LOGINจ้าวรั่วเหมยนิ่งเงียบอยู่นาน รู้ตัวอีกทีเฉิงป๋อหยางก็เริ่มปลุกเร้าสิเน่หาในร่างกายนุ่มนิ่ม “ขะ ข้า...” นางพยายามส่งเสียงร้องประท้วง ทว่าเป็นตอนนั้นที่ความแข็งแกร่งจากเฉิงป๋อหยางได้ถูกส่งเข้าโพรงปาก เสียงที่ส่งออกมาจึงฟังไม่ได้ศัพท์ “องค์หญิงหก วิญญาณเช่นข้า ร้ายกาจพอจะทำให้ท่านได้ขึ้นสวรรค์โดยทุกช่องทางล้นทะลักด้วยความสุขหรือไม่” จ้าวรั่วเหมยจะตอบสิ่งใดได้ ยามนี้สมองนางว่างเปล่าไปหมด ส่วนร่างกายซ่านสยิว ยิ่งถูกเขากระตุ้นหนักหน่วง นางก็เจียนจะปลดปล่อยน้ำหวานระรอกใหญ่พุ่งออกมาให้เขาได้ลิ้มรส และเชยชมด้วยความพึงพอใจ “หยุดมือเรื่องอื่นสักพักก่อน” หญิงสาวบอกเฉิงป๋อหยาง แต่เขาก็คอยตอแยไม่เลิก เดี๋ยวจูบ เดี๋ยมหอม และสัมผัสส่วนหวามใจของนาง “ข้าคิดอย่างถ้วนถี่แล้ว ป๋อหยางพาข้าไปให้ห่างจากคนตระกูลหลี่ จะเป็นการดีหรือไม่” “อยู่ที่นี่อาเหมยปลอดภัย... ขาดแคลนอาหารเล็กน้อย แต่ก็สุขสบายดี รอให้สถานการณ์คลี่คลายกว่านี้ ให้ข้าได้จัดการทุกอย่างเรียบร้อย ย่อมต้องพาท่านไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม” “หมายความว่า...” เฉิงป๋อหยางหัวเราะ “บิดาของท่าน
สิ่งที่หลี่ซือซือกล่าวทำให้กังหยวนเซินโมโหอย่างรวดเร็ว เขาสะบัดหน้าไปอีกทาง ตั้งใจออกจากสวนพักผ่อนแห่งนี้ “เหตุใดถึงยอมรับความจริงไม่ได้ อีกอย่างรั่วเหมย ไม่เคยเห็นท่านอยู่ในสายตา เช่นนี้ยังปรารถนารับของเหลือจากวิญญาณร้ายป๋อหยางอีกหรือ” กังหยวนเซินคิดว่าไม่มีสิ่งใดต้องสนทนากับหลี่ซือซือแล้ว นางนัดพบเขาผ่านหลี่กุ้ยเฟย เพียงแค่อยากปั่นหัว แล้วใช้อำนาจของฝ่ายนั้นบีบบังคับเขาให้รับนางเป็นฮูหยิน แต่มันย่อมหมายรวมถึงการที่เขาอยากเป็นพันธมิตรกับหลี่กุ้ยเฟยด้วย “ไม่ว่าองค์หญิงหกจะเป็นเช่นไร มีใจให้ข้าหรือไม่ นางก็ยังเป็นสตรีนางเดียวที่ข้าจะร่วมเตียง และยกย่องให้เป็นมารดาของบุตรชายหญิง สืบสายเลือดตระกูลกัง” สิ่งที่เขากล่าวอย่างไม่อ้อมค้อม ส่งผลให้หลี่ซือซือโกรธแค้น นางจึงแผดเสียงลั่น แล้วตอบด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียนจัด “ลิ้นนาง ดวงตานาง ฟัน หรือแม้แต่นิ้ว จะถูกควักถูกถอน และตัดออกมาทีละส่วน และส่งให้ท่านดูต่างหน้าหากไม่ยอมรับเงื่อนไขจากข้า เตือนไว้ก่อนเลย ตระกูลหลี่ไม่เคยพูดเล่น พวกเราล้วนทำทุกอย่างได้โดยไม่ละอายต่อบาป” “ในที่สุดท่านก็ยอมรับว่า กักขัง
สุดท้ายจ้าวรั่วเหมยไม่ได้เอ่ยสิ่งใด นอกเสียจากการส่งเสียงหวีดสูงๆ ต่ำๆ เพื่อระบายความสยิวที่รุนแรงราวกับคลื่นทะเลยักษ์พัดเข้าหาชายฝั่ง “คืนนี้ข้าจะบอกรักอาเหมยให้มากสักหน่อย ทดแทนที่เราห่างกันหลายวัน เจ้าพึงใจจะฟังคำหวานของป๋อหยางหรือไม่” “ดะ ดี แต่ข้าเบื่อจะฟังคำหวานซ้ำซาก และหวังว่า เฉิงป๋อหยางจะ สรรหาคำพูดลื่นหู ให้ข้าได้ฟังทั้งคืนโดยไม่รู้จักเบื่อ ทะ ท่านทำเพื่อข้าได้หรือไม่” ชายหนุ่มส่งเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะกระซิบข้างหูจ้าวรั่วเหมย “ที่แท้... คนมักมาก ก็คืออาเหมย หาใช่ข้าคนแซ่เฉิง” เขาส่งท่อนเอ็นเข้าออกนับครั้งไม่ถ้วน ฝ่ายนางก็หวิดจะปล่อยน้ำหวานพุ่งให้เขาได้ชิมรสชาติ “ป๋อหยาง... ท่านมีความสามารถเพียงแค่นี้หรอกหรือ อย่าเก่งแต่พูด จงแสดงให้ข้าเห็น” จ้าวรั่วเหมยออกคำสั่งอย่างท้าทาย ดังนั้นเฉิงป๋อหยางจึงปรับเปลี่ยนท่าใหม่ คราวนี้สองขาเกาะเกี่ยวเอวสอบ ร่างกายนางลอยอยู่เหนือพื้น เมื่อสายตาทั้งคู่สานสบกัน นางก็เอ่ยคำที่ชวนจั๊กจี้อยู่สักหน่อย “เสร็จพร้อมกับอาเหมยได้หรือไม่ ท่านพี่ป๋อหยาง...” สถานการณ์โร
จวบจนถึงช่วงดึกสงัด จ้าวรั่วเหมยพบว่ามีใครบางคนเข้ามาประกบทางด้านหลัง ฝ่ายนั้นทำในสิ่งที่นางต้องพยายามปลุกตนให้ตื่นขึ้น เมื่อนางจะหลุดเสียงร้องด้วยความตกใจ นิ้วมือใหญ่ๆ ของคนที่บุกจู่โจมในยามวิกาลก็กวาดในโพรงปากของจ้าวรั่วเหมยกวาดไล้ต้อนลิ้น และแทงย้ำๆ ในโพรงปากราวกับต้องการสร้างความซ่านสยิวให้แก่จ้าวรั่วเหมย เป็นตอนนั้นที่หญิงสาว รับรู้ได้ว่าคนที่นางกำลังเป็นห่วงปรากฏตัวขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่เขาทำส่งผลให้อึดอัด ทั้งอยู่ในอาการหวามไหว อีกฝ่ายย่อมเป็นวิญญาณร้ายที่กลัวเซียนน้อยถือถังหูลู่ เป็นแน่ เฮ้อ...บุรุษผู้นี้ ทำให้นางว้าวุ่นใจได้เสมอ “อื้อ... จื้อจื่อ...วิญญาณลามกเช่นท่าน ปรากฏตัวแล้วหรือ” เสียงนางออดอ้อน คนได้ยินยิ่งมากด้วยอารมณ์ร้อนแรง กลางกายเขาแข็งจัด ทั้งปลายของมันร้อนจี๋ อยากส่งความรักที่อัดแน่นเข้าสู่พื้นที่นุ่มนิ่มแสนบีบรัดของนางเหลือเกิน เขาเฝ้าคิดถึง อยากกอด และส่งความอัดแน่นเข้าใส่ในร่างกายหยาดเยิ้มของนาง “ยังจำความคุ้นเคยนี้ได้สินะ เหตุใดถึงปล่อยให้ข้า ตามหาท่านอยู่นานสองนาน อีกอย่างลูกหมาแซ่กัง ช่างไร้ประโยชน์ดูแลอาเหมยไม่ดีเลย จนเป็นเหตุให้ต้องต
“ตำหนักของข้ามีการป้องกันตัวเองจากไข้ออกตุ่มตลอด ไฉนจะมีคนป่วยได้ อีกอย่างเป็นข้ากับท่านแม่ที่รักษา...ผู้คนให้รอดชีวิตก่อนหน้านี้”จ้าวรั่วเหมยไม่อยากเอ่ยถึงการรักษาจักรพรรดิจ้าว ด้วยเกรงจะมีผลกระทบต่างๆ ตามมา “มีสิ พวกนั้นคิดหลบหนี ไม่ยอมให้แพทย์หลวงจับตัวไปรักษาที่ค่ายกักกันโรค ตอนนี้จึงถูกสั่งขังเอาไว้ทั้งหมด” สิ่งที่หลี่ซือซือกล่าว ทำให้จ้าวรั่วเหมยสั่นครั่นคร้ามใจ ด้วยคาคคะเนถึงเรื่องร้ายแรงต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในภายหน้า จากนั้นไม่นาน รถม้าของจ้าวรั่วเหมยมีคนของหลี่ซือซือเข้ามาควบคุม และพาไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง แน่นอนไม่ใช่สำนักแพทย์ หากเป็นเรือนลับที่ตั้งใจกักขังหญิงสาวให้พ้นหูตาคนอื่น โดยเฉพาะกังหยวนเซิน สถานที่แห่งนั้น ห่างไกลจากเมืองหลวงไม่มาก และมีการคุ้มกันที่ประตูด้านนอก ฝ่ายจ้าวรั่วเหมยไม่ได้รับการอธิบายให้เข้าใจสิ่งใดนัก ทั้งนางเริ่มหิว ทั้งกระหายน้ำด้วยเกือบหนึ่งวันเต็มๆ แล้วที่ไม่มีใครโผล่หน้ามาให้เห็น ในตอนกลางคืนอากาศก็เย็นชื้น ความหนาวและสายลมที่พัดผ่านเข้าทางหน้าต่างทำให้จ้าวรั่วเหมยนอนกอดตัวเอง กระทั่งเป็นเป็นช่วงเช้าของวั
“ข้าอยากให้เจ้าช่วยเรื่องหนึ่ง ในห้องมีของอยู่ที่ลิ้นชักข้างเตียง เป็นสมุดบันทึกเรื่องตำรับยา แล้วมีเงินอีกเล็กน้อย รีบไปเอามาให้ข้าด้วย เราต้องใช้ระหว่างการเดินทางออกจากวังหลวง” ปี้หลานได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ การที่จ้าวรั่วเหมยไม่คิดยื่นมือไปยุ่งกับองค์ชายต่างแคว้น ย่อมทำให้นางปลอดภัย ทว่าพอปี้หลานหมุนตัวเตรียมก้าวไปยังห้องของอีกฝ่าย จู่ๆ ด้านหลังต้นคอนางก็ปวดจี๊ดขึ้นมา “เพียงครึ่งชั่วยามเจ้าก็จะฟื้น ข้าจะให้ขันทีและนางกำนัลช่วยพาเจ้าออกไปจากวังหลัง ใช้ประตูด้านข้าง จากนั้นก็ไปรอที่นัดหมายของเรา หากเลยเวลาที่ตกลงกันไว้ ยังไม่เห็นข้า พวกเจ้าก็เดินทางออกจากเมืองอันได้เลย ลงใต้ไปให้ไกลที่สุด ที่นั่นท่านลุงเหวินบอกว่าปลอดภัยจากโรคระบาด ทั้งเจ้าจะมีที่ทางทำมาหากินได้ด้วย” จ้าวรั่วเหมยบอกกับปี้หลานที่กำลังง่วงงุนอย่างหนัก เพราะหมุดที่ปักลงหลังต้นคอเมื่อครู่มีฤทธิ์ยาสลบและทำให้ผ่อนคลาย ฝ่ายขันที และนางกำนัลที่เหลือ แม้จะห่วงหญิงสาวมแต่พวกเขารักตัวกลัวตาย เยี่ยงนั้นออกจากเมืองหลวงได้เร็วเท่าไหร่ย่อมเป็นการดี จ้าวรั่วเหมยสูดลมหายใจลึก ยามนี้ยังตั







