تسجيل الدخول[นางเอกเคยแต่งงานแล้ว พระเอกบริสุทธิ์ แต่งก่อนรักทีหลัง] ธิดาตระกูลขุนนางตกอับผู้อ่อนหวาน VS ขุนนางผู้ทรงอำนาจที่สูงส่งและเย็นชา ตระกูลของจี้หานอีตกต่ำลงเมื่อนางอายุสิบสี่ปี ครั้นอายุสิบหกก็ถือหนังสือหมั้นหมายแต่งเข้าสกุลเซี่ย ตระกูลผู้ดีเก่าอันสูงส่ง ตลอดสามปีที่ออกเรือน แม้สามีจะเย็นชาหมางเมิน แต่นางก็ปฏิบัติหน้าที่ภรรยาอย่างสุดความสามารถ เพียงเพื่อจะเป็นภรรยาที่ดีและเพียบพร้อมผู้หนึ่ง สามีของนางรูปโฉมหล่อเหลา สง่าผ่าเผยดุจวิญญูชน อนาคตยาวไกลไร้ขีดจำกัด ผู้คนต่างพากันบอกว่านางควรรู้จักเจียมตน ด้วยตระกูลนางไร้ที่พึ่งพิงแล้ว การได้แต่งเข้าสกุลเซี่ย ย่อมถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ ทว่า ในคืนหิมะโปรยปรายคืนหนึ่ง หลังสามีทิ้งนางไปหาหญิงในดวงใจเขาอีกครั้ง นางก็พลันตาสว่าง สามีไม่เคยรักนางเลย ดังนั้น ในปีที่นางอายุสิบเก้า ภายใต้เสียงเย้ยหยันของสามีที่บอกว่านางจะต้องเสียใจ นางกลับถือหนังสือหย่าเดินจากไปด้วยความเด็ดเดี่ยวเพียงลำพัง จี้หานอีเดิมคิดไว้ว่าหลังหย่าขาด จะพามารดาไปเปิดร้านค้าที่เจียงหนาน ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเรียบง่าย แต่ชายหนุ่มผู้แสนเย่อหยิ่งและเย็นชาที่สุดในบรรดาตระกูลขุนนางเมืองหลวง กลับบอกว่าจะแต่งกับนางเสียอย่างนั้น 'เสิ่นซื่อ' เปรียบดั่งจันทร์กระจ่างฟ้าซึ่งลอยเด่นกลางค่ำคืนอันหนาวเหน็บ ยากที่ผู้คนจะเอื้อมถึง ชาติตระกูลสูงส่ง มีอำนาจราชศักดิ์ ทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาไร้หัวใจ แต่เขากลับกล่าวว่า "เจ้าลองตรองดูสักสองวัน ว่าจะยินดีแต่งกับข้าหรือไม่" แต่ในใจกลับเตรียมคำพูดประโยคถัดไปไว้แล้วว่า หากเจ้าไม่ยินดี ข้าก็จะรอเจ้าต่อไป จี้หานอีหารู้ไม่ว่า คุณชายน้ำแข็งพันปีเช่นเสิ่นซื่อ ได้มอบหัวใจให้นางมาตั้งแต่สมัยเริ่มมีความรักในวัยเยาว์ ภายใต้ความห่างเหินและหยิ่งทะนงนั้น ล้วนเปี่ยมด้วยความอดกลั้นและความรักลึกซึ้ง ถึงขั้นซุกซ่อนความปรารถนาที่จะครอบครองนางไว้ได้อย่างแนบเนียน
عرض المزيدแต่ความเจ็บแปลบบนริมฝีปากกลับย้ำเตือนว่าเรื่องราวคล้ายไม่ใช่ความฝันเมื่อนางลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ ก็เห็นเสิ่นซื่อกำลังหลับตากอดนางไว้ ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูเคร่งขรึมและจริงจังยิ่งแต่เมื่อคืนบุรุษผู้ดูเคร่งขรึมจริงจังผู้นี้ กลับ...จี้หานอีไม่กล้าคิดฟุ้งซ่านต่อ ได้แต่จ้องมองใบหน้าของเสิ่นซื่อจนเหม่อลอยไปชั่วขณะในอดีตตอนที่ยังไม่ได้ใกล้ชิดกับเสิ่นซื่อถึงเพียงนี้ นางไม่เคยบังเกิดความรู้สึกใด ๆ ต่อเขาเลย ทว่ายามราตรีตลอดสองคืนที่ผ่านมา หลังได้นอนร่วมเรียงเคียงหมอน นางก็ตระหนักดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับเสิ่นซื่อนั้น มีบางอย่างได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว...ขณะกำลังจ้องมองใบหน้าของเสิ่นซื่ออย่างเหม่อลอย เสิ่นซื่อก็พลันลืมตาขึ้นมาทันทีเมื่อจี้หานอีสบตาเขา หนังศีรษะก็พลันชายิบ รีบหลับตาลงด้วยความรู้สึกผิดราวโจรขโมยของ แม้รู้ดีว่าพฤติกรรมนี้ไม่ต่างอันใดกับการปิดหูขโมยกระดิ่ง แต่ก็ไม่อาจทนสบตากับเสิ่นซื่อได้จริง ๆเมื่อคืนนางไม่ได้ปรารถนาเลยแท้ ๆ แต่ความสุขสมซาบซ่านนั้นกลับเป็นสิ่งที่นางไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิตในอดีตเซี่ยอวี้เหิงไม่เคยเป็นเช่นนั้น หลังแต่งงานช่วงแรก เขาก็มักเร่งรีบอยู่เส
ดวงจันทร์นอกหน้าต่างลอยเด่นเหนือยอดไม้ เงาไม้ส่งเสียงสวบสาบขณะไหวเอนไปตามสายลมแสงเทียนถูกครอบคุ้มไว้ในโคมผ้าโปร่ง ประหนึ่งดวงดาราที่ถูกโอบอุ้มเงาร่างทาบทับซ้อนกันบนฉากกั้น เสมือนดั่งภาพวาดสาดน้ำหมึกที่เพิ่งเข้ากรอบเสร็จใหม่ ๆ มีทั้งทิวเขาคดเคี้ยวสลับซับซ้อน และมวลเมฆาที่ก่อตัวขึ้นอย่างอิสระยามเส้นผมดำขลับทิ้งตัวลงมาพลันบังเกิดสายลมแผ่วเบา พัดกวนธูปในกระถางปั๋วซานที่กำลังจะดับมิดับแหล่ ควันธูปเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน ลอยละล่องไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนั่นคือทิศทางที่สำนักโหรหลวงเคยกล่าวไว้ว่าเป็นทิศสถิตของเทพเจ้าแห่งความปีติยินดีในคืนนี้หยกพกพลันกระทบเข้ากับที่วางเท้า บังเกิดเสียง "เคล้ง" ดังกังวานใส ปลุกดวงจันทร์ที่ขดตัวอยู่เหนือตะขอเกี่ยวผ้าม่านให้ตื่นตระหนก แสงจันทร์จึงสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างลายข้าวหลามตัดช่องที่เจ็ดเข้ามา อาบไล้ครอบคลุมข้อเท้าพอดีกลิ่นเครื่องหอมอ้อยอิ่ง กลุ่มควันที่ม้วนตัวขึ้นมาจากกระถางธูปปั๋วซานชะงักค้างกลางอากาศ กลายเป็นมาตรวัดแห่งกาลเวลากลุ่มควันสั่นไหวก่อนแตกกระจายและรวมตัวกันใหม่ด้วยความตื่นตระหนก ราวกับฝูงนกกระเรียนที่ถูกก่อกวน และนางก็คือนก
เขาถามด้วยเสียงแหบพร่า "เมื่อครู่กำลังหัวเราะเรื่องใดหรือ?"จี้หานอีย่อมไม่กล้าบอกว่าตนกำลังหัวเราะท่าทีของสาวใช้ในห้องที่หวาดกลัวเสิ่นซื่อ ดวงตาของนางไม่กล้าช้อนขึ้นสบตาเขา ได้แต่แต่งเรื่องเฉไฉไปว่า "เพียงรู้สึกว่าชาถ้วยนี้รสชาติดีเจ้าค่ะ"เสิ่นซื่อหลุบตามองจี้หานอีผู้โกหกพลางเลิกคิ้วขึ้นยามนินทาเขาลับหลัง นางกลับหัวเราะออกมาได้ตั้งหลายคำ ทว่าเขาก็คร้านจะถือสา ด้วยตัวเขาในใจนางไม่ใช่คนเช่นนั้นอยู่แล้วหรือ?ปลายนิ้วโป้งลูบไล้ไปตามปลายคางอันเนียนนุ่มของจี้หานอี เสิ่นซื่อทอดสายตามองคนงามผู้ก้มหน้าก้มตา ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลง ก่อนเอ่ยอีกครั้ง "สมควรเข้านอนได้แล้ว"ร่างกายของจี้หานอีพลันแข็งเกร็งเมื่อได้ยินประโยคนี้ ทว่าก็ต้องแสร้งทำเป็นพยักหน้ารับคำด้วยความสงบนิ่งเสิ่นซื่อปรายตามองสีหน้าอันประหม่าเล็กน้อยของจี้หานอี ก่อนชักมือกลับมาจี้หานอียังคงก้มหน้าก้มตาไม่กล้ามองเสิ่นซื่อ นางขยับขึ้นไปบนเตียง และยังคงขดตัวอยู่ตรงมุมด้านในสุดเช่นเคยนางคิดว่าในเมื่อคืนเข้าหอผ่านพ้นไปแล้ว วันนี้ก็คงไม่ต้องรับมือกับเรื่องเช่นนั้นอีกกระมังพอหวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อคืน พวงแก้มก็เริ่มร้อนผ่
จี้หานอีลอบปรายตามองแม่นมเฉินอย่างเงียบงัน ความหมายแฝงในถ้อยคำเหล่านี้นางย่อมเข้าใจดี ฮองเฮาทรงส่งแม่นมผู้นี้มาอยู่ข้างกายเพื่อคอยจับตาดูความประพฤติของนางทุกฝีก้าว ไม่แน่ว่าอาจถึงขั้นคอยรายงานความเคลื่อนไหวของนางเข้าวังหลวงเสียด้วยซ้ำด้วยความที่นางไม่อาจขับไล่อีกฝ่าย จึงทำได้เพียงข่มกลั้นและอดทนเท่านั้นครั้นกวาดสายตามองไปรอบห้องไม่เห็นเงาร่างของเสิ่นซื่อ นางจึงถามหญิงรับใช้สูงวัยข้างกาย เมื่อได้ความว่าเสิ่นซื่ออยู่ที่ห้องหนังสือ จี้หานอีก็แอบลังเลใจเล็กน้อย ด้วยไม่รู้ว่าควรไปดูแลเขาที่ห้องหนังสือดีหรือไม่ถึงอย่างไรนางก็ไม่อาจชิงเข้านอนโดยไม่รอเสิ่นซื่อได้อยู่แล้วจังหวะที่กำลังลังเลใจอยู่นั้น หญิงรับใช้สูงวัยก็กล่าวขึ้นอีกว่า "ท่านโหวสั่งไว้ว่าประเดี๋ยวจะตามมา ให้ฮูหยินเข้านอนก่อนได้เลยเจ้าค่ะ"นั่นเองจี้หานอีถึงค่อยวางใจลง ร่างกายที่เหนื่อยล้าจนมึนงงพานางไปนั่งลงหน้าคันฉ่อง ปล่อยให้สาวใช้ช่วยปลดมวยผมและชโลมน้ำปรุงให้ความจริงการที่เสิ่นซื่อไม่อยู่ในห้อง จี้หานอีกลับรู้สึกผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย เพียงแต่บรรดาสาวใช้ภายในห้องต่างติดนิสัยเคร่งขรึมมาจากเสิ่นซื่อกันหมด พวกนางไม่พูดอะไร


















التقييمات
المراجعاتأكثر