ログインของขวัญเอ๋ย...
ใช่ว่าพระเจ้าจะไม่รักเจ้า อย่างที่เจ้ากล่าวโทษท่านเช่นนั้น
หากท่านเกลียดชังจริง ๆ เจ้าคงไม่มีโอกาสย้อนเวลากลับมาแก้ไขเรื่องราวเหล่านี้อีก ไม่ว่าจะสักกี่ครั้งกี่ครา... ท้ายที่สุด เจ้ายังคงเลือกที่จะจบชีวิตของตนเองเพื่อเขาคนนั้นเสมอ
เพราะฉะนั้น... พ่อจึงหวังว่าโอกาสสุดท้ายที่เจ้ามีในครั้งนี้ จะนำพาให้เจ้าสมปรารถนาเสียที
จงรักษาโอกาสนั้นไว้ให้ดี แก้ไขมันให้ถึงที่สุด ตามแบบที่เจ้าปรารถนาเถิด จงไขว่คว้าทุกความเป็นไปได้ที่ยังพอเอื้อมถึง
เพราะนี่... คือโอกาสสุดท้ายของพ่อเช่นกัน
แสงสว่างตรงหน้าไหวระริกในดวงตา ฉันมองมันด้วยสติที่เลือนราง ความเจ็บปวดเมื่อครู่ที่พุ่งแล่นจากท้ายทอยขึ้นมาถึงปลายคางหายไปในพริบตา เหลือเพียงความอึดอัดแน่นในอก ราวกับลมหายใจสุดท้ายใกล้จะหลุดลอย
ภาพความทรงจำถาโถมกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ร้อยเรียงเป็นฉากซ้ำซากที่ฉันคุ้นเคย และดั่งที่แสงนั้นกระซิบไว้ก่อนหน้า ฉันเคยย้อนกลับไปแก้ไขมันแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
แต่สุดท้าย... มันก็จบลงเหมือนเดิม
จบลงที่เดิม
ที่ที่ฉัน... ต้องตาย
ฉันเป็นคนที่เข้าใจตัวเองเสมอ ในทุกการตัดสินใจ ฉันมักจะซื่อตรงกับความรู้สึก ไม่เคยหลอกตัวเองและไม่ลังเลต่อหลักการที่ยึดถือ
ฉันมั่นใจ มั่นคง ไม่เคยสับสนในสิ่งที่ตัวเองเลือก
แต่ครั้งนี้... ฉันกลับรู้สึกว่าการต้องตาย มันไม่ยุติธรรมเลย
ไม่ยุติธรรมเลยแม้แต่นิดเดียว
ทุกครั้งที่ย้อนกลับไป ความรู้สึกนี้จะย้อนกลับมาด้วย ทำไมฉันถึงต้องตาย? ทำไมคนที่ทำร้ายฉันจึงยังมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างง่ายดาย?
ฉันเคยเชื่ออย่างสนิทใจว่า พระเจ้าไม่เคยรักฉัน ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ฉันวิงวอน ไม่ว่าจะกี่คืนที่ฉันร้องไห้แต่เมื่อมองย้อนกลับไปให้ลึกที่สุด... ฉันก็รู้
ว่าผู้ที่ทำให้เรื่องทุกอย่างต้องจบลงแบบนี้
ไม่ใช่พระเจ้า
ไม่ใช่โชคชะตา
และไม่ใช่ใครเลย
มันคือ... ตัวฉันเอง
และเมื่อแสงนั้นบอกกับฉันว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของฉันแล้วจริง ๆ ฉันจะไม่ลังเลอีก ฉันจะใช้มันให้ดีที่สุด ใช้มันเพื่อแก้ไขทุกสิ่งที่ค้างคาในใจและเพื่อไม่ให้ความเสียใจนั้น...
ต้องเกิดขึ้นซ้ำอีก
แก้ไขว่าทำไมเราถึงไม่เคยบอกกันว่าเรารักกัน
แก้ไขว่าทำไมเราถึงลังเลเหลือเกินที่จะพูดออกมาตรง ๆ
แก้ไขให้เราซื่อตรงต่อตัวเองมากขึ้นอีกเพียงนิด และผ่านทุกอย่างไปด้วยกัน... อย่างที่เราไม่เคยทำได้เลยสักครั้ง
พระเจ้าไม่ต้องรักฉันมากก็ได้ค่ะ แค่ขอเพียงเรื่องเดียวแล้วฉันจะไม่ขออะไรจากท่านอีกเลย
แสงนั้นสั่นไหวอีกครั้ง... อ่อนโยนราวกับกำลังปลอบประโลม และในชั่ววินาทีนั้น ลมหายใจที่เคยหายไปก็เหมือนถูกดึงกลับคืนมา ปอดของฉันเจ็บร้าวราวกับถูกฉีกกระชากอย่างรุนแรง ร่างกายปะทะเข้ากับความมืดที่ไร้จุดสิ้นสุด
เฮือก—!
ติ๊ด... ติ๊ด...
ฉันเด้งตัวลุกขึ้นพรวด พลางยกมือปาดน้ำลายที่ขอบปากโดยอัตโนมัติ ความเคยชินเก่า ๆ ที่ตามติดมาไม่เคยห่าง สายตาที่พร่าเลือนยังต้องกะพริบอยู่หลายครั้งกว่าจะมองเห็นห้องนอนแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยหนังสือเก่า ๆ สันปกฉีกขาดและวางระเกะระกะไปทั่ว เตียงซอมซ่อกับผ้าห่มผืนบางเฉียบที่แทบไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้ว
นี่ฉันกลับมาแล้วจริง ๆ เหรอ?
เสียงริงโทนจากมือถือเครื่องเก่าดังขึ้นไม่หยุด เหมือนคอยปลุกฉันให้ตื่นจากฝันร้ายที่เพิ่งผ่านมา แต่มันไม่ใช่ฝันมันคือความจริงในอดีตที่ฉันเคยใช้ชีวิตอยู่ในนั้น... และตายซ้ำไปซ้ำมา
แต่ก่อนจะคิดอะไรได้มากกว่านั้น ฉันเผลอแตะปุ่มรับสายไปเสียก่อน
“ฮัล—”
[อรุณสวัสดิ์เพื่อนรัก! – พร้อมจะออกไปเที่ยวกับฉันหรือยังงง!!]
เสียงปลายสายดังทะลุหูอย่างร่าเริงเกินเหตุและเป็นเสียงเดียวกันกับที่เคยกรีดหัวใจฉันให้แตกสลายมาแล้วครั้งหนึ่ง เสียงนั้นทำให้ร่างกายของฉันชะงัก ลมหายใจสะดุด และน้ำตาที่ไม่ควรจะไหลกลับรื้นขึ้นมาทันที
“ฮึก – กะ แกจะไม่ให้ฉันได้พูดให้จบประโยคก่อนเลยหรือไง!”
เสียงที่ฉันพยายามข่มไว้จนสะอื้นหลุดออกมาเล็กน้อย มันถูกกลบด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ทั้งที่หัวใจยังสั่นไหวเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้ายอันยาวนาน
เป็นความรู้สึกที่... ปวดใจเหลือเกิน แต่ก็อบอุ่นเกินกว่าจะห้ามน้ำตาได้
ต้นหอมยังมีชีวิตอยู่...
[ฉันตื่นเต้นมากจนปล่อยให้แกพูดก่อนไม่ได้เลยต่างหากล่ะ! วงไซเรนเขาจะมาจัดคอนเสิร์ตแฟนมีตติ้งเล็ก ๆ ที่ใกล้ ๆ บ้านเรา! – ในคลับที่เปิดใหม่ คลับหรูหราหมาเห่าที่ฉันต้องใช้เงินหลักแสนจองก่อนเป็นอาทิตย์เชียวนะ – แกจะไปกับฉันใช่ไหม ไอ้ขวัญ! ตอบฉันมาด่วน ๆ เลย! คิดว่าก่อนจะย้ายไปก็ได้!]
ฉันกลั้นสะอื้นก่อนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ น้ำเสียงของต้นหอมยังคงเหมือนเดิม สดใส ทะเล้น และคะนองเหมือนเด็กติดโซดา ฉันเคยหงุดหงิดกับพลังเหลือล้นของยัยนี่ในทุกชาติภพ
แต่ตอนนี้... แค่ได้ยินเสียงของเธอ ฉันก็รู้แล้วว่ามันคือของขวัญล้ำค่าที่สุดในชีวิต
“เออ ก็ได้” ฉันตอบพลางยิ้มทั้งน้ำตา “กี่โมง ว่ามาเลย”
[เย้!! ดีใจชะมัดเลย ในที่สุดแกก็ยอมออกจากห้องแล้วก็เลิกอ่านหนังสือพวกนั้นสักที! – ทุ่มนึง คืนนี้เลย! เดี๋ยวฉันไปรับ รักแกที่สุดเลยของขวัญ]
“เอออ... รักแกเหมือนกันนะ ต้นหอม”
ฉันวางสายและมองหน้าจอมือถือค้างไว้อย่างนั้น รูปวอลเปเปอร์ที่เป็นภาพคู่ของเราสองคนยังอยู่ ภาพสมัยมัธยมต้นที่เราหัวเราะกันจนตาแทบปิด มันเหมือนเพิ่งถ่ายเมื่อวาน ทั้งที่ความจริง... ฉันต้องเสียเพื่อนคนนี้ไปต่อหน้าต่อตา ฉันเห็นเธอนอนจมกองเลือด และตอนนั้นฉันทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง
แต่วันนี้... วันนี้เธอกลับมายิ้มให้ฉันอีกครั้ง
ฉันสูดลมหายใจลึก พยายามกวาดตามองไปรอบห้องเพื่อเรียบเรียงว่าอยู่ในช่วงเวลาไหน... อา ใช่แล้ว ฉันจำได้ นี่คงเป็นช่วงที่ฉันกำลังจะย้ายไปเรียนที่อเมริกา และกำลังเตรียมเก็บของคืนนี้ เบื่อขึ้นไฟล์ตบินพรุ่งนี้เช้า
ฉันควรจะกังวลเรื่องแม่ แต่ในตอนนี้กลับรู้สึกว่ามีเพียงเรื่องเดียวที่สำคัญที่สุด คือต้นหอมยังมีชีวิตอยู่
และฉันยังมีโอกาสอีกครั้ง
ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะประตูทำให้ฉันสะดุ้งเล็กน้อย ความรู้สึกจากบทสนทนากับต้นหอมเมื่อครู่ยังไหลวนอยู่ในหัว ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังตามมา... เสียงที่ทำให้หัวใจฉันวูบลงทันที
“นี่ถ้าฉันไม่มีกุญแจสำรอง กว่าจะรอเธอไปเปิดก็คงแห้งตายพอดีมั้ง”
เสียงที่คุ้นเคยเกินไป ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร
อา... ฉันลืมไปสนิทเลยว่าวันที่ต้นหอมชวนฉันไปคอนเสิร์ต มันตรงกับวันนั้นพอดี
“ลีวาย! เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“เมื่อกี้นี้เอง ฉันจะมาคุยเรื่องพาเธอไปสนามบินพรุ่งนี้ไง”
เขาทิ้งตัวลงบนเตียงข้างฉันเหมือนเป็นเจ้าของห้อง ใช่ ลีวายคือแฟนของฉัน...
หรือพูดให้ตรงกว่านั้น เขาคือผู้ชายที่แม่พยายามยัดเยียดให้ เพราะเขาดูดี มีอนาคต และนามสกุลน่าประทับใจ
แต่นั่นคือทั้งหมดที่เขามี
ตลอดสองปีที่ผ่านมา ฉันกับเขาแทบไม่เคยอยู่ด้วยกันตามลำพังและต้นหอมก็มักจะมาแทรกกลางอยู่เสมอ เหมือนเป็นสัญชาตญาณบางอย่างของเพื่อนที่รู้ดีว่าฉันไม่เคยรู้สึกสบายใจเลยเวลาอยู่ใกล้เขา
“พอดีฉันผ่านร้านตังเมกรอบตอนพาแม่ไปเซ็นทรัล ก็เลยซื้อมาให้เธอ” เขายิ้ม — รอยยิ้มที่ครั้งหนึ่งฉันอาจเคยรู้สึกว่าอบอุ่น แต่ตอนนี้กลับทำให้ฉันอยากจะลุกหนีไปให้ไกลที่สุด “กินอะไรหรือยัง สายแล้วนะ”
“เอ่อ... ฉัน...” ฉันอึกอัก มือแน่นิ่งบนตัก ไม่รู้จะหาทางออกจากสถานการณ์นี้ยังไงดี
“เป็นอะไรครับ คนดี”
น้ำเสียงเขานุ่มนวลกว่าที่ฉันเคยได้ยินมาทั้งชีวิต เขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้ก่อนจะจูบลงบนแก้มฉันเบา ๆ ฉันสะดุ้งโดยไม่รู้ตัว พยายามฝืนยิ้มและเตือนตัวเองไม่ให้แสดงออกมากเกินไป
“ฉันคิดถึงเธอนะ — มาก ๆ เลย”
ในหัวฉันตะโกนก้องว่า ไม่จริง ไม่จริงสักคำเพราะตั้งแต่เราคบกัน ลีวายไม่เคยพูดแบบนี้เลย ยกเว้นเวลาที่เขาต้องการบางอย่าง
“ฉันเกือบลืมไปแล้วว่านายมีกุญแจสำรองของห้องนี้...”
ฉันพึมพำเบา ๆ สบตาเขาที่มองมาอย่างลึกซึ้ง — ลึกเกินกว่าที่ฉันอยากจะเข้าไปเห็น
“ฉันไม่ค่อยว่างมาหาเธอเลยนี่นา”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วโอบแขนเข้ามา รวบตัวฉันจากขอบเตียงมาวางบนตัก ฉันพยายามไม่ให้ร่างกายแข็งทื่อ แต่หัวใจกลับเต้นรัวราวกับจะระเบิดออกมา
ริมฝีปากร้อนแนบลงมาอย่างรวดเร็ว จนฉันไม่มีโอกาสได้หลบ ร่างของฉันเหมือนถูกกลืนหายไปในสัมผัสนั้น แขนขวาของเขารัดเอวฉันไว้แน่น มืออีกข้างยึดต้นคอฉันอย่างมั่นคง
บ้าจริง... ทั้งที่รู้อยู่แล้วแท้ ๆ เชียว...
“อา...”
ฉันสูดลมหายใจลึกหลังจากที่เขาผละออกไปชั่วครู่ ก่อนจะโน้มตัวลงมาอีกครั้ง รวดเร็วเกินกว่าที่ฉันจะตั้งสติได้ทัน เขาผลักฉันลงบนเตียง ร่างกายทาบทับลงมาพร้อมกับแรงปรารถนาร้อนแรงที่ฉันไม่ได้ร้องขอ
“ฉันรักเธอนะ”
เสียงของเขาแหบพร่าขณะจูบซอกคอฉัน มือเลื่อนขึ้นมาใต้เสื้อโดยไร้การขออนุญาต
เดี๋ยว... ไม่ใช่แบบนี้... ไม่ใช่อีกแล้ว!
“เดี๋ยวก่อน ลีวาย!”
ฉันร้องออกมาสุดเสียง แต่คำพูดของฉันกลับกลายเป็นเพียงลมหายใจเบาบาง ที่ไม่อาจหยุดมือเขาได้เลย เขายังคงเดินหน้าอย่างดื้อดึง... ราวกับไม่เคยได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น
จนกระทั่ง—
พลั่ก!
เข่าของฉันกระแทกเข้าที่แก้มซ้ายของเขาเต็มแรงจนหน้าหัน ลีวายชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่ฉันจะรีบไถลตัวออกจากร่างเขาอย่างลนลาน มือคว้าผ้าเช็ดตัวผืนบางใกล้เตียงมาพันกายเอาไว้แทบไม่ทัน หัวใจเต้นระส่ำ สายตาไล่ไปทั่วห้องอย่างหวาดกลัว ก่อนจะหันกลับมามองคนตรงหน้า
ชายผู้ซึ่ง ควร เป็นคนที่รักฉัน
ลีวายจับแก้มตัวเองแน่น ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นรอยช้ำม่วงเข้ม เขาเงยหน้าขึ้นมองฉันด้วยสายตาแข็งกร้าว เย็นชา ราวกับฉันเป็นคนผิด
ทั้งที่สิ่งที่ฉันเกือบเสียไป... คือศักดิ์ศรีและความปลอดภัยในชีวิตของตัวเอง
“เธอก็เป็นแบบนี้ตลอด...” เสียงของเขาเยือกเย็นจนฉันหนาวสะท้าน “แตะต้องไม่ได้ หวงตัวเหลือเกิน — แค่เรื่องแค่นี้ มันจะเสียหายอะไรนักหนา?”
...อะไรนะ?
เรื่องแค่นี้ งั้นเหรอ?
“ออกไป” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยโทสะ “ไสหัวไปเดี๋ยวนี้เลย!”
“ของขวัญ —” เขาขบกรามแน่น ดวงตาวาวโรจน์ “เพราะเธอเป็นแบบนี้ไง... เธอถึงได้น่าเบื่อ!”
“ฉันบอกให้ออกไป!!”
เสียงตะโกนของฉันพอดีกับเสียงกริ่งหน้าประตูที่ดังขึ้นอย่างแรง ลีวายสบถในลำคอ หยิบเสื้อขึ้นมาสวมอย่างลวก ๆ แล้วเดินกระแทกเท้าออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามอง
และฉันคิดว่า... มันคงจบลงแล้วจริง ๆ
Where you are, I’ m home Even when I feel alone You’ re the peace I’ ve never known The one place love has grownNo star-lit road or famous light Could guide me more than your quiet might Where you are… That’ s where I’ m whole insideที่ที่มีเธอ... ก็คือบ้านของฉันแม้จะพังทลาย... ฉันก็จะไม่หนีไปไหนเธอโอบกอดฉันไว้... แม้ยามที่ฉันเย็นชาเหมือนหินและสร้างฉันขึ้นใหม่ ด้วยอ้อมแขนเพียงคู่เดียวไม่ใช่ห้องโถงทองคำ... หรือท้องฟ้าหินอ่อนที่ให้ความรู้สึกถูกต้อง หรือเปล่งแสงได้เท่านี้ที่ที่มีเธอ...คือที่ที่ฉันมีชีวิตอีกครั้ง[อาเรน เคนเนธ – วัย 15 ปี กับบ้านที่ใหญ่เกินไปและพ่อแม่ที่ยังรักกันเหลือเกิน]ผมชื่อ อาเรน เคนเนธ ครับ อายุ 15 ปี โตพอจะฟังเพลงร็อก แต่ยังไม่โตพอจะขับรถพาพ่อไปหาหมอได้บ้านของผมใหญ่พอจะมีห้องซ้อมดนตรีเล็ก ๆ ส่วนตัว แต่ก็ยังไม่พอจะซ่อนตัวจากฝาแฝดนรกสองคนนั้นได้สำเร็จแฝดนรก ที่ว่าคือ อลิเซีย กับ แอนนา ฝาแฝดวัยสิบขวบที่เกิดมาพร้อมพลังงานไม่จำกัด เหมือนจับสายฟ้ามาใส่ร่างมนุษย์ ทั้งกวน ทั้งแสบ และที่แย่ที่สุด — พวกเธอ ไม่เคยทะเลาะกันเลยแล้วผมจะหาจุดแตกแยกยังไงล่ะ ถามจ
“คุณจะไม่เข้าไปหาลูกสาวคุณจริง ๆ เหรอครับ... คุณแม็คซ์เวลล์? เธออาจจะกำลังต้องการคุณอยู่ก็ได้”เสียงหมอหนุ่มพูดขึ้นเบา ๆ ขณะหญิงสาววัยกลางคนยังคงนั่งนิ่ง เธอจ้องผ่านกระจกเข้าไปในห้องพักฟื้นที่ซึ่งลูกสาวของเธอนอนหลับอยู่ ท่ามกลางแสงแดดอุ่นและอ้อมแขนของชายหนุ่มที่คอยดูแลไม่ห่างสามวันที่ผ่านมา เธอนั่งอยู่ตรงนี้ทุกวัน แต่ไม่เคยก้าวเข้าไป ไม่เคยแม้แต่จะเคาะประตูห้องไม่ใช่เพราะไม่อยากเจอ...แต่เพราะไม่รู้ว่าตัวเอง... ควรได้รับอนุญาตให้เจอหรือเปล่าเธอหลุบตาลงช้า ๆ หัวใจเต้นสั่นเหมือนคนที่รู้ดีว่าเคยทำพลาดมาอย่างใหญ่หลวงละอาย... ที่ไม่เคยอยู่ตรงนั้นเมื่อลูกต้องการละอาย... ที่วันนี้กลายเป็นคนนอกที่ต้องแอบมองผ่านกระจกใสบานหนึ่ง“เธอไม่จำเป็นต้องเจอฉันหรอกค่ะ”น้ำเสียงแผ่วเบาดังลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก สีหน้าของเธอยังคงเรียบเฉย ดวงตาแดงก่ำบ่งบอกทุกอย่างที่ปากไม่กล้าพูด“เข้าใจแล้วครับ...”หมอตอบพลางพยักหน้าช้า ๆ ก่อนเธอจะหยิบซองซิปพลาสติกออกจากกระเป๋าเอกสารแล้วยื่นให้เขา“ส่งค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดมาให้ฉันก็แล้วกันนะคะ”“อา... อาจจะไม่จำเป็นแล้วครับ” หมอยิ้มสุภาพ ก่อนพูดอย่างระมัดระวัง “เพรา
เสียงปืนกึกก้องในห้อง ฉันยกแขนขึ้นโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจสะดุดแล้วทุกอย่างก็เงียบ...“แนต! ฉันเอง!”เสียงของวัตสันดังขึ้นพร้อมแรงกอดแน่นที่โถมเข้ามา เธอกอดฉันไว้แน่นราวกับจะไม่ปล่อยอีกเลย ฉันสั่นไปทั้งตัวข้างหลังเรา เทเวลถูกชายอีกคนจับกดกับพื้น ใส่กุญแจมืออย่างรวดเร็ว เอเดนยังเล็งปืนไว้ตรงเขา ปากเม้มแน่น ดวงตาแข็งกร้าว“เอเดน พอเถอะ... เขาแพ้แล้ว” เสียงของวัตสันเบาแต่หนักแน่น “อย่าให้เขาชนะด้วยการเปลี่ยนนายเป็นฆาตกรอีกคน”“ฉันจะ—”“แนตปลอดภัยแล้ว ไปหาเธอเถอะ เอ!”คำพูดนั้นเหมือนดึงเขากลับมา เอเดนมองฉันแวบหนึ่ง แล้วลดปืนลงช้า ๆ เขาก้าวเข้ามา ปลดเชือกที่มัดแขนฉันอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะรวบฉันเข้ามากอดไว้แน่น“จบแล้ว...” วัตสันพึมพำพลางปาดน้ำตา “จบสักที เรื่องบ้านี่”เธอลุกขึ้น หันไปหาชายที่จับเทเวล“พาแนตออกไปที ฉันจะติดต่อหาอลัน”“แน่ใจนะว่าเธอไหว?”เอเดนถาม น้ำเสียงยังระแวงอยู่“โล่งขึ้นเยอะเลย—แต่เรื่องฉันกับเฮอร์วินยังไม่จบนะ” เธอยิ้มเจื่อน ๆ แล้วหันหลังกลับ “ไปช่วยเซลิคก่อน พวกนายออกไปก่อนเลย”เอเดนไม่พูดอะไรอีก เขาเพียงช้อนตัวฉันขึ้น อุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคง ฉันซุกหน้าเข้ากับไหล่เขา ส
สเตล่าลุกขึ้นช้า ๆ แล้วถอยห่างไปจากฉัน สีหน้าเธอเรียบเฉย แต่แววตาเต็มไปด้วยความเศร้า รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า ราวกับพยายามบอกลาทั้งที่ไม่กล้าเอ่ยคำเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากบันได เทเวลปรากฏตัวขึ้น เขาสวมเสื้อเชิ้ตตัวเดิม — ตัวเดียวกับในความทรงจำของฉัน วันที่ทุกอย่างพังทลาย เขาก้าวเข้ามาเงียบ ๆ และในขณะที่สเตล่ายืนอยู่ข้างห้องอย่างสงบ ปลายนิ้วของเขาก็เลื่อนขึ้นแนบกระบอกปืนไว้ที่ท้ายทอยของเธอ“เพื่อนเธอมาน่ะ แนต” เสียงเขาเย็นชา “ฉันเจอพวกเขาแล้ว — ฉันเจอ มัน แล้ว”ฉันไม่ตอบ ได้แต่มองสบตาเขาอย่างแน่นิ่ง“พวกนั้นไปที่ทำงานของเธอ ถามหาเธอ... ถามว่าสเตล่าเป็นใคร” เขาหัวเราะเบา ๆ “ฉันก็บอกพวกมันว่า พวกเธอไม่ได้มาทำงาน ทั้งที่พวกมันยืนอยู่ข้างล่างนี้เอง”เขากระซิบถัดจากเสียงลมหายใจ“ใกล้... แต่ก็ยังไกล”กริ๊ก— เสียงง้างไกปืนดังชัดเจน ปลายกระบอกแนบแน่นกับต้นคอของสเตล่า เธอหันมามองฉัน น้ำตาคลอในดวงตาสีน้ำตาล แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ปนกับคำขอโทษที่ไม่สามารถพูดออกมาได้เธอรู้... ว่านี่คือวินาทีสุดท้ายของเธอ“พวกมันรู้ว่าเธอหน้าตาเป็นยังไง” เทเวลพูดต่อ เสียงเรียบเรื่อย “และเธอก็รู้... ว่าฉันทำอ
[special part of Eden]ผมตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ — สายเกินกว่าปกติเล็กน้อยและสิ่งแรกที่มือควานหาก็คือโทรศัพท์ เหมือนทุกวันแต่สิ่งที่ไม่เหมือนคือ...ไม่มีข้อความจากนาตาลีเธอไม่ใช่คนหวาน ไม่ใช่คนที่จะแชทมาอรุณสวัสดิ์ทุกเช้าอยู่แล้ว ผมรู้ดี แต่วันนี้มันกลับรู้สึกเงียบผิดปกติจนน่าอึดอัดผมคิดถึงเธอเลยกดเปิดแชทขึ้นมา[เอเดน] : อรุณสวัสดิ์[นาตาลีที่รัก ♥] : อรุณสวัสดิ์ค่ะ...หือ?[เอเดน] : วันนี้เธอแต่งตัวยังไง เซ็กซี่เหมือนเดิมหรือเปล่า[นาตาลีที่รัก ♥] : เซ็กซี่เหมือนเดิมแหละ ♥♥เดี๋ยวนะ... นั่น อีโมจิ สองดวงเลยเหรอ? ผมขมวดคิ้วทันที—ไม่ใช่ว่าแนตไม่เคยส่งอะไรแบบนี้ แต่มันไม่ใช่แนตเลย[เอเดน] : กินข้าวหรือยัง[นาตาลีที่รัก ♥] : ยังเลย มัวแต่คิดถึงคุณอยู่????อีกอันแล้ว...!?ผมเริ่มรู้สึกไม่ชอบใจ อะไรมันก็แปลกไปหมด แต่ก็ยังลองส่งอีกข้อความไป ทั้งที่รู้ว่าเธอคงจะด่าแน่ ๆ ถ้าเป็นปกติ[เอเดน] : วันนี้ใส่ชั้นในสีอะไร บอกหน่อยได้ไหม[นาตาลีที่รัก ♥] : สีเดิมที่เธอชอบไงล่ะ[นาตาลีที่รัก ♥] : เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลังนะ ฉันมีประชุม โอเคไหม ที่รัก????โอเค... นี่แม่งไม่ใช่แนตแน่ ๆเสียงขำหึดังขึ้นจา
“แนต! เธอมาที่นี่ได้ยังไงน่ะ”“เทเวล…”ใบหน้าที่ฉันเคยไว้ใจ กับใบหน้าที่เคยเห็นในความทรงจำเลวร้ายของฉัน… มันทับซ้อนกันจนแยกไม่ออกอีกต่อไป ดวงตาอ่อนโยนของเขา แววตาคุ้นเคยที่เคยทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย กลับแฝงไว้ด้วยบางอย่างที่น่ากลัวเกินจะอธิบายเขาไม่ใช่แค่คนรู้จัก เขาคือคนที่วางแผนทุกอย่าง… เพื่อให้ฉันตกเป็นของเขาคนเดียว“คุณ—” ฉันพยายามพูด แต่เสียงแทบไม่ออก “คุณทำแบบนี้ทำไม…”“เดี๋ยวก่อนแนต—”“อย่ามาจับฉันค่ะ!!”ฉันผงะถอยทันทีที่ความทรงจำถาโถมกลับมา ฉันจำได้แล้ว… เป็นเขา!เขาคือคนที่ฆ่าสเตล่าและแนนซี่ต่อหน้าฉันในชาติที่แล้ว! ฉันปัดมือเขาออกอย่างแรง ลุกพรวดขึ้นและรีบวิ่งไปที่ประตูแต่พระเจ้าไม่เคยอยู่ข้างฉัน…สเตล่ายืนอยู่ตรงนั้นราวกับรอจังหวะนี้มานานแล้ว รอยยิ้มของเธอแสยะกว้างอย่างเย็นเยียบ ในขณะที่ฉันแข็งค้างเธอคือฆาตกรอีกคนที่อยู่ตรงหน้าและตอนนี้ เธอไม่ได้ปกป้องฉัน แต่กำลังยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับฉันโดยสิ้นเชิงฉันมองเธอเต็มตา… หวังจะเห็นสเตล่าคนเดิมที่เคยเป็นเพื่อนแต่แววตาอ่อนโยนนั้นไม่มีอีกแล้ว มีเพียงแววตาของคนที่เต็มไปด้วยความเศร้าและการยอมจำนนต่อความรักที่ผิดทาง“สเตล่า… เราเป็นเพื
“Just a little issue,” เคนเนธตอบเสียงเรียบ ก่อนจะเสยผมขึ้นอย่างลวก ๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย “Apparently, the staff says I booked this unit... and so did she. And they can’t refund the deposit either.”(มีเรื่องนิดหน่อยน่ะ พนักงานบอกว่าฉันกับผู้หญิงคนนี้จองห้องซ้อนกัน แล้วก็ไม่สามารถคืนเงิ
“อากาศสดชื่นดีจริง ๆ สมกับที่เป็นเมืองใหญ่...”หญิงสาวพึมพำเบา ๆ ขณะก้าวออกมาจากสนามบิน พร้อมสะพายกระเป๋าใบใหญ่ไว้บนบ่า เธอโบกมือเรียกแท็กซี่เพื่อมุ่งหน้าไปยังคอนโดที่จองไว้ล่วงหน้า — ที่พักใหม่ซึ่งจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตบทใหม่ของเธอโชคดีที่คอนโดไม่ได้อยู่ไกลจากสนามบินมากนัก และโชคดียิ่งกว่า
“I can’t believe that was our last gig.”(ไม่น่าเชื่อเลยว่า นั่นคือโชว์สุดท้ายของพวกเราแล้วว่ะ)เสียงเหนื่อยล้าดังขึ้นจากหนุ่มผมเฮเซลนัทที่นั่งเอนพิงพนักโซฟาเหมือนหมดแรงทั้งตัว“Kinda sucks,” หนุ่มผมบลอนด์ตอบเสียงเนือย “Playing live is the best part of this job, hands down.”(โคตรเซ็งเลย เล่นสดนี่ม
“โอเค... ฉันว่านี่มันก็ค่อนข้างวุ่นวายนิด ๆ นะ”ของขวัญพึมพำเบา ๆ ขณะเดินผ่านจุดตรวจตั๋ว ก่อนจะหยุดยืนต่อแถวหน้าคอนเสิร์ตฮอลล์ที่ออกแบบอย่างทันสมัย ผนังด้านนอกเป็นกระจกสะท้อนแสงไฟจากเมืองที่สาดเข้ามาวูบวาบ รอบตัวเต็มไปด้วยผู้คนที่ยืนกระจายอยู่ทั่วบริเวณหน้าอาคาร พร้อมเสียงพูดคุย หัวเราะ และแซวกันระ







