ANMELDEN“คุณพ่อ~ ฮึก~ คุณพ่อ~”
“คุณหนูขา คุณคิน คุณคินคุณหนูฟื้นแล้วค่ะ” หนูดีที่นั่งเฝ้าคุณหนูของตัวเองไม่ห่างบอกผมที่นั่งทำงานอยู่ที่โซฟาด้วยน้ำเสียงลนลานปนตื่นเต้น ผมได้ยินเสียงเธอละเมอตั้งแต่แรกแล้วเลยวางงานลงช้า ๆ แล้วเดินไปหยุดที่ขอบเตียงอีกฝั่ง
“ออกไปก่อนไป ไม่ต้องบอกพยาบาลล่ะ”
“คะ? เอ่อ...ค่ะ ๆ” หนูดีมีสีหน้างุนงงแต่ก็รับคำสั่งของผมก่อนจะรีบออกไป
“คุณพ่อ~ ฮึก~ คุณพ่อ~”
“...” ผมมองดูคนป่วยที่ใบหน้าซีดเผือดละเมอเรียกหาพ่อตัวเอง ถึงจะเกลียดคนที่เธอละเมอหาแค่ไหนแต่ผมก็ไม่ได้สารเลวจนถึงขั้นไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่สูญเสีย ผมเข้าใจและผมเข้าใจมันดี
“ชู่ว์~” ผมลูบหัวเธอช้า ๆ ระหว่างปลอบ แยมโรลน้ำตาไหลออกมาเสียงละเมอค่อย ๆ สงบลงแต่ไม่นานเธอก็ลืมตาขึ้น
“ปวดหัวไหม”
“...” เธอเงียบ เอาแต่มองหน้าผมแล้วน้ำตาก็ไหลออกมาช้า ๆ ผมเลยลูบหัวเธออีกครั้ง
“ปวดหัวรึเปล่า”
“โทรหา...โทรหาคุณพ่อให้หน่อยได้ไหม” เสียงแหบแห้งเอ่ยออกมา มันสั่นเครือ ตาคนที่เพิ่งฟื้นแดงก่ำแต่ก็มีประกายของความหวังให้ผมเห็น
“โทรไม่ได้หรอก เดี๋ยวค่อยไปหา”
“...คุณพ่ออยู่ที่ไหน โทรก่อนได้ไหม...โทรหาคุณพ่อให้ก่อน” เธอขอร้องผมเสียงสั่น ท่าทางของคุณหนูที่พร้อมเอาเรื่องผมตลอดเวลาหายไป เหลือแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังขอร้องผมด้วยความหวัง
“ดื่มน้ำก่อน” ผมบอกเธอพร้อมกับขยับไปรินน้ำให้ พอหันกลับมาเพื่อป้อนน้ำให้ดื่มก็เห็นสายตาของเธอที่สั่นไหวและมองผมอยู่ตลอด
“...”
“ดื่มน้ำก่อน” ผมยื่นแก้วน้ำไปใกล้ ขยับหลอดไปจ่อที่ปากแต่เธอไม่ยอมดูดน้ำ
“ขอโทรศัพท์หน่อย”
“ดื่มน้ำก่อน”
“ไม่... / อย่าดื้อ”
“...”
“เร็ว” ผมกดดันอีกครั้ง ไม่ได้ใช้น้ำเสียงหรือสายตาดุดันเพื่อบังคับแต่แค่ดุนิดหน่อยเพราะเธอดื้อไม่ยอมฟังที่ผมบอก
“...” สุดท้ายเธอก็ยอมดื่มน้ำตามที่ผมต้องการ ถึงจะแค่นิดเดียวแต่ก็ไม่เป็นไร ยังไงก็ดีกว่าไม่จิบเลย
“โทรได้ยัง” ผมหันไปวางแก้วน้ำเสียงของแยมโรลก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
อ่าส์~ ผมหันกลับมาเห็นสายตาเธอที่กำลังมองผมด้วยความหวังมันยิ่งทำให้ผมอึดอัด
“...โทรไปก็ไม่มีใครรับหรอก” ผมเงียบไปพักหนึ่งถึงได้ตอบออกมา พอพูดจบสายตาเธอก็สั่นไหวพร้อมน้ำตาที่คลอออกมา เธอขยับตัวลุกขึ้นนั่งช้า ๆ ทุกการเคลื่อนไหวสายตาขอร้องที่มองมาที่ผมไม่เคยหายไปไหนเลย
“หมายความว่ายังไง~ นาย นายโทรก่อนสิ โทรก่อน โทร...ฮึก! โทรให้ก่อนเดี๋ยวคุณพ่อก็รับ ฮึก! โทรสิอคิน~ โทรสัก...”
หมับ!
เธอขอร้องผมแต่ยิ่งพูดเสียงเธอยิ่งสั่น ยิ่งร้อนรนกระวนกระวาย ยิ่งพูดก็ยิ่งเริ่มควบคุมสติไม่ได้และผมไม่อยากให้คนตรงหน้าอยู่กับความหวังที่เธอแค่พยายามสร้างขึ้นมาไปมากกว่านี้แล้วถึงได้ดึงเธอมากอดให้เธอซบลงที่อก
“เสียใจได้แต่อย่าร้องไห้จนเสียสติ...อย่าลืมว่ายังมีแม่ที่ต้องดูแล” ผมพูดออกไปเบา ๆ และหวังให้คำพูดประโยคนี้ของผมเป็นคำตอบที่ชัดเจนให้เธอว่าสิ่งที่เธอหวังไม่มีทางเป็นความจริงได้อีกต่อไป ผมไม่อยากพูดตรง ๆ ว่าพ่อของเธอตายไปแล้วเพราะไม่อยากให้คำนี้ไปกระทบความรู้สึกของเธอมากกว่านี้และทันทีที่ผมพูดจบร่างในอ้อมกอดของผมก็สะอื้นทีละนิดจนกลายเป็นการสะอื้นที่แรงมาก
“ฮึก! ฮื่อ ๆ ๆ ไม่จริง~ ไม่ ฮื่อ ๆ ๆ คุณพ่อยังอยู่~ ฮื่อ ๆ ๆ คุณพ่อยังอยู่~ ฮื่อ ๆ ๆ คุณพ่อ...ยังอยู่~ ฮื่อ ๆ ๆ” แยมโรลร้องไห้ฟูมฟายออกมาเรื่อย ๆ ผมที่กอดเธออยู่ลูบเธอเธอช้า ๆ ก่อนจะดันเธอออกเพื่อเช็ดน้ำตาให้ แยมโรลยอมให้ผมเช็ดน้ำตาให้เธอในขณะที่เธอเอาแต่ร้องไห้และมองสบตาผมด้วยอาการของคนที่เหมือนจะขาดใจ
“ฮึก! ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว~ ฮื่อ ๆ ๆ ฉันไม่เหลืออะไร...อื้อ~”
ผมปิดปากที่เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายของเธอ จูบลงไปเบา ๆ แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้ปากเธอเป็นอิสระ มือผมสอดประคองต้นคอแล้วประกบลงไปหาริมฝีปากอวบอิ่มไม่ยอมปล่อย แยมโรลไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนแต่น้ำตาของเธอก็ไหลออกมาไม่หยุด พอเห็นว่าเธอไม่ได้ขัดขืนอะไรผมถึงได้ผละออกแต่ไม่ได้ผละออกห่างไปไหนไกล ผมถอนริมฝีปากออกจากปากเธอแล้วจูบลงที่เปลือกตา มืออีกข้างที่ไม่ได้ประคองต้นคือก็วางลงที่แก้มเธอ
“เหลือสิทำไมจะไม่เหลือ...ยังเหลือผมที่อยู่ตรงนี้ไง”
หมับ!
“...ฮึก! ฮื่อ ๆ ๆ” จบคำพูดของผมก็กลายเป็นเธอเองที่เป็นฝ่ายโผเข้ามากอดผมไว้พร้อมกับปล่อยโฮออกมา ผมไม่ได้ห้ามถ้าเธอจะร้อง อยากร้องไห้จากการสูญเสียแค่ไหนก็ร้องออกมาเลยขอแค่อย่าร้องฟูมฟายจนกลายเป็นเสียสติก็พอเพราะนั่นคือสิ่งที่ผมไม่อยากให้เธอเป็น
และผมไม่ว่าเลยถ้าเธอจะร้องไห้...ในอ้อมกอดของผม
-เวลาต่อมา-
“กินข้าวรึยังหนูดี” ผมเปิดประตูห้องพักฟื้นออกไปถามแม่บ้านคนสนิทของแยมโรลที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้อง
“ยังค่ะคุณคิน คุณหนูเป็นยังไงบ้างคะ”
“ไม่เป็นไรแล้ว ไปกินข้าวเถอะ”
“คุณคินล่ะคะ คุณคินทานก่อนดีกว่าค่ะเดี๋ยวหนูดีเฝ้าคุณหนูเอง”
“ไม่เป็นไร ไปเถอะ เอานี่ไปไม่ต้องเอามาคืนแล้วก็ไม่ต้องรีบกินล่ะ” ผมยื่นเงินให้หนูดีก่อนจะกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง มาถึงเตียงคนไข้ก็เห็นเธอนั่งเหม่อลอยพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นระยะ
“พักผ่อนไหม” ผมเดินไปหยุดยืนข้างเตียง
“...ไม่” เธอตอบแต่ไม่ได้มองผม เอาแต่นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ผมถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงบนเตียงแล้วลูบหัวเธอช้า ๆ
“เดี๋ยวแม่ก็ออกจากห้องผ่าตัดนะ ไม่พักจะเอาแรงที่ไหนไปเฝ้าท่าน” ผมลูบหัวพร้อมเตือนสติเธอไปด้วย พอมีเรื่องแม่แยมโรลก็หันมามองผมทันทีมองพร้อมกับปากที่เม้มเข้าหากันเหมือนคนที่พยายามกลั้นไม่ไห้ปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง
“คุณแม่...จะปลอดภัยใช่ไหม~”
“ครับ” ผมพยักหน้ารับช้า ๆ น้ำตาแยมโรลก็ไหลออกมา
“...ฮึก!”
“อานรินทร์ปลอดภัยอยู่แล้ว อาหมอเก่งใคร ๆ ก็รู้”
“ฮึก!”
“เดี๋ยวขอยานอนหลับคุณหมอให้ นอนพักผ่อนก่อนพรุ่งนี้มีอะไรต้องทำอีกหลายอย่าง” ผมบอกเธอจบก็ขยับตัวลุกจากเตียง
“อยากไปหาคุณพ่อ~” กำลังจะขยับไปกดปุ่มเรียกพยาบาลเพื่อขอยานอนหลับให้เธอแยมโรลก็พูดขึ้นทำให้ผมหันกลับมาหาเธออีกครั้ง
“พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ถึงจะไปรับ...ท่านได้” ผมบอกพร้อมกับเช็ดน้ำตาให้เธอ ผมเข้าใจดีว่าตอนนี้ใจเธอไม่อยู่ตรงนี้หรอก เธอคงอยากไปหาศพของพ่อตัวเองแต่ไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะยังอยู่ในขั้นตอนของนิติเวช
“ขอโทรศัพท์หน่อย”
“เดี๋ยวค่อยดู” ผมไม่รู้หรอกว่าเธออยากได้โทรศัพท์ไปทำอะไร แต่มันคงไม่พ้นเกี่ยวกับเรื่องการตายของพ่อเธอซึ่งแน่นอนว่าผมไม่อยากให้เธอรับรู้อะไรเพิ่มแล้วในตอนนี้
“จะห้ามทำไม เอาโทรศัพท์มา” เธอไม่ได้เสียงแข็งใส่ผม เธอขอร้องผมเสียงสั่น เธอในตอนนี้เป็นคุณหนูแยมโรลที่กำลังอ่อนแอมาก แล้วผมจะยื่นโทรศัพท์เพื่อมอบความอ่อนแอให้เธอมากไปกว่านี้ได้ยังไงวะ
“อย่าเพิ่งเสพข่าวดีกว่า เดี๋ยวช็อคขึ้นมาอีกมันจะแย่กว่าเดิม”
“แล้วจะให้ทำยังไง~ เกิดอะไรขึ้นกับคุณพ่อบ้างก็ไม่รู้ รู้แค่อย่างเดียวคือ...คุณพ่อตายแล้ว~ฮึก! คุณพ่อฉันตายแต่ฉันไม่รู้อะไรเลยฉันใจจะขาดอยู่แล้วนายรู้บ้างไหม~ ฮื่อ ๆ ๆ”
“รู้ ผมรู้”
“ถ้ารู้ก็ช่วยเอาโทรศัพท์มาให้ฉันสักที ฮื่อ ๆ ๆ เอามาสักทีอคิน~”
“ให้ไม่ได้ อย่าเพิ่งรับรู้เรื่องแย่ ๆ เพิ่มไปมากกว่านี้ได้ไหม พักผ่อนก่อนเพราะนอกจากต้องดูแลแม่ พรุ่งนี้ยังต้องไปรับพ่อนะ”
“ฉันจะพักได้ยังไง~ คุณพ่อฉันตาย แม้แต่ศพคุณพ่ออยู่ที่ไหนฉันยังไม่รู้แล้วฉันจะพักผ่อนได้ยังไงอคิน~ ฮื่อ ๆ ๆ ฉันจะพักผ่อนได้ยังไง~”
หมับ!
เธอเริ่มฟูมฟายออกมาอีกครั้งผมเลยดึงเธอเข้ามากอดให้แน่นที่สุด
“กำลังจะขอยานอนหลับให้นี่ไง”
“ฉันไม่อยาก ฮึก! ไม่อยาก... / ขอร้อง ขอร้องแค่ให้พักผ่อนก่อนพรุ่งนี้จะได้มีแรงสู้กับทุกเรื่องให้ไหว...ฟังคำขอร้องของพี่สักครั้งได้ไหมแยมโรล”
-วันต่อมา-“เหนื่อยไหม”“ไม่เหนื่อยค่ะ” ฉันทั้งยิ้มทั้งส่ายหน้า เรากำลังเดินเล่นกันค่ะ เดินชมรีสอร์ทที่มีพื้นที่เยอะมาก ๆ แต่ไม่ได้สร้างให้ใหญ่เวอร์นะเป็นรีสอร์ท Luxury ที่ตัวบ้านพักแต่ละหลังอยู่ห่างกันพอสมควรแถมยังกลมกลืนกับธรรมชาติมาก ๆ ช่วงสายของวันนี้หลังจากทานอาหารเช้ากับคุณอาของพี่คินซึ่งท่านเป็นคุณแม่ของพี่ไนซ์ด้วยพี่คินก็พาฉันเดินชมทั่วรีสอร์ทแต่ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยเลยเพราะที่นี่วิวสวยบรรยากาศก็ดี ยิ่งอากาศนะเย็นสบายมาก ๆ เลยค่ะ“แล้วเมียพี่ชอบไหม” ตาหวานตาเยิ้มเลยนะคุณอคิน ยิ่งตอนพูดว่าเมียมือใหญ่ที่จับมือฉันอยู่ก็บีบมือเข้าหากันด้วย ดูเขาภูมิใจกับการมีเมียสุด ๆ ไปเลย ส่วนฉันก็ใจฟูสุด ๆ ไปเลยเหมือนกันที่คนรักของเราเขาภูมิใจในการเรียกเราว่าเมียมาก ๆ“ชอบค่ะ บรรยากาศดีมาก~ แล้วที่นี่ใกล้จะเปิดรึยังคะ” ที่นี่เป็นรีสอร์ทที่พี่คินร่วมหุ้นกับคุณอา ท่านเพิ่งเล่าให้ฟังหลังกินข้าวเช้าเสร็จว่าเมื่อสองปีก่อนท่านเคยบ่น ๆ กับพี่คินว่าแก่แล้วเบื่อกรุงเทพอยากอยู่แบบสงบ ๆ ที่เหนือ อยากตื่นมาเจอหมอกกับภูเขาแต่ก็ไม่อยากอยู่เงียบ ๆ เกินไปอยากมีรีสอร์ทเล็ก ๆ ไว้ดูแลในแต่ละวันจะได้พบเจอกับลูกค้าให
“แค่เพราะอยากได้ผู้ชายคนหนึ่งเธอต้องทำร้ายผู้หญิงด้วยกันขนาดนี้เลยเหรอ?”“แล้วกลับมาทำไม! กลับมาอ่อยเขาทั้งที่เขาอยู่กับฉันมาเป็นปีมันก็สมควรแล้วที่จะโดน!”ซ่าส์!“กรี๊ด!!!!!!!”“พูดมากไม่สำนึกความชั่วก็เชิญแดกเพียว ๆ ไปเลยเถอะอีประสาท!”“กรี๊ด!!! แยมโรลเธอทำแบบนี้ได้ยังไง! กรี๊ด!!!” หน้ายัยคุณอิ้งค์อะไรนี่แดงจัด ตัวก็สั่น พูดจบก็พยายามเช็ดปากซ้ำ ๆ แต่ยิ่งเช็ดยิ่งดูสติแตกมากขึ้น จนกระทั่งสุดท้ายก็ถึงขั้นถ่มน้ำลายออกมาต่อหน้าฉันกับพี่คิน“ถุย! ถุย! ถุย!!!” ยัยคุณอิ้งค์อะไรนี่ถ่มน้ำลายทิ้งไม่หยุดเลยค่ะ ดูไม่มีสติอะไรแล้วเอาแต่สนใจจะถ่มน้ำลายเพื่อให้ยามันออกมา...ทุเรศ“ถ่มทิ้งทำไม ชิมหน่อยสิคะพี่อิ้งค์ ซื้อมาหลายบาทไม่ใช่เหรอ ทิ้งไว้ให้เสียของทำไมคะ” ฉันจ้องแล้วพูดเสียงเย็นพูดจบก็โยนขวดแก้วในมือทิ้งลงไปตรงหน้ายัยสารเลว“แก! ฮึก! แกทำแบบนี้ได้ยังไง!”“ทีเธอยังทำเลย มีสิทธิ์อะไรมาด่าคนอื่น?” ฉันยิ้มด้วยความสะใจสายตาก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดกับยัยนี่เพราะอยู่ ๆ หน้ายัยคุณอิ้งค์ที่แดงเพราะโกรธตจัดอยู่แล้วจนไม่น่าจะแดงได้มากกว่านี้ก็แดงขึ้นอีกจนเห็นได้ชัด แถมหน้าผากกับไรผมก็มีเหง
“งงอะไรเหรอคะ”“ก็งงที่...ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาทำไมอิ้งค์แท็คพี่เหมือนเราเป็นแฟนกันเลย แต่นั่นยังไม่งงเท่า...อิ้งค์กับเพื่อนอิ้งค์รู้ได้ไงว่าเมียพี่เข้าไอซียู”“...”“ว่าไงครับ ตอบพี่ได้ไหม อย่าปฏิเสธล่ะ พี่รู้ว่าอิ้งค์ไม่โง่ ตอบพี่มาหน่อยครับว่ารู้ได้ไง ตอบความจริงกับพี่นะ...รู้ใช่ไหมว่าไอ้กลัฟกับจีน่าไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว?”“พี่...พี่คิน~”“ตอบ”“อิ้งค์ อิ้งค์ไม่รู้ว่าพี่คินพูดเรื่องอะไร กลัฟกับจีน่าเป็นใครอิ้งค์ก็ไม่รู้จัก ส่วนเรื่องโพสอิ้งค์ก็แค่...พี่คินก็รู้ว่าอิ้งค์รู้สึกยังไง อิ้งค์แค่...สนองความสุขทางใจให้ตัวเอง” เธออธิบายให้ผมฟังพร้อมกับน้ำตาที่กำลังคลอ แววตาก็เต็มไปด้วยความตัดพ้อ“ขอโทษนะครับ แต่พี่ไม่รู้หรอกว่าอิ้งค์รู้สึกยังไง พี่ไม่เคยสนใจความรู้สึกของผู้หญิงคนไหนยกเว้นของเมียพี่”“พี่คิน~” ผมไม่รู้ว่าคำพูดของผมรุนแรงหรือเสียมารยาทแค่ไหน แต่ผมไม่สนใจใครจะคิดยังไงกับผมมันเป็นเรื่องของพวกเธอ ผมรู้แค่ตัวผมชัดเจนเท่านั้นก็พอแล้ว อาจจะพูดคุยด้วยความสนิทแต่สนิทแบบเพื่อน พี่น้อง หรือนายจ้างลูกจ้างมันก็สนิทกันได้ทั้งนั้น ถ้าผมเคยเกินเลยค่อยมาด่าผมแต่ผมมั่นใจว่าผมไม่เคยทำ
“ฟอด~”“อื้อ~ จะนอน~”“ไม่ตื่นมาดูหมอกหน่อยเหรอ”“ไม่เอา~” คนสวยของผมปัดป่ายมือเพื่อปัดมือผมที่ยุ่มย่ามที่ไหล่มนของเธอออกผมเลยเอาคางไปเกยแทนตัวหอมว่ะ มาถึงเกือบตีสามเหนื่อยล้ากันทั้งคู่แต่ผมนอนไม่หลับจนถึงตอนนี้เพราะการได้กอดร่างนุ่ม ๆ หอม ๆ ของแยมโรลอีกครั้งมันเหมือนฝัน ผมนอนกอดเธอจนเช้าโดยที่ตัวเองนอนไม่หลับแม้แต่วินาทีเดียว“วิวสวยนะ”“ตื่นไม่ไหว~”“พี่อุ้มไปดูไหมล่ะ” ผมยังกระซิบถามต่อ อยากให้แยมโรลตื่นมาดูหมอกตอนเช้าด้วยกันเพราะผมที่อยู่มาที่นี่นานเป็นปีก็เพิ่งกลับมาดูมันอีกครั้งวันนี้เหมือนกันหลังจากที่มาถึงที่นี่เช้าแรกเมื่อปีก่อนแล้วได้ดูแต่หลังจากนั้นผมก็ไม่ดูหมอกตอนเช้าอีกเลย...ถ้าได้ตื่นมายืนดูหมอกด้วยกันก็คงดีผมจำความรู้สึกวันนั้นได้ดีว่าเผลอคิดแบบนี้แล้วโกรธตัวเองมากแค่ไหนหลังจากนั้นผมก็ไม่เคยตื่นมาดูหมอกตอนเช้าอีกเลยเพราะผมกลัวความคิด ความคิดถึง และความโหยหาของตัวเอง“อื้อ~ ไม่เอา~”“ที่รัก พี่อยากดูหมอกตอนเช้ากับที่รัก” ผมรู้ว่ากวนแยมโยล รู้ว่าเธอรำคาญที่ถูกรบกวนการนอนแต่ผมอยากดูหมอกตอนเช้าในครั้งแรกที่มาค้างที่นี่ด้วยกันจริง ๆ“อื้อ~ เซ้าซี้~” แยมโรลเริ่มวีนผมเลยข้าม
“กลับกันเลยดีกว่า”“คะ? เวลานี้เหรอ?”“อื้ม เวลานี้ล่ะ แต่ไม่ได้กลับบ้านนะ ไปน่านกัน”“ไปน่าน?”“ครับผม ไปน่านกัน ไปตอนนี้ล่ะ พี่อดทนรอไม่ไหวหรอก พี่อยากรู้ว่า...อิ้งค์กับเพื่อนรู้ได้ยังไงว่าเมียพี่เข้าไอซียู”“พี่คินไม่ได้บอกเขาเหรอคะว่าเกิดอะไรกับแยม”“เขาเป็นใครทำไมพี่ต้องบอก?” นอกจากจะเสียงแข็งพอประมาณหน้าคุณอคินก็ดุด้วยฉันเลยยิ้มอ่อน“ดุทำไม ถามแค่นี้เอง”“อย่างอื่นก็ดุ เดี๋ยวพิสูจน์ให้ดู”“บ้า!”“ฮึ ๆ ๆ แล้วเรายังเพลียอยู่ไหม ถ้าไปคืนนี้ไหวรึเปล่า” เขาถามพร้อมกับลูบหัวส่วนฉันพอโดนถามก็ส่ายหน้าทันที“ไม่เพลียค่ะ” หรือต่อให้เพลียแต่ถ้าได้ออกจากโรงพยาบาลยังไงซะแยมโรลก็ยินดีออก ไม่ชอบกลิ่น ไม่ชอบเตียง ถึงแม้ว่าจะเป็นห้อง VVIP ที่หรูมาก ถึงที่นี่จะเป็นหนึ่งในธุรกิจของคนตรงหน้าแต่โรงพยาบาลก็คือโรงพยาบาล ไม่โอเค ไม่เอา ไม่อยากอยู่นาน“โอเค ถ้างั้นไปกันเลยนะ”“แต่แยมไม่มีเสื้อผ้านะคะ”“พี่เตรียมมาให้แล้ว ว่าจะชวนกลับบ้านคืนนี้อยู่แล้วก็เลยเตรียมมาให้เลย”“ขอบคุณนะคะ ถ้างั้นขอชุดหน่อย” ฉันพูดจบเขาก็ขยับมาใกล้ สายตาพี่คินหวานซึ้งมาก ๆ ยิ่งใกล้เท่าไหร่หัวใจก็ยิ่งเต้นรัวมากขึ้นเป็นเท่าตัวฟ
“ยังไม่ได้กินข้าวจริง ๆ เหรอ”“เกี่ยวอะไรกับกินข้าว”“...”“แยมโรล บอกพี่มา ถามเรื่องนั้นแล้ววนไปถามเรื่องกินข้าวมันคืออะไร มีอะไรคุยกันตรง ๆ อย่าเป็นเหมือนเมื่อก่อน พี่ไม่อยากเลิกกันแล้วนะ หรือว่าเราอยากเลิกกับพี่?”“...”“แยมโรล” ฉันเงียบเสียงเขาก็ดุมากขึ้น“...กับคุณอิ้งค์ถึงขั้นไหนแล้ว” โอเค ถามตรง ๆ ดีกว่า ถ้างั้นก็ขอถามเรื่องที่อยากรู้ที่สุดเลยก็แล้วกัน“อิ้งค์?” ถามปุ๊บคุณอคินก็พูดชื่อฝ่ายนั้นสั้น ๆ ด้วยสีหน้างุนงงฉันจะทำยังไงล่ะนอกจากพยักหน้า“ค่ะ”“ยังไม่ลืมอิ้งค์อีกเหรอ?” ยังจะทำหน้างงต่ออีก“จะลืมได้ยังไงพี่คิน”“ฮึ ๆ ๆ แสดงว่าหึงยาว”“ไม่เล่นค่ะ นี่ซีเรียสนะ จะมีใครลืมแฟนใหม่ของคนรักตัวเองได้ลงเหรอถามจริง”“แฟนใหม่? แฟนใหม่อะไรพี่ไม่ได้คบอิ้งค์ ไม่เคยคบ ตอนนั้นแค่ประชดเราเฉย ๆ ประชดแค่ตอนอยู่กับเราด้วย เวลาต้องคุยงานกับเขาพี่ก็ทำตัวปกติ”“โกหกรึเปล่า” คำพูดเขาหนักแน่นถึงหน้าตาจะไม่ได้ซีเรียสจริงจังก็ตาม แต่ฉันก็ไม่กล้าเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกในเมื่อการกระทำของอีกฝ่ายมันบอกอีกอย่างแถมฝ่ายนั้นยังออกสื่อด้วยนะ“โกหกเมียทำให้ไม่เจริญ พี่ไม่ทำ”“พี่คิน~ อย่าเพิ่งเล่นมุขได้ไหมค







