FAZER LOGINหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ประเทศไทย
บรรยากาศของบ้านสไตล์ทรอปิคอลที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ช่างแตกต่างจากสนามรบในค่ายฝึกอย่างสิ้นเชิง กลิ่นหอมของอาหารไทยฝีมือแม่บ้านลอยอบอวลไปทั่ว รามวางกระเป๋าเดินทางใบโตลงบนพื้นหินอ่อน แต่ยังไม่ทันจะได้ถอดรองเท้าดี ๆ เสียงแหลมใสระดับแปดหลอดก็ดังพุ่งเข้ามาปะทะโสตประสาท
“พี่รามมมมมมม”
ตึก ตึก ตึก
ร่างเล็กของหญิงสาวในชุดนักศึกษาวัยใสวิ่งถลันลงมาจากบันไดด้วยความเร็วแสง ก่อนจะกระโดดกอดคอพี่ชายเต็มแรงจนรามเกือบจะเซหงายหลัง
“โอ๊ยเบา ๆ หน่อย เดี๋ยวคอพี่หัก” รามบ่นอุบ แต่แขนแกร่งก็กอดตอบน้องสาวแน่น
รดา รดารินทร์ ผละออกมามองหน้าพี่ชาย แล้วทำตาโตเท่าไข่ห่าน “โห พี่ราม ไปฝึกหรือไปเข้าคอร์สศัลยกรรมมาเนี่ย ทำไมหล่อขึ้นเบอร์นี้อะ ผิวแทนขึ้น กล้ามแน่นเปรี๊ยะ โอ๊ย น้องใจบ่ดี” รดาจิ้มกล้ามแขนพี่ชายเล่นอย่างมันเขี้ยว
“เพ้อเจ้อ” รามผลักหัวน้องสาวเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู “แล้วป๊าล่ะ”
“อยู่ในห้องพระ เอ้ย ห้องทำงาน” รดาทำหน้าทะเล้น “ป๊ารอพี่อยู่นานแล้ว เห็นบอกว่ามีเรื่องด่วนระดับชาติจะคุยด้วย”
“ระดับชาติ” รามเลิกคิ้ว “คงไม่ใช่ให้ไปกู้ระเบิดที่ไหนอีกนะ” ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเดินตรงไปยังห้องทำงานของพ่อที่อยู่ปีกขวาของบ้าน
และเมื่อเปิดประตูเข้าไป เขาก็พบกับ ลุค อดีตบอดี้การ์ดมือพระกาฬที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นเจ้าของบริษัทรักษาความปลอดภัยครบวงจร กำลังนั่งขัดปืนพกกระบอกงามเล่นอยู่บนโต๊ะทำงาน
“กลับมาแล้วครับป๊า” รามยกมือไหว้ ลุควางปืนลง มองสำรวจลูกชายด้วยสายตาพึงพอใจ
รามนั่งลงตรงข้ามพ่อ สีหน้าของลุคเปลี่ยนจากยิ้มแย้มเป็นเคร่งขรึมลงเล็กน้อย บรรยากาศในห้องดูจริงจังขึ้นถนัดตา
“รดาบอกว่าป๊ามีเรื่องด่วน”
“อืม ด่วนมากและสำคัญมากด้วย” ลุคพยักหน้า ก่อนจะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลส่งให้ “เฮียวรา... ลุงวราของรามติดต่อมาเมื่อเช้า เขาอยากให้รามเข้าไปพบด่วนที่สุด”
“ลุงวรา?” รามขมวดคิ้วลง เขาจำคุณลุงใจดีอดีตเจ้านายของป๊าได้แม่นยำ “เกิดอะไรขึ้นครับ”
“มีคนส่งนี่ไปให้เขา”
รามเปิดซองเอกสารก่อนดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา มันเป็นจดหมายขู่ที่ใช้ตัวอักษรตัดแปะแบบโบราณ แต่เนื้อหาข้างในไม่ได้โบราณตามไปด้วย มันเต็มไปด้วยกลิ่นอายคุกคามที่รุนแรง
‘ถอนตัวจากโปรเจกต์รัฐสภาซะ ไม่งั้นโรงงานแกวอดแน่ หรืออาจจะเป็นลูกสาวแกที่วอดแทน’
“นี่มัน” รามเงยหน้าสบตาพ่อ
“เฮียวราเครียดมาก รามก็รู้ว่าเขารักลูกสาวฝาแฝดขนาดไหน ยิ่งตอนนี้ฝนเพิ่งกลับจากเมืองนอก มารับตำแหน่งบริหารเต็มตัว ยิ่งเป็นเป้านิ่ง” ลุคถอนหายใจหนัก
“แล้ว...พี่ฝนรู้เรื่องนี้หรือยังครับ”
“ยัง...เฮียวรายังปิดเงียบ ไม่อยากให้ลูกตกใจ” ลุคมองหน้าลูกชายอย่างสื่อความหมาย “เฮียวราขอร้องมา เขาอยากได้บอดี้การ์ดที่ไว้ใจได้ที่สุด เก่งที่สุดและต้องซื่อสัตย์ที่สุดไปดูแลฝน”
“ป๊าเลยเสนอผม”
“ไม่มีใครเหมาะไปกว่ารามแล้ว” ลุคยิ้มมุมปาก “รามจบหลักสูตรท็อปสุดมา ฝีมือรามป๊ารู้ดี อีกอย่าง เฮียวราก็ไว้ใจแค่ครอบครัวเรา”
รามก้มมองจดหมายขู่ในมืออีกครั้ง ภาพเด็กหญิงตัวน้อยที่เขาเคยเล่นด้วยในวัยเด็กซ้อนทับขึ้นมา พี่สาวที่ชอบหอมแก้มของเขาทุกครั้งที่พบกัน แม้จะไม่ได้เจอกันนานนับสิบปี แต่ความผูกพันแบบเครือญาติก็ยังคงอยู่
“ตกลงครับ” รามตอบเสียงหนักแน่น “ผมจะรับงานนี้”
สามชั่วโมงต่อมา ณ คฤหาสน์ของวรา
ความหรูหราอลังการของคฤหาสน์หลังงามไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องทำงานของ วรา เฌอสลัล ดูผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย
วราเดินวนไปวนมาอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ใบหน้าที่มีริ้วรอยตามวัยเต็มไปด้วยความวิตกกังวล จนกระทั่งประตูห้องเปิดออกพร้อมการปรากฏตัวของราม
“ราม” วราปรี่เข้ามาจับไหล่ชายหนุ่มแล้วบีบแน่นด้วยความดีใจ “ขอบใจมากนะรามที่มา ขอบใจจริง ๆ”
“ไม่เป็นไรครับคุณลุง ธุระของคุณลุงก็เหมือนธุระของผม” รามกล่าวอย่างนอบน้อม
“ป๊าเราคงบอกรายละเอียดคร่าว ๆ แล้วใช่ไหม” วราพาเขากลับไปนั่งที่โต๊ะ “ไอ้พวกสวะพวกนี้มันเล่นสกปรก มันขู่จะทำร้ายฝน ลุงยอมไม่ได้เด็ดขาด”
“ผมจะดูแลพี่ฝนด้วยชีวิตครับ คุณลุงวางใจได้” รามให้คำมั่นสัญญาด้วยสายตามุ่งมั่น
“ลุงเชื่อใจราม” วราถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้ กระซิบเสียงเข้มราวกับกำลังสั่งการลับสุดยอด
“แต่ราม หน้าที่ของรามไม่ใช่แค่กันระเบิดหรือกันกระสุนนะ”
“ครับ?” รามเลิกคิ้ว
“รามต้องกันผู้ชายด้วย”
“ผู้ชาย?”
“ใช่” วราตบโต๊ะดังปัง ดวงตาฉายแววหวงแหนระดับสิบ “ฝนตอนนี้ เฮ้อ...เรียกว่าสวยสะพรั่งได้เลยล่ะ เนื้อหอมจนฝูงแมลงวันบินว่อน ลุงกลัวว่าไอ้พวกศัตรูมันจะส่งสายลับมาในคราบหนุ่มหล่อ หรือไอ้พวกไฮโซหน้าหม้อที่จะมาเกาะแกะลูกสาวลุง รามต้องจัดการให้เรียบ” วราทุบโต๊ะปึกปังราวกับมันเป็นฝูงแมลงวันที่เอ่ยถึง
“ห้ามให้ใครเข้าใกล้ฝนเกินรัศมีปลอดภัย ไม่ว่ามันจะหล่อ รวย หรือนามสกุลดังแค่ไหน ถ้ามันทำท่าจะจีบฝน กันมันออกไปให้หมด เข้าใจไหม”
รามเผลอกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ‘นี่มันงานบอดี้การ์ดหรืองานไม้กันหมาครับเนี่ย’
แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของลุงวรา รามก็อดไม่ได้ที่จะรับคำ
“รับทราบครับ ผมจะเป็นกำแพงให้พี่ฝนเอง ทั้งเรื่องศัตรูแล้วก็เรื่องผู้ชาย”
“ดีมาก” วรายิ้มกว้างอย่างพอใจ “อ้อ คืนนี้ฝนจะเข้าไปดูงานที่บาร์โฮสต์ของเขานั่นแหละ รามลองตามไปก่อนก็ได้ อย่าเพิ่งให้รู้ตัว ลุงยังไม่อยากบอกฝนตอนนี้ เดี๋ยวไก่ตื่น”
“ได้ครับ”
เวลา 22.00 น.
ณ ย่านสถานบันเทิงยามค่ำคืนคึกคักไปด้วยแสงสีเสียง รถหรูราคาแพงจอดเรียงรายกันเป็นตับ บ่งบอกถึงระดับฐานะของลูกค้าที่มาใช้บริการ
ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิทที่เพิ่งเปลี่ยนมาหมาด ๆ ยืนสงบนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน สายตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าที่เรียบเฉยจ้องมองไปยังป้ายไฟนีออนขนาดใหญ่ที่ดัดเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษสไตล์โมเดิร์น
‘Elysia’
แสงสีแดงจากป้ายไฟสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของราม ขับเน้นสันกรามคมสันให้ดูดุดันยิ่งขึ้น เขาขยับเนคไทให้เข้าที่เล็กน้อย มือหนาแตะที่หูฟังวิทยุสื่อสารไร้สายที่ซ่อนอยู่ในรูหูเพื่อทดสอบสัญญาณ
‘บาร์โฮสต์งั้นเหรอ หึ’ รามส่ายหน้าเบา ๆ กับรสนิยมธุรกิจของพี่สาวที่เขาไม่ได้เจอมานาน
เขาจำได้แค่ว่าพี่ฝนตอนเด็ก ๆ เป็นคนแก่นแก้ว เอาแต่ใจ และชอบคนหล่อ เพราะคนหล่อมันดีต่อใจ ไม่รู้ว่าโตมาจะเป็นยังไง จะยังเป็นยัยตัวแสบเหมือนเดิม หรือจะเปลี่ยนไปแค่ไหน
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมสมาธิเข้าสู่โหมดทำงานเต็มรูปแบบ ก่อนจะก้าวเท้าข้ามถนนมุ่งตรงไปยังอาณาจักรแห่งราตรีตรงหน้า
ภารกิจแรกเริ่มขึ้นแล้ว โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า ภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดในภารกิจนี้ ไม่ใช่ระเบิด ไม่ใช่กระสุนและไม่ใช่ศัตรู
แต่มันคือ เจ้าของร้านที่กำลังรอขย้ำหัวใจเขาอยู่ข้างในต่างหาก
ฝนหลับตาปี๋ เตรียมรับแรงกระแทกที่อาจจะทำให้เสียโฉมไปตลอดชีวิตปึก!เสียงของแข็งกระทบกับเนื้อหนัก ๆ ดังขึ้น แต่แปลกที่ฝนกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด ไม่มีความเย็นของแก้ว ไม่มีเลือดอุ่น ๆ ไหลอาบหน้ามีเพียงกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของน้ำหอมผู้ชายที่ผสมกลิ่นสะอาดของสบู่และไออุ่นจากแผ่นหลังกว้างที่เข้ามายืนบดบังเธอไว้จนมิดฝนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆภาพแรกที่เห็นคือแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อสูทสีดำสนิทที่ดูแข็งแกร่งราวกับกำแพงเหล็ก ชายหนุ่มปริศนายืนจังก้าขวางระหว่างเธอกับชายขี้เมา ท่อนแขนแกร่งข้างซ้ายยกขึ้นรับแรงกระแทกจากขวดเหล้าแทนใบหน้าของเธอเต็ม ๆขวดวิสกี้ร่วงลงพื้นกลิ้งขลุกขลัก ไม่แตก แต่แรงกระแทกนั่นคงทำให้กระดูกร้าวได้เลยหากมันปะทะเข้าหน้าเธอ“มึงเป็นใครวะ เสือกอะไรด้วยวะ” ชายขี้เมาตะโกนลั่นเมื่อเห็นว่ามีมารขวางคอชายหนุ่มปริศนาไม่ตอบคำถาม เขาค่อย ๆ ลดแขนลง สะบัดข้อมือเบา ๆ เหมือนแค่ปัดแมลงวัน ทั้งที่เมื่อกี้เพิ่งรับแรงฟาดระดับโฮมรันแล้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับศัตรูในวินาทีนั้น ฝนเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา สันกรามคมกริบที่ขบแน่นจนเป็นสันนูน บ่งบอกถึงความโกรธที่พยายามข่มกลั้นไว้“ลูกพี่ สั่งส
ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ดเสียงเบสหนักหน่วงจากเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ดังกระหึ่มจนพื้นสะเทือนผสานไปกับแสงเลเซอร์หลากสีที่สาดส่องตัดผ่านความมืดสลัว สร้างบรรยากาศเร้าใจให้สมกับเป็นค่ำคืนวันศุกร์แห่งชาติณ ใจกลางมหานครกรุงเทพฯ ไม่มีใครไม่รู้จัก Elysia บาร์โฮสต์ระดับท็อปคลาสที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นส่วนตัวและความพรีเมียม สถานที่ซึ่งเปรียบเสมือนรันเวย์ของเหล่าเซเลบริตี้และลูกหลานไฮโซกระเป๋าหนักที่ต้องการปลดปล่อยความเครียดและเงินในบัญชีให้เหือดหายไปและตรงนั้น กลางฟลอร์เต้นรำที่ถูกยกสูงขึ้นเล็กน้อยราวกับเวทีคอนเสิร์ตก็มีร่างระหงของหญิงสาวสองคนกำลังตกเป็นเป้าสายตาของทุกชีวิตในร้านฟ้า ฟ้าลดา แฝดผู้พี่ในชุดเดรสสั้นสีดำปักเลื่อมระยับวับวาว ขยับกายโยกย้ายไปตามจังหวะเพลงอย่างมีจริตจะก้าน ผมยาวดัดลอนคลาย ๆ สะบัดพลิ้วไหวดูโฉบเฉี่ยวสมตำแหน่งผู้บริหารรุ่นใหม่แต่ทว่า คนที่ขโมยซีนที่สุดในค่ำคืนนี้ กลับเป็นหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกันฝน ฝนธิดา วันนี้เธอมาในลุคที่ใครเห็นเป็นต้องร้องขอชีวิต ดูได้จากชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงเพลิงที่ทั้งรัดรูปและผ่าหลังลึกจนเกือบถึงบั้นเอว เผยให้เห็นผิวขาวเนียนละเอียดที่เปล่งประกายท้า
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ประเทศไทยบรรยากาศของบ้านสไตล์ทรอปิคอลที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ช่างแตกต่างจากสนามรบในค่ายฝึกอย่างสิ้นเชิง กลิ่นหอมของอาหารไทยฝีมือแม่บ้านลอยอบอวลไปทั่ว รามวางกระเป๋าเดินทางใบโตลงบนพื้นหินอ่อน แต่ยังไม่ทันจะได้ถอดรองเท้าดี ๆ เสียงแหลมใสระดับแปดหลอดก็ดังพุ่งเข้ามาปะทะโสตประสาท“พี่รามมมมมมม”ตึก ตึก ตึกร่างเล็กของหญิงสาวในชุดนักศึกษาวัยใสวิ่งถลันลงมาจากบันไดด้วยความเร็วแสง ก่อนจะกระโดดกอดคอพี่ชายเต็มแรงจนรามเกือบจะเซหงายหลัง“โอ๊ยเบา ๆ หน่อย เดี๋ยวคอพี่หัก” รามบ่นอุบ แต่แขนแกร่งก็กอดตอบน้องสาวแน่นรดา รดารินทร์ ผละออกมามองหน้าพี่ชาย แล้วทำตาโตเท่าไข่ห่าน “โห พี่ราม ไปฝึกหรือไปเข้าคอร์สศัลยกรรมมาเนี่ย ทำไมหล่อขึ้นเบอร์นี้อะ ผิวแทนขึ้น กล้ามแน่นเปรี๊ยะ โอ๊ย น้องใจบ่ดี” รดาจิ้มกล้ามแขนพี่ชายเล่นอย่างมันเขี้ยว“เพ้อเจ้อ” รามผลักหัวน้องสาวเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู “แล้วป๊าล่ะ”“อยู่ในห้องพระ เอ้ย ห้องทำงาน” รดาทำหน้าทะเล้น “ป๊ารอพี่อยู่นานแล้ว เห็นบอกว่ามีเรื่องด่วนระดับชาติจะคุยด้วย”“ระดับชาติ” รามเลิกคิ้ว “คงไม่ใช่ให้ไปกู้ระเบิดที่ไหนอีกนะ” ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเดินตรง
ณ ศูนย์ฝึกยุทธวิธีพิเศษ (Unclosed Location) อิสราเอลบรรยากาศภายในโรงงานร้างที่ถูกดัดแปลงเป็นสนามฝึกซ้อมตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้น กลิ่นสนิมและกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ แสงไฟสปอตไลต์ดวงใหญ่สาดส่องลงมากลางลานคอนกรีตกระทบฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งราวกับหมอกควันแห่งความตายเสียงลมหายใจหอบกระเส่าดังประสานไปกับเสียงรองเท้าคอมแบทที่บดขยี้ลงบนพื้นหินกรวด“ฆ่ามัน!” เสียงตะโกนสั่งการเป็นภาษาฮีบรูดังกึกก้องปลุกสัญชาตญาณดิบของชายฉกรรจ์สี่คนที่ยืนล้อมกรอบเหยื่ออยู่กลางวงแต่ทว่า เหยื่อรายนั้นกลับยืนนิ่งสงบราวกับรูปปั้นไร้ความรู้สึกใดราม ไรวินท์ ปาดเหงื่อเม็ดเป้งที่ไหลย้อยลงมาตามโครงหน้าคมเข้ม นัยน์ตาสีฟ้าครามที่ได้รับมรดกมาจากพ่อฉายแวววาวโรจน์และเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลกที่ไม่มีใครเอื้อมถึง เส้นผมสีน้ำตาลทองเปียกชุ่มลู่ไปกับกรอบหน้า เสื้อกล้ามสีดำแนบเนื้อเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่เกร็งเขม็งทุกสัดส่วน รอยแผลเป็นจาง ๆ ตามท่อนแขนคือเครื่องการันตีความโหดหินของหลักสูตรที่เขาเผชิญมาตลอดสองปีนี่ไม่ใช่การซ้อมเต้นรำ แต่มันคือ The Kill House บททดสอบจบหลักสูตรบอดี้การ์ดระดับ High - Risk Prote







