LOGINได้โปรดอย่าทำให้ความรักของเรา เป็นดั่งโศกนาฏกรรมของจูเลียตเลย Please don't make our love like the tragedy of Juliet "ได้โปรดพระผู้เป็นเจ้า ช่วยบอกข้าที ข้าจะต้องทำอย่างไรให้ความปรารถนานั้นเป็นจริง? มันช่างเป็บปวด ทรมานและทำได้เพียงร่ำไห้กับท้องฟ้ายามค่ำคืน หากแม้ว่าคำสาบานแห่งรักนั้นยังไม่แน่นอน ข้าก็ไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไปแล้ว" ครั้งสุดท้ายที่เห็นหน้ากันคือเราเพียงแค่จูบลา ครั้งสุดท้ายที่ยิ้มให้กันคือเราเพียงแค่กำลังโกหกผู้คนมากมาย ครั้งสุดท้ายที่เราจับมือกันคือตอนที่เขานั้นกำลังทุกข์ใจ แต่ไม่ว่าจะครั้งไหนก็ตาม เราก็ไม่เคยแม้แต่จะบอกว่ารักกัน ...จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายก็ตาม...
View Moreที่จริงแล้ว... ถ้าคุณคิดว่านี่คือบันทึกของเด็กสาววัยทำงานแสนน่ารัก ที่กำลังเล่าเรื่องความรักหวานละมุนให้อ่านเล่นเพลิน ๆ ล่ะก็ วางมันกลับไว้ที่เดิมเถอะ เพราะสิ่งที่กำลังจะเล่านี้ไม่ใช่อะไรแบบนั้นเลย
แถมเรื่องนี้ยังทำให้ปวดหัวยิ่งกว่าละครวัยรุ่นของเด็กสาวอายุสิบเจ็ดเสียอีก
อยากรู้ใช่ไหม ว่าทำไมฉันถึงพูดแบบนี้? มันเลวร้ายขนาดไหน ถึงต้องกันไม่ให้คุณอ่าน? งั้นเริ่มจากตรงนี้เลยแล้วกัน — ปลายกระบอกปืนเย็นเฉียบที่กำลังจ่ออยู่ตรงกลางหน้าผากของฉันตอนนี้
“มีอะไรอยากจะบอกเป็นครั้งสุดท้ายไหม...”
น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นจนแทบไม่หลงเหลืออารมณ์ใด ๆ ใบหน้าที่เคยอ่อนโยน แววตาที่เคยมองฉันอย่างอ่อนละมุน บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงดวงตาที่ว่างเปล่า ไม่แม้แต่จะมีความลังเลหลงเหลือ
ฉันเริ่มถามตัวเองว่า... ผู้ชายที่เคยใจดีกับฉันเหลือเกินคนนั้น เคยมีอยู่จริงหรือเปล่า? หรือทั้งหมดที่ผ่านมาก็เป็นแค่ภาพลวงตา ที่ฉันโกหกตัวเองมาตลอด
ถ้าจะให้พูดตรง ๆ ล่ะก็ — ตอนนี้มันเลวร้ายมาก อย่างที่เห็น... ฉันถูกจ่อปืนอยู่ และคนรอบข้างฉันก็ตายกันหมดแล้ว
พวกเขาถูกยิง ถูกทำร้าย ถูกทรมานจนหมดลมหายใจต่อหน้าต่อตาฉัน กลิ่นคาวเลือดยังไม่จางหายจากโพรงจมูก ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เคยถาโถมเข้ามาตอนนี้ไม่เหลืออะไรให้รู้สึกอีกต่อไป
ไม่มีความกลัว ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีแม้แต่ความเสียใจ เหลือเพียงร่างกายที่ชาไปทั้งร่าง จากที่เคยมีน้ำตาไหลพราก ตอนนี้กลับเหลือแค่รอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าที่ทั้งน่าสงสารและน่าสมเพชในเวลาเดียวกัน
“ยังอยากให้ฉันพูดอะไรอีกเหรอ? ยังมีอะไรให้ฉันต้องขอร้องจากคนอย่างแกอีกหรือไง...”
“ยังมี” เขากระซิบ “ชีวิตของเธอไง—ถ้าขอร้องดี ๆ ฉันก็อาจปล่อยให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อ และอยู่ข้างฉันตลอดไปก็ได้นะ”
ฉันหัวเราะในลำคอ แผ่วเบา แต่หนักหน่วงอย่างประหลาด
“ฆ่าฉัน”
เขาชะงักเล็กน้อย ราวกับไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกไหม
“ฆ่าฉันซะ!!!”
ฉันตะโกนสุดเสียง ก่อนจะสะบัดมือที่ถูกมัดไว้แบบลวก ๆ แล้วคว้าปืนกระบอกนั้นไว้แทน ฉันหันปลายกระบอกเข้าที่ลำคอของตัวเอง ความกลัวแล่นวาบขึ้นมาตามแนวสันหลังเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกกลืนหายไปในความว่างเปล่าที่ล้นทะลักขึ้นมาแทน
เพราะฉัน... ไม่เหลือเหตุผลอะไรแล้ว ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ
ทั้งแม่ที่ไม่เคยปล่อยให้ฉันใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง
ทั้งเพื่อนที่ควรจะยืนข้างฉัน แต่กลับหักหลังได้อย่างเลือดเย็น
และคนรักที่เราไม่เคยได้บอกรักกันเลยสักครั้ง
พระเจ้าคะ... ฉันไม่เคยเชื่อเลยว่าท่านมีอยู่จริง เพราะไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ฉันวิงวอนขอเพียงเรื่องเล็ก ๆ ท่านก็ไม่เคยตอบรับเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าท่านรักฉันจริง ๆ อย่างที่ฉันคิดเสมอมา ชีวิตของฉันก็คงไม่ตกต่ำ ผิดหวัง และโดดเดี่ยวแบบนี้
แต่นี่คือคำขอสุดท้ายของฉัน... และเป็นคำขอเดียวที่ฉันกล้าจะวิงวอน
ได้โปรด... ถ้ายังพอเหลือโอกาสอยู่บ้าง
ขอแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
ให้เราได้พูดคำว่ารักกันก็ยังดี
—เปรี้ยง!
Where you are, I’ m home Even when I feel alone You’ re the peace I’ ve never known The one place love has grownNo star-lit road or famous light Could guide me more than your quiet might Where you are… That’ s where I’ m whole insideที่ที่มีเธอ... ก็คือบ้านของฉันแม้จะพังทลาย... ฉันก็จะไม่หนีไปไหนเธอโอบกอดฉันไว้... แม้ยามที่ฉันเย็นชาเหมือนหินและสร้างฉันขึ้นใหม่ ด้วยอ้อมแขนเพียงคู่เดียวไม่ใช่ห้องโถงทองคำ... หรือท้องฟ้าหินอ่อนที่ให้ความรู้สึกถูกต้อง หรือเปล่งแสงได้เท่านี้ที่ที่มีเธอ...คือที่ที่ฉันมีชีวิตอีกครั้ง[อาเรน เคนเนธ – วัย 15 ปี กับบ้านที่ใหญ่เกินไปและพ่อแม่ที่ยังรักกันเหลือเกิน]ผมชื่อ อาเรน เคนเนธ ครับ อายุ 15 ปี โตพอจะฟังเพลงร็อก แต่ยังไม่โตพอจะขับรถพาพ่อไปหาหมอได้บ้านของผมใหญ่พอจะมีห้องซ้อมดนตรีเล็ก ๆ ส่วนตัว แต่ก็ยังไม่พอจะซ่อนตัวจากฝาแฝดนรกสองคนนั้นได้สำเร็จแฝดนรก ที่ว่าคือ อลิเซีย กับ แอนนา ฝาแฝดวัยสิบขวบที่เกิดมาพร้อมพลังงานไม่จำกัด เหมือนจับสายฟ้ามาใส่ร่างมนุษย์ ทั้งกวน ทั้งแสบ และที่แย่ที่สุด — พวกเธอ ไม่เคยทะเลาะกันเลยแล้วผมจะหาจุดแตกแยกยังไงล่ะ ถามจ
“คุณจะไม่เข้าไปหาลูกสาวคุณจริง ๆ เหรอครับ... คุณแม็คซ์เวลล์? เธออาจจะกำลังต้องการคุณอยู่ก็ได้”เสียงหมอหนุ่มพูดขึ้นเบา ๆ ขณะหญิงสาววัยกลางคนยังคงนั่งนิ่ง เธอจ้องผ่านกระจกเข้าไปในห้องพักฟื้นที่ซึ่งลูกสาวของเธอนอนหลับอยู่ ท่ามกลางแสงแดดอุ่นและอ้อมแขนของชายหนุ่มที่คอยดูแลไม่ห่างสามวันที่ผ่านมา เธอนั่งอยู่ตรงนี้ทุกวัน แต่ไม่เคยก้าวเข้าไป ไม่เคยแม้แต่จะเคาะประตูห้องไม่ใช่เพราะไม่อยากเจอ...แต่เพราะไม่รู้ว่าตัวเอง... ควรได้รับอนุญาตให้เจอหรือเปล่าเธอหลุบตาลงช้า ๆ หัวใจเต้นสั่นเหมือนคนที่รู้ดีว่าเคยทำพลาดมาอย่างใหญ่หลวงละอาย... ที่ไม่เคยอยู่ตรงนั้นเมื่อลูกต้องการละอาย... ที่วันนี้กลายเป็นคนนอกที่ต้องแอบมองผ่านกระจกใสบานหนึ่ง“เธอไม่จำเป็นต้องเจอฉันหรอกค่ะ”น้ำเสียงแผ่วเบาดังลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก สีหน้าของเธอยังคงเรียบเฉย ดวงตาแดงก่ำบ่งบอกทุกอย่างที่ปากไม่กล้าพูด“เข้าใจแล้วครับ...”หมอตอบพลางพยักหน้าช้า ๆ ก่อนเธอจะหยิบซองซิปพลาสติกออกจากกระเป๋าเอกสารแล้วยื่นให้เขา“ส่งค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดมาให้ฉันก็แล้วกันนะคะ”“อา... อาจจะไม่จำเป็นแล้วครับ” หมอยิ้มสุภาพ ก่อนพูดอย่างระมัดระวัง “เพรา
เสียงปืนกึกก้องในห้อง ฉันยกแขนขึ้นโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจสะดุดแล้วทุกอย่างก็เงียบ...“แนต! ฉันเอง!”เสียงของวัตสันดังขึ้นพร้อมแรงกอดแน่นที่โถมเข้ามา เธอกอดฉันไว้แน่นราวกับจะไม่ปล่อยอีกเลย ฉันสั่นไปทั้งตัวข้างหลังเรา เทเวลถูกชายอีกคนจับกดกับพื้น ใส่กุญแจมืออย่างรวดเร็ว เอเดนยังเล็งปืนไว้ตรงเขา ปากเม้มแน่น ดวงตาแข็งกร้าว“เอเดน พอเถอะ... เขาแพ้แล้ว” เสียงของวัตสันเบาแต่หนักแน่น “อย่าให้เขาชนะด้วยการเปลี่ยนนายเป็นฆาตกรอีกคน”“ฉันจะ—”“แนตปลอดภัยแล้ว ไปหาเธอเถอะ เอ!”คำพูดนั้นเหมือนดึงเขากลับมา เอเดนมองฉันแวบหนึ่ง แล้วลดปืนลงช้า ๆ เขาก้าวเข้ามา ปลดเชือกที่มัดแขนฉันอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะรวบฉันเข้ามากอดไว้แน่น“จบแล้ว...” วัตสันพึมพำพลางปาดน้ำตา “จบสักที เรื่องบ้านี่”เธอลุกขึ้น หันไปหาชายที่จับเทเวล“พาแนตออกไปที ฉันจะติดต่อหาอลัน”“แน่ใจนะว่าเธอไหว?”เอเดนถาม น้ำเสียงยังระแวงอยู่“โล่งขึ้นเยอะเลย—แต่เรื่องฉันกับเฮอร์วินยังไม่จบนะ” เธอยิ้มเจื่อน ๆ แล้วหันหลังกลับ “ไปช่วยเซลิคก่อน พวกนายออกไปก่อนเลย”เอเดนไม่พูดอะไรอีก เขาเพียงช้อนตัวฉันขึ้น อุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคง ฉันซุกหน้าเข้ากับไหล่เขา ส
สเตล่าลุกขึ้นช้า ๆ แล้วถอยห่างไปจากฉัน สีหน้าเธอเรียบเฉย แต่แววตาเต็มไปด้วยความเศร้า รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า ราวกับพยายามบอกลาทั้งที่ไม่กล้าเอ่ยคำเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากบันได เทเวลปรากฏตัวขึ้น เขาสวมเสื้อเชิ้ตตัวเดิม — ตัวเดียวกับในความทรงจำของฉัน วันที่ทุกอย่างพังทลาย เขาก้าวเข้ามาเงียบ ๆ และในขณะที่สเตล่ายืนอยู่ข้างห้องอย่างสงบ ปลายนิ้วของเขาก็เลื่อนขึ้นแนบกระบอกปืนไว้ที่ท้ายทอยของเธอ“เพื่อนเธอมาน่ะ แนต” เสียงเขาเย็นชา “ฉันเจอพวกเขาแล้ว — ฉันเจอ มัน แล้ว”ฉันไม่ตอบ ได้แต่มองสบตาเขาอย่างแน่นิ่ง“พวกนั้นไปที่ทำงานของเธอ ถามหาเธอ... ถามว่าสเตล่าเป็นใคร” เขาหัวเราะเบา ๆ “ฉันก็บอกพวกมันว่า พวกเธอไม่ได้มาทำงาน ทั้งที่พวกมันยืนอยู่ข้างล่างนี้เอง”เขากระซิบถัดจากเสียงลมหายใจ“ใกล้... แต่ก็ยังไกล”กริ๊ก— เสียงง้างไกปืนดังชัดเจน ปลายกระบอกแนบแน่นกับต้นคอของสเตล่า เธอหันมามองฉัน น้ำตาคลอในดวงตาสีน้ำตาล แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ปนกับคำขอโทษที่ไม่สามารถพูดออกมาได้เธอรู้... ว่านี่คือวินาทีสุดท้ายของเธอ“พวกมันรู้ว่าเธอหน้าตาเป็นยังไง” เทเวลพูดต่อ เสียงเรียบเรื่อย “และเธอก็รู้... ว่าฉันทำอ
ดูเหมือนแอมเบอร์จะเดินออกไปแล้ว และแน่นอนว่า ด้วยอารมณ์แบบนั้น เธอคงหัวเสียไม่น้อย — ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ผู้หญิงคนนั้นดูแลวงไซเรนมาตั้งแต่พวกเขายังเป็นแค่ชื่อที่ไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งกลายเป็นวงร็อกระดับโลก จะให้เธอไม่ระแวงสิ่งใดที่อาจสร้างความ
“Just a little issue,” เคนเนธตอบเสียงเรียบ ก่อนจะเสยผมขึ้นอย่างลวก ๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย “Apparently, the staff says I booked this unit... and so did she. And they can’t refund the deposit either.”(มีเรื่องนิดหน่อยน่ะ พนักงานบอกว่าฉันกับผู้หญิงคนนี้จองห้องซ้อนกัน แล้วก็ไม่สามารถคืนเงิ
“อากาศสดชื่นดีจริง ๆ สมกับที่เป็นเมืองใหญ่...”หญิงสาวพึมพำเบา ๆ ขณะก้าวออกมาจากสนามบิน พร้อมสะพายกระเป๋าใบใหญ่ไว้บนบ่า เธอโบกมือเรียกแท็กซี่เพื่อมุ่งหน้าไปยังคอนโดที่จองไว้ล่วงหน้า — ที่พักใหม่ซึ่งจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตบทใหม่ของเธอโชคดีที่คอนโดไม่ได้อยู่ไกลจากสนามบินมากนัก และโชคดียิ่งกว่า
“I can’t believe that was our last gig.”(ไม่น่าเชื่อเลยว่า นั่นคือโชว์สุดท้ายของพวกเราแล้วว่ะ)เสียงเหนื่อยล้าดังขึ้นจากหนุ่มผมเฮเซลนัทที่นั่งเอนพิงพนักโซฟาเหมือนหมดแรงทั้งตัว“Kinda sucks,” หนุ่มผมบลอนด์ตอบเสียงเนือย “Playing live is the best part of this job, hands down.”(โคตรเซ็งเลย เล่นสดนี่ม





