ログインแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าทอดตัวผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของออฟฟิศองค์กรการกุศล สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บนโต๊ะทำงานของรินรดามีเพียงแจกันดอกไม้เล็กๆ กับแฟ้มเอกสารที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความสงบสุข ซึ่งเป็นความสงบที่เธอไม่ได้ไขว่คว้ามาด้วยเงินทองหรืออำนาจ แต่มันคือผลลัพธ์จากการเดินทางอันยาวนานผ่านความเจ็บปวดและการเรียนรู้ที่จะให้อภัย รินรดานั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอนึกถึงวันแรกๆ ที่เธอก้าวเข้ามาที่นี่ วันที่เธอยังเต็มไปด้วยความระแวงและบาดแผลในใจ วันที่เธอมองว่าตัวเองเป็นเพียงเหยื่อที่ถูกโชคชะตาขีดเขียน แต่ในวันนี้ เธอไม่ได้เป็นคนเดิมคนนั้นอีกต่อไป แพรวเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับแก้วกาแฟสองแก้ว เธอยิ้มให้รินรดาอย่างอ่อนโยน "วันนี้ดูท่าทางจะมีความสุขจังเลยนะคะ มีเรื่องดีอะไรหรือเปล่า?" รินรดารับกาแฟมาถือไว้พลางยิ้มตอบ "ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะแพรว แค่รู้สึกว่าวันนี้ท้องฟ้าสวยจัง และรินก็รู้สึกดีที่ได้ตื่นมาทำงานที่เรารัก... มันเป็นความสุขแบบเรียบง่ายที่รินไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยค่ะ"
สายลมยามเช้าพัดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของออฟฟิศองค์กรการกุศล รินรดายืนมองวิวเมืองที่เริ่มตื่นตัวไปกับวันใหม่ แสงอาทิตย์สีทองอ่อนๆ กระทบลงบนใบหน้าของเธอที่ดูสดใสและอิ่มเอิบกว่าช่วงเวลาไหนๆ ในชีวิต ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเรื่องราวของกลุ่มทุนมืดถูกเปิดโปง องค์กรของเธอก็ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากสังคมอย่างมหาศาล ความวุ่นวายที่เคยมีจางหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อผู้เดือดร้อนอย่างเต็มกำลัง เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น แพรวเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างกว่าปกติในมือถือเอกสารชุดหนึ่ง "รินคะ วันนี้มีเรื่องดีๆ จะแจ้งค่ะ" แพรววางเอกสารลงบนโต๊ะ "โครงการช่วยเหลือผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวที่เรายื่นเสนอไป ได้รับงบประมาณสนับสนุนเต็มจำนวนแล้วนะคะ แถมยังมีอาสาสมัครทนายความเก่งๆ ติดต่อเข้ามาช่วยเราอีกเพียบเลยค่ะ" รินรดาหันกลับมามองด้วยความดีใจ "จริงเหรอคะแพรว! นั่นเป็นข่าวดีที่สุดเลยนะ เราจะสามารถขยายการช่วยเหลือไปได้อีกหลายเคสเลย ความพยายามของพวกเราเริ่มเห็นผลแล้วนะ" "ใช่ค่ะ และที่สำคัญที่สุด.
ภายในเรือนจำความมั่นคงสูง อนันต์ในชุดนักโทษสีเทาหม่นกำลังนั่งอยู่บนพื้นห้องขังเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของนักโทษคนอื่นๆ ที่อยู่รายรอบ อำนาจที่เขาเคยมีอยู่ล้นมือบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความโดดเดี่ยวที่น่าสะพรึงกลัว ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความมืดมนในจิตใจของเขาก็ยิ่งขยายตัว ราวกับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความชั่วร้ายทั้งหมดที่เขาเคยกระทำไว้ "อนันต์... มีคนมาพบ" เสียงผู้คุมดังขึ้น พร้อมกับโซ่ตรวนที่กระทบกันเป็นจังหวะ อนันต์พยุงตัวขึ้นอย่างช้าๆ หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความหวังที่ริบหรี่ เขาคาดหวังว่าอาจจะมีลูกน้องเก่าสักคนที่ยังหลงเหลือความจงรักภักดีมาช่วยเหลือเขา แต่เมื่อเขามาถึงห้องเยี่ยม บุคคลที่นั่งรออยู่กลับไม่ใช่คนของเขา แต่เป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานปราบปรามคดีพิเศษ พร้อมด้วยแฟ้มเอกสารหนาปึกวางอยู่ตรงหน้า อนันต์นั่งลง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่เจ้าหน้าที่ "พวกแกมาทำอะไรอีก? จะมาเค้นความลับอะไรจากฉันอีกล่ะ ในเมื่อทุกอย่างที่ฉันมี พวกแกก็ยึดไปหมดแล้ว!" เจ้าหน้าที่ยิ้มอย่างเย็นชา ก่อน
ท้องฟ้าเหนือเรือนจำกลางวันนี้ดูหม่นหมองกว่าปกติ ก้อนเมฆสีเทาหนาทึบเคลื่อนตัวช้าๆ ราวกับจะตอกย้ำบรรยากาศที่แสนอึดอัดภายในกำแพงสูงใหญ่ รินรดายืนอยู่หน้าอาคารเยี่ยมญาติ มือของเธอกำกระเป๋าถือไว้แน่น แม้จะผ่านการตัดสินใจครั้งใหญ่มาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้มีความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างออกไป มันคือการตัดสินใจที่รินรดาเลือกทำเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อปิดฉากทุกความรู้สึกที่ยังค้างคาใจกับภัทร ผู้คุมพาเธอเดินเข้าไปในห้องเยี่ยมที่แบ่งกั้นด้วยกระจกหนา ภัทรนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่เขาเห็นรินรดา แววตาของเขาก็ไหววูบ ความรู้สึกผิด ความโหยหา และความยอมรับในชะตากรรมผสมปนเปกันอยู่บนใบหน้าของชายที่เคยมีชีวิตที่เพียบพร้อม แต่กลับสูญเสียทุกอย่างเพราะความหลงผิด รินรดานั่งลงและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู เสียงของเธอนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ฉันมาเพื่อบอกลาภัทร นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้คุยกัน" ภัทรมองผ่านกระจกใสด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสำนึก "ผมรู้ดีว่าผมไม่มีสิทธิ์ขอร้องอะไรคุณอีกแล้วริน แต่การที่คุณมาที
ท่ามกลางมรสุมที่รุมเร้าองค์กรการกุศลจากการโจมตีของกลุ่มทุนมืดที่พยายามทำลายชื่อเสียง รินรดาไม่ได้นั่งรอให้พายุพัดผ่านไปเฉยๆ ในขณะที่เธอกำลังรวบรวมหลักฐานทางการเงินที่โปร่งใสเพื่อเตรียมแถลงการณ์ครั้งใหญ่ โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นพร้อมกับเบอร์ติดต่อที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ "สวัสดีครับคุณริน... ผมทนายสมชายนะครับ" เสียงทนายผู้เคยรับใช้อดีตสามีของเธอและอนันต์ดังขึ้นผ่านสาย รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "สวัสดีค่ะคุณสมชาย มีเรื่องอะไรหรือคะ ถึงได้ติดต่อมาในเวลานี้?" "ผมมีบางอย่างที่อนันต์พยายามทำลายทิ้งไปแล้ว แต่โชคดีที่ผมแอบสำรองไว้ได้ มันเป็นแฟ้มบันทึกข้อมูลธุรกรรมลับและรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่หนุนหลังกลุ่มทุนมืดที่คุณกำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ครับ... สิ่งนี้จะช่วยเปิดโปงความเน่าเฟะของพวกเขาได้ทั้งหมด" รินรดาถึงกับนิ่งอึ้ง "ทำไมคุณถึงยอมช่วยฉันคะ? ทั้งที่คุณเคยเป็นคนของพวกเขา..." ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด "เพราะผมไม่อยากตายไปพร้อมกับความรู้สึกผิดที่เห็นคนบริสุ
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนักในเช้าวันใหม่ บรรยากาศรอบองค์กรการกุศลดูเงียบเหงา แต่ภายในอาคารกลับมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ รินรดาที่กำลังจัดเตรียมเอกสารเคสผู้เสียหายในมือ ต้องชะงักเมื่อเห็นแพรวเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "ริน! มีปัญหาใหญ่แล้วค่ะ" แพรวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางวางแท็บเล็ตลงตรงหน้า "มีข่าวหลุดออกมาว่าองค์กรของเรากำลังถูกกดดันจากกลุ่มทุนมืดที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับอนันต์ พวกเขาพยายามจะบีบให้เราปิดตัวลงโดยการสร้างหลักฐานเท็จเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของบัญชีการเงิน!" รินรดารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่าง ความรู้สึกหวาดกลัวที่เคยฝังรากลึกในอดีตเกือบจะประทุขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมาให้มั่นคง "ใจเย็นๆ นะแพรว เรื่องบัญชีเราทำทุกอย่างโปร่งใสมาตลอด แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมีข่าวแบบนี้ออกมาได้?" "เหมือนเขาจะใช้เครือข่ายเก่าๆ ของอนันต์ที่ยังหลงเหลืออยู่ภายนอกคุกค่ะ พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของเรา เพื่อที่ผู้หญิงที่ได้รับความช่วยเหลือจากที่นี่จะได้ไม่กล้าเข้ามาปรึกษาอีกต่อไป" แพรวอธ







