Masukคีรินกำหมัดเพื่อควบคุมมัน แต่ปลายนิ้วกลับไม่ยอมเชื่อฟัง เขาเอื้อมไปจับพนักเก้าอี้ใกล้ตัวไว้เพื่อไม่ให้เสียหลัก ลมหายใจขาดเป็นช่วง ๆ ราวกับอากาศในร้านบางลงอย่างกะทันหัน
เสียงระนาดดังแทรกขึ้นในช่วงกลางเพลง
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
สามครั้ง
แต่ละจังหวะเหมือนเคาะลงตรงช่องว่างกลางอก
หยดน้ำตาไหลลงมาตามแก้มโดยไม่มีสัญญาณเตือน
คีรินก้มหน้า เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
เขาไม่ได้คิดถึงใคร ไม่ได้มีเหตุการณ์ใดให้เสียใจ และไม่ได้รู้จักผู้แต่งบทเพลงนี้ด้วยซ้ำ
แต่หัวใจกลับปวดร้าวเหมือนเคยปล่อยคนที่รักที่สุดให้จากไป
เหมือนมีใครบางคนรอให้เขาตามหาอยู่ไกลเกินเอื้อม
เหมือนเขามาสายไปนานแสนนาน
“คุณคะ...”
เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากด้านหลัง
คีรินไม่ได้หันกลับไปมอง
ลลินยืนห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าว โทรศัพท์ที่ตั้งใจจะใช้แลกเบอร์ยังอยู่ในมือ
เมื่อครู่เธอเพียงต้องการขอโทษเรื่องรถให้เรียบร้อย แต่ทันทีที่เพลงดังขึ้น ความหนักอึ้งอย่างประหลาดก็ไหลเข้ามาในอกของเธอเช่นกัน
เป็นความเศร้าแบบเดียวกับที่เธอเคยรู้สึกในห้องส่ง ทว่าครั้งนี้มันลึกกว่า รุนแรงกว่า และดูเหมือนไม่ได้เกิดจากหัวใจของเธอเพียงคนเดียว
ความรู้สึกของชายหนุ่มตรงหน้าคล้ายส่งผ่านช่องว่างระหว่างพวกเขา เข้ามาปะปนกับความอาลัยซึ่งซ่อนอยู่ในตัวเธอจนแยกไม่ออกว่าส่วนใดเป็นของใคร
ลลินมองเห็นมือของเขาสั่น
มองเห็นหยดน้ำตาที่ตกลงบนหลังมือ
ความรู้สึกผิดเรื่องรถหายไป เหลือเพียงความเป็นห่วงซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันจนเธอเองก็ประหลาดใจ
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
คีรินยังคงเงียบ
ไหล่ของเขาเกร็ง ลมหายใจสั่นราวกับกำลังพยายามข่มความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้คนเดียว
ลลินไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
เธอไม่รู้จักเขา ไม่รู้ว่าเขากำลังพบเจอกับอะไร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการแตะตัวคนแปลกหน้าจะทำให้เรื่องแย่ลงหรือไม่
อย่าเข้าไปนะลลิน
เสียงหนึ่งในใจรีบห้าม เธอกำโทรศัพท์แน่นและพยายามตรึงฝ่าเท้าไว้กับพื้น ชายตรงหน้าเป็นคนแปลกหน้า ต่อให้เขากำลังร้องไห้ เธอก็ไม่มีสิทธิ์ล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของเขา
เพียงแค่เรียกพนักงาน หรือไปตามเพื่อนของเขาก็พอ เธอควรทำเพียงเท่านั้น
แต่เมื่อเสียงระนาดดังขึ้นอีกครั้ง ร่างกายของลลินกลับไม่ยอมเชื่อฟัง
หัวใจของเธอกระตุกวูบ ความอาลัยที่ไม่ใช่ของตนเองถาโถมเข้ามา ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นดึงเธอให้เข้าใกล้แผ่นหลังโดดเดี่ยวนั้น
หยุดสิ...ฉันกำลังจะทำอะไร
เธอพยายามสั่งให้ตัวเองถอยหลัง ทว่าฝ่าเท้ากลับก้าวไปข้างหน้าเองหนึ่งก้าว แล้วอีกหนึ่งก้าว ความรู้สึกบางอย่างซึ่งฝังอยู่ลึกกว่าความคิดกำลังกระซิบว่า ครั้งนี้เธอต้องไม่ปล่อยให้เขายืนอยู่ตามลำพังอีก
ก่อนสมองจะทันควบคุม ลลินก็ยกแขนขึ้นโอบร่างสูงจากด้านหลังอย่างแผ่วเบา มือทั้งสองประสานกันอยู่เหนือหน้าท้องของเขา หน้าผากแตะลงบนแผ่นหลังซึ่งปกคลุมด้วยเสื้อสีดำ
คีรินชะงักทั้งร่าง
อ้อมแขนนั้นไม่ได้แน่นจนทำให้รู้สึกอึดอัด แต่กลับอบอุ่นอย่างเหลือเชื่อ
ราวกับเป็นสถานที่ซึ่งเขาเฝ้าตามหามานาน โดยไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันมีรูปร่างเช่นไร
“ฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังเสียใจเรื่องอะไร” ลลินพูดเบามากจนแทบกลืนไปกับเสียงเพลง “แต่คุณไม่จำเป็นต้องฝืนก็ได้นะคะ”
คีรินหลับตาลง
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น ความตึงเครียดในร่างกายค่อย ๆ คลายตัว น้ำตายังคงไหล แต่เขาไม่ได้พยายามหยุดมันอีก
มือข้างหนึ่งซึ่งสั่นอยู่เมื่อครู่ค่อย ๆ ยกขึ้น วางทับบนแขนของลลินที่โอบเขาอยู่
ผิวสัมผัสเพียงเล็กน้อยทำให้ทั้งสองรู้สึกเหมือนมีกระแสบางอย่างไหลผ่าน
ไม่ใช่ความเจ็บปวด
ไม่ใช่ความหวาดกลัว
แต่เป็นความคิดถึงที่ไม่มีชื่อ
หัวใจของลลินเต้นช้าลง จังหวะของมันค่อย ๆ สอดประสานกับลมหายใจของชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับบทเพลงกำลังเชื่อมความรู้สึกของคนแปลกหน้าสองคนเข้าหากัน
ในช่วงเวลานั้น พวกเขาไม่ได้เป็นซูเปอร์สตาร์กับผู้ช่วยดีเจ
ไม่ได้เป็นเจ้าของรถกับคนที่ทำรถเป็นรอย
และไม่ได้เป็นคนสองคนที่เพิ่งพบกัน
พวกเขาเป็นเพียงคนสองคนซึ่งกำลังยืนอยู่กลางบทเพลงเดียวกัน แบ่งปันความเศร้าที่ไม่มีใครอธิบายได้
แสงแดดจากหน้าต่างทอดผ่านร่างของทั้งคู่ ละอองฝุ่นเล็ก ๆ ลอยอยู่ในลำแสงสีทอง กลิ่นกาแฟอบอุ่นปะปนกับกลิ่นไม้เก่าของตัวบ้าน เสียงเครื่องสายกับเสียงระนาดเคลื่อนไหวอยู่รอบตัวราวกับสายน้ำ
ใต้แขนเสื้อของคีริน ศิลาสีขาวบนสร้อยข้อมือค่อย ๆ อุ่นขึ้น
ความร้อนนั้นไม่ได้แผดเผา แต่เต้นเป็นจังหวะช้า ๆ คล้ายหัวใจอีกดวงซึ่งกำลังรับรู้ถึงอ้อมกอดนี้
คีรินสูดลมหายใจเข้าลึก
“ขอบคุณครับ”
เสียงของเขาแหบพร่า
เมื่อท่อนเพลงเคลื่อนผ่านไป แรงดึงดูดประหลาดนั้นก็คลายตัวลง ลลินเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังกอดผู้ชายแปลกหน้าอยู่ จึงรีบปล่อยมือและถอยออกมาสองก้าว
“ขอโทษค่ะ!”
เธอก้มศีรษะอย่างรวดเร็ว แก้มทั้งสองร้อนผ่าว ขณะหัวใจร้องถามซ้ำ ๆ ว่า เมื่อครู่เธอทำอะไรลงไป
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินนะคะ ฉันพยายามจะไม่เข้าไปแล้ว แต่พอได้ยินเพลงนั้น...ร่างกายฉันเหมือนขยับไปเอง ฉันอธิบายไม่ถูกจริง ๆ ค่ะ”
คีรินหันกลับมา
เป็นครั้งแรกที่ลลินมองเห็นใบหน้าของเขาชัดเจน
ดวงตาของเธอเบิกกว้าง
ใบหน้าคมคายตรงหน้าเป็นใบหน้าเดียวกับที่ปรากฏบนป้ายโฆษณา ในภาพยนตร์ และหน้าจอโทรศัพท์ของผู้หญิงครึ่งประเทศ
เธอเพิ่งกอดผู้ชายคนนั้นจากด้านหลัง
“คะ...คีริน?”
...จบตอนที่7...
เขายกมือของลลินขึ้นวางบนหน้าอกตนเองหัวใจเต้นอยู่ใต้ฝ่ามือสม่ำเสมอหนักแน่นและเป็นของคนในปัจจุบัน“สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากศิลาครับ”เขากล่าวลลินมองดวงตาเขา“แน่ใจหรือคะ”คีรินปลดมือออกจากเธอชั่วครู่ แล้วใช้ปลายนิ้วแตะตัวหินสีขาวไม่มีแสงเกิดขึ้นจากนั้นเขาจึงก้มลงจูบเธอริมฝีปากสัมผัสกันอย่างช้า ๆ ใต้แสงจันทร์ศิลายังคงสงบนิ่งไม่มีนิมิตไม่มีเสียงระนาดและไม่มีความรู้สึกของคำรินหรือลินหลวงเข้ามาแทรกมีเพียงคีรินกับลลิน ซึ่งเลือกเข้าใกล้กันด้วยตัวเองเมื่อถอนริมฝีปากออก หน้าผากของทั้งสองยังแตะกันอยู่“ตอนนี้แน่ใจหรือยังครับ”ลลินยิ้ม“ค่ะ”คีรินโอบเธอกลับเข้ามาทั้งคู่ไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะอยู่ด้วยกันทุกภพไม่ได้สัญญาว่าจะไม่มีวันจากกันเพราะพวกเขาได้เรียนรู้แล้วว่า คำสัญญาซึ่งยิ่งใหญ่เกินชีวิตอาจกลายเป็นพันธนาการของคนที่ต้องอยู่รอสิ่งที่มีอยู่ตอนนี
ลลินดึงผ้าคลุมออกช้า ๆตัวระนาดได้รับการดูแลดีกว่าชิ้นส่วนที่วัด แม้ไม้จะเปลี่ยนสีและเชือกบางส่วนหย่อนตามอายุตรงขอบมีลายดอกไม้ล้อมวงกลมไม่เหมือนกันทุกเส้น แต่มีโครงสร้างเดียวกับลายบนหีบและเส้นสีเงินภายในศิลาลลินใช้ปลายนิ้วแตะขอบไม้ศิลาสีขาวอุ่นขึ้นเธอเห็นภาพแวบเดียวหญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างระนาดมือกำลังปรับเชือกนอกหน้าต่างมีเด็กชายตัวเล็กวิ่งเล่นอยู่ในสวนหญิงชราหันไปมองเขา ก่อนใช้ผ้าขาวคลุมเครื่องดนตรีและล็อกประตูห้องภาพหายไปลลินถอนมือ“เห็นอะไรหรือครับ”“คุณยายค่ะ”เธอมองระนาด“ยายไม่ได้เล่น แต่ดูเหมือนกำลังรักษามันไว้”คีรินเดินไปรอบเครื่องดนตรีระนาดเก่าตัวนี้อาจถูกสร้างขึ้นจากต้นแบบของครูคำปัน หรือได้รับการส่งต่อจากคนที่เคยรู้จักลินหลวงลลินมองผ่านหน้าต่างของห้องด้านหลังบ้านมีแนวต้นไม้หนาแน่นขึ้นไปตามเนินยอดหลังคาไม้เล็ก ๆ โผล่อยู่ระหว่างกิ่งไม้ไกลออกไปเธอขยับไปใกล้หน้าต่าง“ตรงนั้นมีอะไรคะ”คีรินมองตาม“น่าจะเป็นศาลาเก่า”“คุณเคยไปหรือ
รถออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้าหีบไม้ถูกเก็บไว้ในกระเป๋ากันกระแทกด้านหลัง และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจสอบทุกครั้งที่รถหยุดพักลลินนั่งข้างคีรินบนเบาะแถวกลางเธอนำหมอนใบเล็กมารองแผ่นหลังให้เขา ก่อนปรับตำแหน่งหลายครั้งจนชายหนุ่มสามารถนั่งได้โดยไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อเมื่อรถเคลื่อนออกจากบ้าน คีรินหยิบขวดน้ำอุ่นกับยาของลลินออกมาส่งให้ตามเวลาลลินรับไปทานโดยไม่ต้องให้เขาเตือนซ้ำหลังจากนั้นเธอหยิบยาแก้ปวดของเขาออกจากกระเป๋า ส่งให้พร้อมน้ำอีกขวดไม่มีใครพูดเรื่องความรักไม่มีใครถามว่าความรู้สึกยังคงเหมือนเมื่อคืนหรือไม่คีรินรับยาลลินตรวจว่าเขากลืนเรียบร้อยจากนั้นมือของทั้งสองก็กลับมาประสานกันอยู่ตรงพื้นที่ว่างระหว่างเบาะเมื่อรถผ่านช่วงถนนขรุขระ คีรินขยับหมอนรองศีรษะให้เธอเมื่อลลินหลับและศีรษะเอนไปอีกด้าน เขาใช้มือพยุงให้กลับมาซบลงบนไหล่ส่วนที่ไม่กระทบแผ่นหลังระหว่างจุดพัก ลลินเดินกลับมาพร้อมเครื่องดื่มสองขวดซึ่งยังปิดฝาสนิทเธอเปิดขวดของตน
ลลินวางโทรศัพท์ลงเธอหยิบจดหมายของครูคำปันขึ้นมาอ่านอีกครั้ง ก่อนยื่นมือไปแตะภาพบ้านไม้“ไปเชียงใหม่กันค่ะ”คีรินมองเธอ“คุณเพิ่งผ่านเรื่องเมื่อวานมา”“ฉันจะลาพักร้อน”“ผมว่าคุณควรพักก่อน”“ฉันอยากไปค่ะ”คำตอบของลลินเรียบง่ายเธอไม่ได้หนีงานไม่ได้ถูกความทรงจำลากกลับไปและไม่ได้ไปเพื่อท้าทายอันตรายครั้งนี้เธอเลือกหยุดชีวิตประจำวันชั่วคราว เพื่อค้นหาวิธีไม่ให้อดีตกลับมาทำร้ายพวกเขาอีกคีรินยื่นมือให้ลลินวางมือลงไปโดยไม่ลังเล• • •ใกล้รุ่งสาง วศินโทรเข้ามาเขาไม่ได้นอนมากไปกว่าคนในบ้าน สีหน้าบนวิดีโอคอลดูเหนื่อยล้า และด้านหลังเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ซึ่งกำลังติดตามกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์“คลิปในร้านถูกเผยแพร่ไปแล้วหลายชุด”เขากล่าว“บางคลิปเห็นนายวิ่งข้ามถนน บางคลิปเห็นตอนอุ้มคุณลลิน และมีภาพพิมพ์ดาวถูกเจ้าหน้าที่พาออกจากร้าน”ลลินขมวดคิ้ว“คนรู้ชื่อฉันหรือยังคะ”
จังหวะนั้นดังขึ้นจากชั้นล่างเพียงรอบเดียวตึก ตึก ตึก–ตึกแล้วบ้านทั้งหลังก็กลับเข้าสู่ความเงียบไม่มีรอบที่สองตามมาคีรินกับลลินยังอยู่บนเตียงในความมืด มือของทั้งคู่ประสานกันอยู่ตรงกลาง ศิลาสีขาวบนข้อมือลลินไม่ได้เปล่งแสง แต่ความอุ่นภายในตัวหินเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆคีรินพยายามลุกจากเตียง แต่ทันทีที่ใช้แขนยันตัว กล้ามเนื้อกลางหลังก็ตึงขึ้นจากอาการบาดเจ็บเดิมและการวิ่งข้ามถนนเมื่อวานลลินรีบขยับเข้ามาประคอง“ช้า ๆ ค่ะ”คีรินไม่ได้โต้แย้งเขายอมให้เธอช่วยจัดหมอนและพยุงจนลุกนั่งได้ ก่อนจะก้าวลงจากเตียงอย่างระมัดระวังลลินหยิบเสื้อคลุมมาสวมให้เขา มือของเธอเคลื่อนไหวเบามากตรงบริเวณแผ่นหลัง ราวกับรู้ว่าจุดใดไม่ควรแตะต้องทั้งสองไม่ได้พูดถึงเสียงระนาดเพียงมองหน้ากัน แล้วเดินออกจากห้องพร้อมกันคีรินอยู่ด้านหน้าเล็กน้อยลลินจับแขนเขาไว้ตลอดทางลงบันไดไม่รู้ว่าใครกำลังพยุงใครกันแน่• • •ห้องนิรภัยชั้นล่างยังคงปิดสนิทระบบรักษาคว
ลลินยกมือแตะใบหน้าเขา“ฉันก็รักคุณค่ะ”คีรินนิ่งไปเธอยิ้มทั้งน้ำตา“ฉันรักคีริน ไม่ใช่เพียงคำริน”“…”“รักคนที่กลัว แต่ยังวิ่งเข้าหาฉันทุกครั้ง”“…”“และรักคนที่ยอมให้ฉันเห็นว่า เขาเองก็ต้องการคนดูแลเหมือนกัน”คีรินก้มหน้าลงริมฝีปากของทั้งสองสัมผัสกันอย่างอ่อนโยนไม่มีเสียงคนในร้านไม่มีไซเรนไม่มีสายตาของคนแปลกหน้ามีเพียงห้องนอนที่ปลอดภัย แสงไฟสลัว และมือสองข้างซึ่งยังคงจับกันอยู่จูบครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความหวาดกลัวว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้มันเป็นการยืนยันว่า พวกเขาต้องการมีวันพรุ่งนี้ร่วมกันเมื่อลลินเผลอขยับเข้าหา คีรินสะดุ้งเล็กน้อยเพราะแผ่นหลังเจ็บเธอรีบถอย“ขอโทษค่ะ”“ไม่ใช่ความผิดคุณ”เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนนิ่วหน้าจากแรงสะเทือนลลินส่ายหน้า“ยังจะหัวเราะอีก”“ผมมีความสุขครับ”เธอช่วยเขาขยับหมอนให้อยู่ในท่าที่ไม่กดหลังจากนั้นจึงเอนศีรษะพิงไหล่ด้า







