ANMELDENเช้าวันต่อมา... ความตื่นกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่ความซาบซ่านจากค่ำคืนที่ผ่านมา รินรดาลืมตาขึ้นบนเตียงนอนของตนเองด้วยความรู้สึกระบมไปทั้งร่าง ร่องรอยสีแดงช้ำตามผิวกายตอกย้ำว่าเรื่องราวอีโรติกระหว่างเธอกับภัทรที่เคาน์เตอร์ครัวฝรั่งนั้นเป็นความจริง หญิงสาวรีบจัดการอาบน้ำแต่งตัวในชุดมิดชิดเพื่อปกปิดความลับ ก่อนจะเดินลงมาด้านล่างเพื่อเตรียมมื้อเช้าตามหน้าที่
ทว่า ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องอาหาร หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้นเมื่อเห็น อนันต์ นั่งอยู่ก่อนแล้ว ชายวัยกลางคนสวมชุดสูทกึ่งทางการ ใบหน้าบึ้งตึงและดูอิดโรยจากอาการแฮงก์เหล้า ข้างๆ กันนั้นมี ภัทร นั่งจิบกาแฟอยู่ด้วยท่าทางสงบนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "อ้าว... ลงมาแล้วเหรอรินรดา" อนันต์ปรายตาคมดุมามองภรรยาสาว เสียงของเขาเรียบนิ่งทว่าทรงพลัง "เมื่อคืนฉันกลับมาช่วงตีสาม เห็นไฟครัวเปิดทิ้งไว้... เธอลงมาทำอะไรล่ะ" คำถามสั้นๆ นั้นทำเอารินรดาหน้าซีดเผือด มือเรียวที่กำลังจะเลื่อนเก้าอี้นั่งสั่นเทาจนเกือบเก็บอาการไว้ไม่อยู่ เธอลอบสบตากับภัทรแวบหนึ่ง ชายหนุ่มหนุ่มรุ่นหลานทำเพียงแค่ยกแก้วกาแฟขึ้นบังมุมปากที่จุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างไม่สะทกสะท้าน "เอ่อ... พอดีรินลงมาหาน้ำดื่มค่ะคุณอนันต์ แล้ว... น่าจะลืมปิดไฟ" รินรดาโกหกคำโต หัวใจเต้นโครมครามด้วยความกลัวว่าสามีจะจับพิรุธได้ "งั้นเหรอ... ช่วงนี้หัดหันมาสนใจบ้านช่องบ้างก็ดี" อนันต์ตัดบทเสียงเย็นชา ก่อนจะหันไปหาหลานชาย "ภัทร ช่วงบ่ายนี้แกเข้าไปดูหน้างานที่ไซต์ก่อสร้างแทนฉันที ฉันมีนัดคุยกับคุณพงษ์เรื่องโปรเจกต์ใหม่... อ้อ แล้วก็อาจจะพา 'หนูเอมี่' ไปทานข้าวด้วย คงยาวถึงมืดๆ" คำว่า 'หนูเอมี่' ซึ่งเป็นนางแบบสาวชื่อดังที่เป็นข่าวกิ๊กกั๊กกับอนันต์อยู่ ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางโต๊ะอาหาร อนันต์ไม่เคยแคร์ความรู้สึกของเธอเลยแม้แต่น้อย เขาพูดเรื่องผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าภรรยาแต่งอย่างหน้าตาเฉย "ได้ครับน้าอนันต์... เดี๋ยวผมจัดการให้" ภัทรรับคำเสียงทุ้ม ทว่าสายตาคมกริบของเขากลับเลื่อนมาจับจ้องที่ดวงตาคู่สวยของอาริน นัยน์ตาคู่นั้นสื่อความหมายอย่างโจ่งแจ้ง... เมื่อน้าอนันต์ไม่อยู่ นั่นแปลว่าเป็นเวลาของพวกเขาอีกครั้ง หลังมื้อเช้าอันน่าอึดอัด อนันต์ก็ก้าวออกจากคฤหาสน์ไปพร้อมกับคนขับรถ รินรดายืนพิงกรอบประตูห้องโถงใหญ่พลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้พักหายใจ ร่างสูงกำยำของภัทรก็ขยับเข้ามาประชิดจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว "อ๊ะ! ภัทร... อย่าค่ะ เดี๋ยวคนใช้มาเห็น" รินรดาร้องอุทานเบาๆ เมื่อมือหนาของเขาเอื้อมมารวบเอวเธอไว้แน่น "น้าอนันต์ไปแล้ว... ไม่มีใครเห็นหรอกครับอาริน" ภัทรซุกไซ้จมูกโด่งเข้ากับซอกคอหอมกรุ่น บดเบียดกายหนุ่มแน่นเข้าหาบั้นท้ายกลมกลึงของอาสะใภ้จนเธอสัมผัสได้ถึงความแข็งขืนบางอย่างที่เริ่มตื่นตัวใต้กางเกงของเขา "เมื่อกี้ตอนที่น้าอนันต์ถาม... คุณกลัวมากเลยเหรอครับ หืม?" "กลัวสิคะ... รินกลัวจนใจจะขาดอยู่แล้ว ถ้าคุณอนันต์จับได้ เราสองคนตายแน่ๆ" รินรดาเอ่ยเสียงสั่นเครือ ความผิดชอบชั่วดีในอกกำลังตีรวนกับความต้องการอันเร่าร้อน "ช่างหัวมันสิครับ... ในเมื่อเขาเองก็ไม่เคยเห็นหัวคุณเลย เขากล้าพูดเรื่องผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าคุณขนาดนั้น แล้วทำไมคุณต้องแคร์เขาด้วยล่ะ" คำพูดของภัทรเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิงแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ รินรดาหันกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม แววตาของเธอสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดจากสามีและความโหยหาจากหลานชาย ภัทรไม่ปล่อยให้เธอคิดนาน ชายหนุ่มรวบตัวเธอขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาว ก่อนจะก้าวฉับๆ ตรงไปยังห้องเก็บของใต้บันไดซึ่งเป็นมุมอับสายตาและปลอดคนที่สุดในเวลานี้ แกรก... พรึบ! ภัทรใช้เท้าดันประตูห้องเก็บของปิดลงอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงสว่างรำไรเล็ดลอดผ่านช่องระบายอากาศ ชายหนุ่มวางร่างบางลงบนลังไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกคลุมด้วยผ้าเนื้อหนา "ภัทร... ตรงนี้มัน..." "ชู่ส์... อย่าเสียงดังไปครับอาริน เดี๋ยวใครได้ยินเข้าจะแย่นะ" ภัทรกระซิบเย้าแหย่ ทว่าการกระทำกลับสวนทาง ชายหนุ่มโน้มตัวลงบดจูบปากบางอย่างดุดัน รสจูบในครั้งนี้เต็มไปด้วยความกักขฬะและเอาแต่ใจ ลิ้นหนาสอดลึกเข้าไปเกี่ยวกระหวัดกวาดต้อนจนรินรดาครางอื้ออึงในลำคอ สองมือหนาจัดการถกกระโปรงชุดเดรสยาวของเธอขึ้นไปกองอยู่ที่เอวอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือร้อนผ่าวลูบไล้ไปบนผิวต้นขาเนียนละเอียด ก่อนจะเกี่ยวแพนตี้ตัวจิ๋วให้พ้นทาง ภัทรขยับมือเข้าบดขยี้เกสรดอกไม้กลางกายสาวเบาๆ เพียงไม่กี่ครั้ง ร่างกายของรินรดาก็ตอบสนองด้วยการหลั่งน้ำหวานออกมาจนเยิ้มชุ่ม สัมผัสที่คุ้นเคยปลุกความต้องการอันดิบเถื่อนของอาสะใภ้ให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เธออ้าขาออกกว้างอย่างลืมตัวเพื่อเปิดทางให้เขา "ซี้ด... ริน... คุณพร้อมสู้กับผมทุกสถานการณ์จริงๆ" ภัทรครางกระเส่าพลางปลดอาภรณ์ของตนเองออกอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มจับแก่นกายชายเนื้อร้อนผ่าวที่ขยายใหญ่ขึงขังเต็มที่ จ่อเข้าที่ปากทางรักอันฉ่ำแฉะ ก่อนจะกระแทกสะโพกสอบส่งความยิ่งใหญ่ยัดเยียดเข้าใส่ช่องทางแคบของอาสะใภ้จนสุดความยาวในคราเดียว! สวบ! "อ๊าาาา! ภัทร... อื้อ!" รินรดาแหงนหน้าขึ้น ครางลั่นห้องเก็บของอันคับแคบ สองมือจิกไหล่หนาของเขาจนเนื้อแทบหลุด ความคับแน่นและจุกเสียดแล่นริ้วขึ้นมาจนท้องน้อยบิดเกร็ง ผนังเนื้ออุ่นนุ่มตอดรัดตัวตนของเขาถี่รัวตามสัญชาตญาณ "อืม... แน่นชะมัด... ซี้ด..." ภัทรซอยสะโพกเข้าออกเป็นจังหวะเน้นหนัก แรงกระแทกกระทั้นทำให้ลังไม้ด้านล่างสั่นไหวจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด ความตื่นเต้นระทึกใจที่ต้องแอบทำเรื่องบัดสีในห้องเก็บของชั้นล่าง ยิ่งกระตุ้นให้อารมณ์ของทั้งคู่เตลิดไปไกล ภัทรโน้มตัวลงมาดูดเม้มทรวงอกอวบอิ่มผ่านเนื้อผ้าเดรสที่ถูกดึงรั้งลงมาจนเห็นหัวนมชูชัน ชายหนุ่มเร่งจังหวะถี่รัวสะโพกสอบบดเบียดเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง เสียงเนื้อกระทบเนื้อดัง ตับ ตับ ตับ ผสมกับเสียงครางกระเส่าแผ่วเบาของรินรดาที่พยายามกลั้นไว้เต็มที่ "ภัทร... รินจะเสร็จ... อ๊า... แรงอีก..." หญิงสาวรวบขาเรียวโอบรัดเอวสอบของเขาไว้แน่น แอ่นสะโพกรับแรงกระแทกอย่างไร้ยางอาย "พร้อมกันครับ... ริน... ซี้ด... อ่าส์!" ภัทรกระทุ้งตัวตนเข้าใส่ส่วนลึกสุดหน่วงเน้นๆ อีกสามครั้ง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง ปลดปล่อยธารน้ำรักอุ่นร้อนเข้าสู่ร่างกายของอาสะใภ้จนเอ่อล้น รินรดากรีดร้องแผ่วเบา สั่นสะท้านไปทั้งร่างก้าวข้ามขอบสวรรค์ไปพร้อมกับเขา ทั้งสองกอดก่ายกันท่ามกลางความมืดและกลิ่นอายคาวราคีแห่งตัณหา... เปลวไฟแห่งบาปนี้ร้าวลึกเกินกว่าจะดับลงได้เสียแล้วแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าทอดตัวผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของออฟฟิศองค์กรการกุศล สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บนโต๊ะทำงานของรินรดามีเพียงแจกันดอกไม้เล็กๆ กับแฟ้มเอกสารที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความสงบสุข ซึ่งเป็นความสงบที่เธอไม่ได้ไขว่คว้ามาด้วยเงินทองหรืออำนาจ แต่มันคือผลลัพธ์จากการเดินทางอันยาวนานผ่านความเจ็บปวดและการเรียนรู้ที่จะให้อภัย รินรดานั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอนึกถึงวันแรกๆ ที่เธอก้าวเข้ามาที่นี่ วันที่เธอยังเต็มไปด้วยความระแวงและบาดแผลในใจ วันที่เธอมองว่าตัวเองเป็นเพียงเหยื่อที่ถูกโชคชะตาขีดเขียน แต่ในวันนี้ เธอไม่ได้เป็นคนเดิมคนนั้นอีกต่อไป แพรวเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับแก้วกาแฟสองแก้ว เธอยิ้มให้รินรดาอย่างอ่อนโยน "วันนี้ดูท่าทางจะมีความสุขจังเลยนะคะ มีเรื่องดีอะไรหรือเปล่า?" รินรดารับกาแฟมาถือไว้พลางยิ้มตอบ "ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะแพรว แค่รู้สึกว่าวันนี้ท้องฟ้าสวยจัง และรินก็รู้สึกดีที่ได้ตื่นมาทำงานที่เรารัก... มันเป็นความสุขแบบเรียบง่ายที่รินไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยค่ะ"
สายลมยามเช้าพัดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของออฟฟิศองค์กรการกุศล รินรดายืนมองวิวเมืองที่เริ่มตื่นตัวไปกับวันใหม่ แสงอาทิตย์สีทองอ่อนๆ กระทบลงบนใบหน้าของเธอที่ดูสดใสและอิ่มเอิบกว่าช่วงเวลาไหนๆ ในชีวิต ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเรื่องราวของกลุ่มทุนมืดถูกเปิดโปง องค์กรของเธอก็ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากสังคมอย่างมหาศาล ความวุ่นวายที่เคยมีจางหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อผู้เดือดร้อนอย่างเต็มกำลัง เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น แพรวเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างกว่าปกติในมือถือเอกสารชุดหนึ่ง "รินคะ วันนี้มีเรื่องดีๆ จะแจ้งค่ะ" แพรววางเอกสารลงบนโต๊ะ "โครงการช่วยเหลือผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวที่เรายื่นเสนอไป ได้รับงบประมาณสนับสนุนเต็มจำนวนแล้วนะคะ แถมยังมีอาสาสมัครทนายความเก่งๆ ติดต่อเข้ามาช่วยเราอีกเพียบเลยค่ะ" รินรดาหันกลับมามองด้วยความดีใจ "จริงเหรอคะแพรว! นั่นเป็นข่าวดีที่สุดเลยนะ เราจะสามารถขยายการช่วยเหลือไปได้อีกหลายเคสเลย ความพยายามของพวกเราเริ่มเห็นผลแล้วนะ" "ใช่ค่ะ และที่สำคัญที่สุด.
ภายในเรือนจำความมั่นคงสูง อนันต์ในชุดนักโทษสีเทาหม่นกำลังนั่งอยู่บนพื้นห้องขังเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของนักโทษคนอื่นๆ ที่อยู่รายรอบ อำนาจที่เขาเคยมีอยู่ล้นมือบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความโดดเดี่ยวที่น่าสะพรึงกลัว ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความมืดมนในจิตใจของเขาก็ยิ่งขยายตัว ราวกับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความชั่วร้ายทั้งหมดที่เขาเคยกระทำไว้ "อนันต์... มีคนมาพบ" เสียงผู้คุมดังขึ้น พร้อมกับโซ่ตรวนที่กระทบกันเป็นจังหวะ อนันต์พยุงตัวขึ้นอย่างช้าๆ หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความหวังที่ริบหรี่ เขาคาดหวังว่าอาจจะมีลูกน้องเก่าสักคนที่ยังหลงเหลือความจงรักภักดีมาช่วยเหลือเขา แต่เมื่อเขามาถึงห้องเยี่ยม บุคคลที่นั่งรออยู่กลับไม่ใช่คนของเขา แต่เป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานปราบปรามคดีพิเศษ พร้อมด้วยแฟ้มเอกสารหนาปึกวางอยู่ตรงหน้า อนันต์นั่งลง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่เจ้าหน้าที่ "พวกแกมาทำอะไรอีก? จะมาเค้นความลับอะไรจากฉันอีกล่ะ ในเมื่อทุกอย่างที่ฉันมี พวกแกก็ยึดไปหมดแล้ว!" เจ้าหน้าที่ยิ้มอย่างเย็นชา ก่อน
ท้องฟ้าเหนือเรือนจำกลางวันนี้ดูหม่นหมองกว่าปกติ ก้อนเมฆสีเทาหนาทึบเคลื่อนตัวช้าๆ ราวกับจะตอกย้ำบรรยากาศที่แสนอึดอัดภายในกำแพงสูงใหญ่ รินรดายืนอยู่หน้าอาคารเยี่ยมญาติ มือของเธอกำกระเป๋าถือไว้แน่น แม้จะผ่านการตัดสินใจครั้งใหญ่มาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้มีความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างออกไป มันคือการตัดสินใจที่รินรดาเลือกทำเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อปิดฉากทุกความรู้สึกที่ยังค้างคาใจกับภัทร ผู้คุมพาเธอเดินเข้าไปในห้องเยี่ยมที่แบ่งกั้นด้วยกระจกหนา ภัทรนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่เขาเห็นรินรดา แววตาของเขาก็ไหววูบ ความรู้สึกผิด ความโหยหา และความยอมรับในชะตากรรมผสมปนเปกันอยู่บนใบหน้าของชายที่เคยมีชีวิตที่เพียบพร้อม แต่กลับสูญเสียทุกอย่างเพราะความหลงผิด รินรดานั่งลงและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู เสียงของเธอนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ฉันมาเพื่อบอกลาภัทร นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้คุยกัน" ภัทรมองผ่านกระจกใสด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสำนึก "ผมรู้ดีว่าผมไม่มีสิทธิ์ขอร้องอะไรคุณอีกแล้วริน แต่การที่คุณมาที
ท่ามกลางมรสุมที่รุมเร้าองค์กรการกุศลจากการโจมตีของกลุ่มทุนมืดที่พยายามทำลายชื่อเสียง รินรดาไม่ได้นั่งรอให้พายุพัดผ่านไปเฉยๆ ในขณะที่เธอกำลังรวบรวมหลักฐานทางการเงินที่โปร่งใสเพื่อเตรียมแถลงการณ์ครั้งใหญ่ โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นพร้อมกับเบอร์ติดต่อที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ "สวัสดีครับคุณริน... ผมทนายสมชายนะครับ" เสียงทนายผู้เคยรับใช้อดีตสามีของเธอและอนันต์ดังขึ้นผ่านสาย รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "สวัสดีค่ะคุณสมชาย มีเรื่องอะไรหรือคะ ถึงได้ติดต่อมาในเวลานี้?" "ผมมีบางอย่างที่อนันต์พยายามทำลายทิ้งไปแล้ว แต่โชคดีที่ผมแอบสำรองไว้ได้ มันเป็นแฟ้มบันทึกข้อมูลธุรกรรมลับและรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่หนุนหลังกลุ่มทุนมืดที่คุณกำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ครับ... สิ่งนี้จะช่วยเปิดโปงความเน่าเฟะของพวกเขาได้ทั้งหมด" รินรดาถึงกับนิ่งอึ้ง "ทำไมคุณถึงยอมช่วยฉันคะ? ทั้งที่คุณเคยเป็นคนของพวกเขา..." ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด "เพราะผมไม่อยากตายไปพร้อมกับความรู้สึกผิดที่เห็นคนบริสุ
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนักในเช้าวันใหม่ บรรยากาศรอบองค์กรการกุศลดูเงียบเหงา แต่ภายในอาคารกลับมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ รินรดาที่กำลังจัดเตรียมเอกสารเคสผู้เสียหายในมือ ต้องชะงักเมื่อเห็นแพรวเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "ริน! มีปัญหาใหญ่แล้วค่ะ" แพรวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางวางแท็บเล็ตลงตรงหน้า "มีข่าวหลุดออกมาว่าองค์กรของเรากำลังถูกกดดันจากกลุ่มทุนมืดที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับอนันต์ พวกเขาพยายามจะบีบให้เราปิดตัวลงโดยการสร้างหลักฐานเท็จเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของบัญชีการเงิน!" รินรดารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่าง ความรู้สึกหวาดกลัวที่เคยฝังรากลึกในอดีตเกือบจะประทุขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมาให้มั่นคง "ใจเย็นๆ นะแพรว เรื่องบัญชีเราทำทุกอย่างโปร่งใสมาตลอด แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมีข่าวแบบนี้ออกมาได้?" "เหมือนเขาจะใช้เครือข่ายเก่าๆ ของอนันต์ที่ยังหลงเหลืออยู่ภายนอกคุกค่ะ พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของเรา เพื่อที่ผู้หญิงที่ได้รับความช่วยเหลือจากที่นี่จะได้ไม่กล้าเข้ามาปรึกษาอีกต่อไป" แพรวอธ







