Masuk“ก็...ช่างมันเถอะค่ะ บางทีดาวอาจจะตาฝาด ว่าแต่...คุณโยยังไม่มาอีกเหรอ” ถามพลางมองไปที่ประตูด้วยหวังว่าจะได้เห็นหน้าสามีสักที
“โอ๊ย...อย่าไปถามเลย โน่น...ไปเฝ้าไข้แม่นุตอยู่ตึกโน้นโน่น”
หัวคิ้วของลูกสะใภ้ย่นเข้าหากันด้วยความประหลาดใจ นี่วีนุตตราเข้าโรงพยาบาลอีกแล้วสินะ
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูดังแทรกการสนทนาของแม่ผัวลูกสะใภ้ ละอองดาวอยากถามนางวิภาต่อสักนิด แต่ถูกขัดด้วยร่างสูงใหญ่ที่ก้าวพรวดๆ ผ่านประตูเข้ามา
“คุณแม่ยังไม่กลับเหรอครับ” วาโยถามมารดาที่ยังปักหลักอยู่ข้างเตียงคนไข้
“ถ้ากลับแล้วแกจะเห็นหัวหงอกๆ ของฉันไหมล่ะ”
คนเป็นแม่ตั้งใจรวนลูกชายเต็มที่ นางจะถือว่าที่ละอองดาวถูกหามส่งโรงพยาบาลเป็นเพราะพ่อลูกชายตัวดี มันน่าจับตีก้นเหมือนตอนเด็กๆ นักเชียว
วาโยถอนหายใจอย่างต้องการระงับความรำคาญ เขาไม่อยากต่อปากต่อคำกับมารดาหรอก มันจะบาปเสียเปล่าๆ
“เธอหายดีเมื่อไหร่บอกฉันด้วย จะได้ไปจัดการเรื่องหย่าให้เสร็จๆ”
ละอองดาวอ้าปากเตรียมจะแย้งว่าเธอไม่หย่าแล้ว ถ้าเขาอยากหย่าให้เขาฟ้องหย่าเอาเอง เพราะอย่างน้อยหากฟ้องหย่าจริงๆ เธอก็จะได้มีเงินทองเก็บไว้ให้ลูกได้เรียนหนังสือบ้าง หรือบางที เขาอาจจะช่วยส่งเสียเลี้ยงดูแก ถึงแม้จะไม่ได้รักใคร่ไยดีก็ตาม
“ใจคอจะลากเมียที่ยังป่วยไม่หายไปหย่าให้ได้เลยรึ! แกจะใจดำไปถึงไหน ไม่รู้หรือไงว่าเมียกำลัง...”
“คุณแม่คะ! อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยค่ะ เดี๋ยวดาวจะคุยกับคุณโยเอง นะคะคุณแม่ ดาวขอ” ละอองดาวทักท้วงก่อนที่นางวิภาจะเอ่ยถึงหลาน เธอไม่อยากให้เขาคิดว่าเธอเอาลูกมาเป็นเครื่องมือเพื่อปฏิเสธการหย่าในคราวนี้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม
“เลิกพล่ามซะทีแม่ดาว ฟังแล้วระคายรูหู ไม่พูดก็ไม่พูด น่ารำคาญจริงๆ ฉันไม่อยากยุ่งกับเรื่องของหล่อนละ จะเป็นตายร้ายดียังไงก็อย่ามามีน้ำหูน้ำตากับฉันก็แล้วกัน” นางประชดด้วยความน้อยใจ ลูกชายคงยังไม่รู้เรื่องที่เมียตั้งท้องหรอก และดูเหมือนว่าแม่เมียตัวดีก็ไม่ต้องการให้รู้เสียด้วย หล่อนมันแน่จริงๆ ละอองดาว
“ดาวเป็นอะไรเหรอครับคุณแม่” คนที่สะกิดใจรีบท้วงถามมารดา
“จะเป็นอะไรได้ ก็เป็นไข้หวัดใหญ่นั่นไง” วิภาเล่นตามเกมที่ละอองดาวร้องขอทางสายตา ในเมื่อไม่อยากให้พูดเรื่องนี้ นางก็จะไม่พูด จนกว่าจะถึงเวลา
“แน่ใจนะครับคุณแม่” ลูกชายที่ยังแคลงใจในท่าทีของมารดา เอ่ยถามอีกรอบเพื่อความสบายใจ เขาแค่อยากมั่นใจว่าละอองดาวไม่ได้ป่วยร้ายแรงเหมือนวีนุตตรา
“แน่ใจสิยะ เอ๊ะ...แกจะเอาอะไรกับฉันฮึตาโย จะซักให้มันได้อะไรขึ้นมา รีบมาดูแลเมียแกไม่ดีกว่ารึ ฉันจะได้กลับบ้านไปเอนหลังเสียที ได้กลิ่นโรงพยาบาลแล้วมันขนลุก ขืนอยู่นานกว่านี้ฉันคงได้ชักตาย”
นางวิภาแช่งตัวเองเสร็จสรรพ ยังผลให้ลูกชายมองหน้านางแล้วถอนหายใจอย่างปลงๆ
“คุณแม่อย่าเพิ่งแช่งตัวเองสิครับ รอส่งตัวเจ้ายักษ์เข้าหอก่อน”
“แน่นอนย่ะ ฉันพูดไปอย่างนั้นเอง ฉันจะอยู่เป็นมารผจญพวกแกจนกว่าจะได้รับขวัญหลานคนแรกโน่นแหละ เชอะ!”
วิภาโต้คารมกับลูกชายพอหอมปากหอมคอ และเมื่อนาฬิกาบอกเวลาจวนเที่ยง นางก็ก้าวฉับๆ ออกจากห้องไป
“คุณโยคะ คือ...”
ละอองดาวกำลังจะพูดเรื่องใบหย่า แต่วาโยกลับโบกมือห้าม
“ช่างมันเถอะ ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ เธอกำลังป่วย ฉันเองต่างหากที่ผิด ฉันควรอยู่ด้วยตอนที่เธอเป็นลม เอาเป็นว่าฉันจะไม่เร่งรัดเธอจนกว่าเธอจะยอมไปหย่าเองก็แล้วกัน”
หญิงสาวที่นั่งไหล่ตกอยู่บนเตียง กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ความตื้นตันในถ้อยคำตอนต้นประโยค ถูกถ้อยคำของเขาในตอนท้ายบดบังจนมองไม่เห็นแม้เงา คนอะไรช่างใจร้ายพูดตอกย้ำอยู่ได้ เธอไม่ลืมหรอกว่าถึงอย่างไรก็ต้องหย่าอยู่ดี
“ดาว...อยากขออะไรสักอย่างตอนหย่า ถ้าพอจะเป็นไปได้” ในเมื่ออนาคตไม่แน่นอน เธอจึงยอมหน้าด้านร้องขอบางอย่าง เพื่อชีวิตของตัวเองกับลูกที่จะเกิดมา อย่างน้อยลูกก็ควรมีที่ซุกหัวนอนที่ไม่ใช่ห้องเช่าเท่ารูหนู
“อะไร” เขาเดินมานั่งข้างเตียง จดจ้องละอองดาวอย่างไม่เชื่อว่าหล่อนจะกล้าขอ ตั้งแต่แต่งงานกันมา ข้าวของเงินทองทั้งหลายหากเขาไม่หยิบยื่นให้ หล่อนก็ไม่เคยปริปากเรียกร้อง นั่นเพราะสัญญาเมียตีทะเบียนที่เขาร่างเอาไว้ มันครอบคลุมในส่วนนี้ด้วย
“ถ้าเห็นแก่ที่แต่งงานกันมา และคุณก็ไม่ได้แต่งงานกับดาวแค่ในนาม ดาวขอ...เรือนไม้หอมได้ไหมคะ” ริมฝีปากสีซีดจางขบเม้มเข้าหากันอย่างต้องการลดทอนความประหม่า เธอรู้ว่าขอมากไป แต่ถ้าไม่มีบ้านเธอคงลำบากแน่ๆ คงไม่มีใครจ้างผู้หญิงตั้งท้องให้ทำงานหรอก และถ้าไม่มีงาน เธอจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ถึงแม้ว่าเงินทองที่เขาเคยให้มันจะมากโข แต่เธออยากเก็บส่วนนั้นไว้ให้ลูกได้เรียนหนังสือมากกว่า
เกิดเสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอของวาโย ชนิดที่ใครฟังก็รู้ว่าคนหัวเราะกำลังเยาะหยันในบางสิ่ง วาโยเหยียดยิ้มดูแคลนเมื่อทนฟังเมียพล่ามจนจบ
“ในที่สุดเธอก็เผยธาตุแท้ออกมาจนได้ อยากได้อะไรอีกล่ะ แม่โสเภณี”
“วาโย!” เธอขานชื่อสามีด้วยเสียงอันดัง เขาจะดูถูกเธอให้มันได้อะไรขึ้นมา เธอไม่เคยลืมหรอกว่าเป็นใครมาจากไหน และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายใจร้ายที่ชื่อวาโย สาบานเลย
...........ส่งท้าย...........นอกเขตรั้วอัลลอยด์ลวดลายอ่อนช้อยงดงาม ร่างอวบอิ่มของใครบางคนยืนนิ่งอยู่ข้างรั้ว ดวงตาคู่คมเฝ้ามองความสุขของทุกคนที่นั่งอยู่ในสวนด้วยรอยยิ้มและคราบน้ำตาเช่นกัน กว่าหนึ่งปีที่เธอไม่ได้พบพาน ลาจากพวกเขาไปราวกับล้มหายตายจาก พยายามซ่อนตัวจากทุกโอกาสที่พี่ชายคนดีจะล่วงรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน แต่ในที่สุดเธอก็หวนกลับมาจนได้ กลับมาพร้อมกับเครื่องเตือนใจ ที่มีตัวตน“ขอให้พี่โยกับพี่ดาวมีความสุขมากๆ นะคะ อรทำบาปไว้กับพวกพี่มากมายเหลือเกิน ตอนนี้ตราบาปที่ว่ามันกำลังตามมาลงทัณฑ์อรแล้ว แต่อรจะ ไม่ต่อสู้กับมัน อรจะยอมรับความจริงและอยู่ต่อไปให้ได้ เหมือนอย่างที่พี่นุตเคยบอกอร หนูนุตคนดี...ขอให้หนูเป็นที่รักของทุกๆ คนแทนผู้หญิงอีกคนที่มีชื่อเหมือนหนูด้วย ขอให้ความสุขอยู่กับหนูและทุกๆ คนตลอดไป ลาก่อนนะคะ...ลาก่อน...”ร่างอวบอิ่มในชุดกระโปรงหลวมๆ สีเดียวกับเรือนผม ผละจากรั้วสูงของบ้านจตุรศิลป์ เรือนผมสีนิลสนิทกระจายทั่วแผ่นหลัง บางส่วนปลิวพลิ้วไปกับสายลมอ่อนบางในยามสายของวัน“เรากล
“พอแล้วๆ เดี๋ยวลูกแหวะนมออกมาพอดี”เมื่อภรรยาเตือน วาโยก็หยุดการกระทำ เขาวางแม่หนูน้อยลงกลางเสื่อ ก่อนจะยกแก้วน้ำหวานขึ้นมาดื่มพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง“ยัยหนูนะยัยหนู หนูไม่อยากเดินบ้างเหรอลูก หนูขวบเศษแล้วนะ”ละอองดาวท้วงแม่หนูน้อยที่ยิ้มเผล่มาให้แทนคำตอบ พลางปัดเศษใบหญ้าที่ติดตามถุงเท้าคู่น้อยให้ลูกสาว เมื่อครู่เล่นคลานบนพื้นจนมอมแมม ยัยจอมซนเอ๊ย“ดาว ฉันว่า...เดี๋ยวฉันพายัยนุตไปด้วยดีกว่า เดี๋ยวมานะ”“เอ้า! จะพาไปไหนคะคุณโย”วาโยโปรยยิ้มอย่างมีความหวังให้ละอองดาว เขาอุ้มลูกสาวหายขึ้นไปบนตึกใหญ่และกลับลงมาในเวลาเพียงไม่กี่นาที และเพียงแค่ดวงตาของละอองดาวมองเห็นบางอย่างบนตัวลูก ก็ต้องยกมือขึ้นปิดริมฝีปาก ไม่อย่างนั้นคงได้หลุดเสียงสะอื้นวาโยเดินเข้ามาหาภรรยาที่รัก ละอองดาวลุกขึ้นยืนทั้งรีบปาดน้ำตาให้แห้งหาย แต่มันก็ยังไม่หยุดไหล และดูเหมือนว่าจะซึมออกมาจากหน่วยตาสีสนิมของสามีเช่นกัน“ดาว...ดูสิ ฉัน...ฉันสวมรองเท้าให้ลูกแล้วนะ ทำไม...เธอไ
จุมพิตหวานล้ำประดุจลำนำเพลงรักที่ขับขานอย่างอ่อนหวาน ก่อนจะเร่งเร้าจังหวะขึ้นตามแรงส่งของคนทั้งสอง ละอองดาวยอมละทิ้งความขุ่นเคืองทั้งหลายทั้งปวง เพื่อที่เธอจะได้รับเอาความสุขหวานล้ำที่สามีกำลังจะมอบให้ บทเพลงสวาทจึงเริ่มต้นตั้งแต่ตะวันเริ่มสาดแสงแต้มแต่งขอบฟ้า ส่วนจะสิ้นสุดตอนไหนของวันนั้น คงต้องให้นางฟ้าตัวน้อยๆ ในเปลเป็นคนตัดสิน เพราะเมื่อใดที่แม่หนูนุตคนดีส่งเสียงร้องไห้โยเยแล้วละก็ เห็นทีว่าสวรรค์บนดินของบิดามารดาคงต้องพังลงเพียงชั่วพริบตาเป็นแน่แท้...........หนึ่งปีผ่านไปสายลมแห่งฤดูกาลเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทว่ามิสามารถพัดพาเอาความสุขออกไปจากรั้วจตุรศิลป์ มวลความสุขจึงลอยอ้อยอิ่งอยู่ทั่วทุกตารางนิ้วของตัวบ้าน ทั้งบนระเบียง ในห้องนอน ในห้องครัว ในสวนสวย ทุกที่ที่สมาชิกในบ้านปรากฏตัวอยู่จะมีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้ได้ยินได้เห็นอยู่เสมอบัดนี้คุณนายวิภากำลังเห่อหลานชายตัวน้อยที่สะใภ้คนโปรดเพิ่งให้กำเนิด เจ้าหนูคนดีอายุได้เพียงหนึ่งเดือนเศษๆ ห่างจากหลานสาวราวขวบปี ซึ่งตอนนี้หลานสาวตัวน้อยกำลังถึงวัยน่ารักน่าชังแต่ก็ซุกซนเอาการ แต
แล้วตอนนี้เรื่องบาดหมางในใจทั้งหลายก็ได้สะสางไปแล้วจนเกือบหมด หล่อนน่าจะอภัยให้เขาเสียที เพราะพอได้มาอยู่ใกล้ๆ แบบนี้ บอกตรงๆ ว่าชักจะทนร่างกายดื้อด้านของตัวเองไม่ไหว มันคอยแต่จะสั่งให้เขาทำอะไรต่อมิอะไรคุณภรรยาอยู่ร่ำไป โอย...อยู่ใกล้หล่อนแล้วเขาอดใจไม่ได้เลย“นั่นมันเรื่องของคุณนะคุณโย ปล่อยฉันก่อนสิตาบ้าเอ๊ย! มากอดอะไรแน่นอย่างนี้ หายใจไม่ออก” ละอองดาวดิ้นขลุกขลักเท่าที่จะทำได้ แต่ยิ่งดิ้นอ้อมแขนแกร่งก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นไปอีก“อย่าดิ้นนะดาว พอเถอะ ฉันจะอดใจไม่ไหวแล้วนะ!” วาโยร้องบอกเสียงขรม หน้าอกอวบหยุ่นขนาดเกินมาตรฐานของภรรยา กำลังยั่วต่อมหื่นของเขาอย่างหนัก ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้แม่หนูนุตเป็นเจ้าของมันอยู่ละก็ เขาจะคลุกวงในเสียให้รู้แล้วรู้รอด อดอยากปากแห้งมานานแล้ว“ปล่อยก่อนสิ แล้วจะหยุดดิ้น” ละอองดาวต่อรอง แต่สามีหนุ่มกลับส่ายหน้า “แล้วฉันจะหยุดดิ้นได้ไงก็ฉันหายใจไม่ออกนี่” เธอชี้แจง สามีหนุ่มเลยจำต้องปล่อยอย่างงอนๆ เขาลุกขึ้นนั่งแล้วดึงผ้าที่พันรอบศีรษะทิ้งไปอย่างเคืองๆ“เฮ้ย! คุณจะดึงออกทำไม แผลหาย
...........[24]วันชื่นคืนสุข...........เรือนไม้หอม วันเดียวกัน เวลาสามทุ่มเศษๆคุณแม่คนสวยกำลังพิจารณาลูกน้อยที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ในเปล หยาดน้ำตาของคนเป็นแม่รินไหลเงียบๆ เมื่อคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ป่านนี้นิลอรจะเป็นอย่างไรบ้าง หล่อนหายไปอยู่ที่ไหน ไปทำงานอะไร แล้วทำไมถึงไม่ส่งข่าวมาบ้าง เจ้าหล่อนคงไม่ได้ทุกข์ตรมอยู่กับเรื่องชีวิตน้อยๆ ที่จากไปใช่ไหม เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ความผิดบาปมันคงไม่มีวันจางหายไปจากหัวใจเธอแน่นอนวาโยเดินเข้ามาหาภรรยาเมื่อเห็นว่าเจ้าหล่อนกำลังหลั่งน้ำตาอยู่ข้างเปลบุตรสาว เขาเข้ามานั่งในห้องนานแล้ว แต่หล่อนก็ยังทำเป็นมองไม่เห็น ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนอย่างไรอย่างนั้น แต่เขาไม่ยอมแพ้หรอก เขาจะอดทนและมุ่งมั่นให้มากกว่านี้“ดาว...เป็นอะไร อย่าร้องไห้สิ” วาโยดึงร่างภรรยาให้ออกห่างจากเปล เขานั่งลงแล้วให้หล่อนนั่งบนตัก อารามลืมตัวทำให้ละอองดาวลืมที่จะปฏิเสธการใกล้ชิดกันอย่างนี้“ร้องไห้ทำไมคนดี บอกฉันได้ไหม” ว่าพลางเช็ดน้ำตาให้เมีย“ฉัน...ฉันนึกถึงนิลอร ฉันท
“แล้วมันจะทำไมยะ ก็นี่มันลูกฉันฉันก็ต้องเข้าข้างสิ หล่อนเถอะ จะยอมคืนดีกับผัวหรือเปล่า ถ้าไม่ยอมฉันจะได้ให้ตาโยหาเมียใหม่!”“คุณแม่!” ละอองดาวเรียกแม่สามีเสียงดัง“อะไรยะ!?” คุณนายวิภาขานรับหน้าตาขึงขังจนวาโยเริ่มกุมขมับเพราะรู้สึกว่าบรรยากาศจะคุ้นๆ ชอบกล“ป่วยอยู่ไม่ใช่เหรอคะ ฮ่าๆๆ”ละอองดาวหัวเราะชอบใจที่ได้แกล้งป่วนประสาทแม่สามี ความจริงเธอกับคุณนายวิภาไม่ได้ลับฝีปากกันนานมากแล้ว เกือบจะตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มรู้ตัวว่าตั้งท้องยัยหนูนุตกระมัง“เอ้า! นี่คุณแม่แกล้งเหรอครับ ผมตกใจหมดเลย”วาโยท้วงมารดาจริงจัง ใบหน้าติดรอยยิ้มบางๆ“แกจะบ้ารึตาโย แม่แก่แล้วจะไปโกหกอะไรใครได้ แม่แค่อยากให้แกคืนดีกับเมียไวๆ ยัยหนูนุตจะได้ไม่ขาดความอบอุ่น แต่ถ้าแกจะเชื่อเมียว่าแม่โกหก แม่...แม่ก็ไม่มีอะไรจะพูด ฮึกๆ แค่กๆ โอย...แม่หายใจไม่ออกขอยาดมๆ”วาโยควานหายาดมจ้าละหวั่น ขณะที่สะใภ้ใหญ่ลุกไปยืนส่ายหน้าช้าๆ ที่ข้างเตียง คุณนายวิภาช่างมีความพยายามเป็นเลิศจริงๆเสียงคุณนายวิ
กุมภัณฑ์จับจูงร่างสมันน้อยออกมาจากบาร์เครื่องดื่ม เขาเข้าไปขออนุญาตป้าเจรียงพาหล่อนไปคุยธุระกันในห้องทำงาน สิมันตราอิดออดไม่อยากไป แต่คุณนายวิภากลับเห็นดีเห็นงาม ด้วยว่าเห็นบางอย่างผิดปกติในตัวลูกชายหากนางวิภาเดาไม่ผิด สีลิปสติกที่เปื้อนบางๆ บนริมฝีปากกุมภัณฑ์ มันเป็นสีเดียวกับสีลิปสติกบนริมฝีปากข
“คุณยักษ์ตื่นแล้วเหรอคะ เอากาแฟไหมคะเดี๋ยวป้าไปชงให้”นางเจรียงบอกแล้วตั้งท่าจะลุกจากเก้าอี้ แต่หลานสาวกลับห้ามโดยการยื้อแขนเหี่ยวๆ ไว้ ด้วยไม่ต้องการให้ญาติผู้ใหญ่ของตนต้องลำบาก“เดี๋ยวหนูชงเองค่ะ ป้านั่งเฉยๆ บ้างก็ได้ เดี๋ยวได้กระดูกเคลื่อนพอดีเพราะคอยแต่จะรับใช้เด็กไม่รู้จักโตคนนี้” หญิงสาวแขวะค
“คุณแม่ครับ ผมจะไม่คุยเรื่องนี้กับคุณแม่อีก ถ้ามีคนต้องผิดในเรื่องนี้ก็คงต้องเป็นคุณแม่ เพราะถ้าคุณแม่ไม่บังคับให้ผมแต่งงานกับคนที่ผมไม่ได้รัก ผมคงไม่ดึงละอองดาวมาเกี่ยวด้วยแน่ๆ”“ตาโย!” นางวิภาขานชื่อลูกชายอย่างสุดจะทน กุมภัณฑ์เห็นดังนั้นก็รีบเข้าไกล่เกลี่ยสถานการณ์ ขณะที่นางเจรียงควานหายาดมมาจ่อจ
นางวิภาจีบปากจีบคอว่าให้“คุณแม่? มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ!” คนป่วยถามด้วยความตกใจ รีบลุกนั่ง แต่อาการมึนศีรษะและหน้ามืดทำให้ต้องหลับตาปี๋“ท่าจะอาการหนักแล้วนะ ฉันว่าหล่อนไปโรง’บาลดีไหมแม่ดาว ฉันไม่อยากให้หล่อนตายที่นี่หรอกนะ ฉันกลัวผี!” เสียงเล็กแหลมบ่งบอกว่ากลัวจริงๆละอองดาวอยากขำแต่ขำไม่ออก แม่สาม







