ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา

ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา

Par:  หยกงามMis à jour à l'instant
Langue: Thai
goodnovel4goodnovel
9.3
26 Notes. 26 commentaires
276Chapitres
22.5KVues
Lire
Ajouter dans ma bibliothèque

Share:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

[นางเอกเคยแต่งงานแล้ว พระเอกบริสุทธิ์ แต่งก่อนรักทีหลัง] ธิดาตระกูลขุนนางตกอับผู้อ่อนหวาน VS ขุนนางผู้ทรงอำนาจที่สูงส่งและเย็นชา ตระกูลของจี้หานอีตกต่ำลงเมื่อนางอายุสิบสี่ปี ครั้นอายุสิบหกก็ถือหนังสือหมั้นหมายแต่งเข้าสกุลเซี่ย ตระกูลผู้ดีเก่าอันสูงส่ง ตลอดสามปีที่ออกเรือน แม้สามีจะเย็นชาหมางเมิน แต่นางก็ปฏิบัติหน้าที่ภรรยาอย่างสุดความสามารถ เพียงเพื่อจะเป็นภรรยาที่ดีและเพียบพร้อมผู้หนึ่ง สามีของนางรูปโฉมหล่อเหลา สง่าผ่าเผยดุจวิญญูชน อนาคตยาวไกลไร้ขีดจำกัด ผู้คนต่างพากันบอกว่านางควรรู้จักเจียมตน ด้วยตระกูลนางไร้ที่พึ่งพิงแล้ว การได้แต่งเข้าสกุลเซี่ย ย่อมถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ ทว่า ในคืนหิมะโปรยปรายคืนหนึ่ง หลังสามีทิ้งนางไปหาหญิงในดวงใจเขาอีกครั้ง นางก็พลันตาสว่าง สามีไม่เคยรักนางเลย ดังนั้น ในปีที่นางอายุสิบเก้า ภายใต้เสียงเย้ยหยันของสามีที่บอกว่านางจะต้องเสียใจ นางกลับถือหนังสือหย่าเดินจากไปด้วยความเด็ดเดี่ยวเพียงลำพัง จี้หานอีเดิมคิดไว้ว่าหลังหย่าขาด จะพามารดาไปเปิดร้านค้าที่เจียงหนาน ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเรียบง่าย แต่ชายหนุ่มผู้แสนเย่อหยิ่งและเย็นชาที่สุดในบรรดาตระกูลขุนนางเมืองหลวง กลับบอกว่าจะแต่งกับนางเสียอย่างนั้น 'เสิ่นซื่อ' เปรียบดั่งจันทร์กระจ่างฟ้าซึ่งลอยเด่นกลางค่ำคืนอันหนาวเหน็บ ยากที่ผู้คนจะเอื้อมถึง ชาติตระกูลสูงส่ง มีอำนาจราชศักดิ์ ทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาไร้หัวใจ แต่เขากลับกล่าวว่า "เจ้าลองตรองดูสักสองวัน ว่าจะยินดีแต่งกับข้าหรือไม่" แต่ในใจกลับเตรียมคำพูดประโยคถัดไปไว้แล้วว่า หากเจ้าไม่ยินดี ข้าก็จะรอเจ้าต่อไป จี้หานอีหารู้ไม่ว่า คุณชายน้ำแข็งพันปีเช่นเสิ่นซื่อ ได้มอบหัวใจให้นางมาตั้งแต่สมัยเริ่มมีความรักในวัยเยาว์ ภายใต้ความห่างเหินและหยิ่งทะนงนั้น ล้วนเปี่ยมด้วยความอดกลั้นและความรักลึกซึ้ง ถึงขั้นซุกซ่อนความปรารถนาที่จะครอบครองนางไว้ได้อย่างแนบเนียน

Voir plus

Chapitre 1

บทที่ 1

ค่ำคืนฤดูเหมันต์ ได้ยินเสียงลมพายุหิมะพัดกระหน่ำดังหวีดหวิว คลอด้วยเสียงม่านหน้าต่างถูกลมตีดังพึ่บพั่บ

จี้หานอีหรี่ตาลง ปลายนิ้วอันเย็นเฉียบเลิกม่านที่ตากลมจนแข็งกระด้างขึ้น สายตามองฝ่าความมืดมิดในคืนหิมะตกหนักออกไปไกล แม้เสียงเกือกม้าที่ควบตะบึงมาจะปะปนไปกับเสียงพายุหิมะฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่นางก็ยังได้ยิน

พลันมีเสียงอ่อนหวานดังขึ้นจากด้านหลังว่า "พี่สะใภ้ ท่านพี่จะมารับพวกเราหรือไม่"

จี้หานอีปล่อยม่านลง ไม่ได้ตอบคำ เพียงหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า

นางรู้ดี เขาต้องมาแน่

ไม่ว่าพายุหิมะจะรุนแรงเพียงใด เขาก็ต้องมา

วันนี้ เดิมทีนางไม่ได้คิดติดตามหลี่หมิงโหรวมาที่เรือนน้ำพุร้อนเลย แต่เขากลับกล่าวว่า "หานอี เจ้าเป็นพี่สะใภ้ของหมิงโหรว หมิงโหรวมีโรคหนาวเข้าแทรก เจ้าควรต้องดูแลนาง"

ยามเขาเอ่ยประโยคนี้ น้ำเสียงช่างเย็นชานัก ทั้งยังจัดแจงทุกอย่างไว้เสร็จสรรพคล้ายเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

เพียงแต่ขณะเดินทางกลับ หิมะตกหนักปิดกั้นถนน ล้อไม้แตกหัก จึงมีรถม้าจำนวนมากติดค้างอยู่กลางทาง

สารถีขี่ม้ากลับไปส่งข่าว นี่ก็ผ่านไปเกือบสองชั่วยามแล้ว อีกประเดี๋ยวคงกลับมา

เสียงเกือกม้าที่ดังขึ้นเดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกลในค่ำคืนแห่งพายุหิมะนั้นไม่ต่างไปจากเสียงกลองรัวกระหน่ำ ยิ่งใกล้เข้ามาก็ยิ่งร้อนรน กระทั่งเจ้าม้าส่งเสียงร้องกึกก้อง นอกรถม้าจึงมีเสียงทุ้มละมุนแฝงด้วยความกังวลเรียกหา "หมิงโหรว"

ทันใดนั้น ผ้าม่านก็ถูกเลิกขึ้น มือใหญ่เรียวยาวข้างหนึ่งยื่นเข้ามา

จี้หานอีหลุบตาลงมองมือข้างนั้น ชัดเจนว่าไม่ได้ยื่นมาเพื่อรับนาง

ข้างกายได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของหลี่หมิงโหรวดังขึ้น ช่างฟังดูทั้งอ่อนแอและน่าทะนุถนอมนัก "ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว"

หลี่หมิงโหรวจรดปลายนิ้วที่อ่อนนุ่มลงบนฝ่ามือเรียวยาวข้างนั้น บางทีอาจเพราะหวาดกลัวเกินไป ร่างอรชรในชุดสีชมพูจึงโถมเข้าใส่อีกฝ่ายคล้ายผีเสื้อตัวน้อย เสียงสะอื้นแผ่วเบาในค่ำคืนหิมะนั้นช่างไม่ต่างไปจากทิวทัศน์แห่งวสันตฤดูที่อบอุ่นยาวนาน ชวนให้ผู้คนพลอยลุ่มหลงไม่รู้ตัว

จี้หานอีเห็นนิ้วมือเรียวยาวซึ่งวางอยู่บนแผ่นหลังของผู้สวมอาภรณ์สีชมพูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะโอบกอดคนในอ้อมแขนแนบแน่นขึ้นในความเงียบ

หลังจากนั้น เสื้อคลุมขนจิ้งจอกหนานุ่มตัวหนึ่งก็ถูกคลี่คลุมลงบนไหล่อันบอบบางงดงามคู่นั้น

จี้หานอีถอนสายตากลับมา จับจ้องมองไปที่ม่านด้านข้าง

ผ้าม่านปลิวไสวตามแรงลมของพายุหิมะ เกล็ดหิมะสาดซัดเข้ามาตกกระทบลงบนแก้มของนาง แต่นางกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บอีกแล้ว

นางทำเพียงซ่อนมือที่แข็งเกร็งไว้ในส่วนลึกของแขนเสื้อ

หลี่หมิงโหรวร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของเซี่ยอวี้เหิงอยู่นาน ก่อนจะยอมสงบลงภายใต้การปลอบโยนอันอบอุ่นของชายหนุ่ม จากนั้น นางก็ถูกเขาอุ้มลงจากรถม้าไป

จี้หานอีได้ยินเสียงซึ่งยังคงสั่นเครือของหลี่หมิงโหรวดังขึ้นนอกรถม้าว่า "แล้วพี่สะใภ้เล่าเจ้าคะ"

คำพูดต่อมาของชายหนุ่มถูกกลืนหายไปในพายุหิมะ จี้หานอีฟังไม่ได้ยิน แต่มันก็ไม่ได้สำคัญถึงเพียงนั้น

นางเพียงกระชับเสื้อคลุมบนร่าง ขณะมองดูโคมแก้วหลิวหลีในรถม้าถูกสายลมพัดพาให้สั่นไหวอย่างเงียบงัน ทอดเป็นเส้นเงาแตกสลายลงบนร่างของนาง

ไม่นานนัก ผืนผ้าม่านก็ถูกเลิกขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาสูงศักดิ์ซึ่งดูห่างเหินปรากฏขึ้นตรงหน้า และเขาก็กล่าวประโยคแรกกับนางในค่ำคืนนี้ "รถม้าที่จะมารับพวกเจ้าติดหิมะเดินทางมาไม่ได้ ข้าทำได้เพียงขี่ม้าล่วงหน้ามาก่อนเท่านั้น"

"หมิงโหรวกลัวความหนาวเย็นมาแต่ไหนแต่ไร คราวนี้นางตกใจจนขวัญเสีย บนหลังม้านั่งได้เพียงคนเดียว ประเดี๋ยวข้าจะพานางกลับไปส่งก่อน"

"รบกวนเจ้ารออีกสักหน่อย รถม้าคงรีบมารับในอีกไม่ช้า"

จี้หานอีพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ไม่ไต่ถามสิ่งใด เพียงรับคำว่า "ได้เจ้าค่ะ"

ใบหน้าของชายหนุ่มดูวูบไหวไม่ชัดเจนภายใต้แสงโคมสลัวราง เขามองใบหน้าที่เรียบเฉยของจี้หานอี จากนั้นจึงเห็นว่านางนั่งขดตัวหนาวสั่น ผิวพรรณซีดขาว เท้าที่กำลังจะก้าวเดินไปจึงชะงักกึก

เขามองนางอีกครั้ง เพื่ออธิบายเพิ่มหนึ่งประโยค "ตอนข้ามานำเสื้อคลุมขนจิ้งจอกมาได้เพียงตัวเดียว เจ้าเป็นพี่สะใภ้นาง คงต้องให้เจ้าอดทนแล้ว"

ถ้อยคำทำนองนี้จี้หานอีได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนหลังแต่งกับเขา คล้ายว่าการที่นางแต่งกับเขานั้น ก็สมควรได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้

หากเป็นเมื่อก่อน นางคงถามเขาไปแล้วว่า ผู้ใดคือภรรยาของท่านกันแน่?

แต่ถ้าถามไป เซี่ยอวี้เหิงย่อมต้องมองนางด้วยสายตาเย็นชายิ่งกว่าเดิม

เขาจะไม่พูด ไม่แม้แต่จะอธิบายเพิ่มเติมสักครึ่งคำ แต่เขาจะใช้สายตาซึ่งเสมือนลิ่มน้ำแข็งทิ่มแทงจิตใจนางไม่ให้เหลือชิ้นดี ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองเป็นคนเสียสติไร้เหตุผล

จี้หานอีในยามนี้เหนื่อยล้าเกินกว่าจะเอ่ยถาม ในเมื่อถามไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงไม่พานางกลับไปด้วยอยู่ดี ภรรยาเช่นนาง ไม่เคยมีความสำคัญในใจเขาอยู่แล้ว

นางเหนื่อยเสียจนคร้านจะพูดจา จึงทำได้เพียงพยักหน้า "รีบไปเถิดเจ้าค่ะ หมิงโหรวยังรอท่านอยู่บนหลังม้า"

หลังพูดประโยคนี้จบ จี้หานอีก็เห็นหัวคิ้วของเซี่ยอวี้เหิงขมวดมุ่น ขณะมองนางด้วยสายตาหลายความรู้สึก

จี้หานอีหลับตาลง ไม่ใช่เพราะอื่นใด แต่เป็นเพราะไม่มีอะไรให้พูดแล้วเท่านั้น

เซี่ยอวี้เหิงเม้มริมฝีปาก ไม่ได้พูดคำใดอีก เพียงปรายตามองจี้หานอีแวบหนึ่ง จากนั้นจึงปล่อยม่านลง

ได้ยินเสียงเกือกม้าดังขึ้นนอกรถม้า ก่อนที่เสียงนั้นจะเลือนหายไปในพายุหิมะอย่างรวดเร็ว

พลัน เสียงเศร้าสร้อยของสาวใช้นามหรงชุนก็ดังขึ้นข้างกาย "นายท่านทิ้งฮูหยินน้อยไว้ที่นี่คนเดียว ไม่คิดเป็นห่วงเลยหรือเจ้าคะ"

จี้หานอีค่อย ๆ เอนกายพิงไปทางหรงชุนผู้อยู่ด้านข้าง นางซบลงบนไหล่ของสาวใช้ พลางหลุบตาลงมองถ่านไฟในเตาน้อยปลายเท้าซึ่งเหลือเพียงแสงไฟริบหรี่

หลังระบายลมหายใจอันเย็นเยียบคำรบหนึ่ง นางก็รู้สึกว่าตนชักจะเริ่มชอบความโดดเดี่ยวเช่นนี้เสียแล้ว

นางหลับตาลงในความเงียบก่อนกระซิบ "หรงชุน เดี๋ยวข้าขอนอนสักงีบ"

ชั่วขณะที่หลับตาลง นางก็มองเห็นตนเองเมื่อสามปีก่อน

นั่นคือช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงปีหนึ่ง นางรออยู่ที่หน้าประตูจวนสกุลเซี่ยอยู่นาน กระทั่งเซี่ยอวี้เหิงปรากฏตัว

ในมือนางกำหนังสือหมั้นหมายกระชับแน่นขณะวิ่งเข้าไปหา ในใจทั้งตื่นเต้นและประหม่า แต่กลับแสร้งทำเป็นสงบนิ่งยามเงยหน้ามองเขา "ข้าคือบุตรสาวสกุลจี้"

"ข้ามาเพื่อจะถามท่านว่า สัญญาหมั้นหมายของพวกเรายังมีผลอยู่หรือไม่?"

จี้หานอีในยามนั้นถึงวัยปักปิ่นแล้ว และนั่นก็นับเป็นความใจกล้าเพียงครั้งเดียวในชีวิตของนาง

ในตอนนั้น นางตื่นเต้นเสียจนฝ่ามือเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เนื่องจากไม่รู้ว่าจะได้รับคำตอบเช่นไร

เวลานั้น บิดานางถูกจับเข้าคุก จวนสกุลจี้เองก็โดนยึดทรัพย์ ยามต้นไม้ล้มลิงค่างต่างหนีหาย จวนสกุลจี้ซึ่งเคยมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย กลับเหลือเพียงผู้คนที่คอยซ้ำเติมยามตกต่ำเท่านั้น

แม้นางกับมารดาจะได้รับความเมตตาละเว้นโทษ ไม่ต้องติดร่างแหตามไปด้วย แต่ก็ต้องไปอาศัยอยู่กับท่านตาซึ่งตกอับไปแล้ว และหากเซี่ยอวี้เหิงจะกลับคำไม่แต่งงานด้วย ก็คงไม่มีผู้ใดตำหนิเขาได้

นับเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ กาลเวลาย่อมแปรเปลี่ยนทุกสิ่ง

แม้แต่ตัวจี้หานอีเอง ในครั้งนั้นก็เตรียมใจไว้แล้วว่า หากเซี่ยอวี้เหิงกลับคำ นางก็จะฉีกหนังสือหมั้นหมายทิ้งเสียตรงนั้น

เพราะเซี่ยอวี้เหิงขณะนั้นมีชื่อเสียงในเมืองหลวงพอสมควร ถือเป็นขุนนางตั้งแต่อายุน้อย บุรุษผู้สง่างามดั่งดวงจันทร์กระจ่าง ย่อมมีหญิงสาวตระกูลผู้ดีนับไม่ถ้วนในเมืองหลวงหมายปองอยากแต่งกับเขา

เขาไม่ได้ขาดแคลนคู่ครองที่ดีกว่านางเลย

นางถึงขั้นเตรียมพูดว่า หากเขาไม่เต็มใจ นางก็จะฉีกหนังสือหมั้นทิ้ง ถือเสียว่าไม่เคยมีสัญญานี้ และนางก็ไม่คิดโทษเขาด้วย

แต่เซี่ยอวี้เหิงกลับเอ่ยปากตอบรับ

จี้หานอีลืมไปแล้วว่าเวลานั้นเซี่ยอวี้เหิงมีสีหน้าเช่นไร นางจำได้เพียงเสียงของเขา มันทั้งทุ้มละมุนและเนิบช้า ให้ความรู้สึกคล้ายดั่งกองไฟกลางหิมะในวันฤดูใบไม้ร่วงที่ยังไร้ความอบอุ่น เขากล่าวว่า "ในเมื่อเป็นคำสั่งของบิดามารดา สัญญาหมั้นย่อมต้องมีผล"

"เช่นนั้นข้าน้อยจะให้ท่านแม่ไปพูดคุยเรื่องฤกษ์แต่งที่จวนนะเจ้าคะ"

ชั่วขณะนั้น จี้หานอีคิดว่าตนเองได้พบเจอกับคู่ครองที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว

คู่ครองผู้เป็นเสมือนกองไฟกลางหิมะ ย่อมต้องดีต่อนางดังเช่นที่บิดาดีต่อมารดาของนางเป็นแน่

นางคิดว่าตนเองจะได้มีบ้านอีกครั้ง

แต่แล้วคู่ครองที่นางวาดหวัง กลับแต่งนางเพียงเพราะต้องการรักษาชื่อเสียง ส่วนในใจเขานั้นมีผู้อื่นอยู่แล้ว

ภายใต้หิมะขาวโพลน นางหมุนตัวกลับด้วยความพิศวงคล้ายเพิ่งตื่นจากความฝันตื่นหนึ่ง ก่อนสบตากับดวงตาที่ผิดหวังคู่นั้นในความฝันยามดึก "เจ้าจงดูให้ชัด นี่คือสามีที่เจ้าเลือกเอง"

ลมหนาวบาดผิวระลอกหนึ่งพัดผ่านผ้าม่านหนาหนัก ปลุกคนในห้วงฝันให้ตื่นขึ้นมา

จี้หานอีลืมตาโพลง มองดูถ่านไฟที่มอดดับไปนานแล้ว

นิ้วมือแข็งเกร็งไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะไปเขี่ยมันอีก

นางหวนนึกถึงปีนั้นที่ตนเองอายุสิบสี่ ขณะไปเยี่ยมบิดาในคุกเป็นครั้งสุดท้าย บิดายังคงกุมมือนางไว้ด้วยความเมตตาพร้อมกล่าวอย่างแช่มช้าว่า "หานอี เจ้าอย่าได้ร้องไห้ไปเลย โลกนี้ไม่มีถูกผิดที่แท้จริงฉันใด ก็ไม่มีดีเลวที่แน่นอนฉันนั้น"

"ก็เหมือนดั่งราชสำนักที่มีขึ้นมีลง ผู้ชนะไม่แน่ว่าจะชนะตลอดไป และผู้แพ้เองก็ย่อมมีความหวังกลับมายิ่งใหญ่ได้เช่นกัน"

"เจ้าอย่าได้คิดเคียดแค้น อย่าได้คิดห่วงหา และอย่าได้คิดยึดติด"

"ปล่อยวางอดีต และจงก้าวเดินไปข้างหน้าเสมอ"

จี้หานอีมองดูหิมะนอกหน้าต่างรถม้า

นางพลันตาสว่าง คงต้องยุติความสัมพันธ์อันหยุดนิ่งในฤดูเหมันต์ที่แสนหนาวเหน็บนี้ลงเสียที นางถึงจะสามารถทำตามที่ท่านพ่อบอก ก้าวเดินไปข้างหน้าได้ตลอดไป
Déplier
Chapitre suivant
Télécharger

Latest chapter

Plus de chapitres

Notes

10
88%(23)
9
0%(0)
8
0%(0)
7
0%(0)
6
4%(1)
5
0%(0)
4
4%(1)
3
0%(0)
2
4%(1)
1
0%(0)
9.3 / 10.0
26 Notes · 26 commentaires
Écrire une critique

commentairesPlus

Pim Rattanathanasarn
Pim Rattanathanasarn
อยากให้ผู้เขียนอัพเพิ่มต่อวันให้มากกว่าสี่ตอนได้ไหมคะ...สนุกแต่อัพมาสี่ตอนน้อยมากตามลุ้นเหนื่อยค่ะ
2026-05-06 01:16:06
0
0
Nira Ho
Nira Ho
ขออนุญาตไม่อ้านต่อแล้วค่ะ ไม่ไหวจริงๆ เขียนได้ยืดเยื้อน่ารำคาญมากๆๆ สองร้อยกว่าตอนแลเวเพิ่งจะหย่า บรรยายเข้าไปค่ะ ท่าทางนิสัยความคิดของตัวละครบรรยายๆใม่จบไม่สิ้น ถ้าผู้เขียนว่างก็เข้ามาอ่านคอมเม้นบ้างนะคะ เรื่องต่อไปจะได้ไม่น่ารำคาญ เยิ่นเยัอ แบบนคะอีก เสียเงินอ่านได้แต่ความน่ารำคาญ
2026-04-26 18:58:34
10
0
mommono
mommono
วันนี้อัพเดทมา4ตอน ไม่มีเนื้อหาอะไรเลย รวมเป็นตอนเดียวยังได้ มีแต่น้ำ ดำเนินเรื่องช้ามาก
2026-04-25 19:49:27
5
0
Nureen Soonthornpong
Nureen Soonthornpong
สนุกมากกกกกกกกกดด
2026-04-24 11:47:56
1
0
Dusidakorn
Dusidakorn
สนุก ลุ้นให้นางเอกได้หย่ากับสามีเก่าเร็วๆ
2026-04-24 03:31:56
0
0
276
บทที่ 1
ค่ำคืนฤดูเหมันต์ ได้ยินเสียงลมพายุหิมะพัดกระหน่ำดังหวีดหวิว คลอด้วยเสียงม่านหน้าต่างถูกลมตีดังพึ่บพั่บจี้หานอีหรี่ตาลง ปลายนิ้วอันเย็นเฉียบเลิกม่านที่ตากลมจนแข็งกระด้างขึ้น สายตามองฝ่าความมืดมิดในคืนหิมะตกหนักออกไปไกล แม้เสียงเกือกม้าที่ควบตะบึงมาจะปะปนไปกับเสียงพายุหิมะฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่นางก็ยังได้ยินพลันมีเสียงอ่อนหวานดังขึ้นจากด้านหลังว่า "พี่สะใภ้ ท่านพี่จะมารับพวกเราหรือไม่"จี้หานอีปล่อยม่านลง ไม่ได้ตอบคำ เพียงหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้านางรู้ดี เขาต้องมาแน่ไม่ว่าพายุหิมะจะรุนแรงเพียงใด เขาก็ต้องมาวันนี้ เดิมทีนางไม่ได้คิดติดตามหลี่หมิงโหรวมาที่เรือนน้ำพุร้อนเลย แต่เขากลับกล่าวว่า "หานอี เจ้าเป็นพี่สะใภ้ของหมิงโหรว หมิงโหรวมีโรคหนาวเข้าแทรก เจ้าควรต้องดูแลนาง"ยามเขาเอ่ยประโยคนี้ น้ำเสียงช่างเย็นชานัก ทั้งยังจัดแจงทุกอย่างไว้เสร็จสรรพคล้ายเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วเพียงแต่ขณะเดินทางกลับ หิมะตกหนักปิดกั้นถนน ล้อไม้แตกหัก จึงมีรถม้าจำนวนมากติดค้างอยู่กลางทางสารถีขี่ม้ากลับไปส่งข่าว นี่ก็ผ่านไปเกือบสองชั่วยามแล้ว อีกประเดี๋ยวคงกลับมาเสียงเกือกม้าที่ดังขึ้นเดี๋ยวใก
Read More
บทที่ 2
พายุหิมะอันหนาวเหน็บนำพาความเย็นเยียบซึมลึกถึงกระดูก จี้หานอีรอจนล่วงเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของราตรี ถ่านไฟในเตาน้อยที่เหลือเพียงเศษเสี้ยวมอดดับเย็นชืดไปนานแล้ว เหลือเพียงโคมแก้วหลิวหลีบนหลังคารถม้าที่ยังคงส่องแสงวูบไหวลงมาริบหรี่เท่านั้นรถม้าที่ว่าจะมารับนางก็ยังคงไม่มาเสียทีหิมะคืนนี้ตกหนักยิ่ง นางรู้ดีว่าเขาคงไม่มาแล้วยังดีที่แม้ราตรีจะยาวนาน แต่สุดท้ายก็ต้องผันผ่านสู่วันใหม่กระทั่งขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงสว่างเรืองรอง รถม้าคันใหม่จึงค่อยเคลื่อนตัวมาถึงอย่างเชื่องช้าสารถีรถม้ารีบวิ่งเข้ามาพลางยื่นเสื้อคลุมขนจิ้งจอกให้แก่นาง พร้อมรายงานว่า "เมื่อคืนหิมะตกหนักเหลือเกินขอรับ หากไม่ใช่เพราะโชคดีพบขุนนางมีกิจด่วนต้องรีบออกจากเมือง จึงสั่งให้คนกวาดหิมะเปิดทาง เกรงว่าป่านนี้ข้าน้อยคงยังมารับฮูหยินน้อยไม่ได้เลยขอรับ""นับว่าโชคดีที่เจอคนเหล่านั้น หาไม่แล้ว หากฮูหยินน้อยต้องติดอยู่ในหิมะจะทำอย่างไร"นิ้วมือของจี้หานอีกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกแน่นขึ้น ก่อนหลุบตาลงสารถีรถม้าผู้อยู่นอกหน้าต่างยังคงพูดเจื้อยแจ้วต่อไป "เดิมทีข้าน้อยเตรียมเตาอุ่นมือมาด้วย แต่เสียดายที่ป่านนี้คงเย็นชืดไปหมดแล้
Read More
บทที่ 3
เมื่อหรงชุนผู้ยืนอยู่ด้านหลังจี้หานอีได้ยินคำพูดนี้ ก็ถึงขั้นโกรธจนตัวสั่นไหนเลยหลี่หมิงโหรวจะทนกลิ่นต้นไห่ถังไม่ได้ เป็นนางทนเห็นฮูหยินน้อยมีความสุขไม่ได้ต่างหากยามใดที่เห็นความสัมพันธ์ของฮูหยินน้อยกับนายท่านดีขึ้นสักหน่อย หลี่หมิงโหรวก็เป็นต้องหาทางสร้างปัญหาขึ้นมาเสมอที่ฮูหยินน้อยชอบดอกไห่ถัง ก็เพราะมารดาของนางเคยชอบ ใต้เท้าผู้เป็นบิดาฮูหยินน้อยจึงลงมือปลูกไว้เต็มเรือน และบิดามารดาของนางก็มีวาสนาต่อกันเพราะดอกไห่ถังนี้เองดอกไห่ถังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของฮูหยินน้อย แต่ครั้งนั้นเพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของหลี่หมิงโหรว นายท่านก็สั่งให้คนถอนต้นไห่ถังที่ฮูหยินน้อยปลูกกับมือทิ้งหมดสิ้นในวันนั้น ฮูหยินน้อยร่ำไห้ขอร้องให้นายท่านเหลือไว้สักต้น แต่นายท่านกลับไม่แยแส ยังคงสั่งให้คนถอนทิ้งทั้งหมดการขุดเรื่องที่ผ่านไปแล้วเกือบสองปีมาพูดเช่นนี้ ไม่เท่ากับโรยเกลือลงบนแผลของฮูหยินน้อยหรอกหรือจี้หานอีเอียงศีรษะมองออกไปนอกหน้าต่างปีที่เพิ่งแต่งเข้าสกุลเซี่ยนั้น นางเคยคิดว่าจะได้ครองคู่กับเซี่ยอวี้เหิงด้วยความเคารพรักใคร่เช่นท่านพ่อกับท่านแม่ไปชั่วชีวิตเพราะเซี่ยอวี้เหิงนั้นทั้งสู
Read More
บทที่ 4
เมื่อความคิดดำเนินมาถึงตรงนี้ นางก็ชะงักงันเล็กน้อยที่แท้เซี่ยอวี้เหิงก็ไม่ได้มีความสำคัญต่อใจนางแล้ว คำถามเชิงตำหนิเช่นนั้นของเขา นางจึงไม่รู้สึกเสียใจสักนิดเซี่ยอวี้เหิงผู้สุภาพอ่อนโยนดั่งหยกงามในความทรงจำ เซี่ยอวี้เหิงผู้เคยให้คำมั่นสัญญากับนางว่าต่อให้ตระกูลตกต่ำก็ยังยืนยันมาสู่ขอ เซี่ยอวี้เหิงผู้เป็นวิญญูชนแสนเที่ยงธรรมในคำบอกเล่าของผู้อื่น บัดนี้ ไออุ่นสายสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในใจนางได้จางหายไปหมดสิ้นนางเพียงเหม่อลอยไปชั่วครู่ ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเซี่ยอวี้เหิงดังขึ้นอีกครั้ง "หานอี เจ้าควรหัดทำตัวให้สงบนิ่งเช่นหมิงโหรวบ้าง""ไม่ใช่เอาแต่ขลุกอยู่ในเรือนหลัง วันทั้งวันรู้จักแต่หึงหวงริษยา"หลังพูดจบ เขาก็หันกายเดินจากไปจี้หานอีมองตามแผ่นหลังของเซี่ยอวี้เหิงไปในความเงียบ ก่อนจะดึงสายตากลับมาหยิบตำราในมือขึ้นอ่านด้วยท่าทีเรียบเฉยนางแต่งเข้าสกุลเซี่ยมาสามปี ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลเรือนหลังเพื่อเขา จัดเตรียมข้าวของทุกอย่างที่เขาจำเป็นต้องใช้ ไม่เคยปล่อยให้เกิดเรื่องจุกจิกกวนใจเขาสักครั้ง แม้แม่สามีจะคอยหาเรื่องตำหนิหรือกลั่นแกล้งในบางครั้ง แต่นางก็ไม่เคยปริปากบ่นให้เขาฟัง
Read More
บทที่ 5
พายุหิมะในวันนี้ไม่ได้โหมกระหน่ำรุนแรงมากนัก แต่ยามที่จี้หานอีก้าวเท้าเดินออกจากห้อง นางกลับยังคงรู้สึกว่าสายลมที่พัดผ่านกายช่างหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจนางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนร่างให้แน่นขึ้น สายตามองดูเกล็ดหิมะซึ่งปกคลุมโคมแก้วหลิวหลีจนเลือนราง เลือนรางไม่ต่างไปจากเส้นทางข้างหน้าแม้แต่น้อยช่วงสองวันนี้นางหลินผู้เป็นแม่สามีล้มป่วย คนจากเรือนรองและเรือนที่สามต่างพากันมาเยี่ยมเยียน ตอนที่จี้หานอีไปถึง ในห้องจึงมีผู้คนนั่งอยู่เต็มไปหมดจี้หานอีปลดสายเสื้อคลุมส่งให้หรงชุน บ่าวอาวุโสด้านข้างช่วยเลิกม่านให้นางเดินเข้าไป เสียงพูดคุยกันอย่างคึกครื้นพลันดังถนัดหู แต่แล้วก็เงียบลงชั่วขณะ สายตาของทุกคนต่างจับจ้องมาที่นางสีหน้าเหล่านั้นดูเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย และไม่อาจนับว่ามีความสนิทสนมอันใดในช่วงสามปีที่นางแต่งเข้ามา คนสกุลเซี่ยล้วนมองนางด้วยสายตาเช่นนี้มาโดยตลอด คล้ายไม่เคยเห็นนางเป็นสะใภ้สกุลเซี่ย จึงยิ่งไม่อาจสนิทใจต่อกันจี้หานอีเดินเข้าไปคารวะนางหลินผู้เป็นแม่สามีด้วยกิริยาปกติเช่นเคยนางหลินกล่าวแสดงความห่วงใยจี้หานอีไม่กี่คำ ถามไถ่อาการป่วยของนางอีกเล็กน้อย ก็บอกให้นางไปนั่
Read More
บทที่ 6
ใบหน้าของหลี่หมิงโหรวพลันย่ำแย่ลงเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น แม้จี้หานอีเดินจากไปแล้ว นางก็ยังตั้งสติไม่ได้หรงชุนเดินตามติดจี้หานอี ขณะนึกถึงคำพูดของฮูหยินน้อยเมื่อครู่ ก็ให้รู้สึกสะใจขึ้นมาเล็กน้อยแต่นางก็อดกล่าวด้วยความกังวลไม่ได้ "หากนางไปฟ้องนายท่านอีกจะทำอย่างไรเจ้าคะ..."นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย หลี่หมิงโหรวภายนอกดูอ่อนหวานใจดี แต่ลับหลังมักชิงลงมือใส่ร้ายป้ายสีก่อนเสมอ และนายท่านก็เข้าข้างนางมาโดยตลอด ไม่เคยเชื่อฮูหยินน้อยเลยสักครั้งเดิมที จี้หานอีก็ตั้งใจจะพูดเรื่องหย่าขาดกับเซี่ยอวี้เหิงในเร็ววันนี้อยู่แล้ว ต่อให้หลี่หมิงโหรวไปฟ้องเซี่ยอวี้เหิงจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใดนางกับเซี่ยอวี้เหิงนั้น บางทีอาจไม่ได้คู่กันมาตั้งแต่แรกนางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนร่าง พลางกระซิบ "ไม่ต้องห่วง พวกเรากลับกันก่อนเถิด"ถนนหินเขียวชุ่มชื้นไปด้วยหยดน้ำ ยามชายกระโปรงกวาดผ่าน ก็สะท้อนเงาสีสันอันเลือนรางขณะเดินผ่านป่าไผ่ ก็แว่วเสียงผู้คนพูดคุยกันดังมาจากด้านหน้าว่า "เจ้าดูสิ เมื่อเช้านี้นางไม่กล้าพูดอะไรสักคำ ได้แต่กัดฟันกลืนเลือดลงท้องใช่หรือไม่?""ตอนที่นางแต่งเข้ามา สินเดิมยา
Read More
บทที่ 7
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาเห็นเซี่ยอวี้เหิงและหลี่หมิงโหรวเดินเคียงคู่กัน ในใจของจี้หานอีก็มักเกิดความเจ็บปวดรวดร้าวอยู่เสมอความเจ็บปวดนั้นเกิดจากการที่นางเป็นภรรยาของเซี่ยอวี้เหิงแท้ ๆ แต่กลับต้องยืนมองดูความเหมาะสมระหว่างเซี่ยอวี้เหิงกับหลี่หมิงโหรวเสมือนตนเองเป็นคนนอกและนั่นก็ทำให้นางตระหนักรู้อย่างชัดเจนทุกครั้งว่าตนคือส่วนเกินทว่าบัดนี้ ในใจของจี้หานอีกลับสงบนิ่งดั่งผืนน้ำบางทีนางอาจไม่ได้รักเขามากถึงเพียงนั้น หรือบางที คนที่นางรักอาจเป็นเซี่ยอวี้เหิงผู้เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะแต่งงานกับนางในกาลก่อนต่างหากถ้วยยาอุ่นร้อนในมือยังคงส่งควันลอยกรุ่น กลิ่นขมฝาดลอยอวลอยู่ที่ปลายจมูก จี้หานอีก้มหน้าดื่มยาในถ้วยจนหมด ก่อนวางถ้วยเปล่าไว้ข้างตัวนางยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด เซี่ยอวี้เหิงก็ขมวดคิ้วกล่าวกับนางเสียก่อน ด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแฝงแววตำหนิเช่นเคย "หมิงโหรวพูดกับเจ้าอยู่นะ"จี้หานอีปรายตามองเซี่ยอวี้เหิง แววตาที่เขามองนางช่างดูเย็นชาเสมอ และยามที่มีหลี่หมิงโหรวอยู่ด้วย เขาก็มักขมวดคิ้วตำหนินางเช่นนี้ตลอดมาคล้ายไม่ว่านางทำสิ่งใด ล้วนไม่เคยได้ดั่งใจเขาสักอย่างนางเองก็ขมวดคิ้วมองเซี่ย
Read More
บทที่ 8
จี้หานอีนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งภายในห้อง เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางอึกอักคล้ายอยากพูดแต่ไม่กล้าพูดของหรงชุน นางก็ยิ้ม "ข้ารู้ว่าเจ้าอยากพูดอะไร"พูดจบ จี้หานอีก็มองดูเงาสะท้อนของตนซึ่งยังคงดูซีดเซียวด้วยพิษไข้ในคันฉ่องทองแดง นางปลดเครื่องประดับบนเรือนผมออก พลางกล่าวเนิบช้า "หรงชุน เจ้าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ข้าเข้าใจดีว่าตนเองกำลังทำสิ่งใด"นางเป็นหลานสะใภ้สกุลเซี่ย ส่วนเซี่ยอวี้เหิงก็เป็นหลานชายคนโตผู้มีอนาคตยาวไกลที่สุดประจำตระกูล จี้หานอีย่อมรู้ดีว่ามีดวงตาหลายคู่กำลังจับจ้องมองมา เพื่อหาโอกาสจับผิดนางก่อนหน้านี้เพื่อความปรองดอง และเพื่อความสงบสุขในเรือนหลัง นางจึงไม่กล้าทำผิด ไม่กล้าระบายอารมณ์ความรู้สึก ได้แต่อดทนอดกลั้นในทุกเรื่อง พยายามประคับประคองความสัมพันธ์กับเซี่ยอวี้เหิงให้ราบรื่น ด้วยเกรงว่าตนจะเป็นตัวถ่วงของเขาแต่ชีวิตที่เหลืออยู่อันหนักอึ้งซึ่งมองเห็นจุดจบได้อย่างง่ายดายนี้ กลับทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายนักหากต้องติดอยู่ในพันธนาการที่ทั้งน่าอึดอัด ไร้กำลัง และว่างเปล่าเช่นนี้ไปชั่วชีวิต นางก็คิดว่า ให้มันจบสิ้นกันไปเสียคงดีกว่าจี้หานอีรู้ดีว่าคืนนี้เซี่ยอวี้เหิงไม
Read More
บทที่ 9
ยามสาย ท่านหมอยามาตรวจดูรอบหนึ่ง หลังจับชีพจรก็กล่าวว่าอาการโดยรวมดีขึ้นแล้ว เพียงแต่ไอเรื้อรังนั้นหายยาก จำต้องพักรักษาตัวอีกหลายวันจี้หานอีรู้สึกว่าแค่อาการหนาวสั่นจับไข้ทุเลาลงก็ดีมากแล้ว เหลือเพียงอาการไอกำเริบหนักหน่อยในช่วงกลางคืน ส่วนกลางวันนั้นแทบไม่มีอาการเท่าใดทว่าในขณะที่อาการของจี้หานอีเริ่มดีขึ้น อาการป่วยทางฝั่งแม่สามีกลับทรุดหนักลงจี้หานอีย่อมต้องไปปรนนิบัติข้างกายแม่สามี นางหลินอาเจียนไม่หยุด หมอหลวงมาตรวจดูบอกว่าความเย็นกระทบกระเพาะอาหาร จึงจัดเทียบยาให้ บรรดาผู้คนในห้องต่างพากันวุ่นวายโกลาหลคนจากเรือนรองและเรือนที่สามต่างพากันมาแสดงความห่วงใย กลิ่นยาสมุนไพรลอยปะปนไปกับเสียงพูดคุย ทำให้ภายในห้องถูกปกคลุมด้วยความร้อนรุ่มและแออัดจี้หานอีโดนเบียดไปอยู่ด้านข้าง นางรู้สึกวิงเวียนศีรษะเล็กน้อย ลมหายใจติดขัดอึดอัดยิ่งยังดีที่คนเหล่านี้เพียงแวะมาถามไถ่อาการพอเป็นพิธี เมื่อเห็นนางหลินอ่อนเพลียเสียจนไม่อยากพูดจา ก็พากันยกขบวนกลับ ภายในห้องจึงว่างเปล่า เหลือเพียงจี้หานอีเฝ้าอยู่ผู้เดียวเท่านั้นพิษไข้ของจี้หานอียังไม่หายดี แต่ก็ต้องมาปรนนิบัติดูแลแม่สามีตลอดช่วงบ่าย
Read More
บทที่ 10
จี้หานอีส่ายหน้า ไอออกมาเล็กน้อยขณะมองเปลวเทียนที่วูบไหวไม่พูดคำใดจดหมายฉบับนี้เป็นท่านยายส่งมา แจ้งว่านายกองฝ่ายตะวันออกของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรจับกุมตัวกู้สวิน ญาติผู้พี่ของนางซึ่งร่ำเรียนอยู่ในสำนักศึกษากั๋วจื่อเจี้ยนและวันนี้ เขาก็ถูกส่งตัวไปที่กองปราบฝ่ายเหนือแล้วส่วนจะได้รับการปฏิบัติเช่นไรในกองปราบฝ่ายเหนือ ไม่ต้องเดาก็รู้ผู้คนต่างทราบดีว่าทัณฑ์ทรมานของกองปราบฝ่ายเหนือนั้น ไม่มีผู้ใดทานทนไหว ไม่นานก็ต้องยอมรับสารภาพ และคนที่ตายในคุกกองปราบก็มีไม่น้อยนางรู้ดีว่าเหตุใดท่านยายถึงร้อนใจส่งจดหมายมาหา เพราะสามีของคุณหนูใหญ่สกุลเซี่ยนามเซี่ยจิ่นก็คือผู้บัญชาการประจำกองปราบฝ่ายเหนือนั่นเองถ้าเขาจะสั่งให้ปล่อยตัวพี่กู้สวิน ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใดจี้หานอีพลันรู้สึกปวดศีรษะ ได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับการที่กู้สวินถูกนายกองจับตัวไป เพียงเพราะลอบวิพากษ์วิจารณ์ตำราพิชัยสงครามค่ายกลและวิชาพยากรณ์ไท่อี่กับผู้อื่นครั้งนี้ จะว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็ใหญ่ จะว่าเป็นเรื่องเล็กก็เล็ก ขึ้นอยู่กับว่าเบื้องบนต้องการตัดสินอย่างไรราชสำนักกวดขันตรวจสอบตำราต้องห้ามมาโดยตลอด ผู้ที่ถูกซัดทอดติดร่า
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status