌอร์ชีวาเองก็อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตเช่นกัน
ยังนับว่าโชคดีที่เธอได้ทุนการศึกษาเต็มจำนวนของมหา’ลัยอเธน่า เพราะไม่อย่างงั้นปีนี้เธออาจจะไม่มีสิทธิ์ได้เรียนต่อมหา’ลัยเหมือนเพื่อนคนอื่นแน่ ๆ เพราะวิกฤตทางการเงินของครอบครัว
“บางทีบททดสอบของชีวิต... มันก็หนักหนาสาหัสไปนะ” เฌอร์ชีวาซบหน้าลงกับฝ่ามือที่เย็นเฉียบ
ซึ่งจู่ ๆ ความคิดด้านมืดที่เคยพยายามสลัดทิ้งก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง... ถ้าวันนั้นเธอไม่ตัดสินใจลบคลิปนั่นทิ้ง
ภาพเหตุการณ์ที่ลูเซียโน่มีสัมพันธ์เร่าร้อนกับแพรวา ดาราสาวชื่อดังในห้องน้ำของผับวันนั้นยังติดตา ถ้าเธอส่งไฟล์วิดีโอนั้นให้สำนักข่าว ทุกที่ต้องยอมจ่ายมากกว่าหลักแสนแน่ ๆ เผลอ ๆ อาจจะได้มากกว่าค่ากล้องเสียด้วยซ้ำ
“รับบทคนดีไม่พอ... ยังเป็นคนเดียวที่ซวยเพราะทำข่าวนี้อีก” เฌอร์ชีวาพึมพำอย่างตัดพ้อ เพราะเธอไม่ใช่คนปล่อยข่าวของลูเซียโน่กับแพรววา แต่เธอดันเป็นคนเดียวเลยที่โดนไอ้โรคจิตนั่นหมายหัว
ครืดด! เสียงแจ้งเตือนจาก 'พี่ฝน' รุ่นพี่จากสำนักข่าวทักมาทวงงานทันที เฌอร์ชีวาจ้องหน้าจอด้วยแววตาว่างเปล่า (พี่ฝน เฌอร์ขอถอดตัวจากงา...น) เฌอร์ชีวาตัดสินใจรับความเสี่ยงนี้อีกครั้ง เธอกดลบข้อความที่เคยพิมพ์ค้างไว้ทั้งหมด แล้วตอบกลับไปอย่างยอมรับในทุกเงื่อนไข
‘โอเคค่ะพี่ฝน คืนนี้เฌอร์จะส่งข่าวไปอัปเดตให้แน่นอนค่ะ’
เธอไม่ลืมเบิกค่าแท็กซี่ล่วงหน้า โดยอ้างว่าต้องใช้ตามข่าวด่วน เพราะถ้าใช้รถตัวเองจะเป็นที่น่าสังเกตเกินไป
22:30 น.
ณ คอนโดมิเนียมหรูที่สุดของลูเซียโน่
ย่านมหาวิทยาลัยอเธน่า
ทันทีที่ก้าวลงจากแท็กซี่ สายตาเธอก็สะดุดเข้ากับ... มอเตอร์ไซค์สีขาวคันเล็กที่คุ้นตา และมันจอดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางโซน VIP สำหรับ Supercar!
“ไอ้จิ๋วลูกแม่...” เธอมองรถตัวเองที่จอดอยู่ท่ามกลาง Lamborghini และ Ferrari ราคาหลายสิบล้านด้วยตาปริบ ๆ
แต่นั่นยังไม่น่าตกใจเท่าร่างสูงโปร่งที่เดินโอบเอวหญิงสาวคนหนึ่งลงมาจากโซนล็อบบี้หรู
“มาได้ตรงจังหวะมากจริง ๆ !!” เฌอร์ชีวารีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาราวกับอาวุธประจำกาย
“เดี๋ยวนะ...แต่คนที่มาด้วยไม่ใช่ยัยแพรววานี่?” เฌอร์ขยี้ตาตัวเองซ้ำ ๆ ผู้หญิงที่กำลังนัวเนียอยู่กับลูเซียโน่ไม่ใช่ดาราสาวคนเดิม แต่กลับเป็นพิงกี้ ดาวมหาวิทยาลัยปีล่าสุดแทน แถมทั้งคู่ยังดูจะสนิทกันมาก ๆ แบบถึงเนื้อถึงตัว กอดจูบลูบคลำกันมาตลอดทั้งทางเดิน
“หรือหมอนี่มันคบซ้อน? แบบนี้ก็โคตรฉาวเลยดิ!”
“ถือว่ามาไม่เสียเที่ยวแฮะ รอบนี้!” เธอหลบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ เพราะยิ่งฉาว ยิ่งเสื่อม ยิ่งขายได้ราคามากขึ้น
เปิดโหมดวิดีโอซูมเข้าไปเห็นใบหน้าคมคายของลูเซียโน่ชัด ๆ แสงไฟสีส้มสลัวขับให้เขาดูอันตรายและทรงเสน่ห์จนน่าขนลุก
ลูเซียโน่ประคองใบหน้าดาวมหาวิทยาลัยขึ้นมาบดจูบอย่างเร่าร้อน มือหนาลูบไล้ไปตามสัดส่วนอย่างจาบจ้วง ก่อนจะเปิดประตูลัมโบร์กีนีสีดำด้านที่จอดขนาบข้างมอเตอร์ไซค์ของเธอ แล้วดันร่างบางเข้าไปด้านใน
ปึก!
ประตูรถปิดลงพร้อมระบบล็อกอัตโนมัติ เฌอร์ชีวาใจเต้นระรัวกดอัดวิดีโอต่อเนื่อง ใบหน้าของเธอทั้งลุ้นทั้งเครียดเพราะมัวแต่เพ่งเล็งให้ได้ภาพที่ชัดที่สุด
“ทำไมฟิล์มรถมันดำได้ขนาดนี้เนี่ย” เธอบ่นพลางพยายามซูมเข้าไป แต่ฟิล์มดำสนิทจนมองไม่เห็นด้านใน ทว่าในตอนที่กำลังปรับเลนส์กล้องอยู่นั้น...
จู่ ๆ รถหรูคันนั้นก็สั่นโคลงเคลง ขย่มโยกแบบแปลก ๆ
“นี่บนคอนโดยังไม่สาแก่ใจอีกหรือไงนะ...คนอะไรมันจะขี้xxxxได้ขนาดนี้!” เฌอร์ชีวาบ่นไปก็หน้าร้อนผ่าวไปด้วย
“วัน ๆ ไม่มีอะไรทำแล้วมั้ง จ้องแต่จะสืบพันธุ์เอาอย่างเดียวเลย” เธอมุบมิบ ๆว่าไป ขณะที่มือก็เลื่อนกล้องแพนลงมาที่ทะเบียนรถอย่างตั้งใจ
ถึงแม้ไม่อยากมอง แต่เธอก็ต้องจำใจกดถ่ายคลิปเก็บไว้ทุกนาทีที่รถคันนั้นสั่นไหว ข่าวฉาวของลูเซียโน่คือทางเลือกและทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของเธอในตอนนี้
“เป็นถึงลูกชายว่าที่นายกรัฐมนตรี อย่างน้อยก็ควรจะรักษาหน้าพ่อตัวเองบ้างซี้!!” เธอพึมพำในใจ
เวลาผ่านไปเกือบยี่สิบนาที ประตูฝั่งผู้โดยสารก็ถูกเปิดออก ดาวมหา’ลัยสาวที่ฮอตสุดในมหา’ลัยก้าวขาลงจากรถด้วยสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยเล็กน้อย
เธอรีบจัดแต่งทรงผม และเช็ดคราบลิปสติกที่เลอะขอบปากอย่างลวก ๆ ก่อนจะเดินโบกมือลาคนในรถ และตรงไปขึ้นแท็กซี่กลับออกไป
ทางด้านลูเซียโน่เองก็เร่งเครื่องยนต์รถเหมือนพร้อมที่จะขับออกไปเช่นกัน
บรึ้นนนนนนน! ลัมโบร์กีนีคันหรูพุ่งทะยานออกไป เฌอร์ชีวารีบเก็บโทรศัพท์วิ่งออกจากที่ซ่อนเพื่อเรียกแท็กซี่ตามไปทันที
“พี่ ๆ ๆ! ตามรถคันข้างหน้าไปเลย ด่วนเลย ๆ!” เธอสั่งโชเฟอร์ขับตามไปติด ๆ เฌอร์ชีวาทั้งเร่งคนขับ ทั้งเปิดกระจกเพื่อไล่ตามเสียงเครื่องยนต์คันนั้นไปติด ๆ
จนกระทั่งท้ายที่สุดแล้ว เธอก็ไล่ตามเขามาได้จนถึงจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่ง
“สนามแข่งรถ?... มาแข่งรถหลังจากมีซัมติงกับสาวสวยเสร็จเนี่ยนะ? ยอมใจจริง ๆ! นายนี่มันแบดบอยตัวพ่อเลยจริง ๆ ลูเซียโน่” เฌอร์ชีวากดถ่ายภาพลัมโบร์กีนีที่ขับเข้าไปในสนามแข่งแบบเก็บทุกช็อตสำคัญ
“จอดเลยพี่ จอดตรงนี้แหละ ไม่ต้องขับเข้าไปนะ!” เฌอร์รีบบอกให้แท็กซี่จอดแบบเบรกแทบหัวทิ่ม
_______📸_______