LOGINพอเด็กชายรู้ว่าไป๋เสวี่ยจะเดินทางไปในเมืองด้วย เขาก็กระโดดไปมาอย่างตื่นเต้นยินดี รีบจับจูงมือของไป๋เสวี่ยมาที่รถม้าโดยที่ไม่สนใจมารดาของตนเองอีกเลย
“ท่านอา! ท่านจะเข้าเมืองกับพวกเราหรือเจ้าคะ” ไป๋หลันถามเสียงดังเมื่อเห็นไป๋เสวี่ยที่กำลังเดินมาพร้อมกับไป๋เทียน
นางกับบิดาตอนนี้กำลังรอให้ไป๋เทียนไปตามมารดามา ไม่คิดว่าไป๋เทียนจะพาไป๋เสวี่ยมาด้วยเช่นนี้ สองแฝดรักท่านอาของพวกเขามาก เพราะเหตุนี้การที่ไป๋เสวี่ยจะเดินทางไปด้วย ทั้งสองจึงยินดีที่สุด
“ใช่แล้ว ข้าจะไปด้วย” ไป๋เสวี่ยพยักหน้ารับ
“ดีเลย! ข้าจะพาท่านอาไปซื้อเครื่องประดับ!”
“ไร้สาระ ข้าจะพาท่านอาไปดูอาวุธ” ไป๋เทียนไม่ยินยอม เขาเป็นคนนำทางท่านอามา เหตุใดไป๋หลันจึงมาแย่งท่านอาไปเช่นนี้
“เจ้าทึ่ม ท่านอาเป็นสตรี เหตุใดจะต้องซื้ออาวุธด้วย” ไป๋หลันมองแฝดพี่ด้วยความไม่พอใจ
“เครื่องประดับไร้ประโยชน์จะซื้อให้เปลืองเหรียญตราไปเพื่อเหตุอันใด ซื้ออาวุธย่อมดีที่สุด”
“เจ้า...”
“พอแล้ว ข้าจะไปกับพวกเจ้าทั้งสองร้าน”
หลังจากฟังเด็กสองคนทะเลาะกันจนพอ สุดท้ายผู้เป็นอาก็เป็นคนหยุดไม่ให้หลานของนางทะเลาะกันไปมากกว่านี้ ก่อนที่จะหันไปเอ่ยกับพี่ชายที่มีสีหน้าเหนื่อยใจกับบุตรของตนไม่น้อย แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นแววตาของไป๋ซานก็ยังคงมีความสุขมากอยู่ดี
“ไปกันเถอะเจ้าค่ะ ข้าอยากไปเที่ยวในเมืองแล้ว” ไป๋เสวี่ยยิ้มให้ไป๋ซานและพูดขึ้นมา
“พี่ยอมรับเจ้าจริง ๆ เสวี่ยเอ๋อร์ แค่ประโยคเดียวก็ทำให้เจ้าจอมซนทั้งสองหยุดทะเลาะกันได้แล้ว” ไป๋ซานเอ่ยชมน้องสาวก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะของนางด้วยความรักใคร่จริงใจ
“ไม่เช่นนั้นท่านปู่จะเรียกข้าว่าอัจฉริยะได้หรือเจ้าคะ”
“ฮ่า ๆ นั่นสินะ” บุรุษตัวสูงหัวเราะชอบใจในคำพูดของน้องสาวตน
ซึ่งไป๋ซานก็ยอมรับด้วยเช่นกันว่าไป๋เสวี่ยนั้นคืออัจฉริยะอย่างแท้จริง ตัวนางพึ่งฟื้นคืนกลับมาได้เพียงไม่นาน แต่กลับฝึกฝนจนสามารถเป็นผู้ใช้โอสถระดับกลางได้แล้ว เรื่องนี้หากผู้อื่นรับรู้ก็ต้องกล่าวเรียกขานนางว่าอัจฉริยะไม่ต่างกัน
“ข้าเห็นจะมีก็เพียงเจ้าเท่านั้นที่ยกยอตัวเองเช่นนี้” จิวอิงที่เดินตามหลังมาอดที่จะพูดขึ้นและส่ายหน้าไปมาไม่ได้
แม้จะเป็นเรื่องจริงแต่ไม่เคยเห็นสตรีใดพูดออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจถึงเพียงนี้
“หรือเจ้าอยากให้ข้ายกยอเจ้าแทนก็ได้นะพี่สะใภ้” ไป๋เสวี่ยหันไปยิ้มให้จิวอิงอย่างอารมณ์ดี
“พอเลยเสวี่ยเอ๋อร์! เจ้านี่มัน...” ผู้มีฐานะเป็นพี่สะใภ้ได้แต่กระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิดใจ ก่อนจะรีบกระโดดขึ้นรถม้าไป จิวอิงยอมรับว่าฝีปากของตัวเองคมคายไม่เท่ากับสหายตัวน้อย เพราะเหตุนี้เมื่อรู้ว่าสู้ไปก็แพ้ จึงไม่คิดจะสู้ต่อ
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” ไป๋ซานระบายยิ้มและขยับตามขึ้นรถม้า
สำหรับไป๋ซานนั้น ตั้งแต่ที่น้องสาวของเขาฟื้นคืน ความกังวลใจที่เคยมีทั้งหมดก็คลายลงไปได้มาก ท่านปู่เองก็กลับมามีชีวิตชีวามากกว่าเดิม ภรรยาของเขาเองก็ได้สหายกลับคืน หรือแม้แต่ลูก ๆ ของเขาก็ยังรักและเชื่อฟังท่านอาเป็นอย่างดี
ด้วยเหตุนี้ไป๋ซานจึงคิดว่าการกลับมาของไป๋เสวี่ยถือว่าเป็นของขวัญอันล้ำค่าสำหรับครอบครัวของเขาอย่างแท้จริง
ตอนนี้ทั้งผลทับทิมน้ำนมและผู้ใช้โอสถต่างก็อยู่กับเขาแล้ว หากยังรีรออยู่ตรงนี้ ที่ทำลงไปทั้งหมดก็คงจะไร้ความหมาย เขาจะเอาชีวิตของน้องสาวมาเสี่ยงไม่ได้เด็ดขาด“เชิญท่านไป๋เสวี่ยเถิดขอรับ” หูอี้เทียนหันไปพูดกับไป๋เสวี่ยและเลิกสนใจผู้อื่นเรื่องนี้เขาตัดสินใจแล้วและเขาจะเป็นคนรับผิดชอบเอง หากต้องรับโทษตามกฎของเกาะสายลม ที่เขาฝ่าฝืนกฎข้อสำคัญและพาคนนอกเข้าไปภายในเกาะ หูอี้เทียนก็ยินดี!“คุณชายรอง ท่านจะทำอะไร?”จิงเม่าเห็นหูอี้เทียนมาตั้งแต่ยังเล็ก ย่อมต้องรู้ดีถึงนิสัยความดื้อรั้นของเด็กชายมากที่สุด ยามนี้ยิ่งเกี่ยวพันกับชีวิตของคนในครอบครัว เขาเองก็กลัวว่าหูอี้เทียนจะทำอันใดลงไปโดยที่ไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีเสียก่อน“...” หูอี้เทียนไม่ตอบ เพราะรู้ว่าจิงเม่าย่อมต้องคัดค้านสิ่งที่ตนกำลังจะกระทำแน่ส่วนไป๋เสวี่ยตั้งแต่ต้น นางก็ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของหูอี้เทียน เพราะเรื่องนี้อย่างไรนางก็เป็นเพียงคนนอก ไม่อาจสอดมือเข้าไปยุ่งได้ง่าย ๆ ไป๋เสวี่ยทำเพียงแค่รอคอยอย่างสงบ และหากว่าไม่จำเป็นนางก็จะไม่ลงมือเองหูอี้เทียนเดินนำไป๋เสวี่ยลงมา
เมื่อคิดดูแล้วไป๋เสวี่ยก็รู้สึกว่าตนเองโชคดี เพราะว่าหากนางไม่ได้พบเจอกับหูอี้เทียน และต้องมาติดต่อขอเข้าเกาะเอง เห็นทีว่าคงจะไม่ง่ายดายอย่างที่คิดพรึ่บในระหว่างที่ไป๋เสวี่ยกำลังนั่งรออย่างสงบ จิงเม่าก็กลับมาที่เรือด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก อาการเช่นนี้ไม่ต้องให้ผู้ใดบอกก็รู้ว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น“คุณชายรอง!”“เกิดอันใดขึ้น” หูอี้เทียนลุกขึ้นยืนและมองจิงเม่าอย่างตั้งคำถามปกติแล้วจิงเม่ามักจะควบคุมตนได้ดีภายใต้ความสุขุมเยือกเย็น แต่ตอนนี้จิงเม่าถึงกับมีสีหน้าที่เปลี่ยนไป หูอี้เทียนเห็นเช่นนั้นจึงอดรู้สึกสงสัยระคนกังวลใจไม่ได้หูอี้เทียนกังวล เขากลัวว่าจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นในตอนที่ตนไม่อยู่ที่จวน!“คุณหนูอาการแย่ลงยามนี้ชีพจรเต้นอ่อนมาก ส่วนฮูหยินตกใจจนหมดสติถึงตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้นคืนเลยขอรับ”จิงเม่ารีบรายงานสิ่งที่ตนได้รับรู้มาจากหลี่อี้พ่อบ้านของตระกูลหูที่มารอรับหูอี้เทียนอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าเกาะฐานะของตระกูลหูในเกาะสายลม ก็ไม่ได้ต่างอันใดจากฐานะของเจ้าครองเมืองในเมืองต่าง ๆ บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่ผ
เกาะสายลมนั้นเงียบสงบ ภายในทะเลสาบก็มีพืชพันธุ์และสัตว์มากมายอาศัยอยู่โดยเฉพาะสัตว์น้ำ น้ำในทะเลสาบมีสีฟ้าค่อนไปทางเขียวและใส แม้จะมองไม่เห็นก้นของทะเลสาบ แต่ก็ยังพอมองเห็นปลาที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในน้ำอย่างเป็นอิสระยิ่งเรือล่องเข้ามาใกล้ ๆ เกาะมากเพียงใด ก็จะมองเห็นกับดักจับปลาที่มีอยู่มากมายรอบเกาะไป๋เสวี่ยคาดว่าคนในเกาะสายลมน่าจะยึดอาชีพประมงเป็นหลัก การเกษตรเป็นรอง และมีส่วนน้อยที่ออกไปล่าสัตว์ป่าและของป่านางกวาดมองไปรอบด้านอย่างสำรวจ ภาพที่สวยงามเช่นนี้หากผู้ใดมาเห็นยังจะกล้าเรียกที่แห่งนี้ว่าเป็นที่อยู่ของคนชนชั้นต่ำได้อีกหรือ เพราะเกาะสายลมนั้นสวยงามและมีพลังวิญญาณที่เข้มข้นมากกว่าเมืองบางเมืองที่อยู่บนแผ่นดินเสียอีกไป๋เสวี่ยแค่นยิ้ม คนเราไม่อาจเชื่อเรื่องราวที่เล่าลือกันมาได้เลยจริง ๆเกาะสายลมมีขนาดใหญ่มาก อาจจะใหญ่กว่าพื้นที่เมืองสองถึงสามเมืองนำมารวมกัน และจุดที่เกาะสายลมตั้งอยู่ก็เป็นตำแหน่งที่ดีมาก ๆเพราะนอกจากจะได้รับการคุ้มครองจากป่าสายลม ทะเลสาบแห่งนี้ก็ยังช่วยกันคนภายนอกไม่ให้เข้าถึงเกาะสายลมโดยง่ายอีกด้วยยังไม่นั
“ไปทำหน้าที่แทนพวกเขา” ไป๋เสวี่ยออกคำสั่งโดยไม่ต้องอธิบายสิ่งใด องครักษ์ประจำกายทั้งสองก็เข้าใจเป็นอย่างดี และพลิ้วกายหายไปโดยไร้ซึ่งคำถามหรือความสงสัยเพราะพวกเขาต่างก็ถือว่าคำสั่งของไป๋เสวี่ยนั้นถูกต้องที่สุด และความจริงพวกเขาเองก็ไม่ได้จากไปไหน ยามนี้ทั้งสองกำลังเฝ้าระวังอยู่โดยรอบ เพื่อไม่ให้สัตว์วิญญาณหรือสิ่งมีชีวิตใดล้ำเส้นเข้ามาใกล้คุณหนูของตน“สองคนนั้น...เป็นองครักษ์หรือขอรับ?” หูอี้เทียนถามขึ้นมาด้วยความสงสัยและสับสนอย่างหนัก“ใช่”และเมื่อไป๋เสวี่ยพยักหน้ารับ คนทั้งหมดที่ได้ยินก็มีอาการคล้ายตื่นตะลึง เพราะพวกเขาไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่เป็นเพียงองครักษ์จะมีรูปโฉมที่ดูงดงามเช่นนี้ ที่สำคัญอีกฝ่ายยังแข็งแกร่งมากเรื่องเช่นนี้ มันเป็นไปได้ด้วยหรือ“นี่...นี่มัน...”“ไปกันได้แล้ว” ไป๋เสวี่ยกล่าวเตือนและมองคนของเกาะสายลมอย่างไม่เข้าใจ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงพยายามเรียกคืนสติกลับมา จากนั้นก็รีบออกเดินทางกันต่อไปทันทีใช้เวลาเกือบสองชั่วยามคนทั้งหมดก็ออกมาจากป่าสายลมและมาถึงที่ท่าเรือจนได้ ในระหว่างทางนั้นก็มีสัตว์
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด เราอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว” ไป๋เสวี่ยว่าพลางเริ่มก้าวเดินเป็นคนแรกโดยที่มีองครักษ์ของนางเดินตามมา หูอี้เทียนเมื่อได้สติก็รีบวิ่งตามมาติด ๆ โดยที่มีจิงเม่าคอยดูแลอยู่ข้างกายไม่ห่างเช่นกันส่วนองครักษ์คนอื่น ๆ แม้จะบาดเจ็บอยู่ แต่ก็ยังกระจายตัวโดยรอบเพื่อคอยคุ้มกันระวังภัยให้กับเจ้านายของตนไป๋เสวี่ยเห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วลงเล็กน้อย แม้ว่าจะพอใจที่คนเหล่านี้ต่างก็ทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างดีเยี่ยม แต่เวลานี้พวกเขาต่างก็บาดเจ็บอยู่การกระทำเช่นนี้จึงส่งผลให้ยิ่งเสียเวลามากยิ่งขึ้น และจะทำให้การเดินทางนั้นล่าช้าลงไปอีก“เรียกองครักษ์ของเจ้ากลับมา บอกพวกเขาไม่ต้องสนใจโดยรอบและให้รีบเดิน เรื่องคุ้มกันปล่อยให้เป็นหน้าที่คนของข้าแทน” ไป๋เสวี่ยหันไปพูดกับหูอี้เทียน“ขอรับ?”“เสียเวลาเกินไป คนของเจ้าล้วนบาดเจ็บ”หูอี้เทียนดูคล้ายจะไม่เข้าใจสิ่งที่ไป๋เสวี่ยพูดเท่าใดนัก แต่ก็หันไปเรียกองครักษ์ของตนให้มารวมตัวกันอยู่ดี และเมื่อเหล่าองครักษ์มาถึงเขาก็ออกคำสั่ง“พวกเจ้าบาดเจ็บอยู่ ไม่ต้องคอยคุ้มกัน รีบเดินจึงจะดีที่สุ
“ไม่ปิดบังท่าน พวกข้าเป็นคนของเกาะสายลม หากท่านอยากจะเข้าไปภายในเกาะสายลมจริง ๆ ข้าหูอี้เทียนจะพาท่านเข้าไปเอง!” หูอี้เทียนเอ่ยปากอย่างมุ่งมั่น แต่แล้วเมื่อสิ้นเสียงของเขาได้เพียงไม่นาน ก็มีผู้กล่าววาจาตามมาด้วย“คุณชาย!” จิงเม่ามีสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้น เพราะหูอี้เทียนได้บอกชื่อของตนออกไป อีกทั้งยังได้พูดอีกด้วยว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นคนของเกาะสายลม!แม้ไป๋เสวี่ยจะเป็นผู้มีพระคุณ แต่นางก็ยังมีที่มาไม่แน่ชัด และกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังของนางล้วนเก่งกาจ โดยเฉพาะบุรุษที่มีใบหน้างดงามราวคุณชายตระกูลสูงที่ยืนนิ่งประหนึ่งตนเป็นหลักศิลาผู้นั้นไหนจะแม่นางที่มีใบหน้าเย้ายวนบุรุษแต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการสังหารคนพวกนี้อย่างไรก็ไม่ใช่คนธรรมดาการเปิดเผยตัวตนของพวกเขานั้นอันตรายเกินไป!“ข้าเพียงแค่อยากให้ท่านไป๋เสวี่ยช่วยไปดูอาการให้น้องสาว...” หูอี้เทียนก้มหน้าลง รู้ดีว่าตนทำสิ่งที่ไม่ควรจะทำพี่ใหญ่ก็พูดเสมอว่ายามที่อยู่ภายนอก ห้ามบอกว่าตนเป็นคนของเกาะสายลมเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจจะโดนทำร้ายได้ เด็กชายไม่เคยเข้าใจ จนเมื่อได้ยินคำพูดของชาวบ้าน







