Masukชายาร้ายของท่านอ๋องเย็นชา นางคือ “เฉินเยว่” คุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพ สตรีที่ทั้งเมืองหลวงตราหน้าว่าเป็นหญิงร้ายกาจ ผู้เคยถูกกล่าวหาว่าคิดทำร้ายน้องสาวต่างมารดา ชื่อเสียงของนางพังทลาย จนไม่มีผู้ใดเชื่อในความบริสุทธิ์ เพื่อรักษาเกียรติของตระกูล นางถูกส่งไปแต่งงานกับบุรุษที่ทุกคนหวาดกลัว… เซียวหลิงอ๋อง เซียวจิ่งเหยียน อ๋องปีศาจแห่งสนามรบ ผู้ไร้หัวใจ ผู้ไม่เคยยิ้ม และมีข่าวลือว่าเคยสังหารชายาของตนเอง ทุกคนกล่าวว่า เฉินเยว่กำลังเดินเข้าสู่หลุมศพ แต่ไม่มีใครรู้ว่า… การแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่การเสียสละของตระกูลเฉิน หากเป็นแผนของเซียวอ๋องที่วางไว้ตั้งแต่แรก เพราะเมื่อสิบปีก่อน หญิงสาวผู้ถูกเรียกว่า “หญิงร้าย” คือคนเดียวที่เคยยื่นมือช่วยชีวิตเด็กชายคนหนึ่งจากความตาย และเด็กชายคนนั้น… คือเขา ในคืนเข้าหอ เซียวจิ่งเหยียนกลับไม่แตะต้องนาง เพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ในจวนข้า ไม่มีผู้ใดแตะต้องเจ้าได้… แม้แต่ข้า” จากคู่แต่งงานที่ต่างฝ่ายต่างระแวง กลายเป็นพันธมิตรที่พร้อมเผาแผ่นดินเพื่อกันและกัน เมื่อความจริงในอดีตถูกเปิดเผย เมื่อศัตรูที่ซ่อนอยู่ในเงามืดเริ่มเคลื่อนไหว เมื่อหญิงสาวที่เคยถูกเหยียบย่ำกลับมาพร้อมปัญญาและคมดาบ…
Lihat lebih banyakตอนที่ 1 คำสั่งแต่งงานจากวังหลวง
หิมะสีขาวโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าสีหม่นเหนือเมืองหลวง แผ่นดินทั้งผืนเงียบสงัดราวกับกำลังรอคอยบางสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เฉินเยว่ยืนอยู่หน้าประตูจวนแม่ทัพเฉินด้วยชุดสีขาวเรียบง่าย ปลายแขนเสื้อของนางเปียกชื้นจากหิมะที่ละลาย แต่หญิงสาวกลับไม่สนใจความหนาวเย็นแม้แต่น้อย หลังจากเพิ่งเดินออกมาจากศาลบรรพชนของตระกูลเฉิน สถานที่ที่ควรเป็นที่พึ่งสุดท้ายของคนในตระกูล กลับกลายเป็นสถานที่ที่ทำให้นางเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ในโลกใบนี้ไม่มีใครยืนอยู่ข้างนางอีกแล้ว
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ชื่อของเฉินเยว่กลายเป็นคำที่ผู้คนทั่วเมืองหลวงกล่าวถึง ผู้คนไม่ได้พูดถึงความสามารถด้านกลยุทธ์ของนาง ไม่ได้พูดถึงความฉลาดที่นางเคยช่วยบิดาวางแผนเสบียงกองทัพตั้งแต่อายุสิบหก ไม่ได้พูดถึงความรู้เรื่องสมุนไพรและพิษที่นางศึกษามาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่ทุกคนพูดถึงมีเพียงเรื่องเดียว
นางเป็นหญิงร้าย
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงว่า คุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพเฉินริษยาน้องสาวต่างมารดา ถึงขั้นวางแผนทำร้ายเฉินหว่าน ผู้เป็นน้องสาวที่ทุกคนต่างชื่นชมว่าอ่อนโยน งดงาม และมีจิตใจเมตตา
ชาวเมืองต่างพากันสาปแช่งนางโดยไม่เคยถามความจริง
"คุณหนูใหญ่เฉินช่างโหดเหี้ยมนัก"
"ถึงกับคิดฆ่าน้องสาวตัวเองได้ สตรีเช่นนี้น่ากลัวเกินไป"
"แม้จะเป็นบุตรสาวแม่ทัพ แต่มีจิตใจเช่นนี้ ใครจะกล้าแต่งงานด้วย"
เสียงกระซิบเหล่านั้นลอยมาตามสายลม แม้คนพูดจะพยายามลดเสียงลง แต่เฉินเยว่กลับได้ยินทุกคำชัดเจน นางเพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยไม่ได้มีความเศร้าเสียใจอย่างที่ทุกคนคาดคิด
เพราะนางรู้ดีว่า ข่าวลือที่ดูเหมือนเกิดจากความเข้าใจผิด แท้จริงแล้วถูกวางแผนมาอย่างดี
คนที่สามารถทำให้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่จวนแม่ทัพพังทลายภายในเวลาไม่กี่วัน ไม่ใช่คนธรรมดา
และสิ่งที่น่าขันที่สุดคือ คนในจวนแม่ทัพเฉินเองก็ไม่มีใครคิดจะยื่นมือช่วยนาง
บิดาของนาง แม่ทัพเฉินเหวินอัน ผู้เคยสอนนางจับดาบและอ่านตำราพิชัยสงคราม กลับเลือกนิ่งเงียบเพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูล
ฮูหยินรองมารดาของเฉินหว่าน ยิ้มด้วยความสงสารปลอม ๆ ต่อหน้าผู้คน
ส่วนเฉินหว่าน น้องสาวต่างมารดาที่ทุกคนเชื่อว่านางพยายามทำร้าย กลับร้องไห้อย่างอ่อนโยนต่อหน้าสาธารณชน จนได้รับคำชื่นชมว่าเป็นหญิงสาวผู้มีจิตใจงดงาม
แต่เฉินเยว่รู้ดี
คนที่อ่อนโยนที่สุดต่อหน้าผู้คน อาจเป็นคนที่ซ่อนคมมีดไว้ลึกที่สุด
ประตูจวนแม่ทัพเปิดออก เสียงฝีเท้าของข้ารับใช้ดังขึ้น ทหารรักษาการณ์สองแถวเดินออกมาตั้งแถวตรงกลางถนน ตามด้วยขันทีจากวังหลวงที่ถือม้วนราชโองการสีทอง
บรรยากาศรอบด้านเปลี่ยนไปทันที
ทุกคนคุกเข่าลง
เฉินเยว่ยังคงยืนอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะคุกเข่าลงอย่างสง่างาม
ขันทีคลี่ราชโองการออก สีหน้าของเขาเรียบเฉย แต่แววตากลับมีความเห็นใจเล็กน้อย เพราะแม้แต่เขาก็รู้ว่าคำสั่งนี้หมายถึงอะไร
"มีราชโองการจากฝ่าบาท"
"เฉินเยว่ คุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพเฉิน มีความเหมาะสมคู่ควร จึงพระราชทานสมรสกับเซียวหลิงอ๋อง เซียวจิ่งเหยียน กำหนดพิธีแต่งงานภายในหนึ่งเดือน ห้ามขัดราชโองการ"
เมื่อคำว่าเซียวหลิงอ๋องถูกเอ่ยออกมา สีหน้าของทุกคนในจวนแม่ทัพเปลี่ยนไปทันที
แม้แต่แม่ทัพเฉินเหวินอันยังนิ่งไป
เพราะทุกคนรู้ดีว่า ชายผู้นั้นคือใคร
เซียวจิ่งเหยียน
อ๋องแห่งกองทัพเหนือ
บุรุษผู้ควบคุมทหารนับแสน ผู้เคยนำทัพออกศึกตั้งแต่อายุสิบแปด และได้รับชัยชนะในสงครามนับครั้งไม่ถ้วน
เขาคือชายที่ศัตรูหวาดกลัวที่สุด
ชายที่ถูกเรียกว่า
อ๋องปีศาจ
ข่าวลือเกี่ยวกับเซียวอ๋องมีมากมายจนไม่มีใครรู้ว่าเรื่องใดจริงเรื่องใดเท็จ
เขาเย็นชาไร้หัวใจ
เขาไม่เคยยิ้ม
เขาไม่เคยรักสตรี
เขาเคยสังหารศัตรูนับพันในสนามรบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
และที่น่ากลัวที่สุดคือ ข่าวลือเรื่องชายาคนก่อนของเขา
หญิงสาวผู้นั้นเสียชีวิตอย่างลึกลับหลังแต่งงานได้ไม่นาน
บางคนกล่าวว่านางถูกศัตรูลอบสังหาร
บางคนกล่าวว่าเซียวอ๋องเป็นผู้ลงมือเอง เพราะไม่ต้องการให้สตรีผู้นั้นอยู่ข้างกายอีกต่อไป
ไม่มีใครกล้ายืนยันความจริง
แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ชายผู้นั้นเช่นกัน
เมื่อราชโองการถูกส่งมอบให้แม่ทัพเฉิน ผู้คนต่างหันไปมองเฉินเยว่ พวกเขาคาดว่านางจะร้องไห้ จะขอร้อง จะต่อต้าน
เพราะสำหรับสตรีในเมืองหลวง การแต่งงานกับเซียวหลิงอ๋องไม่ต่างจากการเดินเข้าสู่ประตูความตาย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
เฉินเยว่หัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะของนางไม่ได้มีความหวาดกลัว
กลับเต็มไปด้วยความเย็นชา
"ข้าถูกส่งไปแต่งกับปีศาจ?"
นางลุกขึ้นช้า ๆ รับราชโองการจากขันทีด้วยมือมั่นคง
"ดูเหมือนบิดาข้าจะหาที่ตายให้ข้าแล้ว"
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนรอบข้างตกใจ
แม่ทัพเฉินขมวดคิ้ว
"เฉินเยว่ ระวังคำพูดของเจ้า"
เฉินเยว่หันไปมองบิดา ดวงตาของนางสงบนิ่งจนคนมองรู้สึกเจ็บปวด
"ข้าพูดผิดหรือเจ้าคะ?"
"ท่านไม่ได้เลือกสามีให้ข้า ท่านเพียงเลือกสถานที่ส่งข้าไปตาย"
ทั่วทั้งจวนเงียบงัน
ไม่มีใครกล้าโต้แย้ง
เพราะทุกคนรู้ว่า นางพูดความจริง
คืนนั้น หลังจากพิธีรับราชโองการผ่านไป เฉินเยว่กลับมายังเรือนของตนเอง เรือนที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กหญิง แต่ตอนนี้เหลือเพียงความเงียบและกลิ่นไม้เก่าจากเครื่องเรือน
สาวใช้ของนางถูกส่งออกไปเกือบหมดตั้งแต่เกิดเรื่องข่าวลือ
ผู้คนในจวนต่างหลีกเลี่ยงนาง ราวกับนางเป็นตัวนำโชคร้าย
เฉินเยว่ไม่ได้สนใจ
นางปิดประตูห้อง เปิดหีบไม้เก่าที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นเตียง
ภายในมีของเพียงไม่กี่ชิ้น
จดหมายเก่า สมุนไพรแห้ง และปิ่นหยกสีขาวชิ้นหนึ่ง
ปลายนิ้วเรียวลูบผ่านปิ่นหยกอย่างแผ่วเบา
สิบปีก่อน ตอนที่นางยังเป็นเด็ก นางเคยพบเด็กชายคนหนึ่งกลางป่า
เด็กคนนั้นได้รับบาดเจ็บ ถูกโจรไล่ล่า และไม่มีใครช่วยเหลือ
นางเป็นเพียงเด็กหญิงอายุแปดขวบ แต่กลับใช้ความรู้เรื่องสมุนไพรที่มารดาเคยสอน ช่วยชีวิตเขาไว้
ก่อนจากกัน นางมอบปิ่นหยกชิ้นนี้ให้เขา
เด็กชายคนนั้นบอกกับนางว่า วันหนึ่งเขาจะกลับมาตอบแทนบุญคุณ
แต่หลังจากวันนั้น นางก็ไม่เคยพบเขาอีก
เฉินเยว่ไม่เคยคิดว่าความทรงจำเล็ก ๆ ในวัยเด็กจะมีความหมายอะไร
นางเพียงคิดว่าเป็นเรื่องในอดีตที่ผ่านไปแล้ว
แต่นางไม่รู้ว่า เจ้าของดวงตาเย็นชาที่ผู้คนทั่วแผ่นดินหวาดกลัว กำลังเก็บปิ่นหยกอีกชิ้นหนึ่งไว้เช่นเดียวกัน
ในคืนเดียวกันนั้น ณ ตำหนักเซียวอ๋อง ชายหนุ่มในชุดดำยืนอยู่หน้าหน้าต่าง มองหิมะที่ตกลงมาอย่างเงียบงัน
เซียวจิ่งเหยียนรับข่าวจากองครักษ์ ก่อนจะหยิบปิ่นหยกเก่าออกมาจากกล่องไม้
สิบปี
เขาตามหาสตรีคนหนึ่งมาสิบปี
เด็กหญิงที่ยื่นมือช่วยเขาในวันที่เขาเป็นเพียงเด็กชายที่เกือบตาย
เด็กหญิงที่ไม่ได้กลัวเลือด ไม่ได้กลัวศัตรู และไม่ได้ถามว่าเขาเป็นใคร
เขาไม่เคยลืมนาง
และในที่สุด
นางกำลังจะกลับมาอยู่ข้างกายเขา
องครักษ์ก้มศีรษะรายงาน
"ท่านอ๋อง พระชายาที่ฝ่าบาทพระราชทาน คือคุณหนูใหญ่เฉินเยว่"
เซียวจิ่งเหยียนมองปิ่นหยกในมือ ดวงตาที่เย็นชามาตลอดสิบปีอ่อนลงเพียงเล็กน้อย
"ข้ารอนางมานานเกินไปแล้ว"
เขาเก็บปิ่นหยกกลับเข้าไปในกล่อง
"ครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดพรากนางไปจากข้าได้อีก"
หากเฉินเยว่รู้ว่า ชายที่ทั้งแผ่นดินเรียกว่าอ๋องปีศาจ ไม่ได้รอคอยนางเพื่อทำร้ายนาง
แต่รอคอยเพื่อปกป้องนาง
บางทีนางอาจไม่มองการแต่งงานครั้งนี้เป็นหลุมศพ
แต่ตอนนี้ นางยังไม่รู้
นางยังคิดว่าตนเองกำลังเดินเข้าสู่กรงของปีศาจ
และไม่รู้เลยว่า
ปีศาจตนนั้น
กำลังรอคอยนางด้วยหัวใจที่มอบให้ไปตั้งแต่สิบปีก่อน
ตอนที่ 101 ตราของพระมารดาก่อนรุ่งสาง เซียวจิ่งเหยียนและเฉินเยว่กลับถึงจวนอ๋องพร้อมตราประทับหยกขาวซึ่งหานฉางเฟิงทิ้งไว้หน้าสุสานลับของพระมารดา ไม่มีผู้ใดกลับไปพัก ทั้งสองตรงเข้าสู่ห้องลับใต้เรือนหนังสือทันที ประตูหินปิดลงด้านหลัง ตะเกียงน้ำมันหลายดวงถูกจุดขึ้น แสงสีส้มส่องโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยแผนที่ สำเนาคำสั่งทหาร สมุดบัญชี และหลักฐานซึ่งรวบรวมมาหลายวัน เฉินเยว่วางตราหยกลงบนผ้าสีดำอย่างระมัดระวัง ก่อนนำสำเนารอยประทับจากคำสั่งเคลื่อนกำลังเมื่อสิบปีก่อนมาวางเคียงกัน ส่วนเซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่อีกด้านของโต๊ะ สายตาจับจ้องตราของมารดาโดยไม่กล่าวสิ่งใด ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางตลอดคืนไม่ได้ปรากฏบนใบหน้าเขามากนัก ทว่าความหนักอึ้งในดวงตากลับชัดเจนกว่าทุกครั้ง ตราประทับชิ้นนี้เป็นสิ่งที่เขาเคยเห็นตั้งแต่วัยเด็ก พระมารดาใช้มันประทับจดหมายลับ ใช้สั่งคนในเครือข่ายของตน และใช้ส่งข้อความที่ไม่อาจผ่านมือขันทีหรือขุนนางทั่วไปได้ หลังพระนางสิ้นพระชนม์ ตรานั้นหายไปพร้อมกับเอกสาร
ตอนที่ 100 สุสานของพระมารดารถม้าสีดำแล่นผ่านประตูเมืองด้านตะวันตกท่ามกลางความมืดสนิท ถนนสู่สุสานหลวงทอดผ่านแนวป่าสนและไหล่เขาที่มีหมอกต่ำปกคลุม ล้อรถบดผ่านก้อนกรวดจนเกิดเสียงสม่ำเสมอ ภายในรถม้าไม่มีผู้ใดพูด เซียวจิ่งเหยียนนั่งนิ่ง มือข้างหนึ่งวางอยู่บนด้ามกระบี่ ดวงตาหลุบต่ำราวกับกำลังขุดค้นความทรงจำที่ถูกฝังมานาน ส่วนเฉินเยว่นั่งฝั่งตรงข้าม นางไม่ได้ถามซ้ำถึงพระมารดาของเขา เพราะรู้ว่าเพียงการกล่าวว่าสตรีผู้นั้นถูกฝังอย่างลับ ๆ ก็เพียงพอจะบอกแล้วว่าเรื่องราวในอดีตเต็มไปด้วยอันตรายเพียงใด ลมกลางคืนพัดกระแทกตัวรถเป็นระยะ กลิ่นดินชื้นและใบสนเล็ดลอดผ่านม่านเข้ามา บรรยากาศภายในหนักอึ้งจนแม้แต่เสียงหายใจก็ชัดเจนเกินไป กระทั่งรถม้าหยุดที่เชิงเขา เซียวจิ่งเหยียนจึงลืมตาขึ้น เขาไม่ได้กล่าวให้นางอยู่รอ เพียงลงจากรถก่อนแล้วหันกลับมายื่นมือให้ เฉินเยว่ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นมือนั้น นางยังจำได้ว่าหลายวันก่อนตนเคยถอยหนีจากมือเดียวกัน แต่ครั้งนี้เส้นทางด้านหน้ามืดและลาดชัน อี
ตอนที่ 99 ดาบที่ถูกสร้างขึ้นหลังเฉาอิงถูกนำตัวไปขังในห้องใต้ดิน เรือนเหมยกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่ความเงียบนั้นมิได้สงบ หากเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ยังคงก้องอยู่ในใจคนทั้งสอง เซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่ข้างโต๊ะไม้นานกว่าหนึ่งเค่อ ดวงตาจับจ้องชิ้นส่วนป้ายทหารของหน่วยเงาดำโดยไม่ขยับ เงาตะเกียงทอดผ่านสันกรามคมชัด ทำให้ใบหน้าของเขาดูเย็นชาเช่นเคย ทว่าภายในกลับมีบางสิ่งกำลังแตกสลายอย่างช้า ๆ ประโยคของเฉาอิงมิใช่คำกล่าวใหม่ทั้งหมด เขาเคยสงสัยในเจตนาของหานฉางเฟิงมาหลายปี เพียงแต่ไม่เคยยอมปล่อยให้ความสงสัยนั้นงอกลึก เพราะอีกฝ่ายคือผู้ที่ยื่นมือมาช่วยในวันที่เขาไม่เหลือผู้ใด เป็นคนพาเขาออกจากความตาย เป็นอาจารย์ที่สอนให้จับดาบ และเป็นผู้มอบเส้นทางสู่อำนาจ ทว่าเมื่อหลักฐานทีละชิ้นถูกเปิดออก ความเมตตาในอดีตกลับเริ่มมีเงาอีกด้านหนึ่ง เงาที่ทำให้เขาต้องย้อนถามว่า ชีวิตที่ตนคิดว่าเลือกเองนั้น แท้จริงเคยเป็นเพียงเส้นทางที่ใครบางคนวางไว้หรือไม่ความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นทีละภาพ หลังเขาถูกพาตัวออกจากป่าและส่งไปยังค่ายทหารเหนือ หานฉางเฟิงไม่ได้ปล่อยให้เขาพักฟื้นนานนัก บาดแผลยังไม่หายดี เขาก็ถูกปลุกก่อน
ตอนที่ 98 กับดักของหานฉางเฟิงรุ่งเช้าหลังเหตุลอบเข้าเรือนเหมย ข่าวลือหนึ่งแพร่กระจายออกจากจวนเซียวอ๋องอย่างรวดเร็วราวกับมีผู้จงใจปล่อยลมส่งต่อกันไปตามตรอกซอกซอย ข่าวนั้นกล่าวว่า ผ้าเช็ดหน้าของมารดาเฉินเยว่ไม่ได้เป็นเพียงของเก่าที่เปื้อนเลือด หากซ่อนรหัสลับซึ่งสามารถถอดออกมาเป็นแผนที่บัญชีขนส่งอาวุธและเสบียงเมื่อสิบปีก่อน ผู้คนในเมืองหลวงต่างพูดกันว่าเส้นด้ายบนลายดอกเหมยถูกปักด้วยจำนวนกลีบไม่เท่ากัน แต่ละกลีบแทนตัวเลข แต่ละกิ่งแทนเส้นทาง และรอยเลือดบนผืนผ้าคือจุดที่ใช้ระบุตำแหน่งคลังลับ บ้างก็กล่าวว่ามารดาเฉินเยว่รู้ตัวว่ากำลังถูกตามฆ่า จึงซ่อนความจริงทั้งหมดไว้ในของที่ไม่มีผู้ใดสงสัย ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ข่าวลือดังกล่าวก็เดินทางจากร้านน้ำชาหน้าตลาดไปถึงเรือนขุนนาง จากเรือนขุนนางไปยังตรอกขันทีเก่า และจากตรอกขันทีเก่าไปถึงคนที่กำลังเฝ้ามองจวนเซียวอ๋องอยู่ในความมืด ไม่มีผู้ใดรู้ว่าต้นทางของข่าวมาจากสาวใช้คนหนึ่งที่จงใจทำผ้าเช็ดหน้าหล่นขณะไปซื้อด้าย และไม่มีผู้ใดรู้ว่าสาวใช้ผู้นั้นเป็นคนของเฉินเยว่โดยตรงภายในเรือนเหมย เฉินเยว่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ผ้าเช็ดหน้าผืนจริงถูกเก็บไว้ในกล่องเห





