LOGIN"ฤดูใบไม้ร่วงที่เกิดขึ้น แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาปแต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา แม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญ แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราสองไว้จะเป็นปัจจุบันขณะเสมอดั่งสัจจะนิจนิรันดร์"
View MoreMatahari pagi menyinari gerbang megah keluarga Xiao di kota Jingchuan. Xiao Fan berdiri di halaman depan dengan pakaian sederhana yang sudah memudar warnanya, sangat kontras dengan kemewahan kediaman keluarganya. Di tangannya hanya sebilah pedang tua warisan dari kakek buyutnya yang merupakan, satu-satunya benda berharga yang masih ia miliki.
"Kau sudah siap, Xiao Fan?" tanya Lao Zhang, kepala prajurit bayaran keluarga Xiao. Nada bicaranya datar, tanpa kehangatan yang biasanya diberikan kepada anggota keluarga bangsawan. Xiao Fan mengangguk pelan. Ia sudah terbiasa dengan perlakuan seperti ini. Sejak ia berusia sepuluh tahun dan perkembangan kultivasinya stagnan di tingkat bawah, sementara adiknya Xiao Tian, sudah menembus tahap jauh lebih tinggi di usia yang lebih muda, seluruh keluarga mulai mengabaikannya. Kini di usia dua puluh tahun, ia masih terjebak di tahap bawah, pencapaian yang memalukan bagi keluarga kultivator terhormat seperti keluarga Xiao. "Dengar baik-baik," Lao Zhang melanjutkan sambil menatap tajam Xiao Fan dan sepuluh prajurit lainnya. "Kali ini kita mengawal peti berisi Batu Giok Roh Ungu menuju kota Fengming. Perjalanan memakan waktu tiga hari melewati hutan Qingshan. Kalian tahu hutan itu dipenuhi binatang buas dan perampok. Jaga barang ini dengan nyawa kalian." Salah satu prajurit, seorang pria bertubuh besar bernama Guo Ming, melirik Xiao Fan dengan senyum meremehkan. "Apa gunanya membawa bocah lemah ini? Dia hanya akan memperlambat kita." "Ini perintah dari tuan muda Xiao Tian sendiri," jawab Lao Zhang sambil mengangkat bahu. "Katanya kakaknya perlu belajar menghargai kerja keras." Xiao Fan mengepalkan tinjunya, tetapi tidak berkata apa-apa. Ia tahu ini hanyalah cara halus keluarganya untuk menyingkirkannya dari rumah. Sejak adiknya menjadi bintang yang bersinar, kehadirannya hanya dianggap sebagai noda hitam yang memalukan. Karena itu, mungkin mereka akan membiarkan dia mati dalam tugas pengawalan barang ini. Rombongan berangkat saat matahari mulai naik. Kereta kayu yang ditarik dua kuda membawa peti berharga di tengah formasi. Lao Zhang memimpin di depan, sementara Xiao Fan ditempatkan paling belakang, posisi yang dianggap paling tidak penting. Saat melewati pasar kota, Xiao Fan sempat melihat adiknya, Xiao Tian, sedang berjalan dengan angkuh dikelilingi pelayan. Pakaian sutra mewahnya berkilauan di bawah sinar matahari. Di pinggangnya tergantung pedang spiritual tingkat tinggi, hadiah dari ayah mereka untuk merayakan terobosan kultivasinya bulan lalu. Mata mereka sempat bertemu sejenak. Xiao Chen tersenyum tipis, senyum yang penuh dengan kesombongan dan penghinaan. Kemudian ia berpaling seolah Xiao Fan hanyalah orang asing di jalanan. Hanya seorang gadis pelayan bernama Su MinCheng yang melepas kepergian Xiao Fan dengan air mata. Xiao Fan pun merasa berat meninggalkan pelayan itu tetapi dia harus melakukan tugas ini. "Menyedihkan bukan?" Guo Ming tiba-tiba berjalan di samping Xiao Fan. "Dulu kau adalah putra sulung yang seharusnya mewarisi segalanya. Sekarang lihat dirimu, bahkan prajurit bayaran seperti kami diperlakukan lebih baik darimu." Xiao Fan tidak menjawab. Ia sudah mendengar ejekan serupa berkali-kali. Setiap pil peningkat kultivasi, setiap manual teknik, setiap kesempatan untuk belajar dari para tetua, semuanya diberikan kepada Xiao Chen. Ia hanya mendapat sisa-sisa, bahkan makanannya pun lebih sederhana dari para pelayan. Keluarga Xiao memiliki motto yang kejam namun tegas: yang kuat mendapat segalanya, yang lemah kehilangan segalanya. Di dunia kultivator, aturan itu adalah kebenaran mutlak.“แล้วปกติการแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นมือปราบมารที่หุบเขาจินลู่ซี นี่มันมีการแข่งอะไรบ้าง” เจ้าวั่งซูเอ่ยถาม ขณะ ที่ปากก็กัดไก่คำโต และซดน้ำซุบไม่ขาด“การที่จะได้เป็นมือปราบมารต้องผ่านด่านทดสอบทั้งเก้ากระจก โดยปกติแล้ว จะมีแค่ปรมาจารย์กระจกนั้นๆ ที่สามารถทะลุผ่านข้าออกกระจกได้ ดังนั้นในการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันล้วนถูกคัดเลือกว่าแกร่งสุดอันดับหนึ่ง และ สอง เป็นตัวแทนจากแต่ละบ้านทั้งเก้ากระจก ซึ่งในแต่ละปีก็จะมีตัวแทนที่เหมาะสม มีแค่บ้านละคนมากสุดสองคนไม่เกินนี้ ดังนั้นในแต่ละปี จะมีผู้เข้าแข่งขันมากสุดไม่เกิน 18 คนส่วนในวิธีการคือ ปรมาจารย์ท่านนั้นจะใช้มนต์แบ่งจิตเข้าในร่างผู้เข้าแข่งขันเพื่อหลอกกระจกให้ปล่อยกายหยาบของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดเข้าไปในกระจกนั้นๆ ที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นภพเสมือนจริง แต่อย่างที่พวกเรารู้กันมาว่าเบื้องหลังกระจกคือเส้นทางสู่ภพภูมินั้นๆที่แท้จริง เมื่อเข้าไปแล้วผู้เข้าแข่งขันจะเจอศัตรูที่ทางปรมาจารย์เหล่านั้นตระเตรียมไว้ซึ่งเป็นศัตรูจริงๆ จากภพนั้น และทำการสู้รบโดยใช้วิชาและไหวพริบที่ตนฝึกฝนมา ต่อกรกับสิ่งมีชีวิตจากต่างภพ ถ้าคนไหนสามารถ
ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกัน คุยกัน คนนึงดีดผีผา อีกคนเป่าซวินดำสิบสองซุ่น ทำนองผสมผสานเข้ากัน เคล้าสุรา และอาบโฉลมแสงจันทร์กันทั้งคืน จนพล๊อยหลับหัวชนกัน อยู่ตรงบริเวณชานเรือนริมน้ำก่อนย่ำรุ่งเมื่อแสงอาทิดย์สาดแสงแยงตา เจ้าวั่งซูก็เริ่มรู้สึกตัว เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่เห็นคือดวงหน้าอันงดงามของฮวาเฟยฟาอยู่ตรงหน้า คนที่อยู่ตรงหน้ากำลังหลับ ผิวละเอียดขาวราวหิมะ พวงแก้มเแดงชมพูระเรื่อ วงตายาวระหงขนตายาวเข้มดำเป็นแพ ช่างงดงามไร้ที่ติราวกับเทพปั้น “แต่ก็เป็นเทพจริงๆ เนอะ” วังซูคิดกับตัวเองข้างในใจ ก่อนจะนอนมองจ้อง ดื่มด่ำ กับสิ่งมีชีวิตที่หลับเหมือนเด็กไร้พิษภัยอยู่ตรงหน้าแบบเคลิบเคลิ้ม และลืมตัวยื่นมือออกไป สัมผัสแก้มฮวาเฟยฟา มือที่ใหญ่นิ้วเรียวสวย สัมผัสใบหน้างดงาม“ข้าขอโทษนะที่ทิ้งให้เจ้าอยู่คนเดียว เจ้าจะรู้สึกเดียวดาย และเป็นทุกข์ขนาดไหนนะ ในยามที่ข้าตายจากไป ข้าหวังว่าจากนี้ไปข้าจะสามารถทำอะไรเพื่อเป็นการชดใช้ให้เจ้าได้บ้าง” เจ้าวั่งซูมองคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรัก ความรู้สึกผิด และบ่นเปรยออกมา“ก็มากอยู่ ที่ว่าจะชดใช้ ได้
“หลายปีหลังมานี้ ไม่ใช่แค่ที่หมู่บ้านชุนเทียนที่บรรยากาศวิปริตถูกปกคลุมด้วยฤดูใบไม้ร่วง แต่ใบไม้ที่ร่วงหล่นนี้ก็ติดตามตัวข้าไปทุกๆที่ ที่ข้าไป ดอกไม้ที่งดงาม ต้นไม้ที่เขียวชอุ่มกลับร่วงโรยทันตา ยามข้าแวะเวียนผ่าน ปกติฤดูสับเปลี่ยนเป็นเรื่องปกติ แต่ครั้นที่เกิดเหตุระเบิดครั้งนั้น ร่างเจ้าวั่งซูแตกสลาย และใจของข้าก็แตกสลายไปพร้อมกันเจ้าวั่งซูแแท้จริงแล้วเป็นบุตรแห่งปีศาจหมาป่าดำเจ้าแห่งปรภพผู้ควบคุมไฟ ในขณะที่มารดาเค้าคือเทพธิดาแห่งแสงจันทร์จากภพสวรรค ส่วนข้าพระบิดาคือเทพแสงอาทิตย์ และพระมารดาคือเทพธิดามังกร เจ้าวั่งซูเหยียบอยู่สามภพคือปรโลก มนุษย์ และสวรรค์ ในขณะที่ข้า ภพเดรัจฉาน มนุษย์ และสวรรค์ และเราทั้งสองคือผู้ถือครองศาตราที่แกร่ง และสำคัญที่สุดอย่างเคียวสู่ภพ และ ดาบสุสานมังกรดังนั้น แม้การระเบิดที่จัตุรัสเฟิงสุ่ย อาจสร้างรอยแตกร้าวระหว่างภพ และความสูญเสียต่อสรรพชีวิตมากมาย แต่ การแตกสลายของเราสองคน ก็มีส่วนหนักหนาไม่แพ้กันที่ทำให้ธรรมชาติบิดเบี้ยวอย่างชัดเจน สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ คล้ายว่าชะตาของเราสองเหมือนจะถูกผูกไว้กับฤดูใบไม้ร่วง ข้าจำได้ครั้งแรกที่มัน
“นี่ในอดีต กับการแค่เฟยเฟยสูญเสียความเป็นตัวเอง ก็กระทบ และวุ่นวายกันถึงสามภพ นี่องค์ชายแห่งมังกรช่างยิ่งใหญ่จริง แล้วสรุปพ่อแม่เฟยเฟยไปหาความทรงจำที่ไหนกัน” วั่งซูนึกคิดกับตัวเองก่อนที่ความทรงจำจะตัดภาพกลับมา ที่ห้องอาบน้ำบ้านตระกูลเจ้า“เอ๊ะ! นี่ข้ากลับมาปัจจุบันแล้วหรอ” เจ้าวั่งซูพูดกับตัวเองก่อนที่จะเห็นบรรดาบ่าวไพร่สกุลเจ้าเดินนำทาง เทพแห่งแสงอาทิตย์และเทพธิดาสี่เอ๋อเข้ามา “ไม่ใช่นี่คืออดีตแต่เป็นที่บ้านข้า ว่าแต่พวกเค้าเข้ามาทำอะไรในนี้” วั่งซูรีบเดินตามไปดูทั้งสองต่างแยกกัน และยืนจังก้าหน้ารูปปั้นกิเลนไฟ กับ หงส์ฟ้า ที่ยืนคายน้ำอยู่ ทั้งคู่ร่ายมนต์เรียกหาดวงจิตและยิงพลังไปที่รูปปั้น ดวงตาของกิเลนไฟและหงส์ฟ้าเปล่งสว่างฉับพลัน ดวงจิตกิเลน และ หงส์ ลอยขึ้นออกจากร่างบิน และ กระโดดเข้าหาซบคลอเคลียกัน“ฮะ! นั่น! ที่นั่งอยู่บนหลังหงส์คือเฟยเฟย ส่วนบนหลังกิเลน คุ้นคุ้น นั่นมันข้าหนิ! เอ๊ะ! ไม่ใช่หรือว่าจะเป็น ท่านปู่ทวดเจ้าวั่งซู ข้ากับท่านปู่ทวดหน้าตา น้ำเสียง แล
ลึกเข้าไปในป่า ข้ามแม่น้ำ 99 สาย ข้ามเขา 999 ลูก ยังมีหมู่บ้านที่อยู่ท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วงตลอดทั้งปีท่ามกลางหุบเขาที่โอบล้อมตัวหมู่บ้านไว้อย่างแน่นหนาลึกลับคล้ายปราการครอบแก้วกัก และ หยุดทุกสิ่งเสมือนว่าคนในห้ามออกคนนอกห้ามเข้า หลบลี้แยกตัวตัดขาดจากโลกภายนอก หมู่บ้านนี้คือ “หมู่บ้านชุนเทียน” หรือ ที
“สมน้ำหน้าตระกูลเจ้า!”“ชื่อเสียงตระกูลล่มสลายไร้ผู้คนนับถือก็เพราะความเชื่อมั่นในพลังของตัวเองมากเกินไป คิดว่าตระกูลตัวเองยิ่งใหญ่ เป็นเจ้าภพ สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ จนกระทั่งพลาดพลั้งเผลอให้ศัตรู ท้ายสุดมันก็เลือกเอาตัวมันรอดคนเดียวคิดว่าเพื่อรักษาหน้าตระกูล ไม่คิดถึงชีวิตผู้คน ระเบิดเคียวสู่ภ
ฮวาเฟยฟาพยักหน้าให้เจ้าวั่งซู เจ้าวั่งซูเรียกหลิ่งกวางกลับมาหาตน และท่องมนต์เรียกกลับเพลิงปรภพ ทุกอย่างดับลง หลิ่งกวางคืนร่างเป็นจิ้งจอกดำตัวเล็กกระโจนขึ้นนั่งบนบ่าเจ้าวั่งซูฮวาเฟยฟาพนมมือจรดหน้าอกลูกแก้วสีน้ำเงินเปล่งแสงรอยออกมาจากหน้าผาก“มนต์แห่งมังกร จงฟังข้า คลื่นน้ำศักด
“เชิญๆ” พูดเสร็จก็ผายมือโต๊ะอาหารยาวพร้อมอาหารก็ปรากฏขึ้นใต้ต้นไม้ใหญ่“เชิญๆ นั่งก่อน” หลี่เลี่ยงเฟิ่งเอ่ยผายมือ“นี่ท่านอาศัยอยู่ในเรือนที่ตกทอดแบบนี้มาตลอดเลยหรอ” เจ้าวั่งซูเอ่ยถาม“จริงๆ แล้ว ข้าคือรุ่นแรก ยังไม่มีการสืบทอดกระจกแห