تسجيل الدخولราตรีนั้น เขาร่อแร่เจียนตาย เอ่ยปากอ้อนวอนนาง “ช่วยข้า แล้วข้าจะมอบทุกสิ่งให้แก่เจ้า” วันรุ่งขึ้น นางโยนสัญญาแผ่นหนึ่งลงตรงหน้า “ลงนามซะ นับแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าคือสมุนของข้า” ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับการบีบคั้นจากครอบครัวให้แต่งงาน นางกลับตอบรับคำสู่ขอของเสด็จอาเล็กแห่งราชวงศ์ แต่แล้วก่อนพิธีวิวาห์จะเริ่มขึ้น นางกลับหอบหิ้วสมุนคนใหม่หนีไปเสพสุขสำราญยังต่างเมืองเสียดื้อ ๆ ต่อมา ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ชาวบ้านต่างนินทากันให้แซ่ด “คุณหนูใหญ่ตระกูลหลิวช่างไร้ยางอาย ทิ้งคู่หมั้นแล้วหนีตามชายชู้ไปเสียแล้ว!” จนกระทั่ง ‘สมุน’ ผู้นั้นโอบเอวนางไว้แน่น ประกาศก้องต่อหน้าธารกำนัล “ชายชู้ที่พวกเจ้าว่า ก็คือข้าผู้นี้เอง!”
عرض المزيدเมื่อได้ยินฉู่จงหลิงกล่าวจนจบด้วยน้ำเสียงสะอื้น ในใจของหลิวชิงซวี่ก็เกิดความหวั่นไหวขึ้นมาบ้าง อย่างไรเสียก็เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของเจ้าของร่างเดิม หากนางจะทนดูคนตายไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วย ก็คงจะดูไม่สมเหตุสมผลนักเพียงแต่ว่า นางกลับขมวดคิ้ว เอ่ยถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจ “ก่อนหน้านี้ข้าเคยถามหมอหลวงดูแล้ว หมอหลวงบอกว่าเสด็จแม่มีพระพลานามัยแข็งแรง มิได้ประชวรด้วยโรคหัวใจ หรือว่ามีผู้ใดรักษาให้นางจนหายดีแล้ว?”“เป็นไปไม่ได้! ในใต้หล้านี้นอกจากราชาโอสถแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถรักษาเสด็จแม่ให้หายขาดได้!” ฉู่จงหลิงโต้แย้งในทันที กลัวว่านางจะไม่เชื่อคำพูดของตน จึงเป็นฝ่ายอธิบายขึ้นมาก่อน “เสด็จพ่อทรงสอบถามจนกระจ่างแล้วว่า ในบรรดาตัวยาเหล่านั้น มีตัวยาชนิดหนึ่งที่หาได้จากเทือกเขาเย่าหวังเท่านั้น หากเสด็จแม่ได้รับการรักษาจากราชาโอสถจนหายจากโรคหัวใจแล้ว เรื่องใหญ่ขนาดนี้เหตุใดจึงไม่บอกข้าเล่า?”หลิวชิงซวี่พลันหรี่ตาทั้งสองข้างลงเมื่อช่วงเช้าตอนที่ไปยังตำหนักซินหัวเพื่อเยี่ยมซ่างกวนซูหลาน นางจำได้ว่าเวลานั้นฉู่จงหลิงดูกังวลมาก กลัวว่าอาการประชวรของซ่างกวนซูหลานจะกำเริบ ทว่าซ่างก
“...” เจียงจิ่วลอบกุมหน้าอก รู้สึกว่าอวัยวะภายในกำลังจะเคลื่อนผิดที่เพราะอาการชักกระตุกหลิวชิงซวี่ก้าวเข้ามาในห้องก็เห็นภาพเหตุการณ์นี้พอดีฉู่จงหลิงประคองคาง มองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิดด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้มหลงใหลส่วนเจียงจิ่วยืนอยู่ริมประตู คล้ายกับถูกพิษอะไรบางอย่าง ใบหน้าเขียวคล้ำ ปากและจมูกยังบิดเบี้ยวเล็กน้อย“เจียงจิ่ว เจ้าเป็นอะไรไป? รู้สึกไม่สบายตรงที่ใด?” นางขมวดคิ้วเอ่ยถามด้วยความห่วงใย“พระชายา... ข้าน้อย...” เจียงจิ่วมองฉู่จงหลิงที่อยู่ริมโต๊ะ สุดท้ายก็หุบปากลงอีกครั้งเขาจะบอกว่าเขาอยากจะกระอักเลือดได้หรือไม่?รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะบอบช้ำภายใน...คนหน้าหนาเขาพบเจอมาก็มาก แต่สตรีที่หน้าหนาถึงขั้นนี้ เขาเพิ่งเคยพบเคยเห็นเป็นครั้งแรกจริง ๆ!ท่านโหวน้อยไม่ได้อยู่ที่นี่ หากอยู่ที่นี่ คาดว่าคงได้อกแตกตายไปตรงนั้นแน่!“ฉู่จงเหยียน ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที!” ฉู่จงหลิงลุกขึ้นจากเบาะนุ่ม วิ่งมาตรงหน้าพวกเขาอย่างรวดเร็ว ปรายตามองเจียงจิ่วแวบหนึ่ง นางก็เผยให้เห็นความไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง “องครักษ์เจียง เมื่อครู่เจ้ายังดี ๆ อยู่เลย เหตุใดจู่ ๆ สีหน้าจึงแย่ลงเช่นนี้?”
มือภายใต้แขนเสื้อกว้างของเยี่ยนหรงไท่กำแน่นจนแทบจะแหลกสลาย แทบจะทนปั้นสีหน้าต่อไปไม่ไหวแล้วเยี่ยนเฉินหาวมองไปที่ลูกชาย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไท่เอ๋อร์เห็นว่าอย่างไร?”เยี่ยนหรงไท่หลุบตาลง ซ่อนความโหดเหี้ยมที่ก้นบึ้งดวงตา โค้งตัวคำนับกล่าวว่า “ลูกแล้วแต่เสด็จพ่อจะทรงโปรดพ่ะย่ะค่ะ”เยี่ยนเฉินหาวกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการ เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตขององค์หญิงใหญ่ อีกทั้งเจ้ากับองค์หญิงใหญ่ก็ใจตรงกัน ข้าอนุญาตให้เจ้าไปปรึกษาหารือกับองค์หญิงใหญ่สักรอบ ฟังความเห็นของนางแล้วค่อยวางแผนต่อไป”“พ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยนหรงไท่โค้งตัวรับคำเยี่ยนเฉินหาวหันไปมองฉู่คุนลี่และซ่างกวนซูหลานอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าบนใบหน้าของสองสามีภรรยาไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่น้อย เขาก็หัวเราะเสียงดังอีกว่า “ฮ่องเต้แคว้นต้าเซียงกับฮองเฮาไม่ต้องซาบซึ้งใจไป นี่คือสิ่งที่ข้าสมควรทำ ดังคำกล่าวที่ว่ามีไปย่อมมีมาอย่างไรล่ะ”ซ่างกวนซูหลานยิ้มบาง ๆฉู่คุนลี่ประสานมือคารวะ เอ่ยชมปนหัวเราะว่า “ฮ่องเต้อวี้เยี่ยนช่างมีเหตุผลลึกซึ้งยิ่งนัก นับเป็นวาสนาของราษฎรแคว้นอวี้เยี่ยนโดยแท้ พวกเราเลื่อมใสอย่างถึงที่สุด”มองดู
มองดูใบหน้าที่ขาวซีดและเย็นเฉียบของนาง เยี่ยนซื่อหยวนไม่ต้องถามก็รู้ว่าในใจนางคิดอะไรอยู่ ท่อนแขนที่โอบกอดนางไว้กระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย เอ่ยเสียงต่ำอีกว่า “หากเสด็จพี่ตัดสินพระทัยแน่วแน่แล้ว ย่อมต้องเพิ่มกำลังคนคุ้มครององค์หญิง เจ้าวางใจเถิด อีกอย่าง องค์หญิงเป็นคนแคว้นต้าเซียง หากนางเกิดเรื่อง สองแคว้นย่อมต้องบาดหมางกัน เทียบกับพวกเราแล้ว เสด็จพี่ต่างหากที่ไม่อยากให้องค์หญิงเกิดเรื่องมากที่สุด”หลิวชิงซวี่เข้าใจว่าเขาทำเช่นนี้เพื่อให้นางสบายใจ ไม่อยากให้นางเกิดความรู้สึกด้านลบต่อเยี่ยนเฉินหาวผู้เป็นพี่ชายเมื่อยืนอยู่ในมุมมองของพี่น้องพวกเขาสองคน นางก็พอจะเข้าใจการกระทำของพวกเขาได้แต่เมื่อยืนอยู่ในมุมมองของพี่น้องพวกนาง ในใจของนางกลับรู้สึกไม่ค่อยดีนักหากเปลี่ยนเป็นหลิวหยวนอิน นางอาจจะยังซ้ำเติมด้วยซ้ำ แต่ฉู่จงหลิงนั้นแม้จะเอาแต่ใจ ทว่าเนื้อแท้ไม่ได้เป็นคนเลวร้าย ซ้ำยังเป็นคนซื่อจนตามใครไม่ทัน การต้องหลอกใช้คนเช่นนี้ นางรู้สึกละอายใจจริง ๆ ...กล่าวถึงภายในตำหนักงานเลี้ยงหลังจากเยี่ยนเฉินหาวกลับมายังตำหนักงานเลี้ยง ฉู่คุนลี่ก็คุยกับเขาเรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองแค
“พระชายาอ๋องเจิน ไทเฮาทรงเร่งรัดยิ่งนัก ขอเชิญท่านเสด็จตามบ่าวกลับเข้าเมืองหลวงโดยพลันเถิด” ขันทีหยัดกายขึ้นจากพื้น ก่อนจะสะบัดแส้ขนสัตว์ในมือหนึ่งที แล้วค้อมกายเอ่ยเชิญนาง“ข้า…” หลิวชิงซวี่กวาดสายตามองไปยังคนไม่กี่คนด้านข้างหลิวจิ่งอู่ขมวดคิ้วแน่น แววตาน่าเกรงขามสะท้อนอารมณ์บางอย่างที่ยากจะคาดเ
ณ ตำหนักจื่อเฉินในที่สุดก็รอจนบุตรชายกลับมาได้เสียที ทว่าครั้งนี้ไทเฮาฉวีกลับมิได้เจอหน้าบุตรชายแล้วร้องไห้น้ำตาซึมเหมือนก่อนหน้านี้ แต่กลับชี้หน้าดุด่าบุตรชายไปยกใหญ่แทน“เจ้าตอบมาว่าเจ้าก่อเรื่องวุ่นวายแล้วใช่หรือไม่? เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญถึงเพียงนี้แต่เจ้าดันตัดสินใจก่อนแล้วมาแจ้งทีหลัง
หลิวชิงซวี่ตั้งใจมองปฏิกิริยาตอบสนองของนาง นางเองก็มีความคิดต่างไป เพียงแต่ไม่อยากโต้เถียง อีกฝ่ายเป็นแค่คนเสแสร้งเท่านั้น ตอนที่นางอารมณ์ดี นางสามารถมองเรื่องนี้เป็นกิจกรรมฆ่าเวลา แต่ตอนที่อารมณ์ไม่ดี นางไม่อยากจะพูดให้เปลืองน้ำลาย นางมองเยี่ยนหรงไท่ด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “องค์ชายรอง คุณ
ตอนที่อีกฝ่ายปรากฏตัวออกมา หลิวชิงซวี่ยังคิดว่าฐานะผู้ทะลุมิติของนางถูกเปิดเผยแล้ว หากเป็นเช่นนั้นจริงจะต้องมีคนแอบฟังบทสนทนาของนางกับนายท่านซื่อแน่นอนแต่นางก็รู้สึกสงสัยมาก ด้วยประสาทสัมผัสของนางและนายท่านซื่อ อีกฝ่ายต้องมีวิชาสูงส่งถึงจะสามารถแอบฟังบทสนทนาของพวกเขาได้อย่างชัดเจนแต่หลังจากที่นั


















المراجعاتأكثر