Masukแต่งงานกันมาเจ็ดปี เฟิงถิงเซินเย็นชากับเธอราวกับน้ำแข็ง ทว่าหรงฉือกลับยิ้มรับเสมอมา เพราะเธอรักเขามาก และเชื่อว่าเธอจะสามารถเอาชนะใจเขาได้ในสักวันหนึ่ง แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือการที่เขาตกหลุมรักผู้หญิงคนอื่นตั้งแต่แรกพบ แถมยังรักและดูแลเธออย่างดีที่สุด แต่เธอยังคงพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาชีวิตแต่งงานของพวกเขาไว้ จนกระทั่งถึงวันเกิดของเธอ เธอเดินทางไกลหลายพันไมล์เพื่อไปหาเขาและลูกสาวที่ต่างปะเทศ แต่เขากลับพาลูกสาวไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น ทิ้งให้เธอเฝ้าห้องที่ว่างเปล่าเพียงลำพัง ในที่สุดเธอก็ยอมแพ้อย่างราบคาบ เมื่อเห็นลูกสาวที่เธอเลี้ยงมากับมือต้องการเรียกผู้หญิงคนอื่นว่าแม่ หรงฉือก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป เธอร่างข้อตกลงการหย่าร้าง และสละสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูก แล้วจากไปอย่างสง่างาม นับแต่นั้นก็ไม่สนใจพ่อลูกคู่นั้นอีกเลย และรอเซ็นใบหย่าร้าง เธอละทิ้งครอบครัว และหันกลับมาทุ่มเทให้กับงาน เธอที่เคยถูกทุกคนดูถูกในอดีต กลับสามารถหาเงินได้กว่าหลายแสนล้านอย่างง่ายดาย ทว่าเธอรอแล้วรอเล่า ใบหย่าไม่เพียงแต่ไม่ได้เซ็นสักที แต่ผู้ชายที่ไม่ยอมกลับบ้านในอดีต กลับกลับบ้านบ่อยขึ้นเรื่อยๆ แถมยังติดเธอมากขึ้นทุกวันอีกต่างหาก เมื่อรู้ว่าเธอต้องการหย่า ชายผู้สูงศักดิ์และเย็นชามาโดยตลอดก็ผลักเธอไปที่มุมกำแพง “หย่าเหรอ? ไม่มีทาง”
Lihat lebih banyakวันศุกร์ตอนบ่าย ในที่สุดหรงฉือก็จัดการงานที่อยู่ในมือเสร็จเสียทีเธอนวดไหล่ที่ปวดเมื่อยเล็กน้อย หลังจากพักอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอชะงักเล็กน้อย หยิบโทรศัพท์ที่อยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา แล้วกดโทรหาเฟิงจิ่งซินทางด้านเฟิงจิ่งซินไม่นานก็กดรับสายแล้ว “คุณแม่”“อื้ม” หรงฉือถามเสียงนุ่มนวลว่า “เลิกเรียนแล้วใช่ไหม?”“ใช่ค่ะ”นับตั้งแต่วันที่เฟิงจิ่งซินเปิดเทอม พวกเธอก็ติดต่อกันเพียงครั้งเดียว แถมเธอยังเป็นฝ่ายติดต่อหาเฟิงจิ่งซินก่อนด้วยช่วงหลายวันมานี้เธอไม่ได้ติดต่อหาเฟิงจิ่งซิน เฟิงจิ่งซินก็ไม่เคยเป็นฝ่ายติดต่อหาเธอก่อนเลยสำหรับเรื่องนี้ หรงฉือไม่รู้สึกประหลาดใจ และก็ไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษเพียงแค่รู้สึกว่า ไม่ว่าจะอย่างไรเฟิงจิ่งซินก็คือลูกสาวของเธอ สำหรับเฟิงจิ่งซินแล้ว เธอยังจำเป็นต้องใส่ใจและดูแลอยู่บ้างตามสมควรเธอเป็นฝ่ายชวนคุย “อีกสองวัน วางแผนไว้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนหรือยัง?”“ยังเลยค่ะ” เฟิงจิ่งซินพูดเสียงเรียบว่า “คุณพ่อไปทำงานที่ต่างประเทศแล้ว ไม่อยู่บ้านค่ะ”หรงฉือไม่มีทางเป็นฝ่ายไปถามกำหนดการของเฟิงถิงเซิน ย่อมไม่รู้อยู่แล้วว่าเขาไปทำงานต่างประเทศแล้ว“อย่าง
ทว่าผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้ว เฟิงถิงเซินก็ยังคงไม่มีการตอบกลับใด ๆ หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง เจียงเจ๋อเดินเข้ามา “คุณหลิน พวกผมเตรียมจะเลิกงานแล้ว”นี่คือวิธีสุภาพในการบอกให้เธอกลับไปหลินอู๋เม้มริมฝีปาก พูดเสียงเรียบว่า “ถ้าฉันอยากจะรออยู่ที่นี่ล่ะ?”เจียงเจ๋อ “คุณหลิน อย่าทำให้คนทำงานอย่างพวกผมลำบากใจเลยครับ”หลินอู๋ไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะกลับเจียงเจ๋อจึงทำได้เพียงไปชงชามาให้เธออีกหนึ่งถ้วยเฉิงหยวนก็ยังไม่กลับ เขาพูดกับเจียงเจ๋อที่ออกมาจากห้องรับแขกว่า “บอสคง...ยังใส่ใจคุณหลินอยู่ใช่ไหมเนี่ย?”ถึงแม้จะไม่ยอมพบชั่วคราวและไม่เคยรับสายหลินอู๋เลย แต่เขาก็ไม่ได้บอกเลิกหลินอู๋เช่นกันทั้งที่รู้ว่าหลินอู๋อาจจะมาหาเขาที่บริษัทเมื่อไรก็ได้ แต่เขาก็ยังอนุญาตให้หลินอู๋เข้าออกเฟิงซื่อได้อย่างอิสระเช่นเดิมอีกอย่าง เมื่อครู่ข้อความที่หลินอู๋ส่งให้เฟิงถิงเซิน เขาเชื่อว่าเฟิงถิงเซินจะต้องเห็นมันอย่างแน่นอนหลินอู๋ไม่จากไป เขาเองก็ไม่ได้สั่งให้พวกเขาบังคับไล่เธอออกไปเจียงเจ๋อคลึงหว่างคิ้วเล็กน้อย “อืม”เพราะมองเรื่องนี้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว เขาจึงทำได้เพียงทำงานล่วงเวลาที
ซวิ่นตู้งานเยอะมาก กว่าเธอจะจัดการเสร็จก็บ่ายสามโมงกว่า ๆ แล้วเธอคิดเล็กน้อย ก็โทรหาเฉิงหยวนอีกครั้งเฉิงหยวนเห็นสายเรียกเข้าของเธอ ลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังคงรับสาย “คุณหลิน”“ถิงเซินอยู่ที่บริษัทไหม?”เฉิงหยวนหยุดเล็กน้อย พูดว่า “ขอโทษครับ ผมไม่สามารถแจ้งให้ทราบได้”หลินอู๋เข้าใจ นี่หมายความว่าอยู่หากไม่อยู่ เฉิงหยวนคงบอกทันทีแล้วเธอพูดว่า “ฉันรู้แล้ว ขอบคุณนะ”หลังจากวางสาย ก็หยิบกุญแจรถออกไปข้างนอก ไม่นานเธอก็มาถึงด้านล่างตึกเฟิงซื่อแล้วเธอเงยหน้ามองไปทางประตูใหญ่ของเฟิงซื่อเล็กน้อย นั่งอยู่ในรถสักพักหนึ่ง หลังจากสวมแมสก์ จึงจะเปิดประตูลงจากรถเวลานี้ ด้านล่างตึกเฟิงซื่อไม่ค่อยมีคนเท่าไร หลังจากที่เธอเดินเข้าตึกใหญ่ไป ถึงแม้เธอจะสวมแมสก์ แต่พนักงานต้อนรับมองแค่แวบเดียวก็จำเธอได้แล้ว ที่ผ่านมาเวลาหลินอู๋มาที่เฟิงซื่อ ไม่เคยสวมแมสก์เลยพวกเธอเข้าใจดีว่า หลินอู๋สวมแมสก์เพราะกลัวจะถูกจำได้...เมื่อเห็นว่าตัวเองยังสามารถเข้าเฟิงซื่อได้โดยไม่ต้องมีการแจ้งล่วงหน้า หลินอู๋ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกหลังจากมาถึงชั้นที่ห้องทำงานของเฟิงถิงเซินตั้งอยู่ เธอก็ถอดแมสก์ออก เดินไปถึงห
หลินอู๋และคนอื่น ๆ อยู่ชั้นล่างยังไม่นอนเห็นเขาลงมาชั้นล่าง ซุนเยว่ชิงก็เอ่ยขึ้น “ดึกดื่นป่านนี้ จะรีบร้อนทำ...”หลินเช่อหยุดฝีเท้า มองพวกเขา ขอบตาแดงก่ำและเอ่ยปาก ขัดจังหวะคำพูดของซุนเยว่ชิง “ข่าวบนอินเทอร์เน็ตพวกนั้น เป็นเรื่องจริงเหรอครับ?”ซุนเยว่ชิงกลืนคำพูดที่กำลังจะพูดออกมากลับลงไปคนอื่น ๆ เงียบลงในชั่วพริบตาตอนนี้หลินลี่ไห่เหนื่อยล้าไปทั้งตัวแต่ในเวลานี้ มีเพียงเขาเท่านั้นที่ออกมาชี้แจงจึงจะเหมาะสมที่สุดเขาก้าวไปข้างหน้าแล้วพูดว่า “เสี่ยวเช่อ เมื่อก่อนพ่อกับเธอนิสัยเข้ากันไม่ได้ เธอเป็นคนหัวรั้น ไม่ยอมรับฟังเหตุผล ทั้งยังเอาแต่ไม่ยอมหย่า พ่อกับเธอแยกทางกัน ไม่ใช่ความผิดของแม่ลูกเลย”คุณย่าหลินให้ความสำคัญต่อหลินเช่อหลานชายคนนี้อย่างมาก เมื่อได้ยินก็เอ่ยปากพูดเสียงอ่อนโยนว่า “ใช่แล้วเสี่ยวเช่อ เรื่องความรู้สึกมันอธิบายกันยาก อย่าไปฟังความข้างเดียว”หลินเช่อได้ยินแบบนั้น ก็หยุดเล็กน้อย หลังจากนั้นสายตาก็จ้องไปที่หลินอู๋หลินอู๋ก้มหน้า สีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้มองเขาคุณย่าหลินรู้ว่าเรื่องของเฟิงถิงเซินกับหลินอู๋ เขาจะต้องถามอีกเช่นกันหลังจากเขามองหลินอู๋แวบหนึ่ง ก็พ
บุคคลสำคัญแบบนี้ กลับเป็นฝ่ายพูดคุยกับหรงฉือก่อน ดูไปแล้วเหมือนจะชอบหรงฉือมากด้วย...อย่าว่าแต่ซุนลี่เหยาเลย แม้แต่ประธานเฉิงและคนอื่น ๆ ต่างก็มึนงงไปหมดถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่าอวี้มั่วซวินเป็นลูกศิษย์ของหนานจื้อจือ แต่พวกเขาคาดไม่ถึงเลยว่าหรงฉือจะอาศัยอวี้มั่วซวิน ถึงขั้นเข้าไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนของหน
หลังจากงานเลี้ยงจบลง เหรินจี่เฟิงพูดกับอวี้มั่วซวินว่า “ประธานอวี้ ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม?”เรื่องที่ก่อนหน้านี้หรงฉือกับเฟิงถิงเซินสองพ่อลูกออกไปด้วยกันถูกเหรินจี่เฟิงบังเอิญเห็นเข้า หรงฉือไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับอวี้มั่วซวิน อวี้มั่วซวินจึงไม่รู้จริง ๆ ว่าเหรินจี่เฟิงต้องการคุยอะไรกับเขากันแน่เขา
แม้เฉิงหยวนจะไม่ได้พูดอะไร แต่ดูจากสีหน้าของเขา หลินอู๋ก็เดาได้ทันทีว่า เฟิงถิงเซินต้องทำเรื่องบางอย่างเพราะหรงฉือ ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอไม่รู้แน่ ๆ สำหรับเรื่องนี้ หลินอู๋ไม่แปลกใจเลยถึงขนาดมีการเตรียมใจเอาไว้แล้วด้วยแต่ทว่า ในยามนี้หัวใจของเธอกลับไม่ได้สงบนิ่งอย่างที่เธอคาดไว้เมื่อก่อนหน้านี้
“พี่ฉางปั่ว”เมื่อเห็นเฮ่อฉางปั่วกลับมา ซุนลี่เหยาก็เอ่ยเรียกเสียงอ่อนเสียงหวานเฮ่อฉางปั่วพยักหน้าอย่างเย็นชาเห็นว่าเฟิงถิงเซินชะเง้อมองหาคนอยู่ ซุนเยว่ชิงจึงกล่าว “เมื่อกี้มีสายโทรเข้ามา เสี่ยวอู๋เลยออกไปคุยโทรศัพท์น่ะค่ะ”เฟิงถิงเซินกล่าว “ครับ ผมทราบแล้ว”เพิ่งจะสิ้นเสียงของเขา ก็มีเสียงฮื






Peringkat
Ulasan-ulasanLebih banyak