เข้าสู่ระบบ“...” ฉันลืมตาช้า ๆ แค่รู้สึกตัวอีกครั้งเรื่องราวที่ไม่อยากรับรู้ เรื่องราวที่อยากลืม เรื่องราวที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นก็ฉายชัดในสมองกับหัวใจแล้วต่างหากล่ะ
“ตื่นแล้วเหรอ” ฉันหันไปมองตามเสียงถึงได้รู้ว่าเขานั่งอยู่ข้างเตียง
“กี่โมงแล้ว” ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหน แต่จำได้ว่ากินยาไปแค่ไม่นานก็ฝืนตัวเองไม่ไหวต่อให้ในใจจะรู้สึกเจ็บปวดแค่ไหนก็ฝืนลืมตาต่อไม่ได้เลย
“แปดโมงเช้าแล้ว”
“...นายมาแต่เช้าเลยเหรอ”
“จะให้ทิ้งอีกคนไว้แล้วกลับไปได้ยังไง”
“...”
“อาปลอดภัยแล้วนะแต่ยังต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อก่อน ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
“...อื้ม” ฉันพยักหน้ารับช้า ๆ ดีใจนะคะ ดีใจมาก ในที่สุดวันที่ฉันรอคอยก็มาถึง วันที่คุณแม่จะได้รับการผ่าตัดและการผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี แต่ฉันยิ้มไม่ออกหรอกในสถานการณ์นี้
“อยากนอกพักอีกสักหน่อยไหม”
“อยากไปหาคุณพ่อ~” เสียงฉันสั่นอีกแล้ว ฉันเจ็บปวดมากพยายามที่จะเข้มแข็งเต็มที่แล้วแต่พอพูดคำว่า คุณพ่อ ออกมาความเข้มแข็งของฉันก็พังทลาย
เขาเงียบมองหน้าฉันอยู่พักหนึ่งก่อนที่มือใหญ่ของเขาจะยื่นมาที่หน้าฉันช้า ๆ มือใหญ่วางลงบนแก้มแล้วปลายนิ้วก็เกลี่ยแก้มที่กำลังมีน้ำตาไหลออกมาเป็นสาย
“...ไหวใช่ไหม”
“อื้ม ไหว” ฉันพยักหน้ารับก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาเป็นสายอีกครั้ง และเป็นอีกครั้งที่ฉันปล่อยให้เขาสัมผัสใบหน้า ปล่อยให้เขาเช็ดน้ำตาให้โดยที่ฉันไม่คิดหรือไม่รู้สึกว่าตัวเองควรขัดขืนเลย...
-เวลาต่อมา-
“ฮึก! คุณพ่อ~ ฮื่อ ๆ ๆ คุณพ่อขา~” ฉันร้องไห้ใจแทบขาด แขนไม่มีแรงจะยกขึ้นมาเช็ดน้ำตา ขาไม่มีแรงยืนจนทรุดลงแต่ดีที่มีคนคอยประคองทำให้ฉันไม่ล้ม ร่างคุณพ่อนอนอยู่ข้างใน...โลงศพ ฉันเรียกท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่ท่านยังไม่ได้ถูกพาเข้าไปนอนอยู่ข้างในนั้นอยากให้ท่านตื่นขึ้นมาคุยกับฉันอีกครั้ง เมื่อคืนก่อนเราสองคนพ่อลูกยังคุยกันอยู่เลย ถึงจะเป็นการพูดคุยที่ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีแต่ฉันก็ยังอยากคุยกับท่าน ฉันอยากมีโอกาสคุยกับท่านเหมือนทุกวันที่ผ่านมาแต่ทำไมวันนี้มันยากจัง ท่านก็แค่นอนอยู่ตรงนี้ ตรงหน้าฉันแค่นี้เองแต่เรียกเท่าไหร่คุณพ่อก็ไม่ยอมลืมตาขึ้นมาคุยกับฉันเลย
“ฮึก! ฮื่อ ๆ ๆ คุณพ่อขา~ อย่าทิ้งหนูกับคุณแม่ไป~ ฮื่อ ๆ ๆ อย่าทิ้งเราสองคนไปแบบนี้~” ฉันพยายามจะลากขาที่ไร้เรี่ยวแรงไปหาท่าน เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเข็นรถเข็นที่มี...โลงศพอยู่ข้างบนไปหยุดข้างหลังรถตู้สีขาว พวกเขากำลังจะพาคุณพ่อขึ้นรถเพื่อไปที่วัดฉันเลยพยายามจะเดินไปหาคุณพ่อ
“พอแล้วแยมโรล พอแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำงานลำบากนะ” คนข้าง ๆ พยุงฉันไว้เปลี่ยนเป็นกอดแน่นขึ้น เขารั้งฉันไม่ให้ลากสังขารไปต่อแต่ฉันก็พยายามฝืนตัว ฉันอยากไปหาคุณพ่อ ฉันยังอยากพยายามปลุกคุณพ่อเผื่อว่าท่านอาจจะตื่นขึ้นมาหาฉันไง
“ฮื่อ ๆ ๆ คุณพ่อฟื้น ฮึก! ฟื้นขึ้นมาสิคะ ฮื่อ ๆ ๆ ตื่นขึ้นมาคุยกับหนูเถอะนะ ฮื่อ ๆ ๆ ตื่นขึ้นมา~ หนูยอมแล้ว~ ขอแค่คุณพ่อตื่นมาคุยกับหนู~ หนูยอมแล้วทุกอย่าง~ ฮึก! หนูจะยอมทำตามที่คุณพ่อต้องการทุกอย่าง ฮึก! คุณพ่อได้ยินไหมคะหนูจะทำทุกอย่างที่คุณพ่อต้องการ คุณพ่ออยากให้หนูแต่งงานกับพี่เซ... / แยมโรล!!!”
“ฮึก!” ฉันร้องไห้ปนสะดุ้งเพราะอยู่ ๆ คนที่กอดฉันเอาไว้ก็เขย่าตัวและตะคอกเรียกชื่อฉันเสียงดังลั่น เขาปล่อยกอดแล้วขยับมายืนตรงหน้าใช้สองมือบีบไหล่ฉันไว้แน่นฉันที่กำลังร้องไห้และร้องเรียกคุณพ่อด้วยความเสียใจถึงได้สะอึกสะอื้นพร้อมกับละสายตาจากคุณพ่อมามองหน้าเขาผ่านม่านน้ำตา
“ตั้งสติ! ตั้งสติให้มากกว่านี้ไม่ได้รึไงวะ!”
“ฮึก! ปล่อย~ ฉันจะไปหาคุณพ่อ~ ฉันจะปลุกคุณพ่อได้ยินไหม~” ฉันบอกเขาแค่แผ่วเบาพร้อมกับมองเขาที่ใบหน้ากำลังเต็มไปด้วยความโกรธ
“ไม่มีทาง! ฝากจัดการที่เหลือด้วยนะครับ”
หมับ!
“ปล่อย! ฮึก! นายจะพาฉันไปไหนฉันจะอยู่กับคุณพ่อ!” ฉันร้องถามเสียงดังเพราะเขาอุ้มฉันแล้วพาเดินออกมาเลย แต่จะให้ขัดขืนฉันก็ไม่มีเรี่ยวแรงหรอกนะคะ
“เงียบเดี๋ยวนี้แยมโรล ถ้าอยู่ตรงนั้นแล้วสติแตกก็ถอยออกมาสงบสติอารมณ์ซะ ตั้งสติ” เขาไม่ได้ตะคอกเหมือนตอนแรก น้ำเสียงเขาทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความดุดัน แต่ฉันไม่ได้กลัวเพราะตอนนี้ฉันไม่อยากห่างจากคุณพ่อ
“ฉันจะสติแตกมันก็เรื่องของฉัน ฮึก! คุณพ่อฉันไม่อยู่... / ก็ใช่ไง แล้วจะพยายามเรียกให้ฟื้นด้วยการพูดแบบนั้นทำไม พูดแบบนั้นแล้วมันได้อะไร มันสมควรพูดเหรอวะ อย่าทำให้โมโหในสถานการณ์ที่ไม่สมควรโมโหนะแยมโรล หยุดพูดแบบเมื่อกี้ซะ...เพราะพี่เก็บความโกรธเรื่องไอ้ตัสมามากเกินพอแล้ว”
“...” คำพูดของเขาทำให้ฉันเงียบไปในทันที ฉันไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงดีแต่...ช่างมันเถอะ ฉันก็ควรจะสงบสติอารมณ์จริง ๆ นั่นล่ะ...
-เวลาต่อมา-
“ไปบ้านกูเลย” คำพูดของเขาที่บอกพี่เชนหลังจากเราขึ้นรถกำลังจะออกจากวัดหลังพิธีรดน้ำ...ศพ ของคุณพ่อกับสวดคืนแรกจบลงทำให้ฉันต้องรีบหันไปมอง
“ไปบ้านนายทำไม ไปส่งฉันก่อน” จากวัดไปบ้านเขาไกลกว่าบ้านฉันอีกแล้วทำไมไม่ไปส่งฉันก่อน หรือถ้าไปส่งฉันก่อนไม่ได้ก็บอกมาฉันจะเรียกรถกลับเองไม่ได้ยุ่งยากอะไรสักนิด
“เวลาแบบนี้จะอยู่ที่นั่นคนเดียวได้ยังไง เดี๋ยวก็ยิ่งคิดมาก” คำตอบของเขาทำให้ฉันเข้าใจทุกอย่างว่าเจตนาของเขาคืออะไรแต่ฉันไม่อยากไปอยู่บ้านใคร ฉันอยากอยู่บ้านฉัน
“ทำไมจะอยู่ไม่ได้ อีกอย่างแม่บ้านก็มีฉันไม่ได้อยู่คนเดียว” ฉันไม่อยากเถียงกับเขาในสถานการณ์แบบนี้เลย ทำไมต้องมาทำให้ฉันเหนื่อยกับการเถียงเขาด้วย แล้วอีกอย่างเขาเป็นบ้าอะไรทำเหมือนห่วงใย คอยอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลาแต่สุดท้ายก็มาทำให้ฉันต้องนั่งเถียงกับเขาแบบนี้นี่นะ
“มันเหมือนกันที่ไหน”
“ไม่เหมือนยังไง”
“ก็คฤหาสน์หลังนั้นมีแค่แม่บ้าน แต่ที่บ้านหลังนี้มีไอ้เต้าหู้กับพี่ไง”
“...”
“ไปนอนที่บ้านดีกว่า ถ้ารู้สึกแย่ขึ้นมาก็ยังมีไอ้เต้าหู้อยู่ข้าง ๆ หรือคิดว่ากอดแม่บ้านแล้วรู้สึกดีกว่ากอดไอ้เน่า”
“...” จบประโยคนี้ของเขาฉันก็ยังเอาแต่เงียบ ไม่พูดอะไรอีกนอกจากหันกลับไปมองข้างทางในระหว่างที่รถเคลื่อนที่ช้า ๆ
โอเคค่ะ ไปก็ไป จะว่าไปฉันก็ไม่รู้เลยว่าถ้ากลับบ้านตอนนี้ฉันจะรู้สึกดีหรือร้องไห้นอนไม่หลับทั้งคืนหรืออาจจะถึงขั้นสติแตกกันแน่ในเมื่อตอนนี้ชีวิตของฉันเรียกได้ว่าแทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว
ขาดคุณพ่อไปฉันก็เหลือแค่คุณแม่กับ...ลมหายใจของตัวเอง
-เวลาต่อมา-
ก๊อก ๆ ๆ
แอด~
“มีอะไร” ตีหนึ่งกว่าแล้วฉันเพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเขาก็มาเคาะประตูฉันเลยแง้มประตูนิดหน่อยเพื่อถามเลยสังเกตุเห็นว่าเขาอาบน้ำเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน
“เปิดประตูก่อน”
“มีอะไร”
“เปิดประตูก่อน” เขายังย้ำคำเดิมแต่ใครจะเปิดให้ บ้ารึเปล่า มีอะไรก็รีบพูดมาให้จบเลยสิฉันจะได้...ไปนั่งร้องไห้ต่อ
“ไม่...เฮ้ย!” ฉันจะปฏิเสธแต่พูดได้แค่คำเดียวเขาก็ดันประตูให้เปิดกว้างแล้วเข้ามาในห้องทันที
“นายจะทำบ้าอะไรของนาย! ออกไปเดี๋ยวนี้นะอคินฉันกำลังเสียใจจะบ้าตายอยู่แล้วอย่ามาทำให้ฉันเป็นบ้าเพิ่มได้ไหม!” ฉันโวยวายเสียงดังแต่เขากลับไม่หันมาสนใจฉันนอกจากเดินไปที่เตียง หยิบหมอนใบหนึ่งมาแล้วโยนลงที่พื้นจากนั้นก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าในห้องทำให้ฉันเห็นว่าข้างในมีที่นอนปิกนิกพับอยู่
“จะทำอะไร?”
“ปูที่นอนไง” เขาหยิบที่นอนปิกนิกอันนั้นออกมาแล้วปูลงที่ข้างเตียงพร้อมกับตอบเสียงเรียบในขณะที่ฉันรีบขยับตัวไปใกล้ทันที
“ปูเพื่อ?” ฉันถามแต่เชื่อสิว่าฉันไม่ได้โง่หรอก พอฉันถามจบเขาที่ไม่ได้สนใจจะหันมามองหน้าเพื่อคุยกับฉันให้เป็นกิจลักษณะตั้งแต่แรกก็หันมามองฉันบ้าง
“หรือจะให้นอนบนเตียงด้วย?”
“จะบ้าเหรอ! ไม่ให้นอนตรงไหนทั้งนั้นไปนอนห้องนายเลย” ฉันไล่แต่เขาหันไปปูที่นอนต่อ ปูเสร็จก็เดินไปหยิบผ้าห่มในตู้หน้าตาเฉย
“นี่! บอกให้กลับไปนอนห้องนายไงฟังภาษาคนรู้เรื่องบ้างไหมนายเป็น... / ไม่มีทาง” เขาหันกลับมาพูดแทรกสั้น ๆ แถมยังเป็นคำตอบที่โคตรง่ายแต่มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ใครจะยอมให้เขานอนห้องนี้ ถึงจะนอนที่พื้นก็ตามแต่มันธุระกงการอะไรที่เขาจะต้องมานอน แล้วมันธุระกงการอะไรที่ฉันต้องยอมให้เขานอน!
“ธุระอะไรต้องมานอน ออกไปเลยไม่งั้นฉันจะกลับบ้านฉันตอนนี้เอง” เสียงฉันแข็งขึ้นมา และมันไม่ใช่คำขู่แต่ฉันเอาจริงแน่ แต่พอฉันพูดจบเขาก็หันมามองอีกครั้ง
“คิดว่าออกไปได้ก็ลองดู” เสียงฉันแข็งแล้วนะแต่เสียงเขาแข็งแถมฟังดูเอาจริงยิ่งกว่าอีก ไหนจะสายตาที่มองมาที่บอกให้รู้ว่าเขาไม่ยอมให้ฉันทำอย่างที่พูดได้แน่
นี่มันคืออะไร? วันนี้กับเมื่อวานฉันต้องเจอเรื่องบ้าอะไรบ้างก็ไม่รู้ตลอดระยะเวลาที่เกิดเรื่องมาเขาคอยอยู่ข้าง ๆ ทำตัวเป็นหลักให้ฉันพักพิงแต่สุดท้ายก็มาทำให้ฉันโมโหแบบนี้เหรอ? ต้องการอะไรกันแน่วะ!
“อย่าคิดว่าฉันไม่เหลือคุณพ่อคุ้มกะลาหัวแล้วจะทำอะไรกับฉันก็ได้นะ ออกไป” ฉันบอกเขาเสียงแข็งแล้วชี้ไปที่ประตูเขาเลยหยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่างแล้วมองมาที่ฉันก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้า
“ออกไปแล้วยังไงต่อ แล้วก็ให้ปล่อยอีกคนนอนร้องไห้คิดฟุ้งซ่านอยู่คนเดียวทั้งคืนเหรอ ใครจะปล่อยให้เสียใจอยู่คนเดียวได้...เมียทั้งคนนะแยมโรล”
“อย่ามาพูดแบบนี้นะ!” ฉันไม่คิดว่าเขาจะพูดคำนี้ออกมามันถึงทำให้ฉันเสียงดังลั่นห้องในขณะที่เขากลับแค่มองฉันด้วยสีหน้าเรียบนิ่งจนอ่านไม่ออกว่ากำลังรู้สึกหรือคิดอะไรอยู่กันแน่
“ทำไมจะพูดไม่ได้”
“เพราะนายไม่มีสิทธิ์ไง!”
“ไม่มีสิทธิ์? มีสิทำไมจะไม่มี เชื่อสิพี่ทั้งพูดได้ทั้งทำได้เลยล่ะ แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ทำ...จบเรื่องวุ่นวายพวกนี้เมื่อไหร่จะทำให้ดู...ว่าผัวอย่างพี่มีสิทธิ์แค่ไหน”
-วันต่อมา-“เหนื่อยไหม”“ไม่เหนื่อยค่ะ” ฉันทั้งยิ้มทั้งส่ายหน้า เรากำลังเดินเล่นกันค่ะ เดินชมรีสอร์ทที่มีพื้นที่เยอะมาก ๆ แต่ไม่ได้สร้างให้ใหญ่เวอร์นะเป็นรีสอร์ท Luxury ที่ตัวบ้านพักแต่ละหลังอยู่ห่างกันพอสมควรแถมยังกลมกลืนกับธรรมชาติมาก ๆ ช่วงสายของวันนี้หลังจากทานอาหารเช้ากับคุณอาของพี่คินซึ่งท่านเป็นคุณแม่ของพี่ไนซ์ด้วยพี่คินก็พาฉันเดินชมทั่วรีสอร์ทแต่ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยเลยเพราะที่นี่วิวสวยบรรยากาศก็ดี ยิ่งอากาศนะเย็นสบายมาก ๆ เลยค่ะ“แล้วเมียพี่ชอบไหม” ตาหวานตาเยิ้มเลยนะคุณอคิน ยิ่งตอนพูดว่าเมียมือใหญ่ที่จับมือฉันอยู่ก็บีบมือเข้าหากันด้วย ดูเขาภูมิใจกับการมีเมียสุด ๆ ไปเลย ส่วนฉันก็ใจฟูสุด ๆ ไปเลยเหมือนกันที่คนรักของเราเขาภูมิใจในการเรียกเราว่าเมียมาก ๆ“ชอบค่ะ บรรยากาศดีมาก~ แล้วที่นี่ใกล้จะเปิดรึยังคะ” ที่นี่เป็นรีสอร์ทที่พี่คินร่วมหุ้นกับคุณอา ท่านเพิ่งเล่าให้ฟังหลังกินข้าวเช้าเสร็จว่าเมื่อสองปีก่อนท่านเคยบ่น ๆ กับพี่คินว่าแก่แล้วเบื่อกรุงเทพอยากอยู่แบบสงบ ๆ ที่เหนือ อยากตื่นมาเจอหมอกกับภูเขาแต่ก็ไม่อยากอยู่เงียบ ๆ เกินไปอยากมีรีสอร์ทเล็ก ๆ ไว้ดูแลในแต่ละวันจะได้พบเจอกับลูกค้าให
“แค่เพราะอยากได้ผู้ชายคนหนึ่งเธอต้องทำร้ายผู้หญิงด้วยกันขนาดนี้เลยเหรอ?”“แล้วกลับมาทำไม! กลับมาอ่อยเขาทั้งที่เขาอยู่กับฉันมาเป็นปีมันก็สมควรแล้วที่จะโดน!”ซ่าส์!“กรี๊ด!!!!!!!”“พูดมากไม่สำนึกความชั่วก็เชิญแดกเพียว ๆ ไปเลยเถอะอีประสาท!”“กรี๊ด!!! แยมโรลเธอทำแบบนี้ได้ยังไง! กรี๊ด!!!” หน้ายัยคุณอิ้งค์อะไรนี่แดงจัด ตัวก็สั่น พูดจบก็พยายามเช็ดปากซ้ำ ๆ แต่ยิ่งเช็ดยิ่งดูสติแตกมากขึ้น จนกระทั่งสุดท้ายก็ถึงขั้นถ่มน้ำลายออกมาต่อหน้าฉันกับพี่คิน“ถุย! ถุย! ถุย!!!” ยัยคุณอิ้งค์อะไรนี่ถ่มน้ำลายทิ้งไม่หยุดเลยค่ะ ดูไม่มีสติอะไรแล้วเอาแต่สนใจจะถ่มน้ำลายเพื่อให้ยามันออกมา...ทุเรศ“ถ่มทิ้งทำไม ชิมหน่อยสิคะพี่อิ้งค์ ซื้อมาหลายบาทไม่ใช่เหรอ ทิ้งไว้ให้เสียของทำไมคะ” ฉันจ้องแล้วพูดเสียงเย็นพูดจบก็โยนขวดแก้วในมือทิ้งลงไปตรงหน้ายัยสารเลว“แก! ฮึก! แกทำแบบนี้ได้ยังไง!”“ทีเธอยังทำเลย มีสิทธิ์อะไรมาด่าคนอื่น?” ฉันยิ้มด้วยความสะใจสายตาก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดกับยัยนี่เพราะอยู่ ๆ หน้ายัยคุณอิ้งค์ที่แดงเพราะโกรธตจัดอยู่แล้วจนไม่น่าจะแดงได้มากกว่านี้ก็แดงขึ้นอีกจนเห็นได้ชัด แถมหน้าผากกับไรผมก็มีเหง
“งงอะไรเหรอคะ”“ก็งงที่...ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาทำไมอิ้งค์แท็คพี่เหมือนเราเป็นแฟนกันเลย แต่นั่นยังไม่งงเท่า...อิ้งค์กับเพื่อนอิ้งค์รู้ได้ไงว่าเมียพี่เข้าไอซียู”“...”“ว่าไงครับ ตอบพี่ได้ไหม อย่าปฏิเสธล่ะ พี่รู้ว่าอิ้งค์ไม่โง่ ตอบพี่มาหน่อยครับว่ารู้ได้ไง ตอบความจริงกับพี่นะ...รู้ใช่ไหมว่าไอ้กลัฟกับจีน่าไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว?”“พี่...พี่คิน~”“ตอบ”“อิ้งค์ อิ้งค์ไม่รู้ว่าพี่คินพูดเรื่องอะไร กลัฟกับจีน่าเป็นใครอิ้งค์ก็ไม่รู้จัก ส่วนเรื่องโพสอิ้งค์ก็แค่...พี่คินก็รู้ว่าอิ้งค์รู้สึกยังไง อิ้งค์แค่...สนองความสุขทางใจให้ตัวเอง” เธออธิบายให้ผมฟังพร้อมกับน้ำตาที่กำลังคลอ แววตาก็เต็มไปด้วยความตัดพ้อ“ขอโทษนะครับ แต่พี่ไม่รู้หรอกว่าอิ้งค์รู้สึกยังไง พี่ไม่เคยสนใจความรู้สึกของผู้หญิงคนไหนยกเว้นของเมียพี่”“พี่คิน~” ผมไม่รู้ว่าคำพูดของผมรุนแรงหรือเสียมารยาทแค่ไหน แต่ผมไม่สนใจใครจะคิดยังไงกับผมมันเป็นเรื่องของพวกเธอ ผมรู้แค่ตัวผมชัดเจนเท่านั้นก็พอแล้ว อาจจะพูดคุยด้วยความสนิทแต่สนิทแบบเพื่อน พี่น้อง หรือนายจ้างลูกจ้างมันก็สนิทกันได้ทั้งนั้น ถ้าผมเคยเกินเลยค่อยมาด่าผมแต่ผมมั่นใจว่าผมไม่เคยทำ
“ฟอด~”“อื้อ~ จะนอน~”“ไม่ตื่นมาดูหมอกหน่อยเหรอ”“ไม่เอา~” คนสวยของผมปัดป่ายมือเพื่อปัดมือผมที่ยุ่มย่ามที่ไหล่มนของเธอออกผมเลยเอาคางไปเกยแทนตัวหอมว่ะ มาถึงเกือบตีสามเหนื่อยล้ากันทั้งคู่แต่ผมนอนไม่หลับจนถึงตอนนี้เพราะการได้กอดร่างนุ่ม ๆ หอม ๆ ของแยมโรลอีกครั้งมันเหมือนฝัน ผมนอนกอดเธอจนเช้าโดยที่ตัวเองนอนไม่หลับแม้แต่วินาทีเดียว“วิวสวยนะ”“ตื่นไม่ไหว~”“พี่อุ้มไปดูไหมล่ะ” ผมยังกระซิบถามต่อ อยากให้แยมโรลตื่นมาดูหมอกตอนเช้าด้วยกันเพราะผมที่อยู่มาที่นี่นานเป็นปีก็เพิ่งกลับมาดูมันอีกครั้งวันนี้เหมือนกันหลังจากที่มาถึงที่นี่เช้าแรกเมื่อปีก่อนแล้วได้ดูแต่หลังจากนั้นผมก็ไม่ดูหมอกตอนเช้าอีกเลย...ถ้าได้ตื่นมายืนดูหมอกด้วยกันก็คงดีผมจำความรู้สึกวันนั้นได้ดีว่าเผลอคิดแบบนี้แล้วโกรธตัวเองมากแค่ไหนหลังจากนั้นผมก็ไม่เคยตื่นมาดูหมอกตอนเช้าอีกเลยเพราะผมกลัวความคิด ความคิดถึง และความโหยหาของตัวเอง“อื้อ~ ไม่เอา~”“ที่รัก พี่อยากดูหมอกตอนเช้ากับที่รัก” ผมรู้ว่ากวนแยมโยล รู้ว่าเธอรำคาญที่ถูกรบกวนการนอนแต่ผมอยากดูหมอกตอนเช้าในครั้งแรกที่มาค้างที่นี่ด้วยกันจริง ๆ“อื้อ~ เซ้าซี้~” แยมโรลเริ่มวีนผมเลยข้าม
“กลับกันเลยดีกว่า”“คะ? เวลานี้เหรอ?”“อื้ม เวลานี้ล่ะ แต่ไม่ได้กลับบ้านนะ ไปน่านกัน”“ไปน่าน?”“ครับผม ไปน่านกัน ไปตอนนี้ล่ะ พี่อดทนรอไม่ไหวหรอก พี่อยากรู้ว่า...อิ้งค์กับเพื่อนรู้ได้ยังไงว่าเมียพี่เข้าไอซียู”“พี่คินไม่ได้บอกเขาเหรอคะว่าเกิดอะไรกับแยม”“เขาเป็นใครทำไมพี่ต้องบอก?” นอกจากจะเสียงแข็งพอประมาณหน้าคุณอคินก็ดุด้วยฉันเลยยิ้มอ่อน“ดุทำไม ถามแค่นี้เอง”“อย่างอื่นก็ดุ เดี๋ยวพิสูจน์ให้ดู”“บ้า!”“ฮึ ๆ ๆ แล้วเรายังเพลียอยู่ไหม ถ้าไปคืนนี้ไหวรึเปล่า” เขาถามพร้อมกับลูบหัวส่วนฉันพอโดนถามก็ส่ายหน้าทันที“ไม่เพลียค่ะ” หรือต่อให้เพลียแต่ถ้าได้ออกจากโรงพยาบาลยังไงซะแยมโรลก็ยินดีออก ไม่ชอบกลิ่น ไม่ชอบเตียง ถึงแม้ว่าจะเป็นห้อง VVIP ที่หรูมาก ถึงที่นี่จะเป็นหนึ่งในธุรกิจของคนตรงหน้าแต่โรงพยาบาลก็คือโรงพยาบาล ไม่โอเค ไม่เอา ไม่อยากอยู่นาน“โอเค ถ้างั้นไปกันเลยนะ”“แต่แยมไม่มีเสื้อผ้านะคะ”“พี่เตรียมมาให้แล้ว ว่าจะชวนกลับบ้านคืนนี้อยู่แล้วก็เลยเตรียมมาให้เลย”“ขอบคุณนะคะ ถ้างั้นขอชุดหน่อย” ฉันพูดจบเขาก็ขยับมาใกล้ สายตาพี่คินหวานซึ้งมาก ๆ ยิ่งใกล้เท่าไหร่หัวใจก็ยิ่งเต้นรัวมากขึ้นเป็นเท่าตัวฟ
“ยังไม่ได้กินข้าวจริง ๆ เหรอ”“เกี่ยวอะไรกับกินข้าว”“...”“แยมโรล บอกพี่มา ถามเรื่องนั้นแล้ววนไปถามเรื่องกินข้าวมันคืออะไร มีอะไรคุยกันตรง ๆ อย่าเป็นเหมือนเมื่อก่อน พี่ไม่อยากเลิกกันแล้วนะ หรือว่าเราอยากเลิกกับพี่?”“...”“แยมโรล” ฉันเงียบเสียงเขาก็ดุมากขึ้น“...กับคุณอิ้งค์ถึงขั้นไหนแล้ว” โอเค ถามตรง ๆ ดีกว่า ถ้างั้นก็ขอถามเรื่องที่อยากรู้ที่สุดเลยก็แล้วกัน“อิ้งค์?” ถามปุ๊บคุณอคินก็พูดชื่อฝ่ายนั้นสั้น ๆ ด้วยสีหน้างุนงงฉันจะทำยังไงล่ะนอกจากพยักหน้า“ค่ะ”“ยังไม่ลืมอิ้งค์อีกเหรอ?” ยังจะทำหน้างงต่ออีก“จะลืมได้ยังไงพี่คิน”“ฮึ ๆ ๆ แสดงว่าหึงยาว”“ไม่เล่นค่ะ นี่ซีเรียสนะ จะมีใครลืมแฟนใหม่ของคนรักตัวเองได้ลงเหรอถามจริง”“แฟนใหม่? แฟนใหม่อะไรพี่ไม่ได้คบอิ้งค์ ไม่เคยคบ ตอนนั้นแค่ประชดเราเฉย ๆ ประชดแค่ตอนอยู่กับเราด้วย เวลาต้องคุยงานกับเขาพี่ก็ทำตัวปกติ”“โกหกรึเปล่า” คำพูดเขาหนักแน่นถึงหน้าตาจะไม่ได้ซีเรียสจริงจังก็ตาม แต่ฉันก็ไม่กล้าเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกในเมื่อการกระทำของอีกฝ่ายมันบอกอีกอย่างแถมฝ่ายนั้นยังออกสื่อด้วยนะ“โกหกเมียทำให้ไม่เจริญ พี่ไม่ทำ”“พี่คิน~ อย่าเพิ่งเล่นมุขได้ไหมค







