Home / โรแมนติก / คนโปรดของพบตะวัน / ตอนที่ 6 ไอ้สารเลว

Share

ตอนที่ 6 ไอ้สารเลว

Author: Melyssa
last update publish date: 2026-09-18 04:01:46

“คุณขุนพล...” ภาพของขุนพลปรากฏบนหน้าข่าวที่ถูกแชร์ในหน้าเฟซบุ๊ก สารีบกดเข้าไปยังลิงก์เพื่ออ่านเนื้อข่าวด้วยความอยากรู้

ทายาทรัฐมนตรี ‘ขุนพล’ อายุยี่สิบห้าปี ขับรถซุปเปอร์คาร์เฟอรารี่มาด้วยความเร็ว ชนนายนพดล อาสาสมัครกู้ภัย ขณะกำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพัก หลังจากปฏิบัติหน้าที่นำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ก่อนจะลากร่างนายนพดลไปไกลกว่าสามร้อยเมตรจนเสียชีวิต และหลบหนีไปที่บ้านพักของตนเอง  

ตำรวจแกะรอยตามคราบน้ำมัน ไปจนเจอว่ารถหรูคันที่ขับชนนายนพดล ขับเข้าไปในคฤหาสน์เนื้อที่กว่าสองไร่ บ้านของ ‘รัฐมนตรีขจรเดช’

เมื่อตำรวจได้หมายค้นเข้าตรวจสอบพบรถเฟอร์รารี่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีร่องรอยการชนยับเยิน กระจกหน้ารถแตกเป็นวงกว้าง ถุงลมนิรภัยกางออก และบัตรประจำตัวอาสาสมัครกู้ภัยของนายนพดลยังติดคากระจกรถหรู 

นายขุนพลยอมมอบตัว พร้อมรับสารภาพว่าเป็นคนขับเฟอร์รารี่ชนนายนพดล แต่ไม่มีเจตนาหลบหนี เพียงแค่ตกใจจึงขับรถกลับบ้านไปตั้งหลัก แม้ผลตรวจร่างกายจะพบแอลกอฮอล์ แต่เจ้าตัวก็อ้างว่าดื่มหลังจากประสบอุบัติเหตุแล้วเพราะเครียด

หลังสอบปากคำ ทนายความได้ประกันตัวนายขุนพลออกไปด้วยเงินสดห้าแสนบาท

ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก เมื่อนายขุนพลไม่พอใจนักเที่ยวคนหนึ่งที่เดินชนกันในผับ จนมีปากเสียงหน้าผับ สุดท้ายควักปืนในรถออกมายิงดับ ก่อนหลบหนี

ในเวลาต่อมา ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุว่า นายขุนพลได้เดินทางออกจากประเทศ โดยเบื้องต้นปลายทางในการเดินทางคือประเทศมาเลเซีย แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเดินทางไปยังประเทศอะไรต่อไปหรือไม่

“คงไม่หรอก” แวบเดียวของความคิด สากลัวว่าขุนพลจะมาอเมริกา แต่ก็พยายามคิดเข้าข้างตัวเอง โลกนี้มีตั้งหลายประเทศ เขาคงไม่หนีคดีมาอเมริกาหรอก  

ชีวิตอันปกติสุขของสาในนิวยอร์กยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะเดินกลับหอพักหลังจากทำงานพิเศษที่ร้านอาหารเหมือนทุกวัน ขุนพลก็ปรากฎตัว และความเลวร้ายก็หวนกลับเข้ามาในชีวิตของเธออีกครั้ง แต่ก็ไม่กล้าปริปากบอกใคร เพราะเกรงกลัวในอิทธิพลของรัฐมนตรีขจรเดช

“สา”

“...”

“สา” เสียงเรียกที่ดังขึ้นเมื่อเพื่อนยังคงเหม่อลอย มือที่จับผ้าขี้ริ้วก็ถูวนโต๊ะอยู่ที่เดิม

“...” ปลีกับปลังหันมองหน้ากัน หลายวันมานี้รู้สึกถึงความผิดปกติ สาเหมือนมีเรื่องอะไรในใจ ไม่ร่าเริงเหมือนที่ผ่านมา

“สา” คราวนี้ปลียื่นมือไปจับไหล่สา เธอสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์

“ปะ...ปลี ปลัง มีอะไรเหรอ”

“พวกเราต้องถามสามากกว่าว่าเป็นอะไร”

“มีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่า”

“เครียดเรื่องสอบน่ะ” สาบอกไปอย่างนั้น เพราะไม่อยากเอาปัญหาของตัวเองไปรบกวนเพื่อน ที่ผ่านมาปลีกับปลังก็ช่วยเหลือเธอไว้มากพอแล้ว

“นี่สินะความเครียดของคนเรียนเก่ง” ปลีดึงเก้าอี้มานั่งคร่อม โดยหันหน้าเข้าพนักพิง ปัญหาของสาไม่ใช่เรื่องน่าเครียดสำหรับตนเลยสักนิด

“แล้วปลีกับปลังไม่เครียดหรือไง”

“ไม่อ่ะ เรื่องเดียวที่เครียดตอนนี้คือสอบเสร็จแล้วจะไปเที่ยวไหนดี” นั่นคือเรื่องเครียดของปลังในเวลานี้

“เดินป่า แคมป์ปิ้ง ที่แคลิฟอร์เนียดีไหม” ปลีเสนอไอเดีย

“คิดว่าสาจะไหวไหม” สำหรับปลังไม่ใช่ปัญหา แต่กับผู้หญิงอ้อนแอ้นแบบสาน่าจะสมบุกสมบันเกินไป

“งั้นให้สาเลือก สาอยากไปเที่ยวไหน”

“ปลีกับปลังไปกันเถอะ สาต้องทำงาน”

“นี่ใคร” ปลีชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

“ก็ปลีไง”

“ใช่ นี่ปลี นี่ปลัง เราสองคนเป็นหุ้นส่วนร้าน แล้วสาก็เป็นเพื่อนเราสองคน อภิสิทธิ์เหนือคนอื่นอยู่แล้ว”

“ไม่ได้ผลหรอก ปลังจ้างให้สาไปเที่ยวกับพวกเรา สองเท่า” คำพูดของปลีไม่มีทางได้ผล ปลังจึงยื่นข้อเสนอที่สาไม่อาจปฏิเสธ คือค่าจ้างสองเท่า

“ใช้วิธีนี้อีกแล้วนะ” สาหน้างอเง้า ไม่ได้โกรธที่ปลังทำเหมือนใช้เงินฟาดหัว เธอรู้ว่าเพื่อนทั้งสองคนหวังดีกับเธอด้วยใจจริง แต่ก็นั่นแหละ เงินคือจุดอ่อนของเธอ

“คนขี้งกแบบสาก็ต้องใช้วิธีนี้แหละ”

“ตกลงนะ”

“สามเท่าได้ไหม”

“โอเคเลย” ปลีกับปลังไม่มีปัญหา กี่เท่าก็ยอมจ่าย ขอแค่ให้สายอมไปเปิดหูเปิดตาบ้าง ไม่ใช่เป็นนางก้นครัวทำแต่งาน

“สาล้อเล่น”

“ไม่รู้แหละ ดิวแล้ว สอบเสร็จไปเลย”

สามเพื่อนซี้ตกลงกันดิบดี แต่เมื่อถึงวันเดินทางสาก็บอกว่าไปเที่ยวด้วยไม่ได้แล้วเพราะป่วย

“ปลีกับปลังไปเที่ยวให้สนุกเถอะ สาไม่ได้เป็นอะไรมากจริงๆ ก็แค่ปวดท้องประจำเดือน ถ่ายรูปสวยๆ มาฝากสาด้วยนะ”

นั่นคือข้ออ้างที่สาบอกปลีกับปลัง แต่ในความเป็นจริงแล้วขุนพลไม่ยอมให้เธอไป แต่เมื่อเธอยืนกรานว่าจะไปเขาก็ปลุกปล้ำ ความรุนแรงที่ได้รับและยาวนานทำให้เธอระบมไปทั้งตัวจนจับไข้

สองเดือนต่อมาสาก็รู้สึกถึงความผิดปกติของตัวเอง เธอรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน ได้กลิ่นเหม็นจากสิ่งที่ปกติไม่รู้สึกเหม็น หรือรู้สึกหอมมากกับบางสิ่ง รู้สึกร่างกายเมื่อยล้า นอนเท่าไรก็ไม่หายง่วงนอน และประจำเดือนไม่มา

แท่งสีขาวสำหรับใช้ตรวจการตั้งครรภ์วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าที่เคร่งเครียดกับผลตรวจที่แสดงให้เห็น

“มันเกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง สาบอกปลังกับปลีได้ไหม”

“หรือว่าสามีแฟน แต่พวกเราไม่รู้” เป็นเพื่อนกันมาสองปีกว่า ปลีกับปลังไม่เคยเห็นสาสุงสิงกับใครนอกจากพวกตน

“เขาไม่ใช่แฟนสา เขาเป็นลูกของผู้มีพระคุณ”

“เล่าให้เราสองคนฟังได้ไหม”

สาเล่าเรื่องราวชีวิตอันรันทดของตัวเองให้ปลีกับปลังฟัง และสิ่งที่ขุนพลกระทำได้นำความโกรธแค้นมาสู่ทั้งคู่

“ไอ้เลว”

“ไอ้ชั่ว”

“สารักมันหรือเปล่า” ก่อนจะทำอะไร ปลีอยากแน่ใจว่าสารู้สึกยังไงกับไอ้สารเลวนั่น

“สาไม่ได้รัก ไม่มีวันที่สาจะรักเขา แต่สา...สาอยากหนีเขาไปให้ไกล แต่สาก็หนีเขาไม่พ้น” สาปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย เธอรู้แค่ว่าอยากปลดปล่อยความอัดอั้นที่ล้นอกออกมา

“ทำไมสาไม่บอกพวกเรา ปล่อยให้มันรังแกอยู่ได้ยังไง”

“ครอบครัวของเขามีอิทธิพลมาก สากลัวจะทำให้ปลีกับปลังเดือดร้อน”

“ใหญ่แค่ไหนพวกเราก็ไม่กลัวหรอก”

“แล้วสาจะจัดการเรื่องนี้ยังไงต่อไป”

คำถามของปลัง และสายตารอฟังคำตอบของปลีทำให้สาคิดหนัก เพราะตัวเธอก็ยังไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่องนี้ต่อไปยังไง

“คุณขุนพล” สานั่งอยู่บนเตียงในหอพักของเธอ ประตูห้องเปิดกว้างในเวลาเดิมของทุกวันตั้งแต่ขุนพลมาที่นี่ มาเพื่อระบายความใคร่กับเธอเท่านั้น

“ทำเหมือนกับรอฉันอยู่อย่างนั้น” ขุนพลแสยะยิ้ม เดินเข้าไปพร้อมกับถอดเสื้อแจ็คเก็ตออก แล้วโยนไปบนเก้าอี้

“ค่ะ”

“ทำไม จู่ๆ ก็เกิดคิดถึงฉันขึ้นมาหรือไง หรือว่าเกิดติดใจ”

“สามีเรื่องจะบอกคุณขุนพลค่ะ”

“เรื่องอะไร”

“สา...สาท้องค่ะ” สารวบรวมความกล้าแล้วพูดออกไป

“เธอท้อง?”

“ค่ะ”

“แล้วเธอจะมาบอกฉันทำไม”

“สาท้องกับคุณ”

“มันเป็นความผิดของฉันงั้นเหรอ”

“แต่คุณ...”

“มันเป็นเพราะเธอเองที่ไม่ป้องกัน ทำไมไม่กินยาคุม”

“คุณ...”

“แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว งั้นฉันจะบอกวิธีแก้ให้แล้วกัน ไปเอาออก” สาไม่คิดว่าขุนพลจะไม่หลงเหลือความเป็นคนถึงเพียงนี้

“ทำไมคุณถึงได้เลวแบบนี้ นี่ลูกคุณนะ”

“เธอคิดว่าเธอเป็นใคร คิดว่าน้ำหน้าอย่างเธอฉันจะเอามาเป็นแม่ของลูกฉันงั้นเหรอ อย่างเธอ ฉันก็แค่เอาแก้เงี่ยนเท่านั้น จำใส่กะโหลกของเธอไว้อลิสา และถือว่าเอาบุญ ฉันช่วยเอามันออกให้เอง ส่วนเธอทนให้ได้ก็แล้วกัน อย่าตายไปซะก่อน” ขุนพลใช้นิ้วชี้จิ้มย้ำๆ หน้าผากของสา ก่อนจะจิ้มลงไปแรงๆ จนเธอหน้าหงาย ร่างสูงจัดการปลดเข็มขัดกางเกง จะทำอย่างปากว่า

“ทนไม่ไหวแล้วโว้ย” ปลีไม่สามารถทนฟังหรือทนดูได้อีกต่อไป ออกมาจากห้องน้ำที่ใช้ซ่อนตัวกับปลัง เพราะไม่ไว้ใจ กลัวว่าสาจะถูกไอ้สารเลวทำร้าย

“พวกมึงเป็นใครวะ” ขุนพลตกใจที่มีผู้ชายสองคนอยู่ในห้องของสา

“พ่อมึงมั้ง” พูดจบปลีก็กระโดดถีบเต็มแรง

พลั่ก!

“มึง...” ร่างของขุนพลกระแทกกับกำแพง ใบหน้าเหยเกด้วยความเจ็บ และจุกจนพูดไม่ออก

“อย่ามาชี้หน้า กูไม่ชอบ” ปลีตวัดเท้าเตะปลายคางคนที่ชี้ตัวเองไปอีกครั้ง จนขุนพลสลบเหมือด 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • คนโปรดของพบตะวัน   SPECIAL 45

    ในช่วงวันหยุด ปลีมารับขุนที่วัด ไปเที่ยวเล่นกับเรียนพิเศษที่ไร่จันทรัช และยังหวังว่าสักวันขุนจะเปลี่ยนใจมาอยู่ด้วยกัน“ปี้ขุง ปี้ขุงขุง ปี้ขุง ขุง ขุง ขุง” เสียงร้องเรียกพี่ขุนจากวารี ทำให้ขุนเร่งรีบออกมาจากกุฏิท่านเจ้าอาวาส หลังจากทำความสะอาดเสร็จ“เรียกเยอะตลอดเลย” ขุนสะพายย่ามพระที่มีสมุดกับดินสอ ใส่รองเท้าแตะ แล้ววิ่งมายังรถ SUV คันหรู“พี่มารับขุนไปเที่ยวไร่จันทรัช” ทิวายิ้มกว้างให้ขุนเสมอ“กอดพี่ทิวาได้ไหมครับ” ขุนก็ไม่รู้ว่าทำไมทุกครั้งที่เห็นหน้าพี่ทิวาถึงอยากกอด และรู้สึกอบอุ่นหัวใจเสมอ“ได้สิ” ทิวากางแขนรอรับกอดจากขุนทุกครั้งที่เจอกัน รู้สึกผูกพันราวกับเป็นคนในครอบครัว“หนูโป้งปี้ขุง” วารีกอดอก ใบหน้าแสนงอนฉายชัด ก่อนจะสะบัดหน้าพรืดหันหลังให้พี่ขุน“วารีมาโป้งพี่ทำไม” ขุนไม่รู้ว่าทำอะไรให้น้องวารีขุ่นเคือง“ไม่ยู้ไม่ชี้” วารีแสดงอาการแสนงอน สะบัดหน้าพรืดไปอีกทาง “ไม่บอกแล้วพี่จะรู้ไหม”“ไม่ยู้ไม่ชี้” ความขุ่นเคืองไม่จางหาย ทิวามองบนเอือมระอาน้องสาว“อะไรของวารี เป็นอะไร”“ไม่ยู้ไม่ชะ...”น้องสาวสะบัดสะบิ้งไม่เลิก ทิวาจึงตีเพียะที่ต้นแขน“แง~ ปี้วาตีหนู”“พี่ตีเบาๆ”“ตีนี้เ

  • คนโปรดของพบตะวัน   SPECIAL 44

    “ยอด้วยๆ” เจ้าเทพสามฤดูลงมาจากเรือนก็เห็นพี่ทิวเขากับเพื่อนขี่จักรยานไปคนละคัน ต่างตะโกนบอกให้รอด้วย ได้ยินเสียงน้องทั้งคู่จึงหยุดรอวายุกับเวหารีบคว้ารถจักรยานของตัวเอง แต่จะต่างจากของพี่ที่เพิ่มล้อพยุงมาอีกสองล้อ ส่วนวารีกลับคว้าเจ้าวิฬาร์แล้วอุ้มวิ่งไปหาพี่นับหนึ่ง“นับหนึ่งอุ้มหนู” วารีกอดเจ้าวิฬาร์ บอกพี่นับหนึ่งเสียงอ้อนให้อุ้มขึ้นนั่งจักรยาน“วารีมากับพี่” ทิวเขาวางมือบนที่นั่งด้านหลัง ให้น้องสาวไปด้วยกัน“ปี้ทิวเอาวิยาไป” วารีให้เจ้าวิฬาร์กับพี่ชาย แล้วกลับไปหาพี่นับหนึ่ง ทิวเขามองเจ้าลูกแมวสามสีสลับกับน้องสาวจอมเฟี้ยว“นับหนึ่งอุ้มหนู” วารีชูแขนให้คนพี่อุ้ม นับหนึ่งจึงลงรถจักรยาน ตั้งขาตั้งไม่ให้รถจักรยานล้ม“หนักมาก” นับหนึ่งอุ้มวารีขึ้นที่นั่งด้านหลัง ด้วยน้ำหนักตัวที่ไม่เบาเลย อันเป็นผลมาจากความจ้ำม่ำ ทำให้คนพี่ต้องใช้แรงทั้งหมดของตัวเอง“หนูฉมบูง” วารีบอกคนพี่ว่าตนนั้นสมบูรณ์“ไมวายีไม่ปั่งจักยางฉีพูเอง” วายุถามน้องสาวฝาแฝด ทำไมไม่ปั่นจักรยานสีชมพูไปเอง“หนูพอใจงี้” ก็พอใจแบบนี้“ไปยัง เวพร้อมชิ่งแย้ว” เวหาตั้งท่ามาดมั่น สายตามองพุ่งไปข้างหน้า มือขวาบิดที่จับเลียนแบบท่าบิ

  • คนโปรดของพบตะวัน   SPECIAL 43

    ยามเช้า หลังจากพระฉันภัตตาหารแล้ว ก็ถึงเวลาอาหารของแม่ชีกับผู้มาปฏิบัติธรรมวารีนั่งเหยียดขาไปกับพื้นหอฉัน วางจานข้าวบนหน้าขานั้น กับเมนูหมูทอดราดข้าว โดยมีเจ้าวิฬาร์นั่งอยู่ข้างๆวารีหยิบหมูทอดวางกับพื้น แบ่งให้เจ้าวิฬาร์ เสียงง่ำๆ บ่งบอกว่ามันถูกใจหมูทอดยิ่งนัก“หย่อยเนอะ” วารีพยักพเยิดกับเจ้าวิฬาร์ เมื่อมันกินหมด ก็หยิบให้อีก“ถ้ากลับบ้าน วารีจะคิดถึงวิฬาร์ไหม” ทิวเขาถือขวดน้ำดื่มมาให้น้องสาว ตลอดเวลาที่อยู่วัด วารีกับเจ้าวิฬาร์ตัวติดกันตลอด ถึงขนาดตอนนอน ยังเอาไปนอนด้วยกัน แต่ก็พร้อมตีกันทุกเวลาเช่นกัน จนทุกคนเริ่มสับสนความสัมพันธ์ของคู่นี้“หนูไม่คิดถึงหยอก” ปากบอกไม่คิดถึง แต่มือก็หยิบหมูทอดให้เจ้าลูกแมวสามสี จนตอนนี้ตัวเองกินข้าวกับน้ำมันหมูทอด“ถ้ากลับบ้านจะไม่ได้เจอวิฬาร์แล้วนะ”“ไมไม่เจอ”“ก็วิฬาร์เป็นแมววัด”“วิยาเหมียวหนู เหมียวหนู อยู่หนู”“จะอยู่กับวิฬาร์ได้ยังไง วิฬาร์เป็นแมววัด” ท่าทางจะต้องคุยกันยาว ทิวเขาทิ้งตัวนั่งขัดสมาธิ“วิยาของหนู วิยาอยู่บ้างหนู” พี่ชายย้ำหนักหนาว่าเจ้าวิฬาร์เป็นแมววัด ก็พานให้กินข้าวไม่ลง วางจนข้าวลงข้างตัว อุ้มเจ้าวิฬาร์มานั่งบนตักแล้วกอดมันไ

  • คนโปรดของพบตะวัน   SPECIAL 42

    วันนี้ฝนตกตลอดทั้งวัน จนใกล้เวลาเลิกเรียนของขุนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก ทิวาเป็นห่วงกลัวขุนจะรอนาน ด้วยต้องรอให้ฝนหยุดตกหรือซาลงก่อน คนงานจึงขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปรับได้“ทิวา ไปยืนตรงนั้นโดนไอฝนเดี๋ยวไม่สบายครับ” ทิวายืนเกาะขอบหน้าต่างศาลาการเปรียญ ด้วยฝนที่เทกระหน่ำลงมาทำให้ละอองฝนกระเซ็นเข้ามา ปลีกลัวลูกสาวจะไม่สบาย“ปะป๊า” ทิวาเดินกลับมาหาคนพ่อ แล้วนั่งลงบนตัก“ครับ”“เราไปรับขุนที่โรงเรียนกันเถอะค่ะ” พูดพร้อมกับมองนาฬิกาบนผนังที่บ่งบอกเวลา 15.55 น. เลยเวลาเลิกเรียนของขุนมายี่สิบห้านาทีแล้ว“ทิวาอยากไปรับขุนเหรอครับ”“หนูยับปี้ขุง ปะๆ ยับปี้ขุง” พี่ทิวายังไม่ทันตอบคนเป็นพ่อ วารีก็พูดขึ้นมาก่อน อยากไปรับพี่ขุนที่โรงเรียน“ปะป๊าถามพี่ทิวานะวารี” ทิวเขาว่า“หนูบอกป๊าปิ๊ หนูไม่ตอบป๊าปิ๊เยย ปี้ทิวปู้ดเยอะแย้วนะ” ความยอกย้อนของวารีทำพี่ชายมองค้อนไปวงใหญ่“วารีพูดเยอะกว่าพี่อีก”“หนูปู้ดน้อย ปู้ดนิดๆ เอง”“วารีกับทิวเขาหยุดพูดก่อน พูดเยอะ ขุนก็รอนาน เอามือปิดปากไว้เลย ไม่ต้องพูด จนกว่าพี่จะพูดกับปะป๊าเสร็จ” ไม่ได้กลัวแค่หม่าม้าทับทิม แต่หากพี่ทิวาเข้าโหมดจริงจัง น้องๆ ก็กลัวเช่นกัน ทิวเขาเ

  • คนโปรดของพบตะวัน   SPECIAL 41

    “แง~~ วิยาตีหัวหนู” เจ้าวิฬาร์ที่อยู่บนโต๊ะใช้ขาขวาหน้าตบหัวของวารีที่ยืนเกาะโต๊ะจนผมกระเจิง เสียงร้องไห้ดังลั่น แต่ไม่มีน้ำตาสักหยด“ตีฉู้แน่” เพียงแป๊บเดียวเสียงร้องไห้ก็หายไป กลายเป็นวิ่งไล่ตีเจ้าลูกแมวสามสี“แง~~ วิยากัดก้งหนู” เจ้าวิฬาร์หมอบพร้อมกับส่ายก้นเตรียมพร้อมจู่โจม ก่อนจะกระโดดงับก้นของวารีแล้ววิ่งหนีขึ้นต้นไม้“ยงมาฉู้ย่างเยย” วารีตะโกนบอกเจ้าวิฬาร์ให้ลงมาสู้กันข้างล่าง“มึงว่าที่คุณหนูกับเจ้าวิฬาร์ทำกันอยู่เนี่ยสู้จริงหรือว่าแค่เล่นกัน” ลาร์ซเริ่มสับสนพฤติกรรมของคุณหนูวารีกับเจ้าวิฬาร์“กูว่าเล่น ถ้าสู้จริงคุณหนูจะไม่ร้องไห้ จะไม่ฟ้อง” จากที่เลี้ยงเจ้านายตัวน้อยแฝดสามมาเองกับมือก็ว่าได้ หากทะเลาะกันถึงขั้นลงไม้ลงมือจะไม่มีเสียงเล็ดลอด หรือเรียกว่าทะเลาะเงียบ เพราะกลัวถูกทำโทษ แต่คุณหนูวารีฟ้องทุกครั้งที่ถูกเจ้าวิฬาร์ตี กัด หรือกระโดดถีบ“ก็จริง” ลาร์ซคิดตามและเห็นด้วยกับโจนาส“หูย~~” วารีนั่งยองจับจ้องไปที่บางอย่างด้วยท่าทางตื่นเต้น“คุณหนูมองอะไรวะ” โจนาสมองตามสายตาของคุณหนูวารี ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรให้น่าตื่นเต้น“กูก็อยู่กับมึง อยากรู้ก็ไปดู” ลาร์ซก็สงสัยไม่ต่างกัน“อ

  • คนโปรดของพบตะวัน   SPECIAL 40

    “ไม่มีใครฝืนดวงชะตาได้ สายลมจะพัดผ่าน...คุณปู่ครับ” ทิวเขาคิดตามที่ท่านเจ้าอาวาสพูดกับครอบครัวของหนูสา ก่อนจะเอ่ยกับคนเป็นปู่“ครับ” ศิรารอฟังสิ่งที่หลานชายจะพูดด้วยอย่างตั้งใจ“ถ้าสายลมจะพัดกรรมไปจากทิว ต้องเป็นพายุทอร์นาโดแล้วแหละครับ”“เดี๋ยวน้องก็โตแล้ว อดทนหน่อยนะครับ” ศิราทั้งขำทั้งเอ็นดูหลานชาย เจอฤทธิ์ความป่วนของน้องแฝดสามเข้าไปถึงกับขยาด จนต้องชวนมาอยู่วัดด้วยคิดตามประสาว่าจะช่วยให้กรรมหนักเป็นเบา ก็คืออยากให้เจ้าเทพสามฤดูดื้อน้อยลง แสบน้อยลง หรือซนน้อยลง“ทิวสามขวบดื้อเหมือนน้องจิ๋วไหมครับ”“เออ...”“ดื้อเหมือนกันแน่เลย เพราะกรรมคือผลของการกระทำ แล้วกรรมจะเบาได้ยังไง ตอนนี้ทิวก็ยังดื้ออยู่” ปู่อ่ำอึ้งก็เป็นคำตอบได้แล้ว ความดื้อของตนก็คงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าน้องๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องมาชดใช้กรรมอยู่แบบนี้“สำหรับปู่ ถึงจะดื้อกันบ้าง ซนกันบ้าง แต่หลานปู่ก็เป็นเด็กที่มีเหตุผล และพร้อมรับฟังคำสั่งสอน ความดื้อ ความซน ก็มาจากความอยากรู้อยากเห็น และการเป็นตัวของตัวเอง”“ดื้อมาก ซนมาก คุณปู่หัวระเบิดปุ้งเยอะ”“พูดแบบนี้แสดงว่าจะเลิกดื้อ เลิกซน”“ดื้อเหมือนเดิม ซนเหมือนเดิมครับ”“ถ้าเช่น

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status