Se connecterความลับไม่มีในโลก... ทว่าสำหรับคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงตัณหา คำกล่าวนี้กลับถูกมองข้ามไปด้วยความลุ่มหลง
หลังจากเหตุการณ์เร่าร้อนและระทึกใจในห้องเก็บของใต้บันไดสิ้นสุดลง ชีวิตภายใต้ชายคาคฤหาสน์หรูหลังใหญ่ก็ดูเหมือนจะดำเนินไปตามปกติในสายตาของคนภายนอก อนันต์ยังคงเป็นประธานบริหารผู้ทรงอิทธิพลที่บ้างานและบ้าตัณหานอกบ้าน รินรดายังคงเป็นสะใภ้แสนดีที่เงียบขรึม และภัทรก็ยังคงเป็นหลานชายกตัญญูที่ช่วยงานอาอย่างขยันขันแข็ง ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว... กระแสคลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ โดยเฉพาะ สายตา ของภัทรที่เริ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่สายตาของหลานชายที่มองอาสะใภ้ด้วยความเคารพอีกต่อไป แต่มันคือสายตาของบุรุษเพศที่จ้องมอง 'ผู้หญิงของตัวเอง' ด้วยความหึงหวงและแสดงความเป็นเจ้าของอย่างปิดไม่มิด ทุกครั้งที่อนันต์อยู่บ้าน หรือยามที่สามีภรรยาต้องออกงานสังคมร่วมกัน สายตาคมกริบคู่นั้นของภัทรจะคอยจับจ้องรินรดาอยู่จากมุมมืดเสมอ มันเป็นสายตาที่ทำให้รินรดารู้สึกหน้าร้อนผ่าวและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน เพราะเธอรู้ดีว่าภายใต้ความนิ่งสงบนั้น หลานชายตัวดีกำลังแผดเผาเธอด้วยไฟแห่งความปรารถนา เย็นวันหนึ่ง อนันต์กลับบ้านเร็วกว่าปกติเนื่องจากมีแขกผู้ใหญ่มาเยือน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมื้อค่ำเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเรื่องธุรกิจ รินรดานั่งอยู่ข้างกายสามี คอยตักอาหารและดูแลความเรียบร้อยตามหน้าที่ภรรยาที่ดี ทว่าจังหวะที่เธอกำลังเอื้อมมือไปหยิบเหยือกน้ำ อนันต์กลับยื่นมือมาจับหมับที่ข้อมือของเธอ "รินรดา... คืนนี้แต่งตัวสวยๆ หน่อยนะ หลังจบมื้อนี้ฉันจะพาเธอไปร่วมงานประมูลเพชรของเพื่อน" อนันต์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าฝ่ามือหนาหยาบกร้านของเขากลับลูบไล้ไปบนหลังมือของเธออย่างถือวิสาสะ มันเป็นสัมผัสจากสามีตามกฎหมาย แต่สำหรับรินรดาในตอนนี้ เธอกลับรู้สึกอึดอัดและอยากจะชักมือหนีตามสัญชาตญาณ หญิงสาวทำได้เพียงฝืนยิ้มบางๆ "ค่ะ คุณอนันต์" เคร้ง! เสียงช้อนซ้อมกระทบจานกระเบื้องราคาแพงดังขึ้นเบาๆ จากฝั่งตรงข้าม รินรดาสะดุ้งน้อยๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมอง ต้นเหตุมาจากภัทร ชายหนุ่มหนุ่มรุ่นหลานกำลังกำมีดและส้อมในมือแน่น นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นวาวโรจน์ไปด้วยเปลวไฟแห่งความหึงหวง สันกรามหนาขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน เขาจ้องมองมือของอนันต์ที่ยังคงจับแช่อยู่บนมือของรินรดาด้วยสายตาดุดันราวกับอยากจะเข้าไปกระชากออก รินรดาใจหายวาบ เธอรีบเนียนชักมือกลับมาวางบนตักของตัวเองทันที พยายามส่งสายตาอ้อนวอนไปให้ภัทรเพื่อขอร้องให้เขาเก็บอารมณ์ ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกทางจมูกเบาๆ ก่อนจะยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว ราวกับต้องการใช้น้ำเมาดับความรุ่มร้อนในอก หลังจากมื้ออาหารสิ้นสุดลง อนันต์แยกตัวไปโทรศัพท์เรื่องงานที่ห้องทำงาน ส่วนคนรับใช้ต่างแยกย้ายไปเคลียร์พื้นที่ในครัว รินรดาเดินเลี่ยงออกมาที่ห้องโถงกลางเพื่อเตรียมตัวขึ้นไปเปลี่ยนชุด ทว่ายังไม่ทันที่เท้าจะก้าวขึ้นบันได ร่างสูงใหญ่ของภัทรก็ก้าวเข้ามาขวางทางไว้ บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ "ภัทร... ถอยไปค่ะ เดี๋ยวน้าอนันต์มาเห็น" รินรดากระซิบเสียงสั่น พยายามจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่ชายหนุ่มกลับขยับกายกำยำมาดักหน้าไว้ทันควัน "ทำไมครับ? กลัวผัวคุณมาเห็นขนาดนั้นเลยเหรออาริน" ภัทรเอ่ยเสียงพร่าต่ำ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความประชดประชันและกรุ่นโกรธ สายตาคมเลื่อนลงมองริมฝีปากบางของอาสะใภ้อย่างหิวกระหาย "ภัทร! อย่าพูดจาประชดรินแบบนี้ซิคะ คุณก็รู้ว่าสถานะของเรามันเป็นยังไง" รินรดาเอ่ยเตือนสติ แววตาคู่สวยสั่นระริกด้วยความปวดใจ "สถานะเหรอครับ? สถานะอาสะใภ้กับหลานชายที่แอบสมสู่กันลับหลังผัวน่ะเหรอ!" ภัทรกระซิบชิดใบหูของเธออย่างดุดัน มือหนาเอื้อมไปคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเรียวแล้วออกแรงดึงเพียงครั้งเดียว ร่างบางก็ถลันเข้าหาแผงอกแกร่งอันร้อนผ่าวของเขา "เมื่อกี้บนโต๊ะอาหาร... ผมเห็นมันจับมือคุณ ผมแทบอยากจะลุกไปต่อยหน้ามันให้คว่ำ!" "ภัทรบ้าไปแล้วเหรอ! นั่นอานะคะ!" "อาแล้วไง! ในเมื่ออามันไม่เคยรักคุณ มันเห็นคุณเป็นแค่ของประดับบารมี แต่ผม... ผมรักคุณนะริน! ผมทนดูผู้ชายคนอื่นมาแตะต้องเนื้อตัวคุณไม่ได้ แม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นน้าแท้ๆ ของผมก็ตาม!" คำสารภาพอันป่าเถื่อนและเอาแต่ใจทำเอารินรดาอึ้งไป หัวใจดวงน้อยเต้นระทึกจนแทบหลุดออกมานอกอก ความหึงหวงของหลานชายหนุ่มคนนี้มันช่างรุนแรงและรุ่มร้อนเกินกว่าที่เธอจะรับมือไหว ภัทรไม่ปล่อยให้เธอได้คิดหาคำพูดด่าทอ ชายหนุ่มจัดการลากจูงร่างบางเข้าไปในมุมมืดซอกหลืบหลังผ้าม่านผืนหนาผืนใหญ่ใกล้บันได "อื้อ... ภัทร อย่า..." ริมฝีปากหยักพุ่งลงมาปิดปากบางอย่างรวดเร็วและรุนแรง รสจูบในครั้งนี้อัดแน่นไปด้วยความหึงหวงและบทลงโทษ ลิ้นหนาสอดแทรกเข้ามาพัวพัน กวาดต้อนความหวานอย่างดุดัน รินรดาครางประท้วงในลำคออื้ออึง สองมือน้อยทุบลงบนอกแกร่งพัลวันเพราะความหวาดกลัวว่าสามีจะเดินลงมาเห็น ทว่าสัมผัสอันเร่าร้อนของภัทรกลับทำลายความกลัวนั้นลงทีละน้อย กลิ่นอายบุรุษเพศอันคุ้นเคยปลุกตัณหาในกายสาวให้ตื่นเพลิดเพลิน ภัทรเลื่อนมือหนาลงมาถกกระโปรงชุดของเธอขึ้นอย่างชำนาญ ฝ่ามือร้อนผ่าวบีบเค้นเนื้อสะโพกมนอย่างหนักหน่วงจนรินรดาบิดกายเร้า ชายหนุ่มแทรกเข่าหนาเข้าตรงกลางระหว่างขาเรียว บดเบียดแก่นกายชายที่ตื่นตัวขยายใหญ่เต็มคราบผ่านเนื้อผ้าเข้าหากลางกายสาวอย่างจงใจ สัมผัสที่บดบี้ทำเอารินรดาเข่าอ่อนจนต้องเกาะบ่าแกร่งของเขาไว้แน่น "ซี้ด... อาริน... คุณเป็นของผม จำใส่หัวไว้ด้วย" ภัทรกระซิบสั่งชิดริมฝีปากเปรอะเปื้อน น้ำเสียงพร่าเลือนเต็มไปด้วยอำนาจตัณหา ชายหนุ่มอาศัยความมืดและมุมอับ สอดนิ้วแกร่งเข้าไปทักทายช่องทางรักที่เริ่มฉ่ำชื้นอย่างรวดเร็ว บดขยี้เน้นย้ำจนอาสะใภ้สาวตัวสั่นสะท้าน แอ่นสะโพกรับนิ้วของเขาอย่างลืมตัว เสียงครางแผ่วเบาดังเล็ดลอดออกมาจากผ้าม่านผืนหนา ยิ่งอันตราย ยิ่งเสี่ยงตาย สัมผัสกลับยิ่งกระตุ้นความดิบเถื่อนในใจของทั้งคู่ให้เตลิดเปิดเปิง "ภัทร... อ๊ะ... พอแล้วค่ะ... คุณอนันต์จะมาแล้ว..." รินรดาร้องห้ามเสียงสั่นเครือเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าแว่วมาจากทางห้องทำงาน ภัทรยอมถอนนิ้วและริมฝีปากออกช้าๆ ชายหนุ่มจัดเสื้อผ้าของอาสะใภ้ให้เข้าที่ด้วยแววตาของผู้ชนะ นัยน์ตาคมกริบจ้องมองใบหน้าหวานที่หอบหายใจถี่รัวและแดงซ่าน "คืนนี้... กลับมาจากงานประมูลเมื่อไหร่ ผมจะไปรอคุณที่ห้องนอนนะครับอาริน... ไปล้างตัวรอผมได้เลย" คำขู่แกมบังคับนั้นทิ้งท้ายไว้ ก่อนที่ภัทรจะผละกายเดินจากไปในความมืด ทิ้งให้รินรดายืนพิงผนังสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ความหวาดกลัวต่อบาปกรรมและความตื่นเต้นในรสสัมผัสต้องห้ามกำลังกัดกินจิตวิญญาณของเธอทีละน้อย... และสายตาที่เปลี่ยนไปของหลานชายคนนี้ กำลังจะพาวินาศสันตะโรมาสู่คฤหาสน์หลังนี้ในไม่ช้า!แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าทอดตัวผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของออฟฟิศองค์กรการกุศล สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บนโต๊ะทำงานของรินรดามีเพียงแจกันดอกไม้เล็กๆ กับแฟ้มเอกสารที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความสงบสุข ซึ่งเป็นความสงบที่เธอไม่ได้ไขว่คว้ามาด้วยเงินทองหรืออำนาจ แต่มันคือผลลัพธ์จากการเดินทางอันยาวนานผ่านความเจ็บปวดและการเรียนรู้ที่จะให้อภัย รินรดานั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอนึกถึงวันแรกๆ ที่เธอก้าวเข้ามาที่นี่ วันที่เธอยังเต็มไปด้วยความระแวงและบาดแผลในใจ วันที่เธอมองว่าตัวเองเป็นเพียงเหยื่อที่ถูกโชคชะตาขีดเขียน แต่ในวันนี้ เธอไม่ได้เป็นคนเดิมคนนั้นอีกต่อไป แพรวเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับแก้วกาแฟสองแก้ว เธอยิ้มให้รินรดาอย่างอ่อนโยน "วันนี้ดูท่าทางจะมีความสุขจังเลยนะคะ มีเรื่องดีอะไรหรือเปล่า?" รินรดารับกาแฟมาถือไว้พลางยิ้มตอบ "ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะแพรว แค่รู้สึกว่าวันนี้ท้องฟ้าสวยจัง และรินก็รู้สึกดีที่ได้ตื่นมาทำงานที่เรารัก... มันเป็นความสุขแบบเรียบง่ายที่รินไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยค่ะ"
สายลมยามเช้าพัดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของออฟฟิศองค์กรการกุศล รินรดายืนมองวิวเมืองที่เริ่มตื่นตัวไปกับวันใหม่ แสงอาทิตย์สีทองอ่อนๆ กระทบลงบนใบหน้าของเธอที่ดูสดใสและอิ่มเอิบกว่าช่วงเวลาไหนๆ ในชีวิต ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเรื่องราวของกลุ่มทุนมืดถูกเปิดโปง องค์กรของเธอก็ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากสังคมอย่างมหาศาล ความวุ่นวายที่เคยมีจางหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อผู้เดือดร้อนอย่างเต็มกำลัง เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น แพรวเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างกว่าปกติในมือถือเอกสารชุดหนึ่ง "รินคะ วันนี้มีเรื่องดีๆ จะแจ้งค่ะ" แพรววางเอกสารลงบนโต๊ะ "โครงการช่วยเหลือผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวที่เรายื่นเสนอไป ได้รับงบประมาณสนับสนุนเต็มจำนวนแล้วนะคะ แถมยังมีอาสาสมัครทนายความเก่งๆ ติดต่อเข้ามาช่วยเราอีกเพียบเลยค่ะ" รินรดาหันกลับมามองด้วยความดีใจ "จริงเหรอคะแพรว! นั่นเป็นข่าวดีที่สุดเลยนะ เราจะสามารถขยายการช่วยเหลือไปได้อีกหลายเคสเลย ความพยายามของพวกเราเริ่มเห็นผลแล้วนะ" "ใช่ค่ะ และที่สำคัญที่สุด.
ภายในเรือนจำความมั่นคงสูง อนันต์ในชุดนักโทษสีเทาหม่นกำลังนั่งอยู่บนพื้นห้องขังเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของนักโทษคนอื่นๆ ที่อยู่รายรอบ อำนาจที่เขาเคยมีอยู่ล้นมือบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความโดดเดี่ยวที่น่าสะพรึงกลัว ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความมืดมนในจิตใจของเขาก็ยิ่งขยายตัว ราวกับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความชั่วร้ายทั้งหมดที่เขาเคยกระทำไว้ "อนันต์... มีคนมาพบ" เสียงผู้คุมดังขึ้น พร้อมกับโซ่ตรวนที่กระทบกันเป็นจังหวะ อนันต์พยุงตัวขึ้นอย่างช้าๆ หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความหวังที่ริบหรี่ เขาคาดหวังว่าอาจจะมีลูกน้องเก่าสักคนที่ยังหลงเหลือความจงรักภักดีมาช่วยเหลือเขา แต่เมื่อเขามาถึงห้องเยี่ยม บุคคลที่นั่งรออยู่กลับไม่ใช่คนของเขา แต่เป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานปราบปรามคดีพิเศษ พร้อมด้วยแฟ้มเอกสารหนาปึกวางอยู่ตรงหน้า อนันต์นั่งลง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่เจ้าหน้าที่ "พวกแกมาทำอะไรอีก? จะมาเค้นความลับอะไรจากฉันอีกล่ะ ในเมื่อทุกอย่างที่ฉันมี พวกแกก็ยึดไปหมดแล้ว!" เจ้าหน้าที่ยิ้มอย่างเย็นชา ก่อน
ท้องฟ้าเหนือเรือนจำกลางวันนี้ดูหม่นหมองกว่าปกติ ก้อนเมฆสีเทาหนาทึบเคลื่อนตัวช้าๆ ราวกับจะตอกย้ำบรรยากาศที่แสนอึดอัดภายในกำแพงสูงใหญ่ รินรดายืนอยู่หน้าอาคารเยี่ยมญาติ มือของเธอกำกระเป๋าถือไว้แน่น แม้จะผ่านการตัดสินใจครั้งใหญ่มาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้มีความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างออกไป มันคือการตัดสินใจที่รินรดาเลือกทำเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อปิดฉากทุกความรู้สึกที่ยังค้างคาใจกับภัทร ผู้คุมพาเธอเดินเข้าไปในห้องเยี่ยมที่แบ่งกั้นด้วยกระจกหนา ภัทรนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่เขาเห็นรินรดา แววตาของเขาก็ไหววูบ ความรู้สึกผิด ความโหยหา และความยอมรับในชะตากรรมผสมปนเปกันอยู่บนใบหน้าของชายที่เคยมีชีวิตที่เพียบพร้อม แต่กลับสูญเสียทุกอย่างเพราะความหลงผิด รินรดานั่งลงและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู เสียงของเธอนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ฉันมาเพื่อบอกลาภัทร นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้คุยกัน" ภัทรมองผ่านกระจกใสด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสำนึก "ผมรู้ดีว่าผมไม่มีสิทธิ์ขอร้องอะไรคุณอีกแล้วริน แต่การที่คุณมาที
ท่ามกลางมรสุมที่รุมเร้าองค์กรการกุศลจากการโจมตีของกลุ่มทุนมืดที่พยายามทำลายชื่อเสียง รินรดาไม่ได้นั่งรอให้พายุพัดผ่านไปเฉยๆ ในขณะที่เธอกำลังรวบรวมหลักฐานทางการเงินที่โปร่งใสเพื่อเตรียมแถลงการณ์ครั้งใหญ่ โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นพร้อมกับเบอร์ติดต่อที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ "สวัสดีครับคุณริน... ผมทนายสมชายนะครับ" เสียงทนายผู้เคยรับใช้อดีตสามีของเธอและอนันต์ดังขึ้นผ่านสาย รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "สวัสดีค่ะคุณสมชาย มีเรื่องอะไรหรือคะ ถึงได้ติดต่อมาในเวลานี้?" "ผมมีบางอย่างที่อนันต์พยายามทำลายทิ้งไปแล้ว แต่โชคดีที่ผมแอบสำรองไว้ได้ มันเป็นแฟ้มบันทึกข้อมูลธุรกรรมลับและรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่หนุนหลังกลุ่มทุนมืดที่คุณกำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ครับ... สิ่งนี้จะช่วยเปิดโปงความเน่าเฟะของพวกเขาได้ทั้งหมด" รินรดาถึงกับนิ่งอึ้ง "ทำไมคุณถึงยอมช่วยฉันคะ? ทั้งที่คุณเคยเป็นคนของพวกเขา..." ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด "เพราะผมไม่อยากตายไปพร้อมกับความรู้สึกผิดที่เห็นคนบริสุ
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนักในเช้าวันใหม่ บรรยากาศรอบองค์กรการกุศลดูเงียบเหงา แต่ภายในอาคารกลับมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ รินรดาที่กำลังจัดเตรียมเอกสารเคสผู้เสียหายในมือ ต้องชะงักเมื่อเห็นแพรวเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "ริน! มีปัญหาใหญ่แล้วค่ะ" แพรวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางวางแท็บเล็ตลงตรงหน้า "มีข่าวหลุดออกมาว่าองค์กรของเรากำลังถูกกดดันจากกลุ่มทุนมืดที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับอนันต์ พวกเขาพยายามจะบีบให้เราปิดตัวลงโดยการสร้างหลักฐานเท็จเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของบัญชีการเงิน!" รินรดารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่าง ความรู้สึกหวาดกลัวที่เคยฝังรากลึกในอดีตเกือบจะประทุขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมาให้มั่นคง "ใจเย็นๆ นะแพรว เรื่องบัญชีเราทำทุกอย่างโปร่งใสมาตลอด แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมีข่าวแบบนี้ออกมาได้?" "เหมือนเขาจะใช้เครือข่ายเก่าๆ ของอนันต์ที่ยังหลงเหลืออยู่ภายนอกคุกค่ะ พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของเรา เพื่อที่ผู้หญิงที่ได้รับความช่วยเหลือจากที่นี่จะได้ไม่กล้าเข้ามาปรึกษาอีกต่อไป" แพรวอธ







