LOGIN“แต่ดาวก็ไม่เคยแย่งของของใคร และคนดีของคุณก็ไม่ได้แย่งคุณไปเลยตลอดสามปีที่ผ่านมา”
เสียงสั่นพร่าเปล่งวาจาประชดประชัน เมื่อกล่าวถึงวีนุตตราทีไร อารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจก็ทำให้ละอองดาวมีโทสะทุกครั้ง แม่คนดีของสามีไม่เคยแย่งของของใครงั้นหรือ ช่างน่าขันนัก ขนาดวันคล้ายวันเกิดเขาแท้ๆ เขายังไปฉลองกับเจ้าหล่อนเลย ปล่อยเธอที่เป็นเมียให้นั่งรอตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืนยันสว่างคาตา ก็คนมันรักกันนี่นะ อะไรๆ ก็ประเคนความดีความชอบให้กันนั่นแหละ ส่วนความเลวทรามต่ำช้าก็โยนมาให้เธอนี่ไงล่ะ รับเอา...รับเอา
“อย่ามาทำเสียงเหมือนเป็นเจ้าของฉันอย่างนี้นะ เธอไม่มีสิทธิ์!”
เสียงทุ้มอ่อนโยนเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำจนคนฟังหนาวยะเยือก ความเย็นชาของเขาแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูเนื้อของละอองดาว มันก่อตัวประดุจพายุหิมะที่ออกมาจากวาจาเขา ถาโถมสาดโครมเข้าใส่หัวใจเธอจนพังยับเยิน
“ใจร้าย! ทำไมคุณถึงใจร้ายอย่างนี้นะวาโย ถามฉันบ้างหรือยังว่าฉันป่วยเป็นอะไร ถามฉันบ้างได้ไหมว่าวันนี้กินอะไรหรือยัง ไม่ใช่มาถึงก็มาชวนไปหย่า!”
“ก็นั่นคือสิ่งที่เธอต้องการนี่ เธออยากหย่าไม่ใช่หรือไง” เขาเถียง น้ำเสียงที่ร้องออกมาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจของภรรยา ทำเอาเขาใจหายวาบ ละอองดาวอยากหย่าไม่ใช่เหรอ แล้วเหตุใดต้องพูดราวกับว่าเขาทำผิดเสียมากมาย มันไม่ใช่อย่างที่เขาคาดการณ์ไว้สักนิด หล่อนสมควรยิ้มกว้างด้วยความดีอกดีใจถึงจะถูก
“แต่ตอนนี้ไม่แล้ว!” เธอยืนยันด้วยวาจาที่ไตร่ตรองมาอย่างดีที่สุด ในเมื่อเขากระหายในอิสรภาพ ก็อย่าหวังเลยว่าชาตินี้เธอจะให้!
“ละอองดาว! นี่เธออยากลองดีกับฉันใช่ไหม! อยากปั่นหัวฉันเล่นหรือไงฮะ!”
ละอองดาวไม่ตอบ พลิกกายหันหลังให้เขาเพื่อปิดฉากการปะทะคารม เธอไม่อยากเจ็บตัวด้วยบทลงทัณฑ์อันป่าเถื่อนของเขาหรอก ตัวเองน่ะพอรับไหว แต่ก้อนเลือดแสนบอบบางที่อยู่ในท้องเธอ คงทนต่อแรงกระทุ้งจากความใคร่ของผู้เป็นบิดาไม่ไหวกระมัง
“อย่ามาหันหลังให้ฉันอย่างนี้นะ ยังไงเธอก็ต้องไปหย่าให้ฉัน!”
เขาเดินมานั่งอยู่อีกฝั่งเพื่อจะได้มองเห็นใบหน้าของคู่สนทนา ในใจปรารถนาเห็นแววตาดื้อรั้นอยากเอาชนะของหล่อน แต่เปล่าเลย หล่อนหลบเร้นแววตาดื้อรั้นไว้ใต้เปลือกตาบางที่กำลังสั่นน้อยๆ ก่อนที่หยดน้ำใสจะรินไหลลงมาอย่างเงียบงัน เปรอะเปื้อนหมอนใบนั้นที่หล่อนหนุนอยู่
“ร้องไห้ทำไม” เขาถามเพราะไม่ชอบเวลาหล่อนร้องไห้ หล่อนมีน้ำตาทีไร เขาก็เหมือนตกนรกหมกไหม้ ประหนึ่งร่างกายถูกแผดเผาจนเหลือเพียงเถ้าธุลี
“ดาวไม่หย่า ยังไงก็ไม่หย่า!” เธอตอบเขาด้วยเสียงที่เค้นออกมาจากลำคอ มันกำลังคับแน่นด้วยก้อนสะอื้น วันนี้สามีที่รักทำไมถึงได้กระหายอิสรภาพมากถึงเพียงนี้ ในขณะเดียวกัน ทำไมหัวใจเธอร่ำร้องว่าไม่มีวันหย่าให้เขา เธอไม่มีวันปล่อยให้เขาไปมีความสุขกับผู้หญิงคนนั้นแน่ๆ อย่างน้อยก็จนกว่าเขาจะให้บางอย่างกับเธอ
“ทำไมเธอต้องกลั่นแกล้งฉันอย่างนี้ด้วยฮะ! ในเมื่ออยากหย่าฉันก็หย่าให้แล้วนี่ เธอจะเอาอะไรจากฉันอีก” วาโยดึงร่างบางขึ้นมานั่ง ให้หล่อนได้ฟังวาจาตัดพ้อต่อว่า วันนี้สิ่งที่เขาต้องการคืออิสรภาพที่หล่อนเคยต้องการเมื่อวานนี้
“ก็ตอนนี้ดาวไม่อยากหย่าแล้วนี่!” เธอตะคอกออกไปด้วยแรงที่ยังพอมี แรงบีบจากมือหนาแทบจะหักกระดูกเธอเป็นสองท่อน
“ฉันเกลียดเธอ!” วาโยผลักร่างหล่อนลงอย่างแรง
ละอองดาวหลับตาปี๋ ก่อนที่อาการคลื่นเหียนจะเข้าเล่นงาน เขาคงอยากหย่าเพื่อจะได้ไปแต่งงานกับผู้หญิงที่เขารัก โอ...ทำไมมันเจ็บที่หัวใจอย่างนี้ ความรักของพวกเขากำลังทุบตีหัวใจเธอจนป่นปี้ เขาจะรู้บ้างไหมว่าความรักที่เขามีต่อวีนุตตรากำลังเข่นฆ่าภรรยาของเขาทั้งเป็น
“วันจันทร์ตอนแปดโมงเช้า ฉันจะรออยู่หน้าบ้าน หวังว่าฉันจะได้เจอเธอเมื่อถึงเวลา”
เสียงเย็นยะเยือกของสามี บอกกล่าวผ่านม่านหมอกของโทสะมาให้ได้ยิน ละอองดาวปาดน้ำตาทิ้งแล้วลุกมานั่งช้าๆ แลเห็นร่างของสุดที่รักกำลังตรงรี่ไปที่ประตู และก่อนที่เขาจะเปิดมันออก เธอก็รีบฉวยโอกาสสุดท้ายเอาไว้
“คุณโย เปิดกล่องของขวัญดูหรือยังคะ”
วาโยกำหมัดแน่นอย่างต้องการระงับอารมณ์อันคุกรุ่น ในเวลาที่เมฆหมอกแห่งโทสะและโมหะกำจายอยู่ทั่วห้อง หล่อนยังจะถามหาสวรรค์วิมานอะไร!
“ฉันไม่มีเวลาจะแยแสของไร้สาระพรรค์นั้นหรอก”
“แต่ถ้าคุณลองเปิดมัน บางทีคุณอาจจะไม่อยากหย่าก็ได้”
น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อย จะมั่นใจได้อย่างไรเล่า ในเมื่อเขาไม่เคยต้องการมีลูกกับเธอ
“ไม่มีทาง ฉันต้องหย่าเพราะฉันจะแต่งงานกับวีนุตตรา”
ริมฝีปากซีดจางสั่นระริกด้วยว่าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่หูได้ยิน สามีที่รักเดินหายลับไปหลังบานประตู แต่ความเจ็บปวดที่เขาฝากฝังไว้ยังคงอยู่ ไม่ได้จากไปไหน และได้เข้ามานั่งทับหัวใจบอบบางดวงนี้ จนบี้แบน
ละอองดาวนิ่งงัน สองตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา สามีที่รักขอหย่าเพื่อหวังว่าจะได้แต่งงานกับสาวคนรัก ให้ตายเถอะสวรรค์ ยังมีใครน่าสมเพชเวทนาเช่นเธอบ้างไหม ทำไมโชคชะตาถึงนำพาวิบากกรรมมาทักทายเธอครั้งแล้วครั้งเล่า หรือต้องให้เจ้าของลมหายใจนี้ สูญลับดับดิ้นจึงจะหมดสิ้นซึ่งความปวดร้าวทรมาน
...........ส่งท้าย...........นอกเขตรั้วอัลลอยด์ลวดลายอ่อนช้อยงดงาม ร่างอวบอิ่มของใครบางคนยืนนิ่งอยู่ข้างรั้ว ดวงตาคู่คมเฝ้ามองความสุขของทุกคนที่นั่งอยู่ในสวนด้วยรอยยิ้มและคราบน้ำตาเช่นกัน กว่าหนึ่งปีที่เธอไม่ได้พบพาน ลาจากพวกเขาไปราวกับล้มหายตายจาก พยายามซ่อนตัวจากทุกโอกาสที่พี่ชายคนดีจะล่วงรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน แต่ในที่สุดเธอก็หวนกลับมาจนได้ กลับมาพร้อมกับเครื่องเตือนใจ ที่มีตัวตน“ขอให้พี่โยกับพี่ดาวมีความสุขมากๆ นะคะ อรทำบาปไว้กับพวกพี่มากมายเหลือเกิน ตอนนี้ตราบาปที่ว่ามันกำลังตามมาลงทัณฑ์อรแล้ว แต่อรจะ ไม่ต่อสู้กับมัน อรจะยอมรับความจริงและอยู่ต่อไปให้ได้ เหมือนอย่างที่พี่นุตเคยบอกอร หนูนุตคนดี...ขอให้หนูเป็นที่รักของทุกๆ คนแทนผู้หญิงอีกคนที่มีชื่อเหมือนหนูด้วย ขอให้ความสุขอยู่กับหนูและทุกๆ คนตลอดไป ลาก่อนนะคะ...ลาก่อน...”ร่างอวบอิ่มในชุดกระโปรงหลวมๆ สีเดียวกับเรือนผม ผละจากรั้วสูงของบ้านจตุรศิลป์ เรือนผมสีนิลสนิทกระจายทั่วแผ่นหลัง บางส่วนปลิวพลิ้วไปกับสายลมอ่อนบางในยามสายของวัน“เรากล
“พอแล้วๆ เดี๋ยวลูกแหวะนมออกมาพอดี”เมื่อภรรยาเตือน วาโยก็หยุดการกระทำ เขาวางแม่หนูน้อยลงกลางเสื่อ ก่อนจะยกแก้วน้ำหวานขึ้นมาดื่มพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง“ยัยหนูนะยัยหนู หนูไม่อยากเดินบ้างเหรอลูก หนูขวบเศษแล้วนะ”ละอองดาวท้วงแม่หนูน้อยที่ยิ้มเผล่มาให้แทนคำตอบ พลางปัดเศษใบหญ้าที่ติดตามถุงเท้าคู่น้อยให้ลูกสาว เมื่อครู่เล่นคลานบนพื้นจนมอมแมม ยัยจอมซนเอ๊ย“ดาว ฉันว่า...เดี๋ยวฉันพายัยนุตไปด้วยดีกว่า เดี๋ยวมานะ”“เอ้า! จะพาไปไหนคะคุณโย”วาโยโปรยยิ้มอย่างมีความหวังให้ละอองดาว เขาอุ้มลูกสาวหายขึ้นไปบนตึกใหญ่และกลับลงมาในเวลาเพียงไม่กี่นาที และเพียงแค่ดวงตาของละอองดาวมองเห็นบางอย่างบนตัวลูก ก็ต้องยกมือขึ้นปิดริมฝีปาก ไม่อย่างนั้นคงได้หลุดเสียงสะอื้นวาโยเดินเข้ามาหาภรรยาที่รัก ละอองดาวลุกขึ้นยืนทั้งรีบปาดน้ำตาให้แห้งหาย แต่มันก็ยังไม่หยุดไหล และดูเหมือนว่าจะซึมออกมาจากหน่วยตาสีสนิมของสามีเช่นกัน“ดาว...ดูสิ ฉัน...ฉันสวมรองเท้าให้ลูกแล้วนะ ทำไม...เธอไ
จุมพิตหวานล้ำประดุจลำนำเพลงรักที่ขับขานอย่างอ่อนหวาน ก่อนจะเร่งเร้าจังหวะขึ้นตามแรงส่งของคนทั้งสอง ละอองดาวยอมละทิ้งความขุ่นเคืองทั้งหลายทั้งปวง เพื่อที่เธอจะได้รับเอาความสุขหวานล้ำที่สามีกำลังจะมอบให้ บทเพลงสวาทจึงเริ่มต้นตั้งแต่ตะวันเริ่มสาดแสงแต้มแต่งขอบฟ้า ส่วนจะสิ้นสุดตอนไหนของวันนั้น คงต้องให้นางฟ้าตัวน้อยๆ ในเปลเป็นคนตัดสิน เพราะเมื่อใดที่แม่หนูนุตคนดีส่งเสียงร้องไห้โยเยแล้วละก็ เห็นทีว่าสวรรค์บนดินของบิดามารดาคงต้องพังลงเพียงชั่วพริบตาเป็นแน่แท้...........หนึ่งปีผ่านไปสายลมแห่งฤดูกาลเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทว่ามิสามารถพัดพาเอาความสุขออกไปจากรั้วจตุรศิลป์ มวลความสุขจึงลอยอ้อยอิ่งอยู่ทั่วทุกตารางนิ้วของตัวบ้าน ทั้งบนระเบียง ในห้องนอน ในห้องครัว ในสวนสวย ทุกที่ที่สมาชิกในบ้านปรากฏตัวอยู่จะมีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้ได้ยินได้เห็นอยู่เสมอบัดนี้คุณนายวิภากำลังเห่อหลานชายตัวน้อยที่สะใภ้คนโปรดเพิ่งให้กำเนิด เจ้าหนูคนดีอายุได้เพียงหนึ่งเดือนเศษๆ ห่างจากหลานสาวราวขวบปี ซึ่งตอนนี้หลานสาวตัวน้อยกำลังถึงวัยน่ารักน่าชังแต่ก็ซุกซนเอาการ แต
แล้วตอนนี้เรื่องบาดหมางในใจทั้งหลายก็ได้สะสางไปแล้วจนเกือบหมด หล่อนน่าจะอภัยให้เขาเสียที เพราะพอได้มาอยู่ใกล้ๆ แบบนี้ บอกตรงๆ ว่าชักจะทนร่างกายดื้อด้านของตัวเองไม่ไหว มันคอยแต่จะสั่งให้เขาทำอะไรต่อมิอะไรคุณภรรยาอยู่ร่ำไป โอย...อยู่ใกล้หล่อนแล้วเขาอดใจไม่ได้เลย“นั่นมันเรื่องของคุณนะคุณโย ปล่อยฉันก่อนสิตาบ้าเอ๊ย! มากอดอะไรแน่นอย่างนี้ หายใจไม่ออก” ละอองดาวดิ้นขลุกขลักเท่าที่จะทำได้ แต่ยิ่งดิ้นอ้อมแขนแกร่งก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นไปอีก“อย่าดิ้นนะดาว พอเถอะ ฉันจะอดใจไม่ไหวแล้วนะ!” วาโยร้องบอกเสียงขรม หน้าอกอวบหยุ่นขนาดเกินมาตรฐานของภรรยา กำลังยั่วต่อมหื่นของเขาอย่างหนัก ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้แม่หนูนุตเป็นเจ้าของมันอยู่ละก็ เขาจะคลุกวงในเสียให้รู้แล้วรู้รอด อดอยากปากแห้งมานานแล้ว“ปล่อยก่อนสิ แล้วจะหยุดดิ้น” ละอองดาวต่อรอง แต่สามีหนุ่มกลับส่ายหน้า “แล้วฉันจะหยุดดิ้นได้ไงก็ฉันหายใจไม่ออกนี่” เธอชี้แจง สามีหนุ่มเลยจำต้องปล่อยอย่างงอนๆ เขาลุกขึ้นนั่งแล้วดึงผ้าที่พันรอบศีรษะทิ้งไปอย่างเคืองๆ“เฮ้ย! คุณจะดึงออกทำไม แผลหาย
...........[24]วันชื่นคืนสุข...........เรือนไม้หอม วันเดียวกัน เวลาสามทุ่มเศษๆคุณแม่คนสวยกำลังพิจารณาลูกน้อยที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ในเปล หยาดน้ำตาของคนเป็นแม่รินไหลเงียบๆ เมื่อคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ป่านนี้นิลอรจะเป็นอย่างไรบ้าง หล่อนหายไปอยู่ที่ไหน ไปทำงานอะไร แล้วทำไมถึงไม่ส่งข่าวมาบ้าง เจ้าหล่อนคงไม่ได้ทุกข์ตรมอยู่กับเรื่องชีวิตน้อยๆ ที่จากไปใช่ไหม เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ความผิดบาปมันคงไม่มีวันจางหายไปจากหัวใจเธอแน่นอนวาโยเดินเข้ามาหาภรรยาเมื่อเห็นว่าเจ้าหล่อนกำลังหลั่งน้ำตาอยู่ข้างเปลบุตรสาว เขาเข้ามานั่งในห้องนานแล้ว แต่หล่อนก็ยังทำเป็นมองไม่เห็น ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนอย่างไรอย่างนั้น แต่เขาไม่ยอมแพ้หรอก เขาจะอดทนและมุ่งมั่นให้มากกว่านี้“ดาว...เป็นอะไร อย่าร้องไห้สิ” วาโยดึงร่างภรรยาให้ออกห่างจากเปล เขานั่งลงแล้วให้หล่อนนั่งบนตัก อารามลืมตัวทำให้ละอองดาวลืมที่จะปฏิเสธการใกล้ชิดกันอย่างนี้“ร้องไห้ทำไมคนดี บอกฉันได้ไหม” ว่าพลางเช็ดน้ำตาให้เมีย“ฉัน...ฉันนึกถึงนิลอร ฉันท
“แล้วมันจะทำไมยะ ก็นี่มันลูกฉันฉันก็ต้องเข้าข้างสิ หล่อนเถอะ จะยอมคืนดีกับผัวหรือเปล่า ถ้าไม่ยอมฉันจะได้ให้ตาโยหาเมียใหม่!”“คุณแม่!” ละอองดาวเรียกแม่สามีเสียงดัง“อะไรยะ!?” คุณนายวิภาขานรับหน้าตาขึงขังจนวาโยเริ่มกุมขมับเพราะรู้สึกว่าบรรยากาศจะคุ้นๆ ชอบกล“ป่วยอยู่ไม่ใช่เหรอคะ ฮ่าๆๆ”ละอองดาวหัวเราะชอบใจที่ได้แกล้งป่วนประสาทแม่สามี ความจริงเธอกับคุณนายวิภาไม่ได้ลับฝีปากกันนานมากแล้ว เกือบจะตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มรู้ตัวว่าตั้งท้องยัยหนูนุตกระมัง“เอ้า! นี่คุณแม่แกล้งเหรอครับ ผมตกใจหมดเลย”วาโยท้วงมารดาจริงจัง ใบหน้าติดรอยยิ้มบางๆ“แกจะบ้ารึตาโย แม่แก่แล้วจะไปโกหกอะไรใครได้ แม่แค่อยากให้แกคืนดีกับเมียไวๆ ยัยหนูนุตจะได้ไม่ขาดความอบอุ่น แต่ถ้าแกจะเชื่อเมียว่าแม่โกหก แม่...แม่ก็ไม่มีอะไรจะพูด ฮึกๆ แค่กๆ โอย...แม่หายใจไม่ออกขอยาดมๆ”วาโยควานหายาดมจ้าละหวั่น ขณะที่สะใภ้ใหญ่ลุกไปยืนส่ายหน้าช้าๆ ที่ข้างเตียง คุณนายวิภาช่างมีความพยายามเป็นเลิศจริงๆเสียงคุณนายวิ
วิภาโบกมือเป็นเชิงห้ามว่าหยุดพูดเสียที นางหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดปากเช็ดหน้าให้คนที่เอนร่างลงไปนอนอีกครั้ง เจ้าหล่อนร้องไห้สะอึกสะอื้นประหนึ่งเด็กน้อยถูกรังแก ช่างน่าสงสารเหลือเกิน“หล่อนเป็นอะไรกันแน่ยะ ฉันว่าอาการมันไม่ค่อยเหมือนไข้หวัดหรอกนะ” คุณนายลองหยั่งเชิงถามดู ละอองดาวปาดน้ำตาแล้วครุ่นคิดอย
...........[4]ผิดไหมที่ฉันไม่หย่า...........เสียงอาเจียนดังเล็ดลอดออกมาจากรั้วของเรือนไม้หอม เรือนที่สร้างเพื่อละอองดาวโดยเฉพาะ นางวิภานิ่วหน้าสงสัย เพราะจำได้ว่าลูกสะใภ้ป่วยไข้ตั้งแต่วันก่อน มดหมอหรือก็หามารักษาแล้ว แต่เหตุใดเล่าสาวเจ้ายังไม่ทุเลา“เสียงดังเชียวค่ะคุณ” นางเจรียงที่ยืนอยู่ด้านห
“อรก็รู้ว่าพี่...รอพี่โย แค่กๆ”วีนุตตราพูดพลางไอโขลกๆ แต่ก็ยิ้มได้เมื่ออาการไอทุเลา นิลอรรีบเข้าประคองพี่สาว จัดท่าทางให้หล่อนใหม่เพื่อจะได้สะดวกกว่าเดิม“พี่โยนี่น่าตีจริงเชียว มาสายให้พี่นุตต้องรอ” หญิงสาวทำหน้าจริงจังจนพี่สาวต้องโบกมือห้ามปราม“จะตีใครฮึ ยัยดำ” เสียงของวาโยดังเข้ามาในห้องก่อนตั
“อย่าทำมันอีก ฉันไม่ชอบ” เขาสั่งเสียงต่ำเช่นเดิม ร่างสูงใหญ่ยืนเท้าสะเอว สองตาแลออกไปนอกบานกระจก หวังจะให้สีเขียวสีครามของต้นไม้ใบหญ้า ช่วยดับความขุ่นข้องหมองใจอันเกิดจากสตรีร่างเล็กบางที่ยืนอยู่ด้านหลัง“ฉันว่าคุณคุกคามความเป็นส่วนตัวของฉันมากเกินไปแล้วนะ ถ้าแค่นี้คุณก็ห้าม ฉันคงทำงานให้คุณไม่ได้







