เข้าสู่ระบบตอนที่ 6 กฎข้อแรกของจวนเซียว
หลังจากเหตุการณ์ที่เซียวจิ่งเหยียนออกคำสั่งลงโทษสาวใช้และคนดูแลเรือนที่ละเลยพระชายา จวนเซียวอ๋องทั้งจวนก็ตกอยู่ในความเงียบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องนั้นเสียงดัง ไม่มีใครกล้าวิจารณ์คำสั่งของนายใหญ่ แต่ทุกคนต่างรู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาท เซียวจิ่งเหยียนไม่เคยสนใจสตรีคนใด ไม่ว่าหญิงสาวจากตระกูลสูงศักดิ์เพียงใด ไม่ว่านางจะงดงามหรือมีฐานะมากแค่ไหน เขาก็ไม่เคยแสดงความสนใจ
สำหรับเขา สตรีในเมืองหลวงล้วนเหมือนกัน เป็นเพียงสิ่งที่วังหลวงใช้เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ เป็นเพียงหมากบนกระดานการเมือง แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เขาแต่งตั้งเฉินเยว่เป็นพระชายา และเมื่อเห็นว่านางถูกละเลย เขาก็ลงมือทันที ไม่มีการไต่สวนยืดยาว ไม่มีการผ่อนปรน เพียงคำสั่งเดียวคนที่ไม่เคารพชายาของเขา ไม่จำเป็นต้องอยู่ในจวนต่อไป
ดังนั้น สิ่งที่ทำให้คนในจวนหวาดกลัว ไม่ใช่เฉินเยว่แต่เป็นท่าทีของนายใหญ่ของพวกเขา เพราะมันหมายความว่า พระชายาคนใหม่ อาจมีความสำคัญมากกว่าที่ทุกคนคิด
เช้าวันต่อมา เฉินเยว่เดินผ่านลานกลางจวนตามปกติ นางสังเกตเห็นสายตาของคนรอบข้างทันที เมื่อก่อน สายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความดูถูก ความไม่เชื่อถือและความคิดว่านางคงอยู่ในจวนนี้ได้ไม่นาน แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ไม่มีใครกล้าทำเช่นนั้นอีกอย่างไรก็ตาม สิ่งที่มาแทนที่คือความสงสัย
พวกเขามองนางราวกับกำลังพยายามหาคำตอบบางอย่าง เหตุใดเซียวอ๋องจึงปกป้องนาง? เหตุใดบุรุษที่ไม่เคยสนใจผู้ใด จึงยอมออกหน้าเพื่อหญิงสาวที่เพิ่งแต่งเข้ามา? เฉินเยว่เดินผ่านเหล่าสาวใช้โดยไม่พูดอะไร แต่นางเก็บทุกอย่างไว้ในใจ คนเหล่านี้ไม่ได้เกลียดนาง พวกเขาเพียงไม่เข้าใจ และคนที่ไม่เข้าใจ มักเป็นคนที่เฝ้าสังเกตมากที่สุด
หลังจากกลับถึงเรือน เฉินเยว่นั่งอ่านรายงานที่นางให้คนไปสืบเกี่ยวกับจวนเซียวอ๋อง แม้จะเพิ่งเข้ามาอยู่ที่นี่ไม่นาน แต่นางไม่เคยปล่อยให้ตัวเองเป็นฝ่ายรับสถานการณ์นางต้องรู้ว่า คนรอบตัวเป็นใคร ใครเป็นฝ่ายไหนและเหตุใดเซียวจิ่งเหยียนจึงปฏิบัติกับนางแตกต่างจากข่าวลือ
จากข้อมูลที่ได้มา เซียวจิ่งเหยียนเป็นบุรุษที่เข้มงวดอย่างมาก กฎของจวนเซียวมีไม่มากแต่ทุกข้อไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน ห้ามทรยศ ห้ามโกหกนายใหญ่ ห้ามนำเรื่องภายในจวนออกไปภายนอกและกฎข้อสำคัญที่สุด ห้ามทำร้ายคนของจวนเซียว
เฉินเยว่หยุดอ่านตรงบรรทัดสุดท้าย คนของจวนเซียวคำนี้ดูธรรมดาแต่เมื่อออกมาจากปากของเซียวจิ่งเหยียน กลับมีความหมายมากกว่านั้น เพราะเมื่อคืน เขาบอกนางว่า นางเป็นคนของเขาเสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านนอก เฉินเยว่เงยหน้าขึ้น เซียวจิ่งเหยียนเดินเข้ามา เขายังคงสวมชุดสีดำเช่นเดิม ใบหน้าเย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่หลังจากอยู่ด้วยกันหลายวัน เฉินเยว่เริ่มสังเกตเห็นบางอย่าง ชายผู้นี้ไม่ได้เย็นชากับทุกคน เขาเพียงเลือกว่าจะเปิดใจให้ใคร
"ท่านอ๋อง"
เฉินเยว่กล่าวทัก เซียวจิ่งเหยียนพยักหน้าเล็กน้อย สายตาของเขามองเห็นเอกสารบนโต๊ะ
"กำลังสืบเรื่องจวนหรือ?"
เฉินเยว่ไม่ได้ปฏิเสธ
"ข้าควรรู้สถานที่ที่ข้าอยู่"
"หรือท่านคิดว่าข้าควรนั่งรอให้ผู้อื่นบอกทุกอย่าง?"
เซียวจิ่งเหยียนมองนาง ไม่มีความไม่พอใจกลับเหมือนพอใจเล็กน้อย เพราะนางเป็นเช่นนี้ ไม่รอคำตอบจากผู้อื่น ไม่รอให้ใครช่วย นางเลือกค้นหาด้วยตัวเอง
เงียบไปครู่หนึ่ง เฉินเยว่จึงถามสิ่งที่ติดอยู่ในใจ
"ท่านทำเช่นนี้เพื่ออะไร?"
เซียวจิ่งเหยียนมองนาง
"เรื่องใด?"
"เรื่องสาวใช้"
"เรื่องเรือน"
"เรื่องที่ท่านออกหน้าปกป้องข้า"
น้ำเสียงของเฉินเยว่ไม่ได้มีความขอบคุณ แต่มันคือคำถาม เพราะนางไม่ชอบติดหนี้ใครโดยเฉพาะบุรุษที่นางยังไม่เข้าใจ
เซียวจิ่งเหยียนตอบโดยไม่ลังเล
"เพราะเจ้าเป็นชายาของข้า"
คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่เฉินเยว่กลับหัวเราะเบา ๆไม่ใช่เพราะขำแต่เพราะไม่เชื่อ
"ข้าเป็นเพียงชายาที่ถูกส่งมาเพื่อรักษาหน้าตระกูล"
"การแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความเต็มใจของข้า หรือของท่าน"
"ท่านไม่จำเป็นต้องปกป้องข้า"
เซียวจิ่งเหยียนนิ่งไป สายตาของเขามองนางลึกขึ้น ราวกับไม่ชอบที่นางพูดถึงตัวเองเช่นนั้น
"ผิดแล้ว"
เฉินเยว่ชะงัก เขาก้าวเข้ามาใกล้เล็กน้อย น้ำเสียงของเขายังคงสงบแต่กลับหนักแน่นจนไม่อาจโต้แย้ง
"เจ้าไม่ใช่ของแลกเปลี่ยน"
"ตั้งแต่ก้าวเข้าจวนนี้"
"เจ้าเป็นคนของข้า"
คำพูดนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง เฉินเยว่ไม่ตอบทันที เพราะคำพูดนั้นแตกต่างจากที่นางเคยได้ยินตั้งแต่เด็ก คนรอบตัวมองนางในฐานะบุตรสาวแม่ทัพ มองนางในฐานะเครื่องมือของตระกูล
เมื่อเกิดปัญหานางกลายเป็นคนที่ต้องรับผิด เมื่อมีผลประโยชน์นางกลายเป็นหมากตัวหนึ่งแต่เซียวจิ่งเหยียนกลับพูดว่า นางไม่ใช่ของแลกเปลี่ยน เป็นคนของเขา เฉินเยว่ไม่เข้าใจ เหตุใดชายผู้นี้ถึงพูดเหมือนรู้จักนางมาก่อน เหมือนเขามั่นใจในตัวนางมากกว่าคนที่อยู่กับนางมาทั้งชีวิตเสียอีก
"ท่านอ๋อง"
นางถามช้า ๆ
"พวกเราเพิ่งพบกันไม่กี่วัน"
"เหตุใดท่านถึงเชื่อใจข้านัก?"
เซียวจิ่งเหยียนนิ่ง คำถามนั้นทำให้เขาเกือบเผลอพูดความจริง เพราะเขาไม่ได้เพิ่งพบเจอนางเขารู้จักนางมานานสิบปี เขาจำได้ทุกอย่าง จำเสียงของนาง จำแววตาของนาง จำมือเล็ก ๆ ที่ยื่นมาช่วยเขาในวันที่ไม่มีใครสนใจ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา เซียวจิ่งเหยียนหลบสายตาเล็กน้อยก่อนตอบ
"เพราะข้ามองคนไม่ผิด"
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้เฉินเยว่หายสงสัย กลับยิ่งเพิ่มความสงสัยมากกว่าเดิม หลังจากเขาออกไป เฉินเยว่นั่งอยู่เพียงลำพัง นางมองประตูที่เขาเพิ่งเดินผ่าน ชายผู้นี้เย็นชา เด็ดขาดและน่ากลัวอย่างที่ข่าวลือกล่าว
แต่ในเวลาเดียวกัน เขากลับปฏิบัติต่อนางแตกต่างจากทุกคน เหมือนเขารู้ว่านางเป็นใคร เหมือนเขารู้ว่าหัวใจของนางคิดอะไร เฉินเยว่ลูบปิ่นหยกเก่าที่เก็บไว้ ความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนปรากฏขึ้นในใจอีกครั้ง เด็กชายคนนั้นกับชายผู้นี้ เหตุใดความรู้สึกบางอย่างถึงคล้ายคลึงกัน?
นางยังไม่มีคำตอบแต่เป็นครั้งแรกตั้งแต่แต่งงาน ที่เฉินเยว่เริ่มคิดว่า บางที การแต่งงานกับอ๋องปีศาจอาจไม่ได้เป็นเพียงการเดินเข้าสู่ความตาย แต่อาจเป็นการเดินเข้าสู่ความลับบางอย่าง ที่เซียวจิ่งเหยียนซ่อนไว้มานาน
ตอนที่ 101 ตราของพระมารดาก่อนรุ่งสาง เซียวจิ่งเหยียนและเฉินเยว่กลับถึงจวนอ๋องพร้อมตราประทับหยกขาวซึ่งหานฉางเฟิงทิ้งไว้หน้าสุสานลับของพระมารดา ไม่มีผู้ใดกลับไปพัก ทั้งสองตรงเข้าสู่ห้องลับใต้เรือนหนังสือทันที ประตูหินปิดลงด้านหลัง ตะเกียงน้ำมันหลายดวงถูกจุดขึ้น แสงสีส้มส่องโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยแผนที่ สำเนาคำสั่งทหาร สมุดบัญชี และหลักฐานซึ่งรวบรวมมาหลายวัน เฉินเยว่วางตราหยกลงบนผ้าสีดำอย่างระมัดระวัง ก่อนนำสำเนารอยประทับจากคำสั่งเคลื่อนกำลังเมื่อสิบปีก่อนมาวางเคียงกัน ส่วนเซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่อีกด้านของโต๊ะ สายตาจับจ้องตราของมารดาโดยไม่กล่าวสิ่งใด ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางตลอดคืนไม่ได้ปรากฏบนใบหน้าเขามากนัก ทว่าความหนักอึ้งในดวงตากลับชัดเจนกว่าทุกครั้ง ตราประทับชิ้นนี้เป็นสิ่งที่เขาเคยเห็นตั้งแต่วัยเด็ก พระมารดาใช้มันประทับจดหมายลับ ใช้สั่งคนในเครือข่ายของตน และใช้ส่งข้อความที่ไม่อาจผ่านมือขันทีหรือขุนนางทั่วไปได้ หลังพระนางสิ้นพระชนม์ ตรานั้นหายไปพร้อมกับเอกสาร
ตอนที่ 100 สุสานของพระมารดารถม้าสีดำแล่นผ่านประตูเมืองด้านตะวันตกท่ามกลางความมืดสนิท ถนนสู่สุสานหลวงทอดผ่านแนวป่าสนและไหล่เขาที่มีหมอกต่ำปกคลุม ล้อรถบดผ่านก้อนกรวดจนเกิดเสียงสม่ำเสมอ ภายในรถม้าไม่มีผู้ใดพูด เซียวจิ่งเหยียนนั่งนิ่ง มือข้างหนึ่งวางอยู่บนด้ามกระบี่ ดวงตาหลุบต่ำราวกับกำลังขุดค้นความทรงจำที่ถูกฝังมานาน ส่วนเฉินเยว่นั่งฝั่งตรงข้าม นางไม่ได้ถามซ้ำถึงพระมารดาของเขา เพราะรู้ว่าเพียงการกล่าวว่าสตรีผู้นั้นถูกฝังอย่างลับ ๆ ก็เพียงพอจะบอกแล้วว่าเรื่องราวในอดีตเต็มไปด้วยอันตรายเพียงใด ลมกลางคืนพัดกระแทกตัวรถเป็นระยะ กลิ่นดินชื้นและใบสนเล็ดลอดผ่านม่านเข้ามา บรรยากาศภายในหนักอึ้งจนแม้แต่เสียงหายใจก็ชัดเจนเกินไป กระทั่งรถม้าหยุดที่เชิงเขา เซียวจิ่งเหยียนจึงลืมตาขึ้น เขาไม่ได้กล่าวให้นางอยู่รอ เพียงลงจากรถก่อนแล้วหันกลับมายื่นมือให้ เฉินเยว่ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นมือนั้น นางยังจำได้ว่าหลายวันก่อนตนเคยถอยหนีจากมือเดียวกัน แต่ครั้งนี้เส้นทางด้านหน้ามืดและลาดชัน อี
ตอนที่ 99 ดาบที่ถูกสร้างขึ้นหลังเฉาอิงถูกนำตัวไปขังในห้องใต้ดิน เรือนเหมยกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่ความเงียบนั้นมิได้สงบ หากเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ยังคงก้องอยู่ในใจคนทั้งสอง เซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่ข้างโต๊ะไม้นานกว่าหนึ่งเค่อ ดวงตาจับจ้องชิ้นส่วนป้ายทหารของหน่วยเงาดำโดยไม่ขยับ เงาตะเกียงทอดผ่านสันกรามคมชัด ทำให้ใบหน้าของเขาดูเย็นชาเช่นเคย ทว่าภายในกลับมีบางสิ่งกำลังแตกสลายอย่างช้า ๆ ประโยคของเฉาอิงมิใช่คำกล่าวใหม่ทั้งหมด เขาเคยสงสัยในเจตนาของหานฉางเฟิงมาหลายปี เพียงแต่ไม่เคยยอมปล่อยให้ความสงสัยนั้นงอกลึก เพราะอีกฝ่ายคือผู้ที่ยื่นมือมาช่วยในวันที่เขาไม่เหลือผู้ใด เป็นคนพาเขาออกจากความตาย เป็นอาจารย์ที่สอนให้จับดาบ และเป็นผู้มอบเส้นทางสู่อำนาจ ทว่าเมื่อหลักฐานทีละชิ้นถูกเปิดออก ความเมตตาในอดีตกลับเริ่มมีเงาอีกด้านหนึ่ง เงาที่ทำให้เขาต้องย้อนถามว่า ชีวิตที่ตนคิดว่าเลือกเองนั้น แท้จริงเคยเป็นเพียงเส้นทางที่ใครบางคนวางไว้หรือไม่ความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นทีละภาพ หลังเขาถูกพาตัวออกจากป่าและส่งไปยังค่ายทหารเหนือ หานฉางเฟิงไม่ได้ปล่อยให้เขาพักฟื้นนานนัก บาดแผลยังไม่หายดี เขาก็ถูกปลุกก่อน
ตอนที่ 98 กับดักของหานฉางเฟิงรุ่งเช้าหลังเหตุลอบเข้าเรือนเหมย ข่าวลือหนึ่งแพร่กระจายออกจากจวนเซียวอ๋องอย่างรวดเร็วราวกับมีผู้จงใจปล่อยลมส่งต่อกันไปตามตรอกซอกซอย ข่าวนั้นกล่าวว่า ผ้าเช็ดหน้าของมารดาเฉินเยว่ไม่ได้เป็นเพียงของเก่าที่เปื้อนเลือด หากซ่อนรหัสลับซึ่งสามารถถอดออกมาเป็นแผนที่บัญชีขนส่งอาวุธและเสบียงเมื่อสิบปีก่อน ผู้คนในเมืองหลวงต่างพูดกันว่าเส้นด้ายบนลายดอกเหมยถูกปักด้วยจำนวนกลีบไม่เท่ากัน แต่ละกลีบแทนตัวเลข แต่ละกิ่งแทนเส้นทาง และรอยเลือดบนผืนผ้าคือจุดที่ใช้ระบุตำแหน่งคลังลับ บ้างก็กล่าวว่ามารดาเฉินเยว่รู้ตัวว่ากำลังถูกตามฆ่า จึงซ่อนความจริงทั้งหมดไว้ในของที่ไม่มีผู้ใดสงสัย ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ข่าวลือดังกล่าวก็เดินทางจากร้านน้ำชาหน้าตลาดไปถึงเรือนขุนนาง จากเรือนขุนนางไปยังตรอกขันทีเก่า และจากตรอกขันทีเก่าไปถึงคนที่กำลังเฝ้ามองจวนเซียวอ๋องอยู่ในความมืด ไม่มีผู้ใดรู้ว่าต้นทางของข่าวมาจากสาวใช้คนหนึ่งที่จงใจทำผ้าเช็ดหน้าหล่นขณะไปซื้อด้าย และไม่มีผู้ใดรู้ว่าสาวใช้ผู้นั้นเป็นคนของเฉินเยว่โดยตรงภายในเรือนเหมย เฉินเยว่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ผ้าเช็ดหน้าผืนจริงถูกเก็บไว้ในกล่องเห
ตอนที่ 97 ชายาผู้ย้ายออกจากเรือนหลักเช้าวันถัดมา เรือนหลักของจวนเซียวอ๋องเงียบผิดปกติ ประตูห้องด้านในยังคงเปิดอยู่ ผ้าม่านสีเข้มถูกมัดเก็บอย่างเรียบร้อย เครื่องเรือนทุกชิ้นอยู่ในตำแหน่งเดิม มีเพียงหีบเสื้อผ้าของเฉินเยว่ที่หายไปจากมุมห้อง และโต๊ะเครื่องแป้งที่เหลือเพียงปิ่นธรรมดาสองสามชิ้นซึ่งนางไม่ได้ใช้ คนรับใช้ที่ยืนเฝ้าหน้าประตูต่างก้มหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าสบตากัน เพราะทุกคนรู้ดีว่าพระชายาไม่ได้ออกจากจวน นางเพียงย้ายกลับไปพักที่เรือนเหมยซึ่งอยู่ห่างจากเรือนหลักไปอีกฟากหนึ่งของสวน การกระทำนี้ไม่ใช่การขอหย่า ไม่ใช่การประกาศแตกหัก และไม่ใช่การท้าทายอำนาจของเซียวอ๋อง ทว่าภายในจวนของสามีภรรยา การแยกเรือนย่อมมีความหมายชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยคำใด เฉินเยว่ไม่ยอมอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเซียวจิ่งเหยียนจนกว่านางจะรู้ความจริงทั้งหมดข่าวแพร่ไปทั่วจวนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แม้ไม่มีผู้ใดกล้าพูดตรง ๆ แต่สายตาของคนรับใช้ทุกค
ตอนที่ 96 ความผิดของเด็กชายวัยสิบห้าหลังกลับจากเมืองชิงเหอ ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกเมฆสีเทาปกคลุมตลอดทั้งวัน ลมหนาวพัดผ่านกำแพงจวนเซียวอ๋องจนกิ่งเหมยในลานด้านในสั่นไหว กลีบดอกสีขาวที่เพิ่งผลิบานร่วงหล่นลงบนพื้นหินทีละกลีบ ราวกับหิมะที่กำลังละลาย เฉินเยว่ไม่ได้กลับเรือนนอน นางตรงไปยังห้องลับทันที ในมือยังถือห่อผ้าที่บรรจุชิ้นส่วนป้ายทหารจากป้าหลัว สีหน้าของนางสงบนิ่งเกินไปจนเหล่าองครักษ์ที่เฝ้าประตูไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง เซียวจิ่งเหยียนเดินตามหลังมาโดยเว้นระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว แต่ระยะสั้นนั้นกลับคล้ายมีหุบเหวลึกขวางกั้นอยู่ระหว่างคนทั้งสอง ตั้งแต่ออกจากบ้านไม้ริมแม่น้ำ เฉินเยว่แทบไม่ได้พูดกับเขาอีกเลย นางฟังคำสั่งของเขาเมื่อจำเป็น ตอบเพียงสั้น ๆ เมื่อถูกถาม และไม่แม้แต่จะหันมามองยามเขายื่นมือช่วยลงจากรถม้า ความเงียบของนางไม่ได้รุนแรงเหมือนความโกรธ หากกลับทำให้เซียวจิ่งเหยียนรู้สึกหนักอึ้งยิ่งกว่าการถูกต่อว่า เพราะเขารู้ดีว่าหลักฐานทุกชิ้นกำลังพานางเข้าใกล้ความจริงที่เขาหวาดกลัวมาตลอดภายในห้องลับ ตะเกียงเจ็ดดวงถูกจุดขึ้นพร้อมกัน แสงสีทองสาดลงบนโต๊ะหินซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารเก่า เฉิน







