เข้าสู่ระบบในอดีตชาติ 'มู่เสวี่ย' เคยโง่เขลา หลงเชื่อคนผิดจนตระกูลมู่อันยิ่งใหญ่ต้องพังพินาศ และจบชีวิตลงอย่างอนาถ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอพบว่าตนเองย้อนเวลากลับมาสี่ปีก่อนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง การกลับมาครั้งนี้ เธอมาพร้อมกับ 'พลังพิเศษ' เพียงแค่สบตา ความคิดในใจของคนคนนั้นจะปรากฏขึ้นตรงหน้าเป็นข้อความตัวอักษร! สิ่งที่เธอค้นพบไม่ใช่แค่ศัตรูที่มีแผนลึกล้ำมาตั้งแต่แรก คนข้างกายที่เธอเคยหนีห่างกลับไม่ได้มีนิสัยเลวร้ายอย่างที่คิด ทั้งออกจะน่ารักจนทำให้อยากกลั่นแกล้งทุกเวลา ก็เห็นๆ อยู่ว่ารักกันขนาดนี้ แต่กลับปากไม่ตรงกับใจเป็นที่หนึ่ง ภารกิจของเธอในชีวิตใหม่นี้คือต้องแก้แค้น และหลอกล่อให้คนปากหนักบอกรักออกมาให้ได้!!
ดูเพิ่มเติมสายฝนยามค่ำคืนกระหน่ำซัดลงมาอย่างบ้าคลั่ง มู่เสวี่ย ในวัยยี่สิบสองปีใช้มืออันสั่นเทากำพวงมาลัยรถสปอร์ตแน่น ทั้งเหยียบคันเร่งสุดแรงนำพาตนเองฝ่าความมืดมิดออกไปบนท้องถนนอย่างไม่คิดชีวิต
บนเบาะที่นั่งข้างคนขับโทรศัพท์มือถือยังคงสว่างวาบฉายคลิปเสียง และข้อความหลักฐานที่เพิ่งกระชากหน้ากากของคนที่เธอไว้ใจออกมา มันคือความจริงอันโหดร้ายที่ว่าตระกูลมู่อันยิ่งใหญ่ต้องพังพินาศลงด้วยน้ำมือของคนใกล้ชิด น้องสาวต่างแม่ที่คอยชิงดีชิงเด่นกันมาตลอด ความจริงแล้วเป็นเพียงลูกติดท้องของแม่เลี้ยงที่ไม่มีแม้แต่สายเลือดของตระกูลมู่ เธอร่วมมือกับกลุ่มเพื่อนจอมปลอมทั้งสามคนของมู่เสวี่ยที่คอยแอบสูบเลือดสูบเนื้อมาโดยตลอด หลอกลวงและหักหลังจนครอบครัวต้องย่อยยับ มู่เสวี่ยร้องไห้อย่างหนักจนทัศนวิสัยพร่ามัว หยาดน้ำตาแห่งความแค้นและความสำนึกผิดรินไหลอาบแก้ม เธอเพิ่งรู้ซึ้งว่าตลอดเวลาสี่ปีที่ผ่านมาตนเองโง่เขลาเพียงใดที่หลงเชื่อคนผิด และผลักไสคนเพียงคนเดียวที่หวังดีต่อเธอมาตลอดออกไป “นิ่งหลง ฉันขอโทษ ฉันขอโทษจริง ๆ” เธอพึมพำปนเสียงสะอื้นพลางเอื้อมมือที่สั่นระริกไปหยิบโทรศัพท์มากดโทรออกหาชายหนุ่มเพียงคนเดียวที่เธอนึกถึงในเวลานี้ รอเพียงไม่กี่วินาทีปลายสายก็กดรับอย่างรวดเร็วราวกับรอคอยอยู่แล้ว “มู่เสวี่ย ตอนนี้อยู่ที่ไหน!” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่มักจะนิ่งขรึมและเย็นชาต่อคนทั้งโลก ตอนนี้กลับเจือไปด้วยความร้อนรนอย่างปิดไม่มิด “นิ่งหลง ฮึก… ฉันรู้ความจริงหมดแล้ว พวกเขาทรยศฉัน ฉันทำลายสิ่งที่พ่อสร้างมา ทำลายทุกอย่าง ฮือ…” เธอพูดพลางร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไปเมื่อได้ยินเสียงอันคุ้นเคย “มู่เสวี่ย ฟังฉันนะ อย่าเพิ่งขับรถ จอดรถเดี๋ยวนี้! ฝนตกหนักมันอันตราย ส่งโลเคชันมา ฉันจะไปหาเธอเอง!” เสียงของนิ่งหลงผู้เป็นทั้งคู่หมั้นและเพื่อนเล่นในวัยเด็กของเธอตะโกนก้องผ่านสายโทรศัพท์ด้วยความร้อนรน “ฉะ ฉันกำลังอยู่บนถนนเลียบคลองนอกเมือง ฉันขอโทษนะนิ่งหลง ฉันน่าจะเชื่อนายตั้งแต่แรก…” “ฉันรู้ ๆ ตอนนี้เธอต้องหยุดร้องไห้แล้วจอดรถซะ! ฉันอยู่ใกล้ ๆ แถวนั้นพอดี รอฉันอยู่ตรงนั้น ห้ามไปไหนเด็ดขาด!” นิ่งหลงตัดบทสนทนาแล้วสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด มู่เสวี่ยชะลอความเร็วรถลงพลางปาดน้ำตา เธอจอดรถบริเวณที่ว่างใกล้ ๆ แล้วรอคอย ไม่นานนักเมื่อมองไปเบื้องหน้าก็เห็นแสงไฟหน้ารถของรถยนต์คันหรูที่คุ้นตาแล่นฝ่าสายฝนมาจอดเทียบอยู่ฝั่งตรงข้าม ร่างสูงโปร่งของนิ่งหลงเปิดประตูก้าวลงมาจากรถ ทันทีที่เห็นรถของคนที่ตามหาจอดอยู่ก็เตรียมจะก้าวเข้าไปหาอย่างเร่งรีบ มู่เสวี่ยย่อมเห็นอีกฝ่าย มุมปากจึงยกยิ้มน้อย ๆ อย่างยินดี แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แสงสว่างจ้าจากไฟหน้าของรถบรรทุกขนาดใหญ่ก็สาดตรงมาที่เธอ ฝนตกถนนย่อมลื่น เมื่อเบรกไม่อยู่รถบรรทุกคันนั้นก็ลื่นไถลข้ามเลนพุ่งตรงเข้ามาชนรถของมู่เสวี่ยอย่างจัง โครม! “มู่เสวี่ย!!!” เสียงตะโกนเรียกอย่างตื่นตระหนกของชายหนุ่มถูกกลืนหายไปกับเสียงโลหะที่กำลังถูกบดขยี้ กระจกแตกกระจายเกลื่อน เศษโลหะบางส่วนกระเด็นลงไปในคูคลองด้านข้าง ตัวรถสปอร์ตถูกอัดเข้ากับที่กั้นถนนจนบี้แบน ตามมาด้วยเสียงเบรกของรถยนต์ที่อยู่บนท้องถนนที่ขับมาเจอเหตุการณ์ตรงหน้า ร่างของมู่เสวี่ยนอนจมกองเลือดอยู่ภายในซากรถยนต์ที่พังยับเยิน เธอบาดเจ็บสาหัสจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหว ความเจ็บปวดจากร่างกายท่อนล่างที่แทบไม่เหลือชิ้นดีทำให้ลมหายใจกระตุกและแผ่วเบาลงทุกขณะ ใบหน้างดงามที่ใคร ๆ ต่างชื่นชมตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีแดงฉานจากแผลข้างแก้มที่ถูกโลหะกรีดเฉือน ภาพตรงหน้าของมู่เสวี่ยพร่ามัวลงไปพร้อม ๆ กับร่างกายที่อ่อนแรง แต่เธอกลับยังคงมองเห็นร่างสูงโปร่งในชุดสูทเต็มยศวิ่งโถมเข้ามาท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกกระหน่ำได้อย่างเด่นชัด นิ่งหลงที่เคยวางมาดเคร่งขรึมและน่าเกรงขามอยู่ตลอด ตอนนี้ในดวงตาสีดำสนิทกลับไหวระริกและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน เขาใช้มืออันสั่นเทายื่นออกไปหมายจะประคองร่างไร้เรี่ยวแรงของมู่เสวี่ยเอาไว้ แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นสภาพของเธอที่ค้างอยู่ในตัวรถ “มู่เสวี่ย เสวี่ยเสวี่ย เธอจะไม่เป็นอะไร ฉันต้องช่วยเธอได้ แข็งใจเอาไว้นะ” เสียงของนิ่งหลงนั้นแผ่วเบาเหมือนกำลังปลอบใจคนที่นอนอยู่ ในน้ำเสียงนั้นสั่นเครืออย่างรุนแรง บนใบหน้าของเขานอกจากหยาดฝนกลับแฝงด้วยน้ำตาที่พร่างพรูออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต มู่เสวี่ยเพิ่งได้ตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งว่า ชายหนุ่มตรงหน้าคนนี้คือคนที่รักและห่วงใยเธออย่างแท้จริง และเพิ่งเข้าใจคำว่า ‘สายตาคนเรานั้นบอกได้ทุกสิ่ง’ ก็ตอนนี้นี่เอง รัก เจ็บปวด เสียใจ … ทุกความรู้สึกฉายอยู่ในดวงตาสีดำสนิทตรงหน้า ถ้าคนเราสามารถมองตาแล้วรู้ใจได้เลยแบบนี้ทุกคนก็ดีน่ะสิ ฉันจะได้ทำดีกับคนที่รักฉันให้มาก ๆ หน่อย มู่เสวี่ยคิด แต่ก็ได้แค่คิด ตอนนี้ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว เธอไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใดได้อีก ก้อนเลือดกลุ่มใหญ่ขย่อนมาถึงลำคอจนต้องสำลักแล้วไอโขลก สุดท้ายจึงทำได้เพียงเค้นแรงเฮือกสุดท้ายมองใบหน้าของนิ่งหลงให้เต็มที่ ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดหายไป*** ระหว่างที่หวังเจี้ยนกำลังตกตะลึง มู่เสวี่ยที่เดินผ่านไปก็หันมาสบตากับเขาพอดี เธอเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนอีกฝ่ายตระกูลหวังยังไม่ล้มสินะ หญิงสาวคิดเมื่อผู้คนเริ่มละความสนใจจากเธอและคู่หมั้น เธอจึงขอตัวจากนิ่งหลงที่หน้าบึงตึงออกมาแล้วเดินไปหาที่นั่งมุมห้อง หวังเจี้ยนจึงได้โอกาสเข้าไปคุยกับเธอหลังจากที่รอจังหวะอยู่นาน แต่ความจริงที่มู่เสวี่ยออกมาที่ตรงนี้เพราะต้องการให้เขาเข้าหานั่นแหละ“สวัสดีค่ะรุ่นพี่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” มู่เสวี่ยเอ่ยทักทายก่อน ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม ไม่มีร่องรอยความอึดอัดใจที่ความลับเรื่องฐานะของตนเองถูกเปิดเผย“น้องมู่เสวี่ย…” หวังเจี้ยนกำลังจะพูดอะไรสักอย่างแต่ถูกหญิงสาวตรงหน้าขัดขึ้นมาก่อน“เรียกฉันว่าคุณหนูมู่เหมือนคนอื่นจะดีกว่านะคะ” เธอยิ้ม แต่รอยยิ้มครั้งนี้ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนทุกทีหวังเจี้ยนรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที ปกติเป็นเขาที่ต้องโอ้อวดฐานะของตนเอง พอรู้ว่าเทียบเธอไม่ติดก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี“ฉันเพิ่งได้ยินเรื่องน้องสาวของรุ่นพี่มา ถ้าจะบอกว่ายินดีคงเป็นการเยาะเย้ยคราวเคราะห์ของเธอ แต่สมควรหรือเปล่าคะที่ใช้ชีวิต
สองสัปดาห์ถัดมา หวังเจี้ยนได้รับเชิญไปงานเลี้ยงสังสรรค์ทางธุรกิจของกลุ่มทุนแห่งหนึ่งในฐานะตัวแทนบริษัทของครอบครัว แม้สถานะทางธุรกิจจะเล็กลงกว่าเดิมมากจากเหตุการณ์ของพ่อ แต่ก็ถูกสามีของหวังปิงปิงช่วยพยุงเอาไว้ ถึงอีกฝ่ายจะทำไปเพราะคิดไม่ซื่อก็ตาม เขาก็ต้องยอมรับการช่วยเหลือนี้อยู่ดี อีกทั้งยังต้องสานสัมพันกับบริษัทอื่นต่อไปจึงมาร่วมงานนี้ความจริงงานนี้จัดมาค่อนข้างยิ่งใหญ่ แต่เพราะยิ่งใหญ่นั่นแหละจึงมีผู้คนถูกเชิญมาด้วยเป็นจำนวนมาก ใครมีเส้นสายก็พยายามดันตัวเองเข้ามาที่นี่เพื่อสร้างคอนเนคชันให้มากขึ้นหวังเจี้ยนก็เดินวนเวียนทักทายผู้คนในงาน ทุกคนก็ตอบรับอย่างดี เหล่านักธุรกิจย่อมรู้ดี ผู้ล้มในวันนี้ วันหน้าอาจกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้ พวกเขาจึงไม่หักหน้ากันซึ่งหน้าหากไม่ใช้ศัตรูชั่วชีวิต ถึงแม้ว่าตอนนี้บริษัทตระกูลหวังจะตกต่ำก็ตามในขณะที่งานกำลังดำเนินไปได้สวย จู่ๆ ผู้คนทางหนึ่งก็ฮือฮาขึ้นมาและพากันเฮโลไปทางนั้น หวังเจี้ยนที่กำลังกระชับมิตรกับบริษัทคู่ค้าเดิมก็หันมองตาม“หืม ทำไมทายาทตระกูลนิ่งถึงมางานนี้ด้วยล่ะ” ชายคนหนึ่งที่พยายามจะเบียดตัวเข้าไปใกล้ศูนย์กลางเหตุการณ์แล้วถูกพลักออกม
***ทางด้านมู่เสวี่ยอาจสงบสุขแล้ว แต่ทางด้านหวังเจี้ยนยังคงมีแต่คำถามในใจแม้เวลาจะผ่านมาหลายเดือนนับตั้งแต่วันที่ตำรวจเข้าจับกุมพ่อของเขาในคดีให้สินบนเจ้าพนักงานจนธุรกิจของตระกูลหวังพังทลายลงในชั่วข้ามคืน หวังเจี้ยนเอาแต่ตั้งคำถามกับเรื่องนี้มาตลอดว่าทำไมพ่อผู้รอบคอบมาตลอดชีวิตของเขาถึงกระทำเช่นนั้นอย่างไม่ระวังตัวแน่นอนว่าเขาไม่คิดว่าผู้เป็นพ่อผิด จะอย่างไรเขาเห็นการยัดเงินใต้โต๊ะแบบนี้มาตั้งแต่เด็กโต คล้ายจะเป็นเรื่องปกติในชีวิตด้วยซ้ำสิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่การที่มีคนรู้ว่าพวกเขาทำผิดกฎหมาย แต่คือทำไมเรื่องอื้อฉาวนี้ถึงประเดประดังเข้ามาใช่ช่วงจังหวะที่ธุรกิจอยู่ในจุดเสี่ยงพอดีต่างหากตอนนี้เมื่อธุรกิจครอบครัวเกือบล้มละลาย น้องสาวต้องจำใจแต่งงานเพื่อแลกเงินมาประคองกิจการที่เหลืออยู่ หวังเจี้ยนจึงต้องการหาความจริงว่าใครอยู่เบื้องหลังการวางกับดักครั้งนี้กันแน่ เพราะดูอย่างไรมันก็เกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะเกินไปด้วยความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง เขาจึงติดต่อขอพบกับผู้จัดการของเยี่ยนไท่คนหนึ่งที่เคยรู้จักกันมาก่อน หวังว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่าคำอธิบายอย่า
“เย็นนี้ต้องไปไหนไหม” นิ่งหลงถามขึ้นมา“ไม่นะคะ วันนี้ฉันว่างทั้งวันเลย” มู่เสวี่ยส่ายศีรษะตอนนี้คือเวลาบ่ายสามแล้ว และเป็นช่วงสุดสัปดาห์ เธอมีแพลนว่าจะไปนอนพักที่บ้าน อีกทั้งย้ายมาอยู่ที่คอนโดจึงไม่มีอะไรให้ทำนอกจากอ่านหนังสือ“งั้นไปกินข้าวกับฉันที่บ้าน” นิ่งหลงสรุปแผนการให้เบ็ดเสร็จโดยไม่ถามสักคำความเผด็จการของเขานั้น มู่เสวี่ยเคยชินจนไม่รู้จะชินอย่างไรแล้ว แม้ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นบ้านเขาแทนที่จะเป็นร้านอาหารอร่อย ๆ ก็ตาม แต่เธอก็อดประหม่าเล็กน้อยไม่ได้เพราะไม่ได้ไปที่นั่นมานานพอดู“เธอนั่งเล่นไปก่อน ฉันต้องเคลียร์งาน” นิ่งหลงค่อนข้างตามใจคู่หมั้นของตนเอง แต่กับงานแล้วเขาก็จริงจังเช่นกัน จึงไม่ได้นั่งเป็นเพื่อนอีกฝ่ายและปล่อยให้เธอเล่นโทรศัพท์รอมู่เสวี่ยก็ไม่ได้อยากให้ใครมาอยู่เป็นเพื่อน บางครั้งการได้นั่งมองใบหน้าหล่อ ๆ ที่กำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งก็เพลินดีเหมือนกันจวบกระทั่งห้าโมงเย็น นิ่งหลงขับรถพามู่เสวี่ยไปที่บ้านด้วยตนเอง หยางเทาถูกส่งให้ไปทำงานอื่น และหากไม่จำเป็นเลขาหญิงของเขาก็ไม่ได้มีหน้าที่มาขับรถให้จึงไม่ได้เรียกใช้ ที่ด้านหลังจึงตามติดมาด้วยรถบอดี้การ์ดสองคันโดย





