Masukแต่งงานกันมาเจ็ดปี เฟิงถิงเซินเย็นชากับเธอราวกับน้ำแข็ง ทว่าหรงฉือกลับยิ้มรับเสมอมา เพราะเธอรักเขามาก และเชื่อว่าเธอจะสามารถเอาชนะใจเขาได้ในสักวันหนึ่ง แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือการที่เขาตกหลุมรักผู้หญิงคนอื่นตั้งแต่แรกพบ แถมยังรักและดูแลเธออย่างดีที่สุด แต่เธอยังคงพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาชีวิตแต่งงานของพวกเขาไว้ จนกระทั่งถึงวันเกิดของเธอ เธอเดินทางไกลหลายพันไมล์เพื่อไปหาเขาและลูกสาวที่ต่างปะเทศ แต่เขากลับพาลูกสาวไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น ทิ้งให้เธอเฝ้าห้องที่ว่างเปล่าเพียงลำพัง ในที่สุดเธอก็ยอมแพ้อย่างราบคาบ เมื่อเห็นลูกสาวที่เธอเลี้ยงมากับมือต้องการเรียกผู้หญิงคนอื่นว่าแม่ หรงฉือก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป เธอร่างข้อตกลงการหย่าร้าง และสละสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูก แล้วจากไปอย่างสง่างาม นับแต่นั้นก็ไม่สนใจพ่อลูกคู่นั้นอีกเลย และรอเซ็นใบหย่าร้าง เธอละทิ้งครอบครัว และหันกลับมาทุ่มเทให้กับงาน เธอที่เคยถูกทุกคนดูถูกในอดีต กลับสามารถหาเงินได้กว่าหลายแสนล้านอย่างง่ายดาย ทว่าเธอรอแล้วรอเล่า ใบหย่าไม่เพียงแต่ไม่ได้เซ็นสักที แต่ผู้ชายที่ไม่ยอมกลับบ้านในอดีต กลับกลับบ้านบ่อยขึ้นเรื่อยๆ แถมยังติดเธอมากขึ้นทุกวันอีกต่างหาก เมื่อรู้ว่าเธอต้องการหย่า ชายผู้สูงศักดิ์และเย็นชามาโดยตลอดก็ผลักเธอไปที่มุมกำแพง “หย่าเหรอ? ไม่มีทาง”
Lihat lebih banyakเบอร์โทรศัพท์ของเฟิงถิงเซินอวี้มั่วซวินก็จำได้เขาแค่นเสียงเหอะคำหนึ่ง “เขาโทรมาทำไม? หรือคิดจะให้คุณช่วยขอร้องเจี๋ยเซี่ยวแทนตระกูลหลิน? เขาขี้ขลาดขนาดนี้เลยเหรอ?”หรงฉือไม่พูดอะไร กดรับสาย ยังไม่ทันได้พูด เฟิงถิงเซินก็พูดขึ้นก่อนว่า “ซินซินเป็นไข้มาหนึ่งวันแล้ว ตอนเย็นถ้ามีเวลาก็แวะไปดูเธอหน่อยได้ไหม?”หรงฉือขมวดคิ้ว ถามทันทีว่า “เป็นไข้นานขนาดนี้แล้วเหรอ? ตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้าง?”“ตอนนี้ยังให้น้ำเกลืออยู่ อุณหภูมิก็ยังไม่ลดเลย”“เข้าใจแล้ว อีกเดี๋ยวฉันจะแวะไป”“รบกวนด้วยนะ”หรงฉือไม่พูดอะไร วางสาย หลังจากมอบหมายงานที่อยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว ก็ออกจากฉางโม่ไปเมื่อมาถึงที่หมาย พ่อบ้านทราบว่าเธอกลับมาแล้ว ก็รีบออกมาต้อนรับ “คุณนาย มาแล้วเหรอครับ?”หรงฉือ “ฉันจะขึ้นไปดูซินซินหน่อย”ที่ชั้นบน เฟิงจิ่งซินเพิ่งให้น้ำเกลือเสร็จ ตอนที่กำลังจะนอนหลับอย่างสะลืมสะลือ หรงฉือเดินเข้ามาในห้อง เห็นเฟิงจิ่งซินที่ขมวดคิ้วอยู่ ก็นั่งลงข้างเตียง ก่อนจะยื่นมือไปแตะหน้าผากของเธอเบา ๆพ่อบ้านพูดเสียงเบาว่า “อุณหภูมิร่างกายลดลงไปมากแล้ว แต่หมอบอกว่าไข้อาจจะกลับมาขึ้นสูงได้อีกครับ”หรงฉือพยักหน้
ฉีอวี้หมิง “เกรงใจแล้ว”เจี๋ยเซี่ยวมาด้วยท่าทางดุดัน ราวกับมีหลักฐานในมือไม่น้อยจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนตระกูลหลินและตระกูลซุน หรือว่าฉีอวี้หมิงกับเฮ่อฉางปั่ว ต่างก็รู้ว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีที่จะสู้ได้ง่าย ๆแต่หลังจากเริ่มพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการ สีหน้าของคนตระกูลหลินและตระกูลซุนกลับยิ่งดูย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ส่วนฉีอวี้หมิงกับเฮ่อฉางปั่วก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้นมาเช่นกันเจี๋ยเซี่ยวมีหลักฐานแน่นหนา ไม่ว่าจะเป็นสัญญา หลักฐานการโอนเงิน บันทึกการสนทนา หรือรายงานผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ ทุกอย่างล้วนมีครบถ้วน ส่วนเงินชดเชยจำนวนหนึ่งหมื่นสองพันห้าร้อยล้านบาทที่พวกเขาเรียกร้องนั้น เดิมทีพวกเขาต่างคิดว่าเจี๋ยเซี่ยวกำลังเรียกร้องเงินสูงเกินอย่างไร้เหตุผลความจริงแล้ว ตลอดสองปีที่ผ่านมา เจี๋ยเซี่ยวเติบโตได้ดีอยู่แล้ว ยิ่งในช่วงหนึ่งปีมานี้ยังได้ร่วมมือกับฉางโม่อีก ตอนนี้ความสามารถในการแข่งขันของเจี๋ยเซี่ยวในตลาดยกระดับขึ้นไปอีกขั้นแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีที่พวกเขากำลังจะเอาผิดเรื่องการละเมิดนั้น ยังเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของโปรเจกต์มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทของพวกเขาด้วย เงินชดเชยหนึ่งหมื่นสองพันห้าร้อย
เมื่อเครื่องบินลงสู่พื้น หลินอู๋เปิดโทรศัพท์ดู เฟิงถิงเซินยังคงไม่ตอบกลับข้อความเธอส่วนเธอกับโม่ชีฉือก็ไม่ได้พูดคุยกันอีก หลังลงจากเครื่อง ก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปคนตระกูลหลินและตระกูลซุนพอรู้ว่าเธอไม่ได้พบเฟิงถิงเซิน ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขากระวนกระวายใจยิ่งกว่าก็คือ คดีของบริษัทพวกเขากับเจี๋ยเซี่ยวใกล้จะต้องขึ้นศาลแล้วซุนลี่เหยารู้สึกใจหวิว ๆ อดถามไม่ได้ว่า “พี่ ตอนขึ้นศาล พี่ว่าพี่เขยจะกลับมาไหม?”หลินอู๋ “...ไม่รู้”เวลาสองสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว คดีของหลินซื่อเทคโนโลยีกับเจี๋ยเซี่ยวก็ขึ้นศาลอย่างเป็นทางการสองวันก่อนที่คดีของหลินซื่อเทคโนโลยีกับเจี๋ยเซี่ยวจะขึ้นศาล หรงฉือและคนอื่น ๆ ก็กลับมาจากไปเที่ยวแล้ววันขึ้นศาล หรงฉือ อวี้มั่วซวินและคนอื่น ๆ ก็กลับมาจัดการงานที่ฉางโม่ตามปกติอวี้มั่วซวินลูบคางเบา ๆ ลูบไปลูบมาก็นั่งพูดกับหรงฉือบนโซฟาว่า “วันนี้หลินซื่อเทคโนโลยีกับเจี๋ยเซี่ยวขึ้นศาล เฟิงถิงเซิน...คงไม่ปรากฏตัวหรอกใช่ไหม?”แม้ว่าเรื่องราวระหว่างหรงฉือ เฟิงถิงเซินและหลินอู๋จะหมดกระแสความสนใจบนโลกออนไลน์ไปนานแล้ว แต่คนในแวดวงก็ยังคงจับตาดูความเคล
พนักงานต้อนรับหญิงพูดเสียงเบาว่า “คนคนนั้นคือโม่ชีฉือ ผู้กุมอำนาจคนปัจจุบันของตระกูลโม่แห่งเมืองไห่เฉิงของพวกเราค่ะ”ที่แท้ก็เป็นเขานี่เองถึงแม้หลินอู๋จะไม่ค่อยได้มาที่เมืองไห่เฉิง แต่เธอก็พอจะรู้เรื่องแวดวงตระกูลมหาเศรษฐีระดับสูงของเมืองไห่เฉิงอยู่บ้างแต่ก็เพียงแค่รู้มาบ้างเท่านั้นก่อนหน้านี้เธอเคยได้ยินชื่อของโม่ชีฉือมาก่อน แต่ตัวจริงนั้นกลับเพิ่งได้พบเป็นครั้งแรกเมื่อนึกถึงสายตาที่เย็นชาของโม่ชีฉือเมื่อครู่นี้แล้ว เธอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่เธอไม่มีเวลาคิดมากนัก หลังจากขอบคุณพนักงานต้อนรับหญิงคนนั้น เธอก็โทรศัพท์ไปหาเฉิงหยวนเฉิงหยวนยังนอนอยู่ เสียงโทรศัพท์ดังสักพักหนึ่งเขาถึงจะตื่นขึ้นมา พอเห็นว่าเป็นสายของเธอ ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย และกดรับสายอย่างรวดเร็ว “คุณหลิน เช้าขนาดนี้ มี...”หลินอู๋ตัดบทเขา ถามทันทีว่า “คนที่ไปทำงานที่ไห่เฉิงกับถิงเซิน คือคุณใช่ไหม?”“ไม่ใช่ครับ” พอได้ยินถึงตรงนี้ เฉิงหยวนก็เข้าใจจุดประสงค์ที่เธอโทรมาหาเขาแล้ว “ไม่ใช่เจียงเจ๋อด้วยครับ”“การเดินทางของประธานเฟิงครั้งนี้ น่าจะเป็นกำหนดการที่บริษัทอื่นจัดไว้ ไม่เกี่ยวกับเฟิงซื่อ”เขากับเจียงเจ๋
Peringkat
Ulasan-ulasanLebih banyak