Mag-log inชาติปัจจุบัน
สายลมด้านนอกพัดกรรโชกอย่างบ้าคลั่ง อากาศเย็นและแห้ง อาณาจักรต้าอันแห่งนี้ อาการมักแปรปรวนอยู่เสมอ กระนั้นก็เป็นพื้นที่ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางที่รวบเจ็ดแคว้นเข้าไว้ด้วยกัน อยู่ภายใต้การดูแลของจักรพรรดิจ้าวเพื่อไม่ให้หนานฉี หรือเหล่าพวกคนเร่ร่อนแดนเถื่อนสิบสองเผ่าเข้ามารุกราน
ในห้องลับใต้ดินที่คนนอกไม่อาจก้าวไปถึง มีแสงเงาวูบไหวไปมา พร้อมเสียงร้องโหยหวนสสับการคำรามชวนให้ขนพองสยองเกล้ายิ่งนัก เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นติดต่อกันหลายชั่วยาม ร่างแล้วร่างเล่าถูกกระทำคล้ายๆ กัน พวกเขาไม่เรียกว่าเป็นการทรมาน หากปรารถนาจะควบคุมบุรุษเหล่านี้ เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง ตามเจตนารมณ์ของจักรพรรดิจ้าว ที่รับความเชื่อจากสำนักตงปา
ห้องใต้ดิน คือสถานที่ซึ่งคนนอกไม่อาจล่วงรู้ ฝั่งหนึ่งมีศพกองอยู่ และแยกเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ชวนให้สยดสยอง บางศพไร้ศีรษะ บางศพถึงมีศีรษะ แต่ยากยิ่งนักที่จำแนกได้ว่าเป็นผู้ใด และเรียกรวมๆ ก็คือ ซากเหล่านี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นองค์ชายต่างแคว้นที่ถูกส่งมาเป็นตัวประกัน พร้อมรับใช้อาณาจักรต้าอัน โดยผู้ปกครองก็คือจ้าวฉีเหริน (จักรพรรดิจ้าว)
ชั่วหนึ่งก้านธูปก่อน ร่างที่ผ่านการใช้ทั้งยากล่อมประสาท และพิษร้าย นอนอยู่บนโต๊ะกว้างขนาดใหญ่ เขาส่งเสียงหัวเราะหึๆ ราวกับเสียสติ เลือดไหลออกมาจากดวงตา และจมูก กลิ่นคาวคละคลุ้งห้องอับชื้นไปหมด คนผู้นั้นคือเฉิงป๋อหยาง ร่างกายเขามีบาดแผลทั้งเก่าและใหม่เต็มไปหมด แผลเก่าเกิดจากเหล่าองค์ชายที่มีสายเลือดของจ้าวฉีเหรินกลั่นแกล้ง แผลใหม่เป็นคำสั่งจากจักรพรรดิจ้าว เพื่อให้เฉิงป๋อหยางกลายเป็นอาวุธสังหารที่ยอดเยี่ยม
ในยามนี้ดูเหมือนว่าเฉิงป๋อหยางผ่านการทดสอบแสนสาหัส และรอดพ้นความตายได้อย่างน่าเหลือเชื่อ แม้แต่หมอหลวงเหวินยังประหลาดใจ พร้อมพยายามเก็บอาการเอาไว้ เนื่องจากหากแสดงพิรุธออกมา ชีวิตองค์ชายต่างแคว้นที่เหลือ ย่อมต้องกลายเป็นเครื่องสังเวยต่อศาสตร์การแพทย์ที่ยังไม่มีข้อสรุปได้ว่า เขาสามารถสร้างมนุษย์ให้มีร่างกายแกร่ง และแข็งแรงราวกับเทพหรือปีศาจ
ซึ่งเรื่องราววันวานก่อนก้าวมาเหยียบอาณาจักรต้าอันของเฉิงป๋อหยาง ผู้อื่นเห็นว่า เขามีสภาพมิต่างจากองค์ชายขี้โรค ทั้งยังสมองทึบ กระทั่งอีกฝ่ายบังเอิญพบหน้าลูกศิษย์น้อยของหมอหลวงเหวิน องค์ชายตัวประกันก็คล้ายจะมีแผนการบางอย่างในใจ อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับสิ่งที่เขาสัมผัสได้เมื่อครู่ ช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เฉิงป๋อหยางคล้ายคนที่พึ่งถูกฉุดให้รอดพ้นจากขุมนรก ดวงตาเขาชั่วขณะหนึ่งที่เบิกโพลงขึ้น ก่อนจะค่อยๆ หรี่ลง เต็มไปด้วยความฉงน ไร้วี่แววความดุกร้าวอย่างที่หมอหลวงเหวินพบในขณะที่พยายามเปลี่ยนบุรุษผู้นี้ให้มือสังหารที่ไร้จิตใจ
เขาขยับริมฝีปากอยู่หลายหน หากไม่มีเสียงเล็ดลอด ทั้งมองหมอหลวงเหวินอย่างไม่วางตา
“กระหม่อมต้องป้อนน้ำแกงบำรุงเลือดให้ป๋อหยางกลิ่นมันรุนแรงสักหน่อย ขอให้ฝ่าบาท ถอยออกไปสักเล็กน้อย ”
จักรพรรดิจ้าวยักไหล่ ก่อนหมุนตัวไปอีกด้าน
ขณะที่น้ำแกงกำลังจะจ่อปากเฉิงป๋อหยาง เสียงแหบแห้งจากร่างที่บอบช้ำหนักได้ถามหมอหลวงเหวิน
“ท่านยังมีชีวิตอยู่ เป็นไปได้อย่างไรกัน”
หมอหลวงเหวินจับชีพจรเฉิงป๋อหยาง และมีความคิดมากมายวิ่งวนในหัว
“ป๋อหยาง อย่าพึ่งกล่าวสิ่งใด มิเช่นนั้นข้าจะไม่สามารถ ช่วยท่านได้อีกแล้ว”
ฝ่ายองค์ชายต่างแคว้นสับสน ทั้งปวดศีรษะราวกับมันจะระเบิด ร่างกายร้อนจัด นอกเหนือจากนั้น เขารับรู้ได้ถึงหมุดที่อยู่ตามจุดต่างๆ ในตัว ทว่าเหนืออื่นใด เฉิงป๋อหยางเชื่อว่าตนไม่ได้ฝัน เขาคืนกลับมาในช่วงเวลาก่อนที่บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ และเกิดการก่อกบฏในอาณาจักรต้าอัน คือช่วงเวลาที่เขากับสตรีแสนอ่อนหวานและน่าสงสารยังรักกันหวานชื่น ซึ่งนางก็คือจ้าวรั่วเหมย
และนับว่า เฉิงป๋อหยางยังคงมีโชคอยู่บ้าง ด้วยฝ่ายจักรพรรดิจ้าวไม่ทันสังเกตเห็น สิ่งต่างๆ ที่ผิดปกติ กระทั่งหมอหลวงเหวินสั่งให้เขานอนนิ่งๆ แสร้งว่าไม่ได้สติเช่นเดิม
“หมอหลวงเหวิน มั่นใจหรือไม่ว่า มันจะไม่ใจเสาะ ตายไปเสียก่อนทำงานสำคัญให้เรา” คนที่ถามมองเฉิงป๋อหยาง สีหน้าไร้ความเมตตา และเขาคือจักรพรรดิจ้าว
เหวินอู๋คังนิ่วหน้า เขาเป็นหมอหลวงคนสำคัญแห่งยุค ทั้งยังมีศักดิ์เป็นญาติต่างสกุลของจ้าวฉีเหรินด้วย และเหวินอู๋คังคือผู้ดูแลห้องลับ เพื่อทำการสร้างชีวิตใหม่แก่องค์ชายตัวประกัน คนพวกนี้จะกลายเป็นกำลังในการทำศึกสงครามกับฉีหนาน....
เขาเร่งจังหวะเร็วขึ้น แรงขึ้น และการหายใจทั้งคู่ผสานเขาด้วยกัน ฝ่ายนางบีบรัดเขาอย่างเผลอไผล เป็นเหตุให้เฉิงป๋อหยางส่งเสียงคำราม ตามด้วยคำชม “งดงามไร้ที่ติ หยางหยางย่อมมาเกิดในมิช้า... อาเหมย ข้าจะมอบเซียนน้อยให้ไว้ดูแล เมื่อเขาเติบใหญ่ก็จะกลายเป็นเทพสงคราม” ยามนี้เขากล่าวสิ่งใด นางย่อมไม่อาจโต้แยก รับรู้แต่การกระแทกของเขาที่มอบรสเร่าร้อนให้นางจนมือเท้าอ่อนระทวย พอปลายหัวหยักเคลื่อนไปอยู่ปากทางฉ่ำเยิ้ม ฝ่ายนางก็ออกแรงดึงดูดให้เขานำท่อนอุ่นจัดกระแทกคืนสู่จุดเดิม “อาเหมยล้อข้าเล่นอีกแล้ว เจ้าติดใจรสชาติเสาค้ำอาณาจักรต้าอันของข้าใช่หรือไม่” นางไม่ตอบ ดวงตายังหลับสนิท ซึ่งยามนี้ ไม่ใช่เพราะง่วงงุน ไม่ใช่การละเมอ แต่นางเขินอายและไม่กล้าสู้สายตาของเฉิงป๋อหยาง เอวบางถูกจับยกสูง ตอนนี้จ้าวรั่วเหมยอยู่ในท่านั่งซ้อนทับร่างเขาบนเตียง ท่วงท่าดังกล่าวส่งผลให้เกิดความลื่นไหลมากกว่าเดิม มือใหญ่จับเอวของนาง และเคลื่อนขึ้นลงไปมา ส่วนสะโพกเขาขยับรัวๆ เป็นชุดใหญ่ ซึ่งความนุ่มนิ่มของนางรองรับความแข็งแกร่งของเขาอย่างไม่ยอมแพ้
คมเขี้ยวของเฉิงป๋อหยางลงน้ำหนักไม่รุนแรงนัก ถึงอย่างนั้นจ้าวรั่วเหมยก็เจ็บ ก่อนรับรู้ได้ถึงความคาวในปาก เขาต้องการให้นางเสียเลือด บุรุษผู้นี้น่ากลัวเกินไปแล้ว “คืนนี้ท่านได้แผลข้างบนเป็นที่ระลึกจากข้า คืนต่อๆ ไป ข้าจะทำให้องค์หญิงหกได้เลือด จากส่วนที่สตรีมีไว้มัดใจบุรุษ โดยเฉพาะคนแซ่กังที่ท่านอยากพลีกายให้มันเล่นสนุก เหมือนโสเภณีใช่ซ่องชั้นต่ำ” คำพูดน้ำเสียงจากเฉิงป๋อหยางทำให้นางเจ็บที่หัวใจ และน้ำตาพลันเอ่อล้นแพขอบตางอนหนา ในความเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่าย จ้าวรั่วเหมยรับรู้ได้ว่า นิ้วมือใหญ่ๆ ของเขาช่วยซับน้ำตาให้ ก่อนจะมีการจุมพิตที่เปลือกตานาง หัวใจหญิงสาวเต้นไหวรุนแรง และนั่นคงทำให้เขารับรู้บางอย่าง จากการจุมพิต เขาจึงเลื่อนริมฝีปากลงมาที่ลำคอ จูบและไล้ลิ้น เล่นหยอกเย้าปลุกอารมณ์นางอีกครั้ง สะโพกของจ้าวรั่วเหมยยกขึ้นสูง มือใหญ่รองรับเอาไว้ พร้อมกันนั้นขาวเรียวสวยถูกยกพาดไหล่หนา อื้อ...นางครางเสียงต่อเนื่อง กลีบอวบแสนบริสุทธิ์ก็ถูกรุกล้ำด้วย เรียวลิ้นสากร้อนทิ่มแทงย้ำๆ ประหนึ่งว่าอยากให้จ้าวรั่วเหมยขาดใจตาย
อื้อ... อ๊ะ...เกิดสิ่งใดขึ้น ร่างกายจ้าวรั่วเหมยร้อนวูบวาบ บางคราขนอ่อนที่หลังต้นคอลุกชัน ยามนี้รู้สึกคล้ายต้องพิษที่อาจส่งผลให้นางตกอยู่ในอำนาจของผู้อื่น จ้าวรั่วเหมยอ่อนไหวต่อการรุกรานนี้ แทนที่จะต่อต้าน กลับกลายเป็นว่าหญิงสาวอยากเข้าร่วมกับอีกฝ่าย กายแกร่งที่อุ่นจัดเบียดแทรกเนื้อนุ่มนิ่ม ทั้งมีการสูดกลิ่นหอมจากส่วนที่ไวต่อความรู้สึกอย่างคลั่งไคล้ เกิดคำถามในหัวดังย้ำย้อนไปมา มีผู้บ้าบิ่นบุกรุกเข้ามาในห้องหับและกำลังทำสิ่งต้องห้ามระหว่างชายหญิงทั้งที่ไม่ได้เป็นสามีและภรรยากันใช่หรือไม่ เขาคือใคร วิญญาณร้ายจากเรือนป่าสนสินะ... ยามนี้ แพขนตาหนาหนักอึ้ง ส่วนร่างกายกับตรงกันข้ามกัน ด้วยเริ่มร้อนรุ่มในพื้นที่อ่อนนุ่มซึ่งกำลังเรียกร้องให้ความใหญ่โตแสนอัดอัดแทรกตัวเข้าไป ทั้งแขนและขาอ่อนระทวยมิอาจปกป้องตนเองจากการจู่โจมของผู้ที่ถวิลหาความสาวแสนบริสุทธิ์จากองค์หญิงหก แห่งแคว้นต้าอัน จวบจนมีสิ่งที่แทงลึกเข้าในกลีบสวาทเนื้อสาว นางก็สั่นผวา ทั้งต้องส่งเสียงครางอยากออดอ้อน อื้อๆ ๆ เป็นสิ่งใดที่กำลังเข้าไปสำรวจพื้นที่ต้องห้ามของสตรี
เขามาพร้อมกับลูกศิษย์น้อยไร้เดียงสา กล่าวได้ว่าเป็นแม่นางน้อยผู้หนึ่ง และนางฉลาดเฉลียวกินเก่ง และยามนั้นอยากกินถังหูลู่ที่ทำจากซานจา* (พุทราป่า) จึงติดตามมาด้วย และบังเอิญได้พบกับเฉิงป๋อหยางเข้าพอดี ความมีน้ำใจของนางและเห็นว่าเขานอนไม่ได้สติ ทั้งตัวร้อน แม่นางน้อยก็อยากช่วยเหลือ พร้อมคาดเดาว่าเฉิงป๋อหยางดูเหมือนกำลังหิว จึงเคี้ยวผลซานจาที่มีรสหวานอมเปรี้ยวจากนั้นก็เตรียมป้อนใส่ปากเขา “ไม่มีน้ำ.... มะ ไม่มีของกะ กิน แต่ซานจา นี้ ขะ ข้ามอบให้พี่ชาย” คราแรกที่ได้ยินเสียงอีกฝ่าย เขายื่นมือออกมา แม้จะแทบไม่มีเรี่ยวแรง แต่ยังบีบลำคอเล็กๆ เอาไว้ได้ ทุกอย่างเป็นไปตามสัญชาตญาณ เขาไม่เคยไว้ใจผู้ใด มันคือกฎที่ตั้งเอาไว้ แผ่นดินต้าอันล้วนดูหมิ่นชาวชิงเสมอมา อีกทั้งก่อนมารดาสิ้นใจ ยังย้ำเตือนว่า คนที่ต้องระวังให้มากที่สุดก็คือจักรพรรดิจ้าว เด็กหญิงไม่ได้ตื่นตกใจ เพียงแค่ทำตาโต แล้วไอโขลกๆ ติดกัน พลอยให้เฉิงป๋อหยางรู้สึกผิด เขาปล่อยมือจากลำคอนาง ที่ดูเหมือนว่ากระดูกอาจหักได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดจากใจจริง ฝ่ายนางพอเป็นอิสระ ก็มองเขาอย่างพินิ
จ้าวฉีเหรินเกิดความคิดขึ้นทันที เขามีหูตามากมายในวังหลวง สิ่งใดที่เขาสนใจ ย่อมได้รับรายงาน และบางทีคนที่เขาอยากให้ฝังหมุดเล่มสุดท้ายเหนือหัวใจของเฉิงป๋อหยาง อาจอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ซึ่งชื่อของอีกฝ่าย ติดอยู่ที่ริมฝีปากเขาเท่านั้น “เรียกแม่ทัพน้อยกังมาพบเรา ให้คนส่งผ้าไหม และเครื่องประดับไปตำหนักจิ่งกง แจ้งว่าเป็นรางวัลจากเรามอบแก่องค์หญิงหก สิ่งของเหล่านั้นให้เน้นสำหรับใช้ในงานมงคล” คำสั่งของฮ่องเต้ ใครได้ยินก็เข้าใจได้ว่า ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ กำลังจะเกิดสมรสพระราชทานระหว่างแม่ทัพน้อยกังและองค์หญิงหก ฝ่ายร่างที่นอนบนโต๊ะไม้ แม้จะทรมานจากการบาดแผลใหญ่น้อย รวมถึงหมุดที่ฝังอยู่ในร่าง แต่มันยังไม่เท่ากับสิ่งที่เขาได้ยินจากจ้าวฉีเหริน ความแค้นทั้งหมดที่คนผู้นี้ก่อต่อมารดาเขาจากไป รวมถึงท่านย่า และท่านปู่ ทั้งแคว้นชิง ย่อมต้องได้รับการคิดบัญชี คนสกุลจ้าวสมควรต้องชดใช้ด้วยเลือด แม้แต่องค์หญิงหกจ้าวรั่วเหมย สตรีที่งดงามและบอบบางราวกับบุปผาแรกแย้ม เขาก็จะไม่มีวันยกเว้น ส่วนจะพิจารณาโทษใดต่อนาง เฉิงป๋อหยางย่อมต้องมีวิธีทรมานที่แสนพิเศษ และล้ำลึกกว่าผู้อื่น ฝ่ายจั
“เสี่ยวเหมียน มิใช่น้องสาวเรา... การถูกส่งไปเป็นโสเภณีแคว้นชิงก็นับว่าเหมาะสม กับโทษที่คนในตระกูลเดิมของนางก่อขึ้น การไม่จงรักภักดีต่อเราย่อมต้องแลกด้วยเลือด และความตาย หากจำไม่ผิด ข่าวสุดท้ายที่จดจำได้ น้องสาวแพศยาคนนั้น ตกเป็นเมียชิงอ๋อง ในท้องพระโรง มีผู้อื่นได้เห็นการอุ่นเตียงแสนบัดซบนับร้อย ฮ่าๆ ๆ การสมสู่เยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน ช่างเหมาะสมกับที่พวกมันเป็นคนแคว้นชิง ที่ไร้สมอง ขาดความรู้เรื่องการทำศึกสงคราม จึงพ่ายแพ้ต่อเราเรื่อยมา” เรื่องราวบัดซบที่จักรพรรดิจ้าวกล่าว มิแน่ชัดว่ามีมูลความจริงมากน้อยแค่ไหน แต่เฉิงป๋อหยางที่นอนอยู่ แม้ไม่อาจลืมตาได้ ทั้งบอบช้ำทั่วร่าง แต่ใจเขาเจ็บปวดยิ่ง อย่างไรเสียชีวิตที่สองเมื่อได้มา เขาย่อมต้องคิดบัญชีทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างสาสม โดยเฉพาะจ้าวฉีเหรินผู้นี้ “สาดน้ำให้มันฟื้น และส่งกลับเรือนป่าสน ให้คนคอยจับตาดูมันตลอด มีสิ่งใดผิดปกติจงรายงานเราโดยเร็ว” จ้าวฉีเหรินกล่าว โดยไม่คิดจะแยแสร่างที่มิต่างจากผีดิบของเฉิงป๋อหยาง หากเป็นยามนั้นที่เหวินอู๋คังกล่าวขึ้น “ฝ่าบาทอย่างไรก็ตาม หากต้องการเก็บป๋อหยางไว้ใช้งาน เมื่อหมุดเล่มสุดท้ายต







