ログインฉันยืนอยู่ตรงนั้นอย่างหมดแรง ก่อนที่ร่างกายจะทรุดลงโดยไร้เสียง หัวเข่ากระแทกพื้นเย็นเฉียบ หัวใจสั่นระรัวจนเหมือนจะหยุดเต้น ฉันยกสองมือขึ้นมากอดตัวเองโดยไม่รู้ตัว น้ำตาหยดแรกหล่นลงมาโดยไม่ทันตั้งใจและฉันก็ไม่คิดจะห้ามมันอีกต่อไปแล้ว
ความรู้สึกทั้งหมดถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นซัดซ้ำรอยเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแทบไม่มีที่ว่างให้หายใจ
ฉันรู้... ฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาเป็นคนแบบนั้น
ฉันยังจำได้ ในครั้งก่อนเขาทำอะไรไว้กับฉัน และในครั้งนี้ฉันเกือบจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง
ทั้งที่ฉันย้อนกลับมาเพื่อเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
แต่จนถึงตอนนี้—ฉันยังแก้อะไรไม่ได้เลย
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ... ลึก ๆ ในใจ ฉันยังมีหวัง
หวังว่าเขาจะไม่ทำแบบเดิม
หวังว่าเขาจะรักฉันจริง ๆ สักครั้ง
แต่ความหวัง... มันก็เหมือนการปีนขึ้นยอดเขาสูงชันเพียงเพื่อจะตกลงมาในวินาทีเดียว มันเจ็บ เจ็บจนลมหายใจหายไปชั่วขณะ
ฉันไม่รู้ว่านั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้นนานแค่ไหน จนกระทั่งเสียงเปิดประตูดังขึ้นอีกครั้ง
ฉันผงะ หยุดร้องไห้ทันทีเหมือนร่างถูกสั่งหยุดเวลา มองไปยังบานประตูที่ค่อย ๆ เปิดออก
และในเสี้ยววินาทีนั้น... ฉันเผลอคิดไปว่า บางที—ลีวายอาจจะกลับมา
กลับมา... เพื่อขอโทษ
แต่ไม่เลย
มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยสักนิด
“ขวัญ! ทำไมแกไม่ล็อกประตูห้อง!”
เสียงแหลมสูงที่คุ้นเคยตะโกนลั่นจากด้านนอก ทำเอาแสงแห่งความหวังที่ฉันเพิ่งเผลอฝากไว้กับบานประตูเมื่อครู่ดับวูบลงในทันที... แต่แปลกเหลือเกิน เพราะเสียงนั้นกลับทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น ราวกับได้ยาดีมาเยียวยาหัวใจอย่างไม่มีเหตุผล
“ขวัญ! ไอ้ขวัญโว้ย! เตรียมตัวเสร็จหรือยัง – ไอ้บ้าลีวายมันยังอยู่ไหม อย่าให้มันนอนทับที่ของฉันเชียวนะ!”
“ที่ของแกบ้าบออะไรยะ!”
ฉันตะโกนกลับไปโดยอัตโนมัติ เสียงหัวเราะหลุดออกจากริมฝีปากอย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้เมื่อครู่จะเพิ่งร้องไห้แทบขาดใจ แต่ต้นหอมก็ยังมีปฏิกิริยาบ้าบอเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
ให้ตายเถอะ... ฉันจะเป็นไบโพล่าก็เพราะแกเนี่ยแหละ
“เออ รอก่อนแป๊บนึง เดี๋ยวฉันออกไป”
“นี่ยังไม่พร้อมอีกเหรอ! ดีนะฉันรีบมากดดันแกถึงห้องเนี่ย!”
เสียงบ่นพร่ำ ๆ ดังต่อเนื่องจากอีกฝั่งประตู ฉันรู้ทันทีว่าเธอมายืนรออยู่หน้าห้องแล้วแน่ ๆ เลยรีบคว้าผ้าเช็ดตัวผืนเดิมมาพันตัวไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะยกแขนขึ้นมาเช็ดคราบน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่บนแก้มอย่างลวก ๆ
“ฉันจะรออยู่ข้างนอกเนี่ยแหละ! รีบ ๆ เลยนะ เข้าใจไหม!”
“เออออ – ไปสายหน่อยมันไม่ตายหรอก!”
เสียงบ่นยังไม่ทันเงียบ ฉันก็ยิ้มออกมาได้อย่างแปลกประหลาด
บางที... เสียงแหลม ๆ ของเพื่อนสนิทคนนี้ อาจเป็นยาช่วยชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับฉันก็ได้
“โอเค... ฉันว่านี่มันก็ค่อนข้างวุ่นวายนิด ๆ นะ”
ฉันเอ่ยขึ้นเบา ๆ ระหว่างที่เราสองคนเดินผ่านจุดตรวจตั๋วแล้วมาหยุดอยู่ในแถวหน้าทางเข้าอาคารคอนเสิร์ต
ฮอลล์ทันสมัยที่ภายนอกกรุกระจกสะท้อนแสงไฟเมืองสลับวูบวาบ ความจอแจของผู้คนที่ยืนกระจายกันอยู่ทั่วทางเข้า เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และเสียงแซวของเหล่าแฟนคลับดังระงมรอบตัว มันเหมือนถูกโยนเข้ามาในโลกอีกใบ โลกที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นแบบบ้าคลั่ง...
ซึ่งฉันไม่เคยชอบเลยสักนิดเดียว
กลุ่มผู้หญิงสามสี่คนที่ยืนห่างจากเราไปไม่ถึงสองเมตรกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ราวกับพวกเธอไม่ได้มาเพื่อดูคอนเสิร์ต แต่จะมาแต่งงานกับสมาชิกวงไซเรนเสียเอง
“โอ๊ยตาย วันนี้เขาจะสบตากับเราไหมนะ!”
หญิงสาวคนหนึ่งพูดพลางกุมแก้ม หน้าแดงปลั่งจากทั้งอากาศและความตื่นเต้น
“ขอให้เป็นฉันทีเถอะ แค่อยากให้เขาพูดชื่อฉันออกมาจากปากก็พอ แค่คิดก็จะเป็นลมแล้ว!”
“แก แค่ฉันหลับตาแล้วนึกถึงรอยยิ้มของเขา ฉันก็จะละลายอยู่ตรงนี้แล้ว รู้ไหม!”
เสียงกรี๊ดเบา ๆ ดังตามมา พร้อมท่าทางเพ้อฝันราวกับพวกเธอกำลังอยู่ในละครโรแมนติกฝรั่งเศสท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิ ฉันเหลือบมองต้นหอมที่กำลังกลั้นหัวเราะอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะโดนสะกิดเข้าที่สีข้างแบบยิก ๆ
“เห็นไหมล่ะ” ต้นหอมกระซิบอย่างตื่นเต้น “มีแต่คนคลั่งรักวงนี้ โดยเฉพาะนักร้องนำ...”
“จ้า — ก็หวังว่าเธอคงจะไม่เป็นแบบนั้นล่ะกัน”
“แล้วเธอจะรู้... ของขวัญเอ๋ย”
เมื่อเราสองคนเดินเข้าไปในฮอลล์ ความรู้สึกเหมือนถูกซัดด้วยพลังงานบางอย่างก็ถาโถมเข้าใส่โดยไม่ทันตั้งตัว เพดานสูงโปร่งประดับด้วยโคมไฟขนาดใหญ่ที่ให้แสงนวลตา พื้นพรมหนาใต้ฝ่าเท้าช่วยดูดซับเสียงฝีเท้าของผู้คนที่เดินเข้าออกอยู่ตลอดเวลา กลิ่นน้ำหอมหลากยี่ห้อลอยฟุ้งปะปนกับกลิ่นโลชั่นและเจลแอลกอฮอล์ เสียงดนตรีคลอเบา ๆ ลอยมาจากลำโพงตามจุดต่าง ๆ อย่างมีจังหวะ
ด้านหน้าเวทีเป็นโซนยืนที่กั้นไว้ด้วยรั้วเหล็กเตี้ย ๆ และทีมงานที่คอยควบคุมฝูงชน ต้นหอมดูจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เธอจับมือฉันลากไปยังแถวหน้าเหมือนกลัวจะพลาดอะไรสักอย่าง
และใช่ มันเพราะยัยนี่ซื้อบัตรพรีเมียมที่ยืนติดหน้าเวทีใกล้ชนิดที่มองเห็นรูขุมขนนักร้องนำได้เลย
ฉันเหลือบมองต้นหอมที่กำลังยิ้มกว้างจนตาแทบปิด แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า... ปกติยัยนี่เป็นคนประหยัดจะตาย จะซื้อเสื้อตัวนึงยังคิดแล้วคิดอีก แต่คราวนี้เธอกลับยอมทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อผู้ชายห้าคนบนเวที
โดยเฉพาะหนึ่งในนั้น ที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตฉันไปตลอดกาล
และในตอนนั้นเอง... ฉันยังไม่รู้เลยว่าชีวิตของฉันมันเริ่มต้นใหม่แล้วจนกระทั่งมายืนอยู่ตรงนี้
เรายืนได้สักพัก แสงไฟบนเวทีก็ดับลง เสียงฝีเท้าเดินขึ้นเวทีอย่างช้า ๆ ดังขึ้นท่ามกลางเสียงพูดคุยอื้ออึงที่ค่อย ๆ แผ่วเบาลงในความมืด สปอตไลต์สีขาวเพียงดวงเดียวเคลื่อนไหวช้า ๆ ก่อนหยุดลงเมื่อเสียงกีตาร์โปร่งเริ่มบรรเลงเบา ๆ
ชายหนุ่มร่างสูง เรือนผมสีแดงเพลิงยืนอยู่กลางเวที มือดีดสายกีตาร์ท่ามกลางความเงียบที่หล่นวูบลงทันทีที่โน้ตแรกดังขึ้น มันไม่ใช่แค่เสียงดนตรี แต่มันเหมือนกำลังถักทอบางสิ่งในอากาศ เสียงที่เรียบ นุ่ม แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจนั้น ทำให้ทุกสายตาจับจ้องเขาอย่างไม่ได้นัดหมาย
เสียงกีตาร์ไฟฟ้าอีกตัวดังขึ้น เสริมด้วยเสียงเบสที่ไล่จังหวะอย่างมั่นคง ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงกลองก็กระทบขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เพลงเปิดตัวค่อย ๆ ก่อตัวอย่างสงบนิ่ง — ไม่ใช่แรงกระแทกแบบร็อก ไม่ใช่พายุอารมณ์แบบดราม่า แต่เป็นเหมือนคลื่นเบา ๆ ที่ค่อย ๆ พัดพาความรู้สึกล่องลอยไปไกลแสนไกล
แสงไฟทีละดวงค่อย ๆ สาดลงบนสมาชิกวงที่กำลังเล่นดนตรีอย่างเป็นจังหวะ พวกเขาทุกคนดูมีเสน่ห์ราวกับถูกแต่งแต้มขึ้นมาด้วยฝีมือของใครบางคนที่เข้าใจศิลปะแห่งมนุษย์อย่างลึกซึ้ง
ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ท่าทาง สีหน้า จังหวะการขยับลำตัว ดูลื่นไหลประสานกันอย่างมีพลัง ราวกับเชื่อมต่อด้วยเส้นสายบางอย่างที่มองไม่เห็น
และแล้ว... แสงสุดท้ายแสงไฟก็ส่องลงที่เขา
เจ้าของเรือนผมสีดำสนิท ถูกเซตอย่างไม่เรียบร้อยแต่ไม่ดูประดิษฐ์ ใบหน้าเรียวคมสงบจริงจัง จมูกโด่ง ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่ลึกและเยือกเย็นราวกับสามารถมองทะลุทุกสิ่ง
เขายืนนิ่ง ไม่ไหวติง ราวกับรอให้เสียงดนตรีกลืนความวุ่นวายทั้งหมดของโลกไปเสียก่อน... แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เปล่งเสียงใดออกมา
“กรี๊ดดดด เอเดน!!!”
เสียงกรี๊ดแหลมสูงจากแฟนคลับปะทุขึ้นทันที เหมือนเป็นสัญญาณเริ่มต้นของเวทมนตร์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
อา... เขาคือ เอเดน
คือเอเดน — นักร้องนำของไซเรน — ผู้ที่ใคร ๆ ต่างพูดถึง
ชาติก่อน... ฉันไม่เคยใส่ใจเลยว่าใครคือสมาชิกวง ไม่แม้แต่จะจำหน้าเขาได้เพราะตอนนั้น ฉันทิ้งต้นหอมไว้ที่นี่คนเดียว แล้วเลือกที่จะกอดความรักจอมปลอมอยู่บนเตียงกับลีวาย
แต่มาวันนี้ ฉันพอจะเข้าใจแล้ว เพราะอะไรใคร ๆ ถึงอยากให้เขาสบตา
และบางที... ฉันเองก็อยากให้เขาสบตาฉันเหมือนกัน
ไม่ใช่เพราะเขาจะจำฉันได้—ฉันรู้ดีว่าเขาไม่ได้ย้อนเวลากลับมาด้วย
แต่แค่... อยากให้เขาเห็นฉัน
แค่นั้น... แค่นั้นจริง ๆ
เสียงทุ้มลึกของเขาดังขึ้น พร้อมกับจังหวะเพลงที่เปิดตัวอย่างนุ่มนวล
“Just close your eyes and forget the sound
Of the world that kept us underground I
f you can hear me in this silence, love…
Please don’ t let go — I’ m drowning in my own blood”
(แค่หลับตา… แล้วลืมเสียงทั้งหมดไป
เสียงของโลกที่เคยกดเราจมอยู่ใต้ดิน
ถ้าเธอยังได้ยินฉัน… ท่ามกลางความเงียบนี้
ได้โปรดอย่าปล่อยมือฉัน—ฉันกำลังจมในเลือดของตัวเอง)
เสียงร้องของเขามีน้ำหนัก... หนักแน่นราวกับแบกรับเรื่องราวบางอย่างเอาไว้ มันขึงขัง แต่ไม่เย่อหยิ่ง แตกสลาย แต่ไม่สิ้นหวังและซื่อตรงเกินกว่าที่ฉันจะหันหน้าหนี
เสียงของเขาล่องลอยผ่านทุกคนในฮอลล์ แต่กลับจู่โจมหัวใจของฉันอย่างรุนแรง ราวกับมันถูกเขียนขึ้นมาเพื่อฉันเพียงคนเดียว ฉันไม่รู้ว่าเขากำลังมองลงมาที่ใคร แต่ในจังหวะหนึ่ง ดวงตาสีน้ำทะเลคู่นั้นก็สบเข้ากับฉันอย่างจัง
มันอาจเป็นเพียงภาพลวงตา... แต่ฉันกลับขยับตัวไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ไม่ใช่เพราะกลัว—แต่เพราะลึก ๆ แล้ว ฉันกำลังหวัง
หวังว่าตัวเองจะมีความหมายมากพอให้เขาจดจำได้
แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียวก็ยังดี
“I call your name in every dream Though I know it's just a distant scream
Still my soul drifts without a shore You’ re the only one I’ m searching for”
(ฉันยังคงร้องเรียกชื่อเธอในทุกความฝัน แม้จะรู้ว่ามันเป็นแค่เสียงกรีดร้องจากที่แสนไกล
แต่จิตวิญญาณของฉันยังล่องลอยไร้ทิศทาง เพราะเธอ… คือคนเดียวที่ฉันตามหา)
“ฉันบอกแล้วว่าแกต้องหลงรักเขา”
เสียงกระซิบข้างหูจากต้นหอมทำให้ฉันหลุดออกจากภวังค์ในทันที
ใช่... ต้นหอมพูดถูก ไม่ใช่แค่หลงรัก แต่รักเข้าให้แล้ว
รัก... ทั้งที่เขาไม่เคยรู้จักฉันเลยด้วยซ้ำ
ในวินาทีนั้นเอง ลมหายใจของฉันขาดห้วง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้โดยที่ฉันไม่อาจควบคุมได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉันคิดไปเองหรือเปล่า — แต่ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลคู่นั้นกลับเลื่อนลงมาสบเข้ากับดวงตาของฉัน
ถ้ามันเป็นเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียว ฉันคงจะปัดมันออกไปว่าเป็นแค่ภาพลวงตา—แสงไฟ หรือจินตนาการของตัวเอง แต่เปล่าเลย…
เราสองคนสบตากันเนิ่นนาน ราวกับว่าโลกทั้งใบหยุดหมุน
ไม่มีเสียงกรี๊ด ไม่มีใครยืนเบียดอยู่รอบข้าง ไม่มีแสงจ้า
ไม่มีอะไรเลย... นอกจากสายตาคู่นั้นที่มองตรงมาที่ฉัน
แม้ว่าเขาจะไม่รู้จักฉันเลยก็ตาม
ฉันไม่ได้พยายามจะหันหน้าหนี... แต่ในใจลึก ๆ ก็ไม่อยากให้เขามองฉันแบบนี้ มันเหมือนถูกแผดเผาด้วยสายตาคู่นั้นแรงจนแทบลุกเป็นไฟ
ฉันไม่อยากให้เขาคิดว่าฉันก็เหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่หวังความรักจากเขา เพราะมันจะสั่นคลอนศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในแบบของฉันเอง แต่ไม่รู้ทำไม ฉันกลับไม่อาจละสายตาไปทางอื่นได้เลย ไม่มีแม้แต่กล้ามเนื้อส่วนไหนในร่างกายนี้ที่จะยอมขยับตามคำสั่ง
เพราะในส่วนลึกที่สุด... ฉันยังคงหวังว่า เขาจะจดจำฉันได้
แม้เพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียวก็ตาม
เพลงที่เอเดนร้องคือเพลงนี้ค่ะ.. In This Slient - Zyren ตามหาได้ใน Youtube เลยจ้า
Where you are, I’ m home Even when I feel alone You’ re the peace I’ ve never known The one place love has grownNo star-lit road or famous light Could guide me more than your quiet might Where you are… That’ s where I’ m whole insideที่ที่มีเธอ... ก็คือบ้านของฉันแม้จะพังทลาย... ฉันก็จะไม่หนีไปไหนเธอโอบกอดฉันไว้... แม้ยามที่ฉันเย็นชาเหมือนหินและสร้างฉันขึ้นใหม่ ด้วยอ้อมแขนเพียงคู่เดียวไม่ใช่ห้องโถงทองคำ... หรือท้องฟ้าหินอ่อนที่ให้ความรู้สึกถูกต้อง หรือเปล่งแสงได้เท่านี้ที่ที่มีเธอ...คือที่ที่ฉันมีชีวิตอีกครั้ง[อาเรน เคนเนธ – วัย 15 ปี กับบ้านที่ใหญ่เกินไปและพ่อแม่ที่ยังรักกันเหลือเกิน]ผมชื่อ อาเรน เคนเนธ ครับ อายุ 15 ปี โตพอจะฟังเพลงร็อก แต่ยังไม่โตพอจะขับรถพาพ่อไปหาหมอได้บ้านของผมใหญ่พอจะมีห้องซ้อมดนตรีเล็ก ๆ ส่วนตัว แต่ก็ยังไม่พอจะซ่อนตัวจากฝาแฝดนรกสองคนนั้นได้สำเร็จแฝดนรก ที่ว่าคือ อลิเซีย กับ แอนนา ฝาแฝดวัยสิบขวบที่เกิดมาพร้อมพลังงานไม่จำกัด เหมือนจับสายฟ้ามาใส่ร่างมนุษย์ ทั้งกวน ทั้งแสบ และที่แย่ที่สุด — พวกเธอ ไม่เคยทะเลาะกันเลยแล้วผมจะหาจุดแตกแยกยังไงล่ะ ถามจ
“คุณจะไม่เข้าไปหาลูกสาวคุณจริง ๆ เหรอครับ... คุณแม็คซ์เวลล์? เธออาจจะกำลังต้องการคุณอยู่ก็ได้”เสียงหมอหนุ่มพูดขึ้นเบา ๆ ขณะหญิงสาววัยกลางคนยังคงนั่งนิ่ง เธอจ้องผ่านกระจกเข้าไปในห้องพักฟื้นที่ซึ่งลูกสาวของเธอนอนหลับอยู่ ท่ามกลางแสงแดดอุ่นและอ้อมแขนของชายหนุ่มที่คอยดูแลไม่ห่างสามวันที่ผ่านมา เธอนั่งอยู่ตรงนี้ทุกวัน แต่ไม่เคยก้าวเข้าไป ไม่เคยแม้แต่จะเคาะประตูห้องไม่ใช่เพราะไม่อยากเจอ...แต่เพราะไม่รู้ว่าตัวเอง... ควรได้รับอนุญาตให้เจอหรือเปล่าเธอหลุบตาลงช้า ๆ หัวใจเต้นสั่นเหมือนคนที่รู้ดีว่าเคยทำพลาดมาอย่างใหญ่หลวงละอาย... ที่ไม่เคยอยู่ตรงนั้นเมื่อลูกต้องการละอาย... ที่วันนี้กลายเป็นคนนอกที่ต้องแอบมองผ่านกระจกใสบานหนึ่ง“เธอไม่จำเป็นต้องเจอฉันหรอกค่ะ”น้ำเสียงแผ่วเบาดังลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก สีหน้าของเธอยังคงเรียบเฉย ดวงตาแดงก่ำบ่งบอกทุกอย่างที่ปากไม่กล้าพูด“เข้าใจแล้วครับ...”หมอตอบพลางพยักหน้าช้า ๆ ก่อนเธอจะหยิบซองซิปพลาสติกออกจากกระเป๋าเอกสารแล้วยื่นให้เขา“ส่งค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดมาให้ฉันก็แล้วกันนะคะ”“อา... อาจจะไม่จำเป็นแล้วครับ” หมอยิ้มสุภาพ ก่อนพูดอย่างระมัดระวัง “เพรา
เสียงปืนกึกก้องในห้อง ฉันยกแขนขึ้นโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจสะดุดแล้วทุกอย่างก็เงียบ...“แนต! ฉันเอง!”เสียงของวัตสันดังขึ้นพร้อมแรงกอดแน่นที่โถมเข้ามา เธอกอดฉันไว้แน่นราวกับจะไม่ปล่อยอีกเลย ฉันสั่นไปทั้งตัวข้างหลังเรา เทเวลถูกชายอีกคนจับกดกับพื้น ใส่กุญแจมืออย่างรวดเร็ว เอเดนยังเล็งปืนไว้ตรงเขา ปากเม้มแน่น ดวงตาแข็งกร้าว“เอเดน พอเถอะ... เขาแพ้แล้ว” เสียงของวัตสันเบาแต่หนักแน่น “อย่าให้เขาชนะด้วยการเปลี่ยนนายเป็นฆาตกรอีกคน”“ฉันจะ—”“แนตปลอดภัยแล้ว ไปหาเธอเถอะ เอ!”คำพูดนั้นเหมือนดึงเขากลับมา เอเดนมองฉันแวบหนึ่ง แล้วลดปืนลงช้า ๆ เขาก้าวเข้ามา ปลดเชือกที่มัดแขนฉันอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะรวบฉันเข้ามากอดไว้แน่น“จบแล้ว...” วัตสันพึมพำพลางปาดน้ำตา “จบสักที เรื่องบ้านี่”เธอลุกขึ้น หันไปหาชายที่จับเทเวล“พาแนตออกไปที ฉันจะติดต่อหาอลัน”“แน่ใจนะว่าเธอไหว?”เอเดนถาม น้ำเสียงยังระแวงอยู่“โล่งขึ้นเยอะเลย—แต่เรื่องฉันกับเฮอร์วินยังไม่จบนะ” เธอยิ้มเจื่อน ๆ แล้วหันหลังกลับ “ไปช่วยเซลิคก่อน พวกนายออกไปก่อนเลย”เอเดนไม่พูดอะไรอีก เขาเพียงช้อนตัวฉันขึ้น อุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคง ฉันซุกหน้าเข้ากับไหล่เขา ส
สเตล่าลุกขึ้นช้า ๆ แล้วถอยห่างไปจากฉัน สีหน้าเธอเรียบเฉย แต่แววตาเต็มไปด้วยความเศร้า รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า ราวกับพยายามบอกลาทั้งที่ไม่กล้าเอ่ยคำเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากบันได เทเวลปรากฏตัวขึ้น เขาสวมเสื้อเชิ้ตตัวเดิม — ตัวเดียวกับในความทรงจำของฉัน วันที่ทุกอย่างพังทลาย เขาก้าวเข้ามาเงียบ ๆ และในขณะที่สเตล่ายืนอยู่ข้างห้องอย่างสงบ ปลายนิ้วของเขาก็เลื่อนขึ้นแนบกระบอกปืนไว้ที่ท้ายทอยของเธอ“เพื่อนเธอมาน่ะ แนต” เสียงเขาเย็นชา “ฉันเจอพวกเขาแล้ว — ฉันเจอ มัน แล้ว”ฉันไม่ตอบ ได้แต่มองสบตาเขาอย่างแน่นิ่ง“พวกนั้นไปที่ทำงานของเธอ ถามหาเธอ... ถามว่าสเตล่าเป็นใคร” เขาหัวเราะเบา ๆ “ฉันก็บอกพวกมันว่า พวกเธอไม่ได้มาทำงาน ทั้งที่พวกมันยืนอยู่ข้างล่างนี้เอง”เขากระซิบถัดจากเสียงลมหายใจ“ใกล้... แต่ก็ยังไกล”กริ๊ก— เสียงง้างไกปืนดังชัดเจน ปลายกระบอกแนบแน่นกับต้นคอของสเตล่า เธอหันมามองฉัน น้ำตาคลอในดวงตาสีน้ำตาล แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ปนกับคำขอโทษที่ไม่สามารถพูดออกมาได้เธอรู้... ว่านี่คือวินาทีสุดท้ายของเธอ“พวกมันรู้ว่าเธอหน้าตาเป็นยังไง” เทเวลพูดต่อ เสียงเรียบเรื่อย “และเธอก็รู้... ว่าฉันทำอ
[special part of Eden]ผมตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ — สายเกินกว่าปกติเล็กน้อยและสิ่งแรกที่มือควานหาก็คือโทรศัพท์ เหมือนทุกวันแต่สิ่งที่ไม่เหมือนคือ...ไม่มีข้อความจากนาตาลีเธอไม่ใช่คนหวาน ไม่ใช่คนที่จะแชทมาอรุณสวัสดิ์ทุกเช้าอยู่แล้ว ผมรู้ดี แต่วันนี้มันกลับรู้สึกเงียบผิดปกติจนน่าอึดอัดผมคิดถึงเธอเลยกดเปิดแชทขึ้นมา[เอเดน] : อรุณสวัสดิ์[นาตาลีที่รัก ♥] : อรุณสวัสดิ์ค่ะ...หือ?[เอเดน] : วันนี้เธอแต่งตัวยังไง เซ็กซี่เหมือนเดิมหรือเปล่า[นาตาลีที่รัก ♥] : เซ็กซี่เหมือนเดิมแหละ ♥♥เดี๋ยวนะ... นั่น อีโมจิ สองดวงเลยเหรอ? ผมขมวดคิ้วทันที—ไม่ใช่ว่าแนตไม่เคยส่งอะไรแบบนี้ แต่มันไม่ใช่แนตเลย[เอเดน] : กินข้าวหรือยัง[นาตาลีที่รัก ♥] : ยังเลย มัวแต่คิดถึงคุณอยู่????อีกอันแล้ว...!?ผมเริ่มรู้สึกไม่ชอบใจ อะไรมันก็แปลกไปหมด แต่ก็ยังลองส่งอีกข้อความไป ทั้งที่รู้ว่าเธอคงจะด่าแน่ ๆ ถ้าเป็นปกติ[เอเดน] : วันนี้ใส่ชั้นในสีอะไร บอกหน่อยได้ไหม[นาตาลีที่รัก ♥] : สีเดิมที่เธอชอบไงล่ะ[นาตาลีที่รัก ♥] : เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลังนะ ฉันมีประชุม โอเคไหม ที่รัก????โอเค... นี่แม่งไม่ใช่แนตแน่ ๆเสียงขำหึดังขึ้นจา
“แนต! เธอมาที่นี่ได้ยังไงน่ะ”“เทเวล…”ใบหน้าที่ฉันเคยไว้ใจ กับใบหน้าที่เคยเห็นในความทรงจำเลวร้ายของฉัน… มันทับซ้อนกันจนแยกไม่ออกอีกต่อไป ดวงตาอ่อนโยนของเขา แววตาคุ้นเคยที่เคยทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย กลับแฝงไว้ด้วยบางอย่างที่น่ากลัวเกินจะอธิบายเขาไม่ใช่แค่คนรู้จัก เขาคือคนที่วางแผนทุกอย่าง… เพื่อให้ฉันตกเป็นของเขาคนเดียว“คุณ—” ฉันพยายามพูด แต่เสียงแทบไม่ออก “คุณทำแบบนี้ทำไม…”“เดี๋ยวก่อนแนต—”“อย่ามาจับฉันค่ะ!!”ฉันผงะถอยทันทีที่ความทรงจำถาโถมกลับมา ฉันจำได้แล้ว… เป็นเขา!เขาคือคนที่ฆ่าสเตล่าและแนนซี่ต่อหน้าฉันในชาติที่แล้ว! ฉันปัดมือเขาออกอย่างแรง ลุกพรวดขึ้นและรีบวิ่งไปที่ประตูแต่พระเจ้าไม่เคยอยู่ข้างฉัน…สเตล่ายืนอยู่ตรงนั้นราวกับรอจังหวะนี้มานานแล้ว รอยยิ้มของเธอแสยะกว้างอย่างเย็นเยียบ ในขณะที่ฉันแข็งค้างเธอคือฆาตกรอีกคนที่อยู่ตรงหน้าและตอนนี้ เธอไม่ได้ปกป้องฉัน แต่กำลังยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับฉันโดยสิ้นเชิงฉันมองเธอเต็มตา… หวังจะเห็นสเตล่าคนเดิมที่เคยเป็นเพื่อนแต่แววตาอ่อนโยนนั้นไม่มีอีกแล้ว มีเพียงแววตาของคนที่เต็มไปด้วยความเศร้าและการยอมจำนนต่อความรักที่ผิดทาง“สเตล่า… เราเป็นเพื
ดูเหมือนแอมเบอร์จะเดินออกไปแล้ว และแน่นอนว่า ด้วยอารมณ์แบบนั้น เธอคงหัวเสียไม่น้อย — ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ผู้หญิงคนนั้นดูแลวงไซเรนมาตั้งแต่พวกเขายังเป็นแค่ชื่อที่ไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งกลายเป็นวงร็อกระดับโลก จะให้เธอไม่ระแวงสิ่งใดที่อาจสร้างความ
“Just a little issue,” เคนเนธตอบเสียงเรียบ ก่อนจะเสยผมขึ้นอย่างลวก ๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย “Apparently, the staff says I booked this unit... and so did she. And they can’t refund the deposit either.”(มีเรื่องนิดหน่อยน่ะ พนักงานบอกว่าฉันกับผู้หญิงคนนี้จองห้องซ้อนกัน แล้วก็ไม่สามารถคืนเงิ
“I can’t believe that was our last gig.”(ไม่น่าเชื่อเลยว่า นั่นคือโชว์สุดท้ายของพวกเราแล้วว่ะ)เสียงเหนื่อยล้าดังขึ้นจากหนุ่มผมเฮเซลนัทที่นั่งเอนพิงพนักโซฟาเหมือนหมดแรงทั้งตัว“Kinda sucks,” หนุ่มผมบลอนด์ตอบเสียงเนือย “Playing live is the best part of this job, hands down.”(โคตรเซ็งเลย เล่นสดนี่ม
“อากาศสดชื่นดีจริง ๆ สมกับที่เป็นเมืองใหญ่...”หญิงสาวพึมพำเบา ๆ ขณะก้าวออกมาจากสนามบิน พร้อมสะพายกระเป๋าใบใหญ่ไว้บนบ่า เธอโบกมือเรียกแท็กซี่เพื่อมุ่งหน้าไปยังคอนโดที่จองไว้ล่วงหน้า — ที่พักใหม่ซึ่งจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตบทใหม่ของเธอโชคดีที่คอนโดไม่ได้อยู่ไกลจากสนามบินมากนัก และโชคดียิ่งกว่า







