LOGINฝนหลับตาปี๋ เตรียมรับแรงกระแทกที่อาจจะทำให้เสียโฉมไปตลอดชีวิต
ปึก!
เสียงของแข็งกระทบกับเนื้อหนัก ๆ ดังขึ้น แต่แปลกที่ฝนกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด ไม่มีความเย็นของแก้ว ไม่มีเลือดอุ่น ๆ ไหลอาบหน้ามีเพียงกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของน้ำหอมผู้ชายที่ผสมกลิ่นสะอาดของสบู่และไออุ่นจากแผ่นหลังกว้างที่เข้ามายืนบดบังเธอไว้จนมิด
ฝนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ
ภาพแรกที่เห็นคือแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อสูทสีดำสนิทที่ดูแข็งแกร่งราวกับกำแพงเหล็ก ชายหนุ่มปริศนายืนจังก้าขวางระหว่างเธอกับชายขี้เมา ท่อนแขนแกร่งข้างซ้ายยกขึ้นรับแรงกระแทกจากขวดเหล้าแทนใบหน้าของเธอเต็ม ๆ
ขวดวิสกี้ร่วงลงพื้นกลิ้งขลุกขลัก ไม่แตก แต่แรงกระแทกนั่นคงทำให้กระดูกร้าวได้เลยหากมันปะทะเข้าหน้าเธอ
“มึงเป็นใครวะ เสือกอะไรด้วยวะ” ชายขี้เมาตะโกนลั่นเมื่อเห็นว่ามีมารขวางคอ
ชายหนุ่มปริศนาไม่ตอบคำถาม เขาค่อย ๆ ลดแขนลง สะบัดข้อมือเบา ๆ เหมือนแค่ปัดแมลงวัน ทั้งที่เมื่อกี้เพิ่งรับแรงฟาดระดับโฮมรันแล้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับศัตรู
ในวินาทีนั้น ฝนเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา สันกรามคมกริบที่ขบแน่นจนเป็นสันนูน บ่งบอกถึงความโกรธที่พยายามข่มกลั้นไว้
“ลูกพี่ สั่งสอนมันเลย” ลูกน้องร่างยักษ์สองคนของชายขี้เมาพุ่งเข้ามาพร้อมกัน คนหนึ่งง้างหมัด อีกคนพยายามจะล็อกตัว
ทว่าพวกเขาคิดผิด คิดผิดมหันต์ที่เลือกทำอย่างนั้น
วูบ...
ชายหนุ่มในชุดสูทเบี่ยงตัวหลบหมัดแรกด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองแทบไม่ทัน เขาใช้ท่อนแขนขวาปัดการโจมตีออก แล้วสวนกลับด้วยการแทงเข่าเข้าที่ลิ้นปี่เต็มแรง
อึก!
ร่างยักษ์ร่วงลงไปกองกับพื้นเหมือนขวดวิสกี้เมื่อครู่
คนที่สองพุ่งเข้ามาชาร์จ เขาหมุนตัวกลับหลังหันหลบได้อย่างพลิ้วไหว มือหนาคว้าข้อมือศัตรูบิดไพล่หลังจนได้ยินเสียงเอ็นลั่น กึก ก่อนจะถีบเข้าที่ข้อพับเข่าจนอีกฝ่ายทรุดฮวบลงไปนั่งคุกเข่า
และจบลงด้วยการที่ชายขี้เมาตัวต้นเรื่องที่ยืนขาสั่นพั่บ ๆ อยู่คนเดียว ชายหนุ่มก้าวเข้าไปหาช้า ๆ รังสีอำมหิตแผ่ออกมารอบตัวจนบรรยากาศในร้านเย็นยะเยือก
“นะ นี่ นี่ มะ มึง” ชายขี้เมาหน้าซีดเผือดก้าวถอยหลังทีละก้าว ก่อนหันหลังวิ่งออกจากร้านทิ้งลูกน้องไว้แบบนั้น ท่ามกลางความงุนงงของทุกคน
แต่ที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือ ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงสามสิบวินาที รวดเร็ว เด็ดขาด ไร้ที่ติและโคตรเท่
เสียงดนตรีค่อย ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ฝนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม หัวใจที่เคยบ่นว่าด้านชาเมื่อครู่ ตอนนี้กลับเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
ชายหนุ่มคนนั้นยืนนิ่ง จัดเสื้อสูทให้เข้าที่ด้วยท่าทางผ่อนคลาย เขาขยับเนคไทเล็กน้อยราวกับเมื่อกี้เขาแค่เดินสะดุดมด ไม่ได้เพิ่งอัดคนร่วงไปสองศพ
‘เชี่ย งานดีฉิบหาย นี่คนหรือเทพเจ้าแห่งสงครามวะเนี่ย บู๊ล้างผลาญแต่เสื้อสูทไม่ยับเลยสักนิด’
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมาหาเธอ แสงไฟสปอตไลต์ในร้านสาดกระทบใบหน้าของเขาพอดีและวินาทีนั้น โลกของฝนก็หยุดหมุนลงอย่างกะทันหัน
ใบหน้าคมเข้มที่เหมือนพระเจ้าตั้งใจปั้นมาอย่างดี คิ้วดกดำพาดเฉียงรับกับจมูกโด่งเป็นสันคมกริบ ริมฝีปากหยักได้รูปเม้มเข้าหากันสนิทและที่สะดุดตาที่สุดคือ เส้นผมสีน้ำตาลทองประกายที่ดูอินเตอร์กับดวงตาสีฟ้าครามคู่สวยที่ดูลึกลับ เย็นชา แต่ทว่าดึงดูดอย่างน่าประหลาด
ฝนถึงกับเผลออ้าปากค้าง ลืมรักษาภาพลักษณ์นางพญาไปชั่วขณะ
‘หล่อ หล่อวัวตายควายล้ม หล่อจนอยากจะก้มกราบขอบคุณสวรรค์ นี่มันสเปกที่ตามหามาทั้งชีวิตชัด ๆ ผมทอง ตาสีฟ้า หน้านิ่ง โอ๊ย แม่จ๋า หนูเจอพ่อของลูกแล้ว’
ความรู้สึกบางอย่างแล่นพล่านเข้ามาในอก มันไม่ใช่แค่ความประทับใจ แต่มันคือการ Spark ที่รุนแรงเหมือนโดนไฟฟ้าสถิตแสนโวลต์
เธอรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง ขยับปากเอ่ย
“ขะ ขอบคุณนะคะคุณ...”
ชายหนุ่มจ้องหน้าเธอนิ่ง นิ่งมาก แววตาที่ว่างเปล่าไหววูบเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าชัดเจนของเธอ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันนิดหนึ่งเหมือนกำลังประมวลผลบางอย่าง
ฝนจ้องตอบ สบตาคู่นั้นเช่นกัน ก่อนที่ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างจะตีตื้นขึ้นมา ‘เดี๋ยวนะ หน้าตาแบบนี้ สายตาแบบนี้’
ภาพความทรงจำในวัยเด็กไหลย้อนกลับมาซ้อนทับ ภาพเด็กผู้ชายตัวผอมแห้งหัวทอง ลูกน้าลุคกับน้าระวี
“ราม...เหรอ” ฝนหลุดปากพึมพำ
ชายหนุ่มถอยหลังไปหนึ่งก้าว เพื่อรักษาระยะห่างอย่างสุภาพ ท่าทางเปลี่ยนจากนักฆ่าเลือดเย็นเมื่อกี้เป็นเด็กหนุ่มผู้เจียมเนื้อเจียมตัวในพริบตา
“สวัสดีครับ พี่ฝน” เสียงทุ้มต่ำที่มีเสน่ห์นั่นตอกย้ำความจริงที่อยู่ตรงหน้า
ฝนยืนแข็งทื่อ รอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้าแต่ในใจกำลังกรีดร้องโหยหวน
‘โอ้มายก๊อด รามโตมาน่ากินขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย งานดีเกรดพรีเมียมส่งตรงจากเมืองนอก’
ความคิดที่เคยเอ็นดูแบบพี่น้องถูกปัดทิ้งลงถังขยะไปทันที แทนที่ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าของสาววัยยี่สิบห้า
‘งานนี้บอกเลยว่า พี่ฝนไม่ยอมเป็นแค่พี่สาวแน่ ๆ เตรียมตัวรับแรงกระแทกจากความรักของพี่ได้เลยจ้ะน้องราม’
“สวัสดี” ฝนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะปกติที่สุด ทั้งที่ใจสั่นพั่บ ๆ สายตาแพรวพราวไล่มองกล้ามอกที่ดันเสื้อสูทออกมา “โตขึ้นเยอะเลยนะราม”
‘โตทุกส่วนสัดเลยแม่เจ้าโว้ย’
เช้าวันหยุดของโรงเรียนนานาชาติ แต่กับมนุษย์เงินเดือนนั้นคือวันธรรมดาวันหนึ่ง ณ อาคารกระจกสูงระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจ ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัท กรีนพลัส คลีน เคมิคอล จำกัด (มหาชน)บรรยากาศในโซนออฟฟิศชั้นผู้บริหารวันนี้คึกคักไปด้วยพนักงานระดับหัวกะทิและหัวหน้าแผนกที่ถูกเรียกตัวมาปั่นโปรเจกต์ด่วน ทุกคนต่างสวมชุดทำงานนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และกองเอกสารกันอย่างจริงจังและเป็นมืออาชีพ จนกระทั่งสัญญาณแห่งความปั่นป่วนระดับสิบกะโหลกได้เดินทางมาถึงติ๊งเสียงลิฟต์ผู้บริหารเปิดออก ตามมาด้วยเสียงรองเท้าหนังขัดมันวับที่ก้าวเดินอย่างทรงพลัง เขาคือ วรา เฌอสรัล ประธานใหญ่ ปรากฏตัวในชุดสูทสีเทาเข้ม ทรงผมเซ็ตเนี้ยบไม่มีกระดิกเลยสักเส้น แม้จะวางมือจากการบริหารเต็มตัวไปแล้ว แต่มาดและความน่าเกรงขามก็ยังแผ่กระจายจนพนักงานที่เดินผ่านต้องรีบก้มหัวทักทายแทบไม่ทันทว่า วันนี้จุดศูนย์กลางของจักรวาลไม่ได้อยู่ที่วราแต่อย่างใด หากแต่อยู่ที่ก้อนซาลาเปาเดินได้ที่กำลังเดินอยู่ข้างขาของเขาต่างหากมือใหญ่ที่มีรอยเหี่ยวย่นตามวัยกำลังจูงมือเล็กป้อมของเด็กชายวัยสี่ขวบเอาไว้ด้วยความทะนุถนอมขั้นสุดเรย์ ไท
บ่ายวันหยุดสุดสัปดาห์ ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสงบสุข แต่สำหรับครอบครัวที่มีสิ่งมีชีวิตวัยกำลังซนถึงสามคน คำว่าสงบ มักไม่มีอยู่จริงเมื่อแสงแดดอ่อน ๆ ยามบ่ายทาบทับลงบนพรมเปอร์เซียผืนหนากลางห้องนั่งเล่น ฝนในชุดสบาย ๆ กำลังนั่งไขว่ห้างยกแก้วอเมริกาโน่เย็นขึ้นจิบอยู่บนโซฟาตัวยาว ในขณะที่ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองเอกสารสรุปผลประกอบการผ่านหน้าจอแท็บเล็ต‘ถึงจะลูกสามแล้ว แต่ฝีมือของฉันก็ยังไม่ตก สงสัยต้องขอรางวัลจากคุณสามีสักหน่อย’ ฝนคิดในใจอย่างอารมณ์ดี เมื่อเห็นตัวเลขกำไรที่พุ่งทะยานเกินเป้าหมายถัดไปเบื้องหน้าของหญิงสาว บนพรมผืนหนานั่นเต็มไปด้วยอาณาจักรของเล่นขนาดย่อม ทั้งกองทัพตุ๊กตาขนสัตว์และบล็อกไม้ที่ลุคซื้อมาให้ ล้วนถูกเทกระจาดเกลื่อนกลาด แต่ของเล่นราคาแพงเหล่านั้นกลับถูกเมินเฉยไปโดยสิ้นเชิง เพราะความสนใจของ ริริน และ รียา แฝดหญิงวัยสองขวบ แก้วตาดวงใจของรามกำลังพุ่งเป้าไปที่สิ่งอื่น... กล่องเครื่องประดับบุกำมะหยี่สีแดงของแม่ที่แง้มไว้และสายตาของสองแฝดก็ดันปะทะเข้ากับเข็มกลัดเพชรแท้ล้อมทับทิมดีไซน์อลังการที่วราเพิ่งไปปาดหน้าชาวบ้านทำการประมูลมาด้วยราคาสูงลิ่ว พร้อมคำสั่งประกาศิตว่า ‘เก
เสียงเจื้อยแจ้ว เสียงหัวเราะ และเสียงกรีดร้องวิ่งไล่จับกันดังระงมไปทั่วสนามหญ้าเทียมของโรงเรียนอนุบาลนานาชาติ กลับมีมุมหนึ่งของสนามเด็กเล่นที่แผ่ซ่านไปด้วยรังสีความสงบเยือกเย็นณ โซนบ่อทรายขนาดใหญ่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ที่นั่นเด็กชายเรย์ ไทธัส หรือ เสี่ยเรย์ ในวัยสี่ขวบ กำลังยืนด้วยท่วงท่าที่ดูขัดกับวัยอย่างสิ้นเชิง ร่างอวบอ้วนในชุดนักเรียนปลดกระดุมคอออกสามเม็ด เผยให้เห็นสร้อยทองเก๊เกรดเอพรีเมียมเส้นเขื่องสะท้อนแสงแดดวิบวับ สองมือป้อม ๆ ไพล่ประสานกันอยู่ด้านหลัง แผ่นหลังตั้งตรง ยืดอกเชิดหน้า นัยน์ตาสีฟ้าครามที่ถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อกวาดมองไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวังเบื้องหน้าของเสี่ยเรย์คือ ปอนด์ เด็กชายร่างจ้ำม่ำที่กำลังคุกเข่าใช้พลั่วพลาสติกสีเหลืองตักทรายอย่างขะมักเขม้น โดยมีเพื่อนร่วมชั้นอนุบาล 1/2 อีกสามสี่คนคอยทำหน้าที่เป็นกรรมกรก่อสร้าง ช่วยกันลำเลียงทรายและน้ำมาปั้นเป็นรูปทรงปราสาทขนาดใหญ่ ซึ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระบบระเบียบภายใต้การคุมงานของลูกพี่เรย์‘อืม วันนี้ลูกน้องทำงานกันได้ดีมาก แบบนี้ต้องตบรางวัลซะหน่อย’ เสี่ยเรย์คิดในใจอย่างมาดมั่น มุมปากเล็ก ๆ ยกยิ้มอย่างพึงพอใจทว่าควา
หยาดฝนเม็ดเล็ก ๆ โปรยปรายลงมากระทบกระจกหน้าต่างรถยนต์คันหรูที่กำลังแล่นฝ่าการจราจรติดขัดของกรุงเทพมหานครในยามค่ำคืน แสงไฟนีออนจากตึกระฟ้าและไฟท้ายรถยนต์สะท้อนเป็นเส้นสายพร่ามัว ทว่าสำหรับราม ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเบาะผู้โดยสารตอนหลัง ภาพเหล่านั้นไม่ได้ดึงดูดความสนใจของเขาเลยแม้แต่น้อยอดีตบอดี้การ์ดผู้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานบริษัทรักษาความปลอดภัยระดับโลก เอนศีรษะพิงพนักเบาะด้วยความเหนื่อยล้า ลำคอแกร่งถูกปลดเนกไทออกจนหลวมหลุดลุ่ย กระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทถูกปลดออกสองเม็ดเพื่อคลายความอึดอัด มือหนาหยาบกร้านยกขึ้นนวดหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นเป็นปมวันนี้เขาต้องรับมือกับการเจรจาธุรกิจที่ยืดเยื้อยาวนานถึงสิบสองชั่วโมงเต็ม สมองที่ถูกใช้งานอย่างหนักทำให้เขารู้สึกเหมือนพลังงานในร่างกายถูกสูบออกไปจนหมดเกลี้ยง‘เหนื่อยชะมัด อยากกลับไปกอดฝนกับลูกจะแย่แล้ว’ นัยน์ตาสีฟ้าครามที่เคยวางเฉยและเยือกเย็นเวลาอยู่ต่อหน้าลูกน้อง บัดนี้ทอประกายอ่อนล้าผสมกับความโหยหาอย่างลึกซึ้ง รามยกนาฬิกาข้อมือเรือนหรูขึ้นมาดูเวลา เข็มสั้นชี้ที่เลขสองทุ่มตรง ซึ่งเป็นเวลาที่แก๊งฟันน้ำนมที่บ้านควรจะอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนแล้ว“เจย์ เหยียบ
เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ แสงแดดสาดส่องเข้าสู่วอล์กอินโคลเซต ทว่าอุณหภูมิภายในกลับคุกรุ่นด้วยรังสีความกดอากาศต่ำจากร่างสูงใหญ่ของผู้นำครอบครัวราม อดีตบอดี้การ์ดผู้ควบตำแหน่งประธานบริษัทรักษาความปลอดภัยระดับโลก กำลังยืนกลัดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่งและเย็นชาประหนึ่งรูปสลัก นัยน์ตาสีฟ้าครามที่ถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดวันนี้เขามีวาระการประชุมด่วนกับลูกค้าระดับวีไอพีจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นงานสำคัญที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือเลื่อนออกไปได้แต่สิ่งที่ทำให้สันกรามคมคายต้องขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน ไม่ใช่เรื่องความเครียดจากงาน แต่เป็น ‘ภาพสะท้อน’ ในกระจกบานใหญ่ตรงหน้าต่างหาก“ฝน เปลี่ยนกระโปรงได้ไหมครับ” รามเอ่ยเสียงทุ้ม แฝงความเว้าวอนและคำสั่งในเวลาเดียวกัน“เปลี่ยนทำไม ทะมัดทะแมงดีออก จะได้เดินตามจับแฝดได้ถนัดไง” ฝนเลิกคิ้วพลางหมุนตัวเช็กความเรียบร้อยอยู่หน้ากระจกเงาบานเต็มตัววันนี้หญิงสาวมาในลุคที่ทำให้คนเป็นสามีถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอสวมเสื้อไหมพรมคอเต่าสีครีมพอดีตัวที่ขับเน้นความอวบอิ่มของทรวดทรงอย่างชัดเจน จับคู่กับกระโปรงหน
บ่ายวันอาทิตย์อันแสนสงบสุข ช่างเป็นช่วงเวลาที่ล้ำค่าและหาได้ยากยิ่ง หลังจากต้องเผชิญกับความวุ่นวายตลอดทั้งสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นงานที่บริษัทรปภ. หรือการรับมือกับป๊าวราที่ชอบสรรหาเรื่องปวดหัวมาให้ไม่เว้นวันณ ห้องนั่งเล่นกว้างขวางของคฤหาสน์หรู เครื่องปรับอากาศคอนโทรลอุณหภูมิไว้อย่างเย็นฉ่ำ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลอดผ้าม่านโปร่งเข้ามาตกกระทบบนพรมเปอร์เซียสีขาวสะอาดตาราม ไรวินท์ ตอนนี้อยู่ในสภาพที่ผ่อนคลายที่สุด ชายหนุ่มสวมเพียงเสื้อยืดคอวีสีขาวที่ขับเน้นมัดกล้ามเนื้อ จับคู่กับกางเกงวอร์มสีเทาสบาย ๆ ร่างสูงใหญ่ทิ้งตัวนอนหงายเหยียดยาวอยู่บนพรมหนานุ่ม ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างลึกซึ้ง เส้นผมสีน้ำตาลทองที่มักจะเซตเนี้ยบกริบตกลงมาปรกหน้าผากอย่างไม่เป็นทรง ฝน ฝนธิดา ซีอีโอสาวจอมแสบขอตัวขึ้นไปแช่น้ำอุ่นบนห้องนอน ส่วน เสี่ยเรย์ ลูกชายคนโตก็กำลังง่วนอยู่กับการต่อเลโก้ปราสาทในห้องเด็กเล่น คฤหาสน์ทั้งหลังจึงดูเงียบสงบราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ทว่าความสงบสุขมักเป็นเพียงภาพลวงตาก่อนพายุลูกใหญ่จะพัดมาเสมอแกร๊กบานประตูห้องนั่งเล่นถูกผลักให้แง้มออกเพียงช่องเ







