Se connecterวันเวลาหมุนผ่านไปราวกับติดปีกบิน ทว่าภายใต้ชายคาคฤหาสน์หรูหลังใหญ่แห่งนี้ บรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยความลับอันดำมืดและเร่าร้อนที่ถูกซ่อนไว้ลับหลังประธานใหญ่อย่างอนันต์
หลังจากบ่ายวันนั้นที่ห้องทำงาน ความสัมพันธ์ต้องห้ามระหว่างอาสะใภ้สาวอย่าง รินรดา และหลานชายหนุ่มอย่าง ภัทร ก็ถลำลึกจนยากจะถอนตัว ราวกับคนสองคนที่ติดอยู่ในเขาวงกตแห่งตัณหา ยิ่งรู้ว่าผิดศีลธรรมและอันตรายมากเท่าไหร่ ความต้องการในรสสัมผัสของกันและกันกลับยิ่งทวีคูณมากขึ้นเป็นเท่าตัว พฤติกรรมมักมากของอนันต์ยังคงดำเนินไปตามปกติ ชายวัยกลางคนยังคงกลับบ้านดึกดื่นหรือบางคืนก็หายหน้าไปเลยพร้อมกลิ่นน้ำหอมแปลกๆ ของผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า ทว่ารินรดาในวันนี้ไม่ได้นั่งร้องไห้ฟูมฟายอีกต่อไปแล้ว ความอ้างว้างขื่นขมในใจของเธอถูกแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นระทึกใจ ทุกครั้งที่รถสปอร์ตของสามีแล่นพ้นประตูรั้วคฤหาสน์ไป มันคือสัญญาณเริ่มต้นชั่วโมงสวรรค์ของเธอกับภัทร ค่ำคืนนี้ก็เช่นกัน... อนันต์โทรมาบอกสั้นๆ ว่ามีนัดดื่มกับนักลงทุนต่างชาติและคงจะค้างคืนที่เพ้นท์เฮ้าส์ใจกลางเมือง บรรยากาศในคฤหาสน์หลังใหญ่เงียบสงัดลงหลังจากคนรับใช้แยกย้ายกันไปพักผ่อนที่เรือนคนงาน รินรดาในชุดคลุมผ้าซาตินเนื้อนุ่มสีแดงเพลิงก้าวเดินลงมาจากชั้นบนอย่างเงียบเชียบ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านเล็กน้อยด้วยความรู้สึกปะปนกันระหว่างความกลัวและความโหยหา เธอไม่ได้มุ่งหน้าไปที่ห้องนอน แต่จุดหมายคือห้องครัวฝรั่งขนาดใหญ่ที่อยู่ชั้นล่าง คอที่แห้งผากทำให้เธอต้องการน้ำเย็นๆ สักแก้วเพื่อดับความรุ่มร้อนในอก ทว่าทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้าไปในความมืดที่มีเพียงแสงไฟสลัวจากตู้เย็นขนาดใหญ่ อ้อมแขนแกร่งที่คุ้นเคยก็โอบหมับเข้าที่เอวคอดกิ่วจากทางด้านหลังทันที! "อุ้ย! ภัทร..." รินรดาอุทานเสียงแผ่ว พลางเบี่ยงหน้าหลบเมื่อริมฝีปากหยักร้อนของหลานชายสามีซุกไซ้ลงมาที่ซอกคอขาวระหงอย่างรวดเร็ว "ผมมารออารินตั้งนานแล้วครับ" ภัทรกระซิบเสียงพร่า กลิ่นสบู่หอมอ่อนๆ จากผิวกายหนุ่มฉกรรจ์และแรงอารมณ์ที่แผ่ออกมาทำให้รินรดาหัวใจเต้นรัว "คืนนี้น้าอนันต์ไม่กลับบ้านใช่ไหมครับ" "ค่ะ... คุณอนันต์บอกว่าจะค้างที่คอนโด" รินรดาตอบ พลางพยายามขยับกายประท้วง "แต่ภัทรคะ... ตรงนี้ห้องครัวนะ เกิดคนใช้ตื่นมากลางดึกจะทำยังไง" "ไม่มีใครมาหรอกครับอาริน ตอนนี้เป็นเวลาของผมกับคุณ" ภัทรไม่ฟังเสียงทัดทาน ชายหนุ่มจัดการพลิกคว้าตรึงร่างบางของอาสะใภ้ให้หันหน้าเข้าหาเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนตัวยาวกลางห้องครัว มือหนาเอื้อมไปเปิดไฟวอร์มไลท์สีส้มสลัวที่ซ่อนอยู่ใต้ตู้ลอยตู้กับข้าว แสงไฟอ่อนๆ ส่องกระทบให้เห็นใบหน้าหวานที่แดงซ่านและแววตาที่เต็มไปด้วยความต้องการไม่แพ้กัน ฝ่ามือหนาอันร้อนผ่าวของภัทรไม่ปล่อยให้เสียเวลา เขาแหวกสาบเสื้อคลุมผ้าซาตินของเธอออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าไร้สิ่งปราศจากอาภรณ์ชิ้นใน รินรดาไม่ได้สวมบราหรือแพนตี้มาตั้งแต่อยู่บนห้องนอน ราวกับว่าลึกๆ ในใจเธอก็เตรียมพร้อมสำหรับค่ำคืนนี้อยู่แล้ว "สวยเหลือเกินครับ... รินของคุณเนียนไปทั้งตัวเลย" ภัทรครางขรึมในลำคอ ดวงตาคู่คมวาววับด้วยไฟตัณหา ยามจ้องมองทรวงอกอวบอิ่มชูชันคู่สวยที่กระเพื่อมไหว ชายหนุ่มก้มลงบดจูบปากบางอย่างหนักหน่วง เรียวลิ้นร้อนชอนไชพัวพันควานหาความหวานอย่างดุดัน รินรดาครางอื้ออึง สองมือเรียวยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่ง ดึงรั้งเขาให้เบียดกระแซะเข้ามาจนร่างกายไม่มีช่องว่างให้อากาศไหลผ่าน ภัทรเลื่อนริมฝีปากลงมาต่ำ ขบเม้มยอดอกสีหวานระรัว ลิ้นหนาตวัดเลียดูดดื่มราวกับทารกผู้หิวกระหาย สลับกับการใช้มือหนาบีบเค้นสะโพกมนและต้นขาเนียนละเอียดจนเกิดรอยนิ้วมือจางๆ ความเสียวซ่านแล่นริ้วสู่ใจกลางความเป็นหญิงจนรินรดาบิดเร้ากายไปมาบนเคาน์เตอร์หินอ่อนอันเย็นเยียบ ความต่างระหว่างความเย็นของหินและความร้อนจากผิวกายของภัทรยิ่งกระตุ้นอารมณ์ให้กระเจิดกระเจิง "ภัทร... อารินไม่ไหวแล้ว... อ๊า... ตรงนั้น..." หญิงสาวครางกระเส่าเมื่อมือหนาของหลานชายเลื่อนลงต่ำ แทรกลึกเข้าไปบดขยี้จุดกึ่งกลางลำตัวที่บัดนี้ฉ่ำแฉะหลั่งน้ำหวานออกมาจนเปียกชุ่มเยิ้ม "ใจเย็นๆ ครับอาริน คืนนี้เรามีเวลาทั้งคืน" ภัทรผละออกเล็กน้อยเพื่อปลดกางเกงนอนของตัวเองลงไปกองที่ต้นขา เผยให้เห็นแก่นกายชายความเป็นบุรุษที่ตื่นตัวเต็มที่ ขยายใหญ่จนเส้นเลือดปูดโปน ร้อนผ่าวราวกับท่อนเหล็กที่เพิ่งลนไฟ ชายหนุ่มจับร่างของอาสะใภ้ให้นั่งราบลงบนเคาน์เตอร์บาร์ ดึงขาเรียวสวยทั้งสองข้างให้แยกออกกว้างแล้วยกขึ้นพาดบ่าแกร่งของเขาไว้ ท่วงท่าที่เปิดเปลือยและน่าอายทำเอารินรดาต้องยกมือขึ้นปิดหน้า "ภัทร... อย่ามองแบบนั้น อารินอาย..." "ไม่ต้องอายครับอาริน คุณเป็นของผม... ทุกส่วนของคุณมันเป็นของผม" พูดจบ ภัทรก็กระแทกสะโพกสอบเข้าหาเธออย่างรุนแรงและรวดเร็วทีเดียวจนสุดทางรัก! สวบ! "กรี๊ดดด! อื้อ..." รินรดาร้องอุทานลั่น ดีที่ฝ่ามือหนาของภัทรเอื้อมมาปิดปากเธอไว้ได้ทันท่วงที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง น้ำตาเล็ดด้วยความจุกและเสียวสะท้าน ความยิ่งใหญ่และคับแน่นตรึงอยู่ภายในช่องท้องน้อยจนเธอแทบหายใจไม่ทัน ร่างบางสั่นสะท้านไปตามแรงอารมณ์ ภัทรซีดปากครางยาว "ซี้ด... โคตรแน่นเลยริน ตอดดีชะมัด... อ่าส์..." ชายหนุ่มเริ่มขยับสะโพกสอบเข้าออกเป็นจังหวะที่หนักหน่วงและดุดัน แรงกระแทกกระทั้นซอยถี่รัวทำให้เกิดเสียงเนื้อกระทบกันดัง พั่บ พั่บ พั่บ สะท้อนก้องในห้องครัวฝรั่งอันเงียบสงัด จังหวะรักที่รุนแรงป่าเถื่อนแต่อัดแน่นไปด้วยความซาบซ่านทำให้รินรดาแอ่นสะโพกรับอย่างลืมตัว สองมือเปลี่ยนจากปิดหน้ามาจิกแน่นที่ลาดไหล่หนาของหลานชายเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยว สะโพกแกร่งยังคงทำหน้าที่บดขยี้อย่างต่อเนื่อง ยัดเยียดความสุขสมให้แก่อาสะใภ้สาวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ภัทรโน้มตัวลงมาจูบซับน้ำตาที่หางตาของเธอ พร้อมกับเร่งจังหวะให้เร็วและแรงขึ้นไปอีกเมื่อรับรู้ได้ถึงผนังเนื้อภายในที่บีบรัดตัวตนของเขาแน่นหน่วงเป็นจังหวะถี่ๆ สัญญาณว่ารินรดากำลังจะก้าวข้ามขอบสวรรค์ "ภัทร... ภัทรคะ... รินจะ... อ๊าาา!" "พร้อมกันครับริน... ซี้ด... อาริน!" ภัทรกระแทกเน้นๆ หนักๆ เข้าไปอีกสามสี่ครั้งติดต่อกัน ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะเกร็งกระตุก ปลดปล่อยหยาดน้ำรักสีขาวขุ่นอันร้อนผ่าวเข้าสู่ส่วนลึกของร่างกายอาสะใภ้สาวจนล้นทะลักออกมา รินรดากระตุกรัว เสร็จสมไซ้ซ่านตามชายหนุ่มไปในทันที ร่างบางอ่อนซบลงบนอกแกร่ง หายใจหอบเหนื่อยรวยรินท่ามกลางเสียงสายฝนภายนอกที่ยังคงตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย รสชาติของบาปหนาภายใต้ชายคาคฤหาสน์ดำเนินต่อไป... โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า คราบคาวราคีและกลิ่นอายแห่งตัณหานี้ จะกลายเป็นชนวนระเบิดเวลาที่รอวันทำลายล้างทุกสิ่งในอนาคตแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าทอดตัวผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของออฟฟิศองค์กรการกุศล สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บนโต๊ะทำงานของรินรดามีเพียงแจกันดอกไม้เล็กๆ กับแฟ้มเอกสารที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความสงบสุข ซึ่งเป็นความสงบที่เธอไม่ได้ไขว่คว้ามาด้วยเงินทองหรืออำนาจ แต่มันคือผลลัพธ์จากการเดินทางอันยาวนานผ่านความเจ็บปวดและการเรียนรู้ที่จะให้อภัย รินรดานั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอนึกถึงวันแรกๆ ที่เธอก้าวเข้ามาที่นี่ วันที่เธอยังเต็มไปด้วยความระแวงและบาดแผลในใจ วันที่เธอมองว่าตัวเองเป็นเพียงเหยื่อที่ถูกโชคชะตาขีดเขียน แต่ในวันนี้ เธอไม่ได้เป็นคนเดิมคนนั้นอีกต่อไป แพรวเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับแก้วกาแฟสองแก้ว เธอยิ้มให้รินรดาอย่างอ่อนโยน "วันนี้ดูท่าทางจะมีความสุขจังเลยนะคะ มีเรื่องดีอะไรหรือเปล่า?" รินรดารับกาแฟมาถือไว้พลางยิ้มตอบ "ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะแพรว แค่รู้สึกว่าวันนี้ท้องฟ้าสวยจัง และรินก็รู้สึกดีที่ได้ตื่นมาทำงานที่เรารัก... มันเป็นความสุขแบบเรียบง่ายที่รินไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยค่ะ"
สายลมยามเช้าพัดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของออฟฟิศองค์กรการกุศล รินรดายืนมองวิวเมืองที่เริ่มตื่นตัวไปกับวันใหม่ แสงอาทิตย์สีทองอ่อนๆ กระทบลงบนใบหน้าของเธอที่ดูสดใสและอิ่มเอิบกว่าช่วงเวลาไหนๆ ในชีวิต ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเรื่องราวของกลุ่มทุนมืดถูกเปิดโปง องค์กรของเธอก็ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากสังคมอย่างมหาศาล ความวุ่นวายที่เคยมีจางหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อผู้เดือดร้อนอย่างเต็มกำลัง เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น แพรวเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างกว่าปกติในมือถือเอกสารชุดหนึ่ง "รินคะ วันนี้มีเรื่องดีๆ จะแจ้งค่ะ" แพรววางเอกสารลงบนโต๊ะ "โครงการช่วยเหลือผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวที่เรายื่นเสนอไป ได้รับงบประมาณสนับสนุนเต็มจำนวนแล้วนะคะ แถมยังมีอาสาสมัครทนายความเก่งๆ ติดต่อเข้ามาช่วยเราอีกเพียบเลยค่ะ" รินรดาหันกลับมามองด้วยความดีใจ "จริงเหรอคะแพรว! นั่นเป็นข่าวดีที่สุดเลยนะ เราจะสามารถขยายการช่วยเหลือไปได้อีกหลายเคสเลย ความพยายามของพวกเราเริ่มเห็นผลแล้วนะ" "ใช่ค่ะ และที่สำคัญที่สุด.
ภายในเรือนจำความมั่นคงสูง อนันต์ในชุดนักโทษสีเทาหม่นกำลังนั่งอยู่บนพื้นห้องขังเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของนักโทษคนอื่นๆ ที่อยู่รายรอบ อำนาจที่เขาเคยมีอยู่ล้นมือบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความโดดเดี่ยวที่น่าสะพรึงกลัว ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความมืดมนในจิตใจของเขาก็ยิ่งขยายตัว ราวกับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความชั่วร้ายทั้งหมดที่เขาเคยกระทำไว้ "อนันต์... มีคนมาพบ" เสียงผู้คุมดังขึ้น พร้อมกับโซ่ตรวนที่กระทบกันเป็นจังหวะ อนันต์พยุงตัวขึ้นอย่างช้าๆ หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความหวังที่ริบหรี่ เขาคาดหวังว่าอาจจะมีลูกน้องเก่าสักคนที่ยังหลงเหลือความจงรักภักดีมาช่วยเหลือเขา แต่เมื่อเขามาถึงห้องเยี่ยม บุคคลที่นั่งรออยู่กลับไม่ใช่คนของเขา แต่เป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานปราบปรามคดีพิเศษ พร้อมด้วยแฟ้มเอกสารหนาปึกวางอยู่ตรงหน้า อนันต์นั่งลง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่เจ้าหน้าที่ "พวกแกมาทำอะไรอีก? จะมาเค้นความลับอะไรจากฉันอีกล่ะ ในเมื่อทุกอย่างที่ฉันมี พวกแกก็ยึดไปหมดแล้ว!" เจ้าหน้าที่ยิ้มอย่างเย็นชา ก่อน
ท้องฟ้าเหนือเรือนจำกลางวันนี้ดูหม่นหมองกว่าปกติ ก้อนเมฆสีเทาหนาทึบเคลื่อนตัวช้าๆ ราวกับจะตอกย้ำบรรยากาศที่แสนอึดอัดภายในกำแพงสูงใหญ่ รินรดายืนอยู่หน้าอาคารเยี่ยมญาติ มือของเธอกำกระเป๋าถือไว้แน่น แม้จะผ่านการตัดสินใจครั้งใหญ่มาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้มีความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างออกไป มันคือการตัดสินใจที่รินรดาเลือกทำเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อปิดฉากทุกความรู้สึกที่ยังค้างคาใจกับภัทร ผู้คุมพาเธอเดินเข้าไปในห้องเยี่ยมที่แบ่งกั้นด้วยกระจกหนา ภัทรนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่เขาเห็นรินรดา แววตาของเขาก็ไหววูบ ความรู้สึกผิด ความโหยหา และความยอมรับในชะตากรรมผสมปนเปกันอยู่บนใบหน้าของชายที่เคยมีชีวิตที่เพียบพร้อม แต่กลับสูญเสียทุกอย่างเพราะความหลงผิด รินรดานั่งลงและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู เสียงของเธอนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ฉันมาเพื่อบอกลาภัทร นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้คุยกัน" ภัทรมองผ่านกระจกใสด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสำนึก "ผมรู้ดีว่าผมไม่มีสิทธิ์ขอร้องอะไรคุณอีกแล้วริน แต่การที่คุณมาที
ท่ามกลางมรสุมที่รุมเร้าองค์กรการกุศลจากการโจมตีของกลุ่มทุนมืดที่พยายามทำลายชื่อเสียง รินรดาไม่ได้นั่งรอให้พายุพัดผ่านไปเฉยๆ ในขณะที่เธอกำลังรวบรวมหลักฐานทางการเงินที่โปร่งใสเพื่อเตรียมแถลงการณ์ครั้งใหญ่ โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นพร้อมกับเบอร์ติดต่อที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ "สวัสดีครับคุณริน... ผมทนายสมชายนะครับ" เสียงทนายผู้เคยรับใช้อดีตสามีของเธอและอนันต์ดังขึ้นผ่านสาย รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "สวัสดีค่ะคุณสมชาย มีเรื่องอะไรหรือคะ ถึงได้ติดต่อมาในเวลานี้?" "ผมมีบางอย่างที่อนันต์พยายามทำลายทิ้งไปแล้ว แต่โชคดีที่ผมแอบสำรองไว้ได้ มันเป็นแฟ้มบันทึกข้อมูลธุรกรรมลับและรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่หนุนหลังกลุ่มทุนมืดที่คุณกำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ครับ... สิ่งนี้จะช่วยเปิดโปงความเน่าเฟะของพวกเขาได้ทั้งหมด" รินรดาถึงกับนิ่งอึ้ง "ทำไมคุณถึงยอมช่วยฉันคะ? ทั้งที่คุณเคยเป็นคนของพวกเขา..." ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด "เพราะผมไม่อยากตายไปพร้อมกับความรู้สึกผิดที่เห็นคนบริสุ
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนักในเช้าวันใหม่ บรรยากาศรอบองค์กรการกุศลดูเงียบเหงา แต่ภายในอาคารกลับมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ รินรดาที่กำลังจัดเตรียมเอกสารเคสผู้เสียหายในมือ ต้องชะงักเมื่อเห็นแพรวเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "ริน! มีปัญหาใหญ่แล้วค่ะ" แพรวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางวางแท็บเล็ตลงตรงหน้า "มีข่าวหลุดออกมาว่าองค์กรของเรากำลังถูกกดดันจากกลุ่มทุนมืดที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับอนันต์ พวกเขาพยายามจะบีบให้เราปิดตัวลงโดยการสร้างหลักฐานเท็จเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของบัญชีการเงิน!" รินรดารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่าง ความรู้สึกหวาดกลัวที่เคยฝังรากลึกในอดีตเกือบจะประทุขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมาให้มั่นคง "ใจเย็นๆ นะแพรว เรื่องบัญชีเราทำทุกอย่างโปร่งใสมาตลอด แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมีข่าวแบบนี้ออกมาได้?" "เหมือนเขาจะใช้เครือข่ายเก่าๆ ของอนันต์ที่ยังหลงเหลืออยู่ภายนอกคุกค่ะ พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของเรา เพื่อที่ผู้หญิงที่ได้รับความช่วยเหลือจากที่นี่จะได้ไม่กล้าเข้ามาปรึกษาอีกต่อไป" แพรวอธ