Mag-log in“เชิญๆ” พูดเสร็จก็ผายมือโต๊ะอาหารยาวพร้อมอาหารก็ปรากฏขึ้นใต้ต้นไม้ใหญ่
“เชิญๆ นั่งก่อน” หลี่เลี่ยงเฟิ่งเอ่ยผายมือ
“นี่ท่านอาศัยอยู่ในเรือนที่ตกทอดแบบนี้มาตลอดเลยหรอ” เจ้าวั่งซูเอ่ยถาม
“จริงๆ แล้ว ข้าคือรุ่นแรก ยังไม่มีการสืบทอดกระจกแห่งภพฝัน ข้าคือคนดูแลแต่เพียงผู้เดียว เคยมีคนมาฝึกเผื่อจะรับช่วงต่อแต่ดูเหมือนพวกเค้ายังไม่มีความสามารถในการเข้าถึงภพฝัน ข้าคิดว่าคงเป็นข้านี่แหละที่ต้องดูแลไปอีกร้อยปีพันปี” หลี่เหลี่ยงเฟิงเล่า
“แล้วทำไมท่านไม่แก่ชรา เอ่อ ข้าขออภัย” เจ้าวั่งซูเผลอหลุดปาก
“ฮ่าๆๆ! ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจ จริงแล้วมันเกิดขึ้นไม่นานหลังจากข้ามาอยู่ ข้าได้ฝึกวิชา บำเพ็ญตน เพื่อเชื่อมต่อและเข้าสู่ภพฝันหวังเพื่อจะเข้าใจทุกสิ่งในภพนั้นและยึดโยงภพนั้นเข้าเสมือนเป็นส่วนเดียวกัน และวันหนึ่งข้าก็เหมือนเจออาจารย์สองคน ท่านเป็นเทพเซียนจากบนสวรรค์เมตตาชี้นำทางข้า พวกท่านสอนทุกอย่างเกี่ยวกับภพฝันแห่งความเงียบงันให้ข้า การใช้พลังภพฝันนามธรรมและรูปธรรม การสื่อสาร การผนวกรวม การรักษาสมดุลแห่งภพ และรวมถึงสิ่งพวกนี้ภายในห้องที่พวกท่านเห็น ก็คือสิ่งที่เหล่าอาจารย์มอบให้ข้าและสอนข้ามาตลอด ข้าเหมือนอยู่ในภพฝันแห่งความเงียบงันอย่างแท้จริงอย่างแท้จริง ข้าไม่เข้าใจ ข้าเป็นเพียงมุนษย์ที่ไม่มีพลังจักรา แต่ข้าช่างโชคดีสามารถฝึกฝนจนใช้พลังได้ไม่ต่างจากเทพจากภพสวรรค์ และ พลังจักรามากมายจากภพฝัน และที่สำคัญอีกอย่างในฐานะปปรมาจารย์ที่จะมาสอนศิษย์ทุกคน ข้าเข้าใจหลัก และ ธรรมชาติของภพฝันแห่งความเงียบงันได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่น” หลี่เหลี่ยงเฟิงเล่าแบบภูมิใจในความสามารถของตนและนับถือผู้เป็นจารย์
“ที่ท่านมีพลังจักราก็เพราะภพต้นกำเนิดท่านคือภพสววรค์และภพฝันแห่งความเงียบงัน ไม่ใช่ภพมนุษย์ และ อาจารย์ของท่านสองคนที่ว่าเป็นเทพเซียนจริงแล้ว....” เจ้าวั่งซูกล่าว
“เอ๊ะ! อะไรนะ ทำไมถึงกล่าวว่าข้าไม่ใช่มนุษย์ และ พวกท่านรู้จักอาจารย์ของข้าหรอ ข้าเคยเห็นแต่หน้า แต่ว่าแต่ละครั้งที่มาหน้าก็สลับสับเปลี่ยนไปไม่เคยซ้ำกัน และ พอข้าตื่นมาหน้านั้นก็ลืมหายไป พวกท่านรู้หรอว่าอาจารย์ทั้งสองของข้าคือใคร พวกท่านเป็นใครมาจากไหน ได้โปรดบอกข้าด้วย” หลี่เหลี่ยงเฟิ่งร้อนใจพูดแทรก
“อาจารย์ของท่านคือเจ้าภพฝันแห่งความเงียบงัน ยักษ์ถูหลันและเทพธิดาเม่งเซี๊ยะในตำนาน แต่พวกเค้ามีตัวตนอยู่จริง และพวกข้าก็พึ่งได้มีโอกาสพบพวกเค้า และ ได้รับการไหว้วานให้นำสาส์นมาให้ท่านโดยการพาท่านไปพบ พวกเค้ารอท่านอยู่ท่านอยากจะไปไม๊” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถาม
“จริงหรอเนี๊ยะ! ข้าอธิษฐานทุกวันให้ได้พบพวกท่านแต่ก็ไม่เคยได้รับการตอบกลับ ไม่น่าเชื่อเลย แท้จริงแล้วท่านอาจารย์ไม่ใช่เซียนจากสวรรค์ชั้นฟ้าที่ไหนแต่กลับเป็นเจ้าแห่งภพฝันนี่เอง และ ข้าต้องไปที่ใด ทำไมพวกท่านถึงสื่อผ่านท่าน และ ให้นำมาบอกข้า ทำไมไม่พบข้าเอง แล้วพวกท่านอยากพบข้าด้วยเรื่องอะไร” หลี่เหลี่ยงเฟิ่งเล่าและถามอย่างตื่นเต้นและอยากรู้ไปหมด
“ใจเย็นก่อนท่าน เรื่องรายละเอียดเหล่านี้ เดี๋ยวท่านเจอหน้าพวกเค้าก็ควรไตร่ถามเอง แต่เรื่องสำคัญที่พวกข้าต้องถามความสมัครใจท่านก่อนคือ” เจ้าวั่งซู่หยุด เหลี่ยงเฟิ่งมองตั้งใจรอฟัง บรรยากาศเงียบตึงเครียด
“แท้จริงแล้ว ยักษ์ถูหลันและเทพธิดาเม่งเซี๊ยะนอกจากจะเป็นอาจารย์แล้ว พวกท่านยังเป็นบิดามารดาผู้ให้กำเนิดท่าน นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมภพกำเนิดที่แท้จริงของท่านไม่ใช่ภพมนุษย์ ท่านพ่อท่านแม่ท่านอยากพบท่านมาก ส่วนในรายละเอียดเมื่อไปถึงแล้วก็ขอให้คุยกันเอง ท่านจะว่าอย่างไร” ฮวาเฟยฟาเอ่ยสงบ
“อะไรนะ! ไม่จริงหน่ะ! ท่านอาจารย์คือเจ้าแห่งภพฝัน และ แท้จริง คือท่านพ่อท่านแม่ของข้า ข้าคิดมาตลอดว่าพวกเค้าทอดทิ้งข้าไปเพราะข้ามันไร้ความสามารถ จนมาเจออาจารย์ที่เมตตาและสอนข้าทุกอย่างจนข้าได้ก้าวมาเป็นปรมาจารย์” เหลี่ยงเฟิงพูดน้ำตาไหลพราก
“ไม่ใช่แค่ไม่ได้ทอดทิ้ง แต่ยังอยู่กับท่านทุกช่วงชีวิต สอนท่านให้กล้าแกร่งมาตลอด หลายร้อยปีนี้ไม่เคยห่างไปไหนเลย” เจ้าวั่งซูพูดพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
หลี่เหลี่ยงเฟิ่งร้องไห้โฮด้วยความอัดอั้นและปิติ “ได้โปรด ท่านทั้งสองได้โปรดพาไปพบท่านพ่อท่านแม่ของข้าด้วยเถิด” หลี่เหลี่ยงเฟิ่งคุกเข่าคำนับ
“เดี่ยวใจเย็น พาไปสิ พาไปแน่ถึงได้มาหามาถาม ท่านไม่ต้องทำแบบนี้” เจ้าวังซูกล่าวพร้อมประคองเหลี่ยงเฟิงยืนขึ้น และ คิดในใจว่า “นี่ข้าจะอายุสั้นอีกไม๊เนี๊ยะ วันหนึ่งๆ คนคำนับหลายสิบ เห้อ”
“ตอนนี้ภพฝันปรากฏทับซ้อนกับภพมนุษย์ บริเวณปาเขาหลังสำนักลึกเข้าไป ที่สำนักมีการร่ายอาคมป้องกันมากมาย ข้าเชื่อว่าสิ่งแปลกปลอมไม่ย่างกรายมา ไปเถอะ พวกเราไปพบท่านพ่อท่านแม่ของท่านที่นั่น พวกเค้ารอท่านอยู่” ฮวาเฟยฟากล่าวสงบ
พูดจบทั้งสามคนก็ได้พากันออกไป ลงเขาและลัดเลาะเข้าป่าหลังสำนักและตรงไปยังปากถ้ำทางเข้าสู่ภพฝัน พอใกล้ปากทางก็มีพวกจิตภูติเปล่งลำแสงรอต้อนรับตรงปากทางเข้ากิ่งเถาวัลย์เริ่มเปิดออกให้เห็นปากทางเข้าถ้ำพร้อมเหล่าจิตภูติเปล่งประกายแสงระยิบระยับนำทาง หลี่เหลี่ยงเฟิ่งมองตาค้างถึงความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นตรงนั้น
เจ้าวั่งซูทำหน้าแบบเข้าใจ และคิดว่า “ก็ไม่ต่างจากข้าที่มาครั้งแรก” ละนึกขำในใจ
เมื่อเข้าไปถึงด้านในทั้งสามก็บินตรงตามแสงของเหล่าจิตภูติที่นำทาง ไม่นานมากจนไปก็ถึงยังจุดหมาย บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
“นี่แหล่ะคือจุดเชื่อมระหว่างภพฝันแห่งความเงียบงัน และ ภพมนุษย์ ข้าคิดว่าบ่อน้ำนี้อีกหนึ่งทางเชื่อสู่ทุกภพ เป็นทางที่ต้องถูกปิด” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
หลี่เหลี่ยงเฟิ่ง น้ำตารื้น ชันเข่าลงก้มคำนับบริเวณปากบ่อ “นี่หรอ คือที่ที่ท่านพ่อท่านแม่ข้าอยู่ ข้ามันลูกอกตตัญญู ทั้งๆ ที่พวกท่านอยู่ใกล้ข้าขนาดนี้และยังคอยสั่งสอนปกป้องข้ามาตลอด แต่ข้ากลับไม่เคยรู้และเอาแต่คิดว่าพวกท่านทอดทิ้งข้า ไม่ไยดีข้า ข้ามันลูกอกตัญญู”
ปากบ่อสว่างขึ้น ระยิบระยับห้อมล้อมด้วยกลุ่มภูติรวมตัวกระพือปีกเปล่งแสง บรรยากาศขมุกขมัวด้วยกลุ่มผงทรายแกะเงินแกะทอง พร้อมการปรากฏขึ้นของสองร่างท่ามกลางหมอกทราย เจ้าแห่งภพฝันทั้งสอง ถูหลันกับเม่งเซี๊ยะตื้นตันได้พบหน้าลูกโผเข้ากอดกันสามคน
“แม่ขอโทษลูก แม่จำเป็นต้องส่งลูกมาที่ภพมนุษย์และทำลายพลังเทพทั้งหมดของลูก เพื่อซ่อนตัวตน” เม่งเซี๊ยะกอดเหลี่ยงเฟิงน้ำตาอาบหน้าแก้มอิ่มสวยพร้อมเล่าความจำเป็น
“พ่อกับแม่ไม่กล้าข้ามภพมาเพื่อพบเจอลูกตัวเป็นๆ ดังนั้นจึงต้องจำแลงกายบิดเบือนฝัน เพราะมันเป็นหนทางเดียวที่เราจะได้เห็นและอยู่กับลูก แม้ว่าจะเป็นแค่ในความฝันก็ตาม” ถูหลันกล่าว
“ไม่เป็นไรเลยท่านพ่อท่านแม่ ข้าเองต่างหากที่เอาแต่คิดน้อยใจว่าพวกท่านทอดทิ้งข้า โดยหาเคยรับรู้ไม่ว่าท่านอยู่กับข้าและเฝ้ามองข้ามาตลอด และถึงแม้ข้าจะไม่มีพลังวิเศษเหมือนผู้ฝึกตนอื่นๆ แต่ด้วยวิธีและมนต์ที่ท่านสอนข้า มอบให้ข้า ก็สามารถทำให้ข้าได้กลายมาเป็น 1 ในปรมาจารย์ที่ยื่งใหญ่ของสำนักเก้าจักยุตกรา” เหลี่ยงเฟิ่งเล่าน้ำตาคลอ
ทันใดนั้นแสงสว่างก็แผ่ออกห่อหุ้มร่างกายของคนทั้งสามไว้สว่างโร่
“แสงรูปกลีบดอกบัวนี่มัน “คำสาปสะกดร่าง” แต่กลีบที่ห่อหุ้มนี่มีรอยปลิแยกออก หรือว่าการที่เค้าทั้งสามเจอกันมันคือการคลายคำสาปทั้งหมด” เจ้าวั่งซูกล่าว
“คำสาปสะกดร่างจะหายสมบูรณ์แบบก็ต่อเมื่อคนลงคำสาปเป็นคนถอนมันด้วยตัวเองเท่านั้น” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“เจ้าหมายถึงเทพบนสวรรค์สักองค์ที่สาปพวกเค้าหรอ ข้าว่าน่าจะมาไม่ทันนะ กลีบดอกบัวกำลังจะปิดสนิท คำสาปจะคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยหวั่นใจ
“มียังพอมีทาง ด้วยลูกแก้วมังกรที่อยู่ในตัวชิงหลง มันสามารถล้างคำสาปได้ ไป่ชิงหลง” เฟยฟาเรียกสัตว์ภูติคู่ใจ ไป่ชิงหลงปรากฏตัวขึ้นพร้อมคลายแก้วมังกร สีฟ้าสว่างวาบออกจากปาก วางลงบนมือของฮวาเฟยฟา ฮวาเฟยฟาท่องมนต์ ส่งไข่มุกไปยังกลีบดอกบัว และ ร่ายมนตร์ “มนต์แก้วมังกรแห่งข้า จงปลดคำสาปร้ายที่พันธนาการพวกเค้าทั้งสาม จงอันตรธาน!” กลีบดอกบัวเริ่มคลายออกเผยให้เห็นคนทั้งสามที่ยังหมดสติในท่ากอดกันกลม กลีบดอกบัวเมื่อโดนไอจากแก้วมังกรชะล้าง คำสาปเริ่มจาง กลีบบานจนเปิดหมด คนทั้งสามได้ฟื้นคืนสติ และมองรอบๆ “นี่เกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา” หลี่เหลี่ยงเฟิงกล่าว
ดวงตาคู่งามของเม่งเซี๊ยะลืมขึ้นเผยให้เห็นดวงตาดำขลับเงาวงตากวาง นางช่างเป็นนคนที่งดงามนัก “วั่งซูคิดในใจ”
“ฮะ! นี่ข้า! นี่ข้าสามารถมองเห็นท่านแล้ว ถูหลัน ข้าข้า เห็น........” เม่งเซี๊ยะยังกล่าวไม่จบก็ต้องตกใจกับหน้าถูหลัน
“นี่ข้า! สามารถหันหน้ามาหาเจ้าได้ ยอดรักของข้า” ถูหลันดีใจที่ได้เห็นหน้าคนที่เค้ารักอีกครั้ง
“ท่านหน้าท่าน!” เม่งเซี๊ยะตะลึงหน้าชายคนรัก
“หน้าข้าทำไม หรอ” ถูหลันถาม พร้อมเอามือคลำใบหน้า
“ฮะ รูปกายมนุษย์ของข้าคืนมา คำสาปทั้งหมดคลายแล้ว” ถูหลันตะโกนเสียงดัง
“ถ้างั้นพลังของเจ้า ลูกเฟิง” เม่งเซี๊ยะเอ่ยหันไปทางลูกชาย หลี่เหลี่ยงเฟิงกำหนดจิตเร่งพลังจักรา ก้รู้สึกได้ถึงปราณเทพที่ไหล ในร่างกาย “ฮะ! จริงด้วยท่านพ่อท่านแม่ข้ามีพลังในร่างกายแล้วจริง” เหลี่ยงเฟิงเอ่ยประหลาดปนดีใจ
“ใช่พลังเทพที่ถูกสะกดไว้ก็กลับคืน พร้อมการจางหายของคำสาป” ถูหลันตอบลูกชาย
“นั่น! แสงข้างบนนั่นคือ “แก้วมังกร” ทั้งสามคนพูดพร้อมกัน “แก้วมังกรที่พันปีมีลูกเดียว และ ตกทอดสู่คุณชายตระกูลฮวา” ทั้งสามหันมาทาง ฮวาเฟยฟา และ เจ้าวั่งซู
“เป็นท่านองค์ชายมังกร ที่ช่วยพวกเรา ช่างเป็นบุญคุณใหญ่หลวงยิ่งนัก” ทั้งสามก้มคำนับ
“นั่นไงอีกละ” เจ้าวั่งซูหันมามองฮวาเฟยฟาและอมยิ้ม
“ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่พวกท่านพ่อแม่ลูกได้พบกันพร้อมหน้า จริงๆ แล้วคำสาปที่ติดตัวมาแต่ละคนไม่อาจหายไปได้นอกจากผู้ลงคำสาปเป็นคนถอน แต่มุกมังกรแห่งข้ามีหนึ่งในคุณสมบัติคือชะล้างคำสาป ถือเป็นวาสนาที่พวกเราได้พบ และช่วยเหลือกัน หลังจากนี้ขอท่านได้ผนึกภพฝันเข้ากระจกฝัน และ อย่าลืมปฏิบัติตามกฏและหน้าที่ที่พวกท่านได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัดอย่าให้กระเทือนถึงส่วนรวม ก็คงพอ ส่วนเรื่องเกิดขึ้นในวันนี้ ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องดี” ฮวาเฟยฟาเอ่ยยาว
“พวกข้าทั้งสามขอจดจำเป็นบุญคุณ หากวันหน้ามีเรื่องอะไรที่พวกข้าช่วยได้ยินดีตอบแทนพวกท่านอย่างเต็มใจ” ทั้งสามคารวะ
“เออ จริงด้วย ท่านหลี่เหลี่ยเฟิง ที่พวกข้าคุยกันคือ ให้เปลี่ยนภพฝันของจริงที่ท่านพ่อท่านแม่ท่านอยู่มาไว้ในกระจกแห่งฝันซะ เช่นนั้น พวกท่านก็จะไปหาสู่กันได้ผ่านกระจกฝัน โดยไม่ต้องละเมิดข้อห้ามในการเปิดปรตูสู่ภพ และ กระจกฝันเองก็ยังสามารถทำหน้าที่เป็นแบบเรียนให้กับสิ่งที่ท่านสอนศิษย์ได้ไม่ติดขัด” เจ้าวั่งซูกล่าว
“เป็นวิธี ที่วิเศษมาก เช่นนั้น ข้ากับท่านพ่อท่านแม่ พวกเราสามคนจะได้อยู่ร่วมกันไปตลอด” หลี่เหลี่ยงเฟิงกล่าวยิ้มกว้างด้วยความยินดี หันไป คุยกับพ่อแม่และเตรียมดำเนินการ
“ถ้างั้นพวกข้าไม่รบกวนพวกท่านพ่อแม่ลูกได้ใช้เวลาร่วมกัน และ จัดการเรื่องที่ต้องทำให้เสร็จ พวกข้าขอลา” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยกมือลา ฮวาเฟยฟายกมือลาตาม
“ข้าทั้งสามจะปฏิบัติตามที่ท่านทั้งสองชี้แนะอย่างเคร่งครัด ไม่ให้เกิดเหตุการณ์อะไรที่เป็นการผิดกฎธรรมชาติ พวกท่านโปรดอย่ากังวล” หลี่เหลียงเฟิงเอ่ยพร้อมคำนับ
“งั้นพวกเราขอส่งท่านตรงนี้ เดินทางปลอดภัย ” ถูหลันและเม่งเซี๊ยะกล่าวยิ้มน้ำตารื้นซึ้งในสิ่งที่ เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟาทำให้
“แล้วปกติการแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นมือปราบมารที่หุบเขาจินลู่ซี นี่มันมีการแข่งอะไรบ้าง” เจ้าวั่งซูเอ่ยถาม ขณะ ที่ปากก็กัดไก่คำโต และซดน้ำซุบไม่ขาด“การที่จะได้เป็นมือปราบมารต้องผ่านด่านทดสอบทั้งเก้ากระจก โดยปกติแล้ว จะมีแค่ปรมาจารย์กระจกนั้นๆ ที่สามารถทะลุผ่านข้าออกกระจกได้ ดังนั้นในการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันล้วนถูกคัดเลือกว่าแกร่งสุดอันดับหนึ่ง และ สอง เป็นตัวแทนจากแต่ละบ้านทั้งเก้ากระจก ซึ่งในแต่ละปีก็จะมีตัวแทนที่เหมาะสม มีแค่บ้านละคนมากสุดสองคนไม่เกินนี้ ดังนั้นในแต่ละปี จะมีผู้เข้าแข่งขันมากสุดไม่เกิน 18 คนส่วนในวิธีการคือ ปรมาจารย์ท่านนั้นจะใช้มนต์แบ่งจิตเข้าในร่างผู้เข้าแข่งขันเพื่อหลอกกระจกให้ปล่อยกายหยาบของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดเข้าไปในกระจกนั้นๆ ที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นภพเสมือนจริง แต่อย่างที่พวกเรารู้กันมาว่าเบื้องหลังกระจกคือเส้นทางสู่ภพภูมินั้นๆที่แท้จริง เมื่อเข้าไปแล้วผู้เข้าแข่งขันจะเจอศัตรูที่ทางปรมาจารย์เหล่านั้นตระเตรียมไว้ซึ่งเป็นศัตรูจริงๆ จากภพนั้น และทำการสู้รบโดยใช้วิชาและไหวพริบที่ตนฝึกฝนมา ต่อกรกับสิ่งมีชีวิตจากต่างภพ ถ้าคนไหนสามารถ
ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกัน คุยกัน คนนึงดีดผีผา อีกคนเป่าซวินดำสิบสองซุ่น ทำนองผสมผสานเข้ากัน เคล้าสุรา และอาบโฉลมแสงจันทร์กันทั้งคืน จนพล๊อยหลับหัวชนกัน อยู่ตรงบริเวณชานเรือนริมน้ำก่อนย่ำรุ่งเมื่อแสงอาทิดย์สาดแสงแยงตา เจ้าวั่งซูก็เริ่มรู้สึกตัว เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่เห็นคือดวงหน้าอันงดงามของฮวาเฟยฟาอยู่ตรงหน้า คนที่อยู่ตรงหน้ากำลังหลับ ผิวละเอียดขาวราวหิมะ พวงแก้มเแดงชมพูระเรื่อ วงตายาวระหงขนตายาวเข้มดำเป็นแพ ช่างงดงามไร้ที่ติราวกับเทพปั้น “แต่ก็เป็นเทพจริงๆ เนอะ” วังซูคิดกับตัวเองข้างในใจ ก่อนจะนอนมองจ้อง ดื่มด่ำ กับสิ่งมีชีวิตที่หลับเหมือนเด็กไร้พิษภัยอยู่ตรงหน้าแบบเคลิบเคลิ้ม และลืมตัวยื่นมือออกไป สัมผัสแก้มฮวาเฟยฟา มือที่ใหญ่นิ้วเรียวสวย สัมผัสใบหน้างดงาม“ข้าขอโทษนะที่ทิ้งให้เจ้าอยู่คนเดียว เจ้าจะรู้สึกเดียวดาย และเป็นทุกข์ขนาดไหนนะ ในยามที่ข้าตายจากไป ข้าหวังว่าจากนี้ไปข้าจะสามารถทำอะไรเพื่อเป็นการชดใช้ให้เจ้าได้บ้าง” เจ้าวั่งซูมองคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรัก ความรู้สึกผิด และบ่นเปรยออกมา“ก็มากอยู่ ที่ว่าจะชดใช้ ได้
“หลายปีหลังมานี้ ไม่ใช่แค่ที่หมู่บ้านชุนเทียนที่บรรยากาศวิปริตถูกปกคลุมด้วยฤดูใบไม้ร่วง แต่ใบไม้ที่ร่วงหล่นนี้ก็ติดตามตัวข้าไปทุกๆที่ ที่ข้าไป ดอกไม้ที่งดงาม ต้นไม้ที่เขียวชอุ่มกลับร่วงโรยทันตา ยามข้าแวะเวียนผ่าน ปกติฤดูสับเปลี่ยนเป็นเรื่องปกติ แต่ครั้นที่เกิดเหตุระเบิดครั้งนั้น ร่างเจ้าวั่งซูแตกสลาย และใจของข้าก็แตกสลายไปพร้อมกันเจ้าวั่งซูแแท้จริงแล้วเป็นบุตรแห่งปีศาจหมาป่าดำเจ้าแห่งปรภพผู้ควบคุมไฟ ในขณะที่มารดาเค้าคือเทพธิดาแห่งแสงจันทร์จากภพสวรรค ส่วนข้าพระบิดาคือเทพแสงอาทิตย์ และพระมารดาคือเทพธิดามังกร เจ้าวั่งซูเหยียบอยู่สามภพคือปรโลก มนุษย์ และสวรรค์ ในขณะที่ข้า ภพเดรัจฉาน มนุษย์ และสวรรค์ และเราทั้งสองคือผู้ถือครองศาตราที่แกร่ง และสำคัญที่สุดอย่างเคียวสู่ภพ และ ดาบสุสานมังกรดังนั้น แม้การระเบิดที่จัตุรัสเฟิงสุ่ย อาจสร้างรอยแตกร้าวระหว่างภพ และความสูญเสียต่อสรรพชีวิตมากมาย แต่ การแตกสลายของเราสองคน ก็มีส่วนหนักหนาไม่แพ้กันที่ทำให้ธรรมชาติบิดเบี้ยวอย่างชัดเจน สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ คล้ายว่าชะตาของเราสองเหมือนจะถูกผูกไว้กับฤดูใบไม้ร่วง ข้าจำได้ครั้งแรกที่มัน
“นี่ในอดีต กับการแค่เฟยเฟยสูญเสียความเป็นตัวเอง ก็กระทบ และวุ่นวายกันถึงสามภพ นี่องค์ชายแห่งมังกรช่างยิ่งใหญ่จริง แล้วสรุปพ่อแม่เฟยเฟยไปหาความทรงจำที่ไหนกัน” วั่งซูนึกคิดกับตัวเองก่อนที่ความทรงจำจะตัดภาพกลับมา ที่ห้องอาบน้ำบ้านตระกูลเจ้า“เอ๊ะ! นี่ข้ากลับมาปัจจุบันแล้วหรอ” เจ้าวั่งซูพูดกับตัวเองก่อนที่จะเห็นบรรดาบ่าวไพร่สกุลเจ้าเดินนำทาง เทพแห่งแสงอาทิตย์และเทพธิดาสี่เอ๋อเข้ามา “ไม่ใช่นี่คืออดีตแต่เป็นที่บ้านข้า ว่าแต่พวกเค้าเข้ามาทำอะไรในนี้” วั่งซูรีบเดินตามไปดูทั้งสองต่างแยกกัน และยืนจังก้าหน้ารูปปั้นกิเลนไฟ กับ หงส์ฟ้า ที่ยืนคายน้ำอยู่ ทั้งคู่ร่ายมนต์เรียกหาดวงจิตและยิงพลังไปที่รูปปั้น ดวงตาของกิเลนไฟและหงส์ฟ้าเปล่งสว่างฉับพลัน ดวงจิตกิเลน และ หงส์ ลอยขึ้นออกจากร่างบิน และ กระโดดเข้าหาซบคลอเคลียกัน“ฮะ! นั่น! ที่นั่งอยู่บนหลังหงส์คือเฟยเฟย ส่วนบนหลังกิเลน คุ้นคุ้น นั่นมันข้าหนิ! เอ๊ะ! ไม่ใช่หรือว่าจะเป็น ท่านปู่ทวดเจ้าวั่งซู ข้ากับท่านปู่ทวดหน้าตา น้ำเสียง แล
ทุกคนชลมุนวุ่นวายวิ่งกันไปมาทะลุผ่านตัวเจ้าวั่งซูไป องค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีแห่งสวรรค์ เรียกประชุมรวม เหล่าทวยเทพเทวดา และบรรดาเซียนเพื่อแก้วิกฤตที่เกิดขึ้น เรื่องราวความวิปริตของธรรมชาติไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ภพภูมิมนุษย์ แต่เป็นอีกสองภพต้นกำเนิดขององค์ชายและเผ่าพันธุ์มังกร ภพสวรรค์ และ ภพเดรัจฉาน ทั้งสองภพต่างได้รับแรงกระเพื่อมจากการแตกสลายขององค์ชายแห่งมังกรผู้ควบคุมกระแสน้ำทั้งสามภพ เจ้าวั่งซูรีบเดินตามเหล่าทวยเทพเซียนไปที่โถงศักดิ์สิทธิ์ประชุม เหล่าเทพเซียนมากมายเข้าแถวยืนเป็นระเบียบ สักพักองค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีแห่งสวรรค์ก็เสด็จออกมา“ตัวจริงก็ยังหนุ่มสาวนะเนี๊ยะ ทำไมพวกเทพเซียนนี่ไม่รู้จักแก่ คงกินท้อพันปีกัน จนต้นนั้นโตออกลูกออกผลไม่ทัน” เจ้าวั่งซูคิด“องค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปี” เหล่าทวยเทพเซียนประสานเสียงกล่าวสรรเสริญ“วันนี้ มีผู้ให้เกียรติเข้าร่วมประชุมกับพวกเรา ท่านผู้ปกปักภพเดรัจฉานและผู้นำจิตวิญญาณแห่งเหล่าสรรพสัต
น่าจะเป็นยามดึก ในสวนดอกไม้ภายในบริเวณคฤหาสน์แห่งนี้ เก๋งจีนตรงเรือนริมน้ำตกมีเพียงเสียงน้ำไหล และ แสงจันทร์ส่องสว่างกลางท้องฟ้า นั่น “เฟยเฟย” ทำไมเค้าดูแปลกไป สีเสื้อหม่น ใบหน้าหมองเศร้า เหมือนมีน้ำตาเอ่อตรงดวงตาคู่งาม ในตากลวงว่างเปล่า เหมือนคนใจสลาย ในมือถือสุราดอกมฤตยูดำ (ดอกมฤตยูดำคือดอกไม้ที่ผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง ดอกมฤตยูดำที่ปลูกแค่บริเวณคฤหาสน์ตระกูลเจ้า และ พลังจักราของคนสกุลเจ้า) มีต้นกำเนิดและมีที่เดียวคือสกุลเจ้าคนที่คิดค้นคือ เจ้าวั่งซูรุ่นที่1และถูกนำมาหมักเป็นเหล้ารสเริด เมาแต่ไม่หนักหัวและสามารถช่วยสร้างความคิดและจินตนาการของผู้ดื่มให้สมจริง ดื่มเพื่อลืมความทุกข์จากโลกแห่งความเป็นจริงไป่ชิงหลงขดนอนอยู่บนโขดหินหน้าน้ำตก เกล็ดของชิงหลงจากสีขาวสว่างเปลี่ยนเป็นสีหม่นเหมือนขี้เถ้าและนอนหมดแรงอยู่ตรงนั้น “นั่นเจ้าเป็นอะไรเฟยเฟย” เจ้าวั่งซูเดินเข้าไปใกล้เพื่อฟังสิ่งที่ฮวาเฟยฟาพึมพำ “ทำไมท่านถึงทิ้งข้าไป ไหนว่าเราจะอยู่และร่วมกันต่อสู้เคียงข้างกันไปตลอด ทำไมทำไม” และเสียงก็เงียบหายไ







