เข้าสู่ระบบ" อาเย่ว ... ทางนี้ " มือเล็กยกขึ้นพร้อมกับโบกไปมาเมื่อเห็นคนที่ตัวเองรออยู่เปิดประตูรถออกมา
" สุดหล่อของเธอมาแล้วงั้นชั้นไปดีกว่า " พริสซี่ยิ้มพร้อมกับลุกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่
" บ้า...นายนั่นไม่ใช่ของฉันสักหน่อย " เมธิญาเอ่ยกับเพื่อนใหม่ พริสซี่เป็นเพื่อนที่เรียนห้องเดียวกับเธอและสนิทกันที่สุดในบรรดาเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ
หลังจากเรียนจบไฮสคูลที่โรงเรียนเดิมแล้วเมธิญาก็สอบชิงทุนเรียนต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ซึ่งก็โชคดีที่เธอได้เรียนที่เดียวกับเย่วเฟิ่งอีก แม้จะเรียนคนละสาขาก็ตามแต่ทั้งคู่ก็ยังตัวติดกันเหมือนเดิม
" จ้า...ไม่ใช่ของเมย์ แล้วของใครล่ะจ๊ะ ตัวติดกันตลอด เอาล่ะ...ไปละ ไม่อยากอยู่เป็นกอขอคอ " พริสเก็บของเสร็จก็เอ่ยลาและเดินออกจากโต๊ะไป ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เย่วเฟิ่งเดินเข้ามา
ทั้งคู่ทักทายกันเล็กน้อย เมื่อพริสเดินไปเย่วเฟิ่งก็เดินเข้ามานั่งข้างๆ เธอ เมธิญานึกถึงคำพูดของพริสที่พูดเมื่อสักครู่ ใช่...เธอกับอาเย่วตัวติดกันตลอด
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาก็เป็นเพียงเพื่อนสนิทกันเท่านั้น เธอมักจะบอกใครต่อใครว่าเขาคือเพื่อนและเขาเองก็เช่นกัน เวลาที่ใครถามเขาก็จะบอกว่าเธอคือเพื่อนเช่นกัน
" หน้าแดงๆ เป็นอะไรรึเปล่า " ไม่ถามอย่างเดียวแต่เขากลับเอื้อมมือมาอังที่หน้าผากของเธออีกด้วย
" ตัวก็ไม่ร้อนนี่ "
" ก็ใครบอกว่าฉันไม่สบายล่ะ " หญิงสาวปัดมือของเขาออก เมธิญาเบือนหน้าหนีเพราะเริ่มรู้สึกถึงอัตราการเต้นหัวใจที่แรงขึ้น
" แล้วทำไมหน้าแดงแบบนี้ นี่หูก็แดงด้วย เอ..แต่ชั้นว่ามันลามมาถึงคอด้วยนะนี่ นี่ตัวเธอไม่แดงไปหมดแล้วเหรอ เป็นอะไรรึเปล่าทำไมตัวแดงแบบนี้ ไปหาหมอดีมั้ย ป่ะ...ชั้นพาไป "
เย่วเฟิ่งมีสีหน้าตกใจเมื่อเห็นความผิดปกติของคนตรงหน้า จากใบหน้าที่แดงที่เขาเห็นในตอนแรกตอนนี้มันกลับแดงลามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาจับใบหน้าเธอพร้อมกับชะโงกเข้าไปดูใกล้ๆ มือหนาจับที่คอเสื้อเพื่อที่จะเปิดออกให้กว้างขึ้น
" เฮ้ยยๆ นายจะทำอะไร " เมธิญาร้องด้วยความตกใจเธอรีบจับคอเสื้อของตัวเองไว้แล้วถอยห่างจากเขา
" ก็จะดูว่าข้างในมันแดงมั้ยไง "
" ไอ้บ้า...จะดูได้ยังไงชั้นเป็นผู้หญิงนะ "
" เอ่อ...ขอโทษชั้นลืมไป " เมื่อนึกขึ้นได้เย่วเฟิ่งก็เอ่ยขอโทษเธอทันที
" ลืมว่าฉันเป็นผู้หญิงน่ะเหรอ " เมธิญาถามเขาในใจเธอรู้สึกหน่วงในอกเมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้น ในสายตาของเย่วเฟิ่งเธอคงเป็นเพื่อนจริงๆนั่นแหละ
" ช่างเถอะ " หญิงสาวเอ่ยตัดบทแค่นั้น
เขาเป็นห่วงเธอ...เธอรู้ แต่ก็ห่วงในฐานะเพื่อนเท่านั้น
" เอายังไง...ตกลงเป็นอะไร ไปหาหมอหน่อยดีมั้ย " ชายหนุ่มรีบเปลี่ยนเรื่องทั้งๆที่หัวใจของเขาเองก็เต้นแรงไม่แพ้เธอ เขาเองก็อยากจะรู้ว่าอาการที่เป็นอยู่คืออะไรกันแน่
" ไม่เอา ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย " เมธิญารีบปฏิเสธ
" แน่ใจนะ " เย่วเฟิ่งเอ่ยถามอีกครั้ง
" แน่สิ...แล้วนี่จะกลับเลยรึเปล่า "
" กลับเลย แต่ขอแวะกลับไปเอาของที่ตึกหน่อย เมื่อกี้รีบออกมาเลยลืม " ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับลุกขึ้น เมธิญาจึงลุกและเดินตามเขาไป
เมธิญาจะทำงานพิเศษที่ร้านกาแฟอาทิตย์และ 3 วัน ในช่วงหลังเลิกเรียน หากวันไหนหญิงสาวไม่ได้ไปเย่วเฟิ่งก็จะมารับเธอไปที่ตึกหลังเดิมประจำ แม้ตอนนี้เมธิญาจะฝึกฝนศิลปะการต่อสู้จนชำนาญแล้วแต่ชายหนุ่มก็ยังให้เธอฝึกฝนอยู่เป็นประจำ
ไม่ใช่อยากให้เธอเก่งหรืออะไรหรอก ตอนนี้เธอสามารถเอาตัวรอดจากอันตรายจากสิ่งรอบตัวได้แล้ว แต่เพราะหากวันไหนไม่ได้เจอเธอใจของเขามันจะกระวนกระวายยังไงบอกไม่ถูก
เมื่อขับรถออกจากตึกเรียนของหญิงสาวแล้วเย่วเฟิ่งก็ขับมาถึงหน้าตึกเรียนของตน เขาจอดรถและก้าวเท้าลงเมธิญาจึงก้าวลงตาม
" จะไปไหน " เสียงทุ้มเอ่ยถาม
" อ้าว...ก็จะไปกับนายไง "
" ไม่ได้ รออยู่ที่รถนี่แหละ " เมธิญาขมวดคิ้วชนกันเมื่อเห็นท่าทีโกรธเคืองของเขา เขามักจะห้ามไม่ให้เธอมาหาที่ตึกเรียนของเขา เย่วเฟิ่งบอกว่าเขาจะเป็นคนไปหาเธอเอง
ความจริงเขาคงกลัวเพื่อนตัวเองเห็นว่ามากับเธอสินะ ...คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงไม่เซ้าซี้ขอตามเขาไป เธอเดินไปนั่งที่เก้าอี้ที่อยู่ริมฟุตบาทตัวที่เคยนั่งรอเขาประจำ
ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังบาง นัยน์ตาคมอ่อนยวบเมื่อเห็นท่าทางหงอยๆของเธอ แต่เมื่อคิดถึงใบหน้าเพื่อนของเขาแต่ละคนชายหนุ่มก็ต้องสลัดความคิดที่จะพาเธอไปด้วยทิ้ง
เขาไม่อยากให้เธอเจอเพื่อนของเขา....
" อ้าว...ไหนว่ากลับแล้ว " เมื่อเดินมาถึงที่ประจำที่เขากับกลุ่มเพื่อนนั่ง ทอยเพื่อนในกลุ่มที่เห็นเขาเดินมาจึงเอ่ยถาม
" ลืมของในห้อง " เขาตอบคำถามสั้นๆแล้วเดินตรงไปที่ห้องล็อกเกอร์สำหรับเก็บของ
และเมื่อเดินกลับออกมาชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วเมื่อเพื่อนคนที่คุยกับเขาก่อนหน้าไม่อยู่แล้ว
" ไอ้ทอยมันกลับแล้วเหรอ " เย่วเฟิ่งเอ่ยถามเพื่อนที่นั่งอยู่
" ยัง...มันบอกจะไปหาสาวสักหน่อย "
" ไอ้ทอยยย " เย่วเฟิ่งกำมือแน่นเมื่อได้ยินเพื่อนอีกคนบอกแบบนั้น ขายาวรีบก้าวกลับไปที่ลานจอดรถ ในใจภาวนาขอว่าอย่าให้เป็นอย่างที่ตนคิดเลย
แต่เมื่อเดินมาถึงลานจอดรถชายหนุ่มก็พบความว่างเปล่าเมธิญาไม่ได้นั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม สายตาคมสอดส่ายหาร่างบางกระทั่งพบเธอเดินมากับเพื่อนของเขา
คำขอของเขาช่างไม่ได้ผลซะจริงๆ
เขาอุตส่าห์ทำทุกวิถีทางไม่ให้เธอได้เจอกับเพื่อนคนนี้ของเขาอีก ขนาดเมื่อกี้เห็นเธอมีสีหน้าเศร้าเพราะถูกเขาห้ามเขาก็ยังใจแข็งไม่ให้เธอเดินตามเขาไป ด้วยเพราะไม่อยากให้เธอเจอกับเพื่อนของเขาคนนี้
ทอย...เพื่อนของเขาคนนี้มันชอบเธอ
ซึ่ง...เขาไม่มีทางยอม
" เป็นเกียรติจริงๆครับที่ประธานจางและเจ้าสาวมาแจกการ์ดเชิญด้วยตัวเองแบบนี้ " ชายร่างท้วมเอ่ยพร้อมกับโค้งตัวแล้วรับสิ่งที่ชายหนุ่มยื่นให้" ต้องมาสิครับ...ยังไงฉางจิ้งก็เป็นพันธมิตรที่ดีและเป็นคู่ค้าที่ซื่อตรงมาตลอด ผมกับปาลิตาต้องมาด้วยตัวเองอยู่แล้ว "" แหม!! ... ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ยังไงๆฉางจิ้งก็ต้องให้ความสำคัญกับจางลี่มากกว่าบริษัทอื่นอยู่แล้ว อย่าว่าแต่ฉางจิ้งเลย...บริษัทไหนๆก็อยากร่วมธุกิจกับจางลี่ทั้งนั้นแหละครับ "" หึ...ขอบคุณครับ ยังไงผมคงจะคุยกับประธานฉางนานกว่านี้ไม่ได้แล้วนะครับ ผมกับเจ้าสาวจะต้องไปที่อื่นต่อน่ะครับ " พูดจบชายหนุ่มก็เอ่ยคำลาต่ออีกไม่กี่ประโยคจากนั้นเขาก็พาเธอตระเวนไปหาแขกคนสำคัญที่อื่นต่อหลังจากวันนั้น...วันที่เธอและเขาปรับความเข้าใจและทำกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์กันแล้ว ผู้เฒ่าจางจึงเอ่ยปากขอปาลิตามาเป็นหลานสะใภ้กับพ่อแม่ของเธอต่อหน้าขณะที่ทั้งหมดรับประทานอาหารร่วมกันเสร็จแล้ว ท่านให้เหตุผลว่า...หากจะรอนานกว่านี้ท่านก็เกรงร่างกายของตัวเองจะไม่ไหว และหากจะให้ท่านบินไปที่เมืองไทยด้วยตัวเองนั้นก็คงเป็นไปได้ยาก ... สังขารของคนแก่นั้นมีแต่จะเสื่อมทอยลงทุกวัน
คำว่า " รัก " สำหรับใครบางคนอาจไม่เพียงพอ...มนุษย์เรายังมีความใคร่ ความปรารถนาเข้ามาเติมเต็ม การได้ปลดปล่อยสิ่งๆนั้นกับคนที่เรารักอาจถือได้ว่าเป็นความสุขล้นยิ่งที่สุดแล้วสำหรับบางคู่...คนรักของเราอาจไม่ได้อยากนอกใจ แต่เพราะ...มันไม่สามารถไปให้ถึงจุดสุดยอด คนๆนั้นจึงต้องไขว่คว้าอย่าอายที่จะร้องขอ อย่าอายที่จะเปิดเผย เรื่องบนเตียงยังเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคู่ชีวิตทุกคู่ หากคุณชอบหรือไม่ชอบสิ่งไหนก็จงบอกคู่ของเราเพื่อที่เขาคนนั้นจะได้ปรับปรุงแก้ไขและเปลี่ยนแปลงหลังจากหญิงสาวปรนเปรอรักให้เขาด้วยปากของเธอแล้ว ชายหนุ่มก็ไม่รีรอเช่นกัน...เขาจัับเธอให้หันหน้าเข้าผนังพร้อมกับโน้มใบหน้าลงไปที่ต้นคอระหงด้านหลังของเธอ ริมฝีปากหนาจูบซับลงที่ลาดไหล่ มือใหญ่สอดเข้าที่ใต้รักแร้ไปเกาะกุมเต้าอวบสองลูกที่อยู่ด้านหน้า ผิวของเธอขาวเนียนผ่อง..ยิ่งได้ต้องแสงไฟสีเหลืองและมีหยดน้ำเป็นเม็ดเกาะเต็มไปทั่วยิ่งเร้าอารมณ์ของเขาให้พุ่งสูงขึ้นปาลิตาดูแลหุ่นของตัวเองได้ดีมาก ชายหนุ่มไล่สายตาลงไปตามแผ่นหลังบางผ่านเอวคอดกิ่วจนถึงแก้มก้นเต่งตึงด้านล่าง นี่ถ้ากลืนกินเธอได้ทั้งตัวเขาคงทำแล้ว ชายหนุ่มเลียริมฝีปากตัวเองแล้วค
" ขอโทษนะค้าาา...ขอโทษที่ทำให้คุณแม่เป็นห่วง " พูดจบร่างเล็กก็สอดมือเข้าที่ใต้แขนของผู้เป็นแม่ หญิงสาวกอดที่เอวของท่านแล้วเกยคางวางไว้บนไหล่...เป็นใครเค้าก็ต้องโกรธกันทั้งนั้นนั่นแหละ ก็เธอเล่นละครซะเนียนเชียวหลังจากลู่จื่อเหลียงพาหวางลีไปทำแผลที่โรงพยาบาลประธานใหญ่จางลี่ก็พาเธอเดินกลับมาที่โรงพยาบาลของต้าลั่ว ตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน...มีสายตาหลายคู่จับจ้องมอง ปาลิตารู้แล้วว่าเธอกำลังเป็นที่สนใจของผู้คนเพราะลูกน้องที่มาเยี่ยมในวันแรกๆของการเข้ารักษาตัวเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟังทั้งหมดแล้ว" หึ...น่าตีจริงๆเลยนะยัยหนู นี่ถ้าหนูยังเป็นเด็กตัวเล็กๆนะ แม่จะจับมาตีก้นให้ลายเลย พ่อกับแม่รึก็เป็นห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ แล้วไหนจะคนอื่นๆอีก ทุกคนเค้าเป็นห่วงหนูกันหมดเลยนะ " คุณกรองแก้วทำตาค้อนใส่แล้วเอ่ยกับลูกสาว" ขอโทษนะคะ ขอโทษทุกคนเลย หนูรู้ค่ะว่าทุกคนเป็นห่วง...แต่มันจำเป็นจริงๆค่ะ หนูแค่อยากคุยกับหัวหน้าหวางก่อน เค้าอาจจะกลับตัวกลับใจได้ ความจริงเค้าไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ถ้าเค้าเป็นอะไรไปแม่เค้าที่อยู่เมืองไทยคงเสียใจมากเลยนะคะ " หญิงสาวเอ่ยพลางทำตาละห้อยเรียกคะเเนนความสงสาร หวางลีเคยเล่า
" ฝีมือไม่เบาเลยนะครับ " ประธานใหญ่ของต้าลั่วกรุ๊ปเอ่ย ตอนนี้เขากำลังอยู่ในห้องพักผู้ป่วยกับผู้เฒ่าจางอยู่...ทั้งคู่กำลังมองไปยังหน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องที่มีภาพของหญิงสาวกำลังต่อสู้กับคนร้ายอยู่" อึ้ม...เค้าสอนของเค้ามาตั้งแต่เด็กน่ะ เธอเก่งหลายอย่างนะ...ทั้งบู๊เตะต่อย ทั้งการใช้อาวุธต่างๆ ไม่แพ้ผู้ชายเลยล่ะ " ผู้เฒ่าจางหัวเราะเบาๆ ลั่วหยางหมิงมองดูคนที่นอนป่วยอยู่บนเตียงยิ้มอย่างมีความสุข" ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอเป็นคนรักของอาเย่ว "" ไม่มีใครรู้หรอก ผมเองก็พึ่งจะรู้ก่อนหน้าคุณเมื่อไม่นานมานี่เอง ... เค้าเรียนด้วยกันที่อเมริกาตั้งแต่เด็กน่ะ " ผู้เฒ่าจางว่า...ท่านไม่ได้โกหกลั่วหยางหมิงแต่อย่างใด ไม่รู้ก็คือไม่รู้...ที่ไม่รู้เพราะสมัยที่หลานชายคนนี้เรียนอยู่ท่านก็ให้อิสระเต็มที่ เย่วเฟิ่งสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้...ท่านไม่ได้บังคับ ไม่ได้ส่งคนติดตาม เพียงแค่โทรมาถามข่าวคราวเป็นระยะๆก็เท่านั้นดังนั้นคนในตระกูลจางจึงไม่มีใครรู้เรื่องของเมธิญาเลย" เรียนที่อเมริกาเหรอครับ แต่ในประวัติแล้วเธอเป็นทายาทของพฤกษาบดีไม่ใช่เหรอครับ " ลั่วหยางหมิงเอ่ยถามด้วยความส
" ช่วยเอายานั้นกลับมาฉีดให้ชั้นหน่อย ครั้งนี้มันอาจจะได้ผล อย่าลืม!!! ห้ามบอกใครเด็ดขาด " หลังจากพิมพ์ข้อความเสร็จแล้วปาลิตาก็กดส่งทันที หญิงสาวหอบหายใจแรงขึ้นเมื่อความเจ็บปวดแล่นพาดผ่าน นานนับหลายนาทีกว่าที่เธอจะหายจากอาการนี้ หญิงสาวนึกถึงคืนวันที่ถูกจับตัวไปและคนรักของเธอไปช่วยไว้ได้ทันคืนนั้นพอเขาพาเธอมาที่โรงพยาบาลและคุณหมอตรวจอาการของเธอเสร็จเรียบร้อย อาเย่วก็เดินตามคุณหมอไปคุยที่ห้องอีกห้องหนึ่ง หญิงสาวรู้ดีว่าขาของเธออาจจะใช้การไม่ได้อีกต่อไป ... เพราะในตอนนั้นมันไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ปาลิตานึกถึงตอนที่ตัวเองอยู่ในถ้ำกับหัวหน้าหวางสองต่อสองหลังจากที่พ่อของเขาแยกตัวเดินไปหาใครอีกคนหวางลีควานหาผ้ามาปิดปากของเธอไว้ไม่ให้ส่งเสียงให้คุณไป่หลิงได้ยิน จังหวะนั้นหญิงสาวสังเกตเห็นห่อผ้าที่ผูกติดกับเอวของคนร้ายที่จับตัวเธอมาอยู่ ... หวางลีคอยจับเช็คดูห่อผ้านั้นตลอดเวลา ปาลิตาใช้จังหวะที่หวางลีกำลังผูกผ้าปิดปากเอาหัวของตัวเองกระแทกไปด้านหลังโขกกับใบหน้าของเขาเข้าอย่างจัง หญิงสาวไม่รอช้าเธอตวัดแขนของตัวเองจับลำแขนแกร่งให้โน้มมาด้านหน้าและใช้นิ้วมือจิ้มกระแทกลงที่ท้ายทอยของเขาพอดีร่าง
แชะ!!! ....ภาพประธานใหญ่แห่งจางลี่กรุ๊ปกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าหญิงสาวคนหนึ่งถูกบันทึกเก็บไว้ในโทรศัพท์อีกหลายเครื่อง ภาพเหล่านั้นถูกแชร์ออกสื่อโซเชียลอย่างรวดเร็ว คำค้นหาที่ร้อนแรงจึงเป็นประวัติของหญิงสาวที่ประธานใหญ่คุกเข่าให้ในขณะที่ภาพของตัวเองกำลังถูกเผยแพร่ออกไป...ประธานใหญ่แห่งจางลี่ก็กำลังดูแลคนรักสาวอยู่เช่นกัน หลังจากเข็นรถเข็นของปาลิตากลับมาที่ห้องพักพ่อแม่ของเธอก็ขอตัวไปพักผ่อนที่โรงแรมที่อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล ส่วนประธานใหญ่อัคราก็เดินทางไปที่บ้านตระกูลจางเพื่อสืบหาตัวคนร้ายที่หายตัวไป...ภาคินรู้ว่าเย่วเฟิ่งเป็นห่วงคนรักมากแค่ไหนดังนั้นหากเขาอาสาเข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยต่างๆให้ ... น้องชายของเขาก็จะได้หมดห่วงกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง" เอาอะไรอีกมั้ย เดี๋ยวชั้นปอกให้อีก " ชายหนุ่มเอ่ยถามคนรัก ตอนนี้เขากำลังปอกแอปเปิ้ลใส่จานให้คนรักอยู่" อยากได้มะม่วงอ่ะ " ริมฝีปากบางที่กำลังเคี้ยวแอปเปิ้ลอยู่เอ่ย" โอเคครับคนสวย " เย่วเฟิ่งเอ่ยพร้อมทั้งยิ้มให้ปาลิตา เขาหันไปหยิบลูกมะม่วงที่วางอยู่บนโต๊ะมาปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นๆใส่จานให้คนรัก" อื้ออออ...อร่อยอ่ะ สักชิ







