Masuk“ขอโทษค่ะ!”
เสียงของลลินดังขึ้นจนคนสองสามคนที่ยืนคุยกันอยู่หน้าร้านหันมามอง
ชายหนุ่มในหมวกกันน็อกสีดำหยุดอยู่ข้างมอเตอร์ไซค์ เขาก้มมองรอยขูดสีขาวบนตัวรถครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองผู้หญิงสองคนที่ยืนตัวแข็งอยู่ตรงหน้า
ลลินยกมือไหว้อีกครั้ง
“พวกเราไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ค่ะ เพื่อนฉันรีบลงจากรถก่อนที่ฉันจะจอดสนิท รถเลยเสียหลักไปขูดรถคุณเข้า เดี๋ยวฉันรับผิดชอบค่าซ่อมให้ทั้งหมดนะคะ”
“ลิน...” มะปรางกระซิบอยู่ด้านหลัง “พูดว่าช่วยกันรับผิดชอบก็ได้”
ลลินหันไปถลึงตาใส่เพื่อน
“เมื่อกี้ใครรีบลงจากรถ”
“ฉันแค่ลืมว่าแกยังไม่ได้ตั้งขาตั้ง”
“แล้วมันต่างกันตรงไหน”
“ต่างตรงที่ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
“ฉันก็รู้ว่าแกไม่ได้ตั้งใจ!”
ชายหนุ่มมองทั้งสองคนเถียงกันอยู่ครู่หนึ่ง ความเหนื่อยล้าจากตารางงานที่ต่อเนื่องมาหลายวัน รวมกับสายตาของคนรอบข้างที่เริ่มจับจ้อง ทำให้ความหงุดหงิดซึ่งกดไว้ตลอดทางค่อย ๆ ปะทุขึ้นมา
วันนี้เขาต้องการเพียงกาแฟหนึ่งแก้ว มุมเงียบ ๆ สักมุม และเวลาที่ไม่มีใครเรียกชื่อเขา
แต่ดูเหมือนแม้แต่ความสงบเล็กน้อยนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่เขาต้องพยายามแย่งชิงจากโลกภายนอก
คีรินถอนหายใจ ก้มลงใช้นิ้วปาดตรงรอยขูด สีขาวบางส่วนหลุดติดปลายนิ้วขึ้นมา รอยที่เหลือไม่ได้ลึกอย่างที่เห็นในตอนแรก น่าจะเป็นสีจากตัวรถของลลินซึ่งครูดติดอยู่บนพื้นผิวมากกว่าเนื้อสีของรถเขาที่เสียหายจริง
“ไม่เป็นไร”
น้ำเสียงของเขาสั้นและแข็งกว่าที่ควร
ลลินชะงัก
“แต่รอยมันยัง—”
“ผมบอกว่าไม่เป็นไรครับ”
คราวนี้เขาเติมคำสุภาพลงไป แต่สีหน้าและน้ำเสียงกลับไม่ได้อ่อนลงเลย
คีรินหมุนตัวเดินเข้าร้านทันที เหมือนต้องการจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดก่อนที่จะมีใครจำเขาได้หรือเข้ามาถามมากกว่านั้น
ลลินมองตามแผ่นหลังของเขา ความโล่งใจเรื่องค่าซ่อมเกิดขึ้นเพียงชั่ววินาที ก่อนถูกความรู้สึกผิดกลบจนหมด
เขาบอกว่าไม่เป็นไรเพราะรอยไม่หนัก หรือเพราะรำคาญจนไม่อยากเสียเวลาคุยกับเธอกันแน่
“ดีจัง เขาไม่เอาเรื่อง” มะปรางถอนหายใจยาว “เรารอดแล้ว”
“รอดอะไร”
“รอดจากค่าซ่อมรถไง”
“แต่เขาโกรธมาก”
“ใครถูกทำรถเป็นรอยก็ต้องอารมณ์เสียเป็นธรรมดา เดี๋ยวพอได้ดื่มกาแฟก็คงดีขึ้นเอง”
ลลินยังคงมองตามชายหนุ่มไป
“ฉันไม่สบายใจ”
“แกขอโทษไปแล้ว เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร”
“เขาพูดเพื่อปัดความรำคาญต่างหาก”
“แล้วแกจะทำยังไง วิ่งตามไปบังคับให้เขารับเงินเหรอ”
ลลินหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า
“อย่างน้อยฉันควรให้เบอร์ไว้ ถ้าเขากลับไปเช็กแล้วพบว่ารอยลึกกว่าที่คิด จะได้ติดต่อมา”
“ลิน ฉันว่า—”
แต่ลลินเดินตามชายหนุ่มเข้าไปแล้ว
มะปรางยืนมองเพื่อนอย่างเหนื่อยใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคว้ากระเป๋าและรีบตามเข้าไปในร้าน
• •
คีรินเดินผ่านประตูไม้ของเรือนปลายฝนเข้าไปได้เพียงไม่กี่ก้าว
กลิ่นกาแฟคั่วใหม่ลอยอบอวลอยู่ภายใน บ้านไม้เก่าถูกปรับปรุงอย่างเรียบง่ายโดยยังคงผนังไม้และคานเดิมเอาไว้ แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านกระจกบานใหญ่ ตกกระทบพื้นเป็นลายสีทอง
มุมหนึ่งของร้านมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นเก่า ข้างกันเป็นชั้นวางแผ่นเสียงกับลำโพงไม้คู่หนึ่ง เสียงพูดคุยของแขกไม่ได้ดังมาก แต่สำหรับคนที่เพิ่งเดินหนีความวุ่นวายเข้ามา ทุกเสียงกลับดูชัดเจนเกินไป
ภูวดลกำลังยืนต้อนรับแขกอยู่ด้านใน เมื่อเห็นคีริน เขายกมือขึ้นทักทายและส่งสัญญาณว่ารอเดี๋ยว เพราะกำลังพูดคุยกับเจ้าของร้านกาแฟอีกคนอยู่
คีรินพยักหน้ารับ ก่อนหันไปมองหามุมที่ไม่มีใคร
ในจังหวะนั้นเอง เสียงเปียโนโน้ตแรกก็ดังขึ้นจากลำโพง
เท้าของเขาหยุดนิ่ง
ทำนองนั้นเบาเสียจนแทบกลืนไปกับเสียงลมหายใจของผู้คน แต่เขาจำมันได้ทันที
เพลงที่ดังผ่านวิทยุในคืนเงียบงัน
เพลงที่เขาเฝ้ารอฟังซ้ำมาตลอดหลายวัน
เพลงที่ทำให้ความว่างเปล่าในบ้านหลังใหญ่มีรูปร่างขึ้นมาเป็นครั้งแรก
“ก่อนท่วงทำนองจะเลือนหาย...”
ชื่อเพลงหลุดออกจากริมฝีปากเขาอย่างแผ่วเบา
และคราวนี้ เพลงนั้นไม่ได้ดังมาจากวิทยุเครื่องเก่าในบ้านที่ไม่มีใคร
มันกำลังดังอยู่ในห้องเดียวกับเขา
เสียงนักร้องหญิงเริ่มบรรเลงตามท่วงทำนอง
หากคืนหนึ่งเสียงเพลงเลือนหาย
หากแสงจันทร์ไม่หวนกลับมา
โปรดจดจำมือที่เคยกุมไว้ก่อนร่ำลา
และคำสัญญาแห่งศิลาสีขาว...
คีรินรู้สึกเหมือนทุกสิ่งรอบตัวค่อย ๆ ถอยห่างออกไป
ไม่มีภาพอดีตปรากฏขึ้น ไม่มีใบหน้าของใครลอยผ่านความคิด และไม่มีความทรงจำใดกลับคืนมา
มีเพียงความรู้สึกว่า บางอย่างซึ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเคยอยู่ใกล้เขามาก แล้วหายไปโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว
ความสูญเสียที่ไม่มีชื่อไหลเข้ามาในอกอย่างหนักหน่วง
มือข้างหนึ่งของเขาเริ่มสั่น
...จบตอนที่ 6...
เขายกมือของลลินขึ้นวางบนหน้าอกตนเองหัวใจเต้นอยู่ใต้ฝ่ามือสม่ำเสมอหนักแน่นและเป็นของคนในปัจจุบัน“สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากศิลาครับ”เขากล่าวลลินมองดวงตาเขา“แน่ใจหรือคะ”คีรินปลดมือออกจากเธอชั่วครู่ แล้วใช้ปลายนิ้วแตะตัวหินสีขาวไม่มีแสงเกิดขึ้นจากนั้นเขาจึงก้มลงจูบเธอริมฝีปากสัมผัสกันอย่างช้า ๆ ใต้แสงจันทร์ศิลายังคงสงบนิ่งไม่มีนิมิตไม่มีเสียงระนาดและไม่มีความรู้สึกของคำรินหรือลินหลวงเข้ามาแทรกมีเพียงคีรินกับลลิน ซึ่งเลือกเข้าใกล้กันด้วยตัวเองเมื่อถอนริมฝีปากออก หน้าผากของทั้งสองยังแตะกันอยู่“ตอนนี้แน่ใจหรือยังครับ”ลลินยิ้ม“ค่ะ”คีรินโอบเธอกลับเข้ามาทั้งคู่ไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะอยู่ด้วยกันทุกภพไม่ได้สัญญาว่าจะไม่มีวันจากกันเพราะพวกเขาได้เรียนรู้แล้วว่า คำสัญญาซึ่งยิ่งใหญ่เกินชีวิตอาจกลายเป็นพันธนาการของคนที่ต้องอยู่รอสิ่งที่มีอยู่ตอนนี
ลลินดึงผ้าคลุมออกช้า ๆตัวระนาดได้รับการดูแลดีกว่าชิ้นส่วนที่วัด แม้ไม้จะเปลี่ยนสีและเชือกบางส่วนหย่อนตามอายุตรงขอบมีลายดอกไม้ล้อมวงกลมไม่เหมือนกันทุกเส้น แต่มีโครงสร้างเดียวกับลายบนหีบและเส้นสีเงินภายในศิลาลลินใช้ปลายนิ้วแตะขอบไม้ศิลาสีขาวอุ่นขึ้นเธอเห็นภาพแวบเดียวหญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างระนาดมือกำลังปรับเชือกนอกหน้าต่างมีเด็กชายตัวเล็กวิ่งเล่นอยู่ในสวนหญิงชราหันไปมองเขา ก่อนใช้ผ้าขาวคลุมเครื่องดนตรีและล็อกประตูห้องภาพหายไปลลินถอนมือ“เห็นอะไรหรือครับ”“คุณยายค่ะ”เธอมองระนาด“ยายไม่ได้เล่น แต่ดูเหมือนกำลังรักษามันไว้”คีรินเดินไปรอบเครื่องดนตรีระนาดเก่าตัวนี้อาจถูกสร้างขึ้นจากต้นแบบของครูคำปัน หรือได้รับการส่งต่อจากคนที่เคยรู้จักลินหลวงลลินมองผ่านหน้าต่างของห้องด้านหลังบ้านมีแนวต้นไม้หนาแน่นขึ้นไปตามเนินยอดหลังคาไม้เล็ก ๆ โผล่อยู่ระหว่างกิ่งไม้ไกลออกไปเธอขยับไปใกล้หน้าต่าง“ตรงนั้นมีอะไรคะ”คีรินมองตาม“น่าจะเป็นศาลาเก่า”“คุณเคยไปหรือ
รถออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้าหีบไม้ถูกเก็บไว้ในกระเป๋ากันกระแทกด้านหลัง และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจสอบทุกครั้งที่รถหยุดพักลลินนั่งข้างคีรินบนเบาะแถวกลางเธอนำหมอนใบเล็กมารองแผ่นหลังให้เขา ก่อนปรับตำแหน่งหลายครั้งจนชายหนุ่มสามารถนั่งได้โดยไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อเมื่อรถเคลื่อนออกจากบ้าน คีรินหยิบขวดน้ำอุ่นกับยาของลลินออกมาส่งให้ตามเวลาลลินรับไปทานโดยไม่ต้องให้เขาเตือนซ้ำหลังจากนั้นเธอหยิบยาแก้ปวดของเขาออกจากกระเป๋า ส่งให้พร้อมน้ำอีกขวดไม่มีใครพูดเรื่องความรักไม่มีใครถามว่าความรู้สึกยังคงเหมือนเมื่อคืนหรือไม่คีรินรับยาลลินตรวจว่าเขากลืนเรียบร้อยจากนั้นมือของทั้งสองก็กลับมาประสานกันอยู่ตรงพื้นที่ว่างระหว่างเบาะเมื่อรถผ่านช่วงถนนขรุขระ คีรินขยับหมอนรองศีรษะให้เธอเมื่อลลินหลับและศีรษะเอนไปอีกด้าน เขาใช้มือพยุงให้กลับมาซบลงบนไหล่ส่วนที่ไม่กระทบแผ่นหลังระหว่างจุดพัก ลลินเดินกลับมาพร้อมเครื่องดื่มสองขวดซึ่งยังปิดฝาสนิทเธอเปิดขวดของตน
ลลินวางโทรศัพท์ลงเธอหยิบจดหมายของครูคำปันขึ้นมาอ่านอีกครั้ง ก่อนยื่นมือไปแตะภาพบ้านไม้“ไปเชียงใหม่กันค่ะ”คีรินมองเธอ“คุณเพิ่งผ่านเรื่องเมื่อวานมา”“ฉันจะลาพักร้อน”“ผมว่าคุณควรพักก่อน”“ฉันอยากไปค่ะ”คำตอบของลลินเรียบง่ายเธอไม่ได้หนีงานไม่ได้ถูกความทรงจำลากกลับไปและไม่ได้ไปเพื่อท้าทายอันตรายครั้งนี้เธอเลือกหยุดชีวิตประจำวันชั่วคราว เพื่อค้นหาวิธีไม่ให้อดีตกลับมาทำร้ายพวกเขาอีกคีรินยื่นมือให้ลลินวางมือลงไปโดยไม่ลังเล• • •ใกล้รุ่งสาง วศินโทรเข้ามาเขาไม่ได้นอนมากไปกว่าคนในบ้าน สีหน้าบนวิดีโอคอลดูเหนื่อยล้า และด้านหลังเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ซึ่งกำลังติดตามกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์“คลิปในร้านถูกเผยแพร่ไปแล้วหลายชุด”เขากล่าว“บางคลิปเห็นนายวิ่งข้ามถนน บางคลิปเห็นตอนอุ้มคุณลลิน และมีภาพพิมพ์ดาวถูกเจ้าหน้าที่พาออกจากร้าน”ลลินขมวดคิ้ว“คนรู้ชื่อฉันหรือยังคะ”
จังหวะนั้นดังขึ้นจากชั้นล่างเพียงรอบเดียวตึก ตึก ตึก–ตึกแล้วบ้านทั้งหลังก็กลับเข้าสู่ความเงียบไม่มีรอบที่สองตามมาคีรินกับลลินยังอยู่บนเตียงในความมืด มือของทั้งคู่ประสานกันอยู่ตรงกลาง ศิลาสีขาวบนข้อมือลลินไม่ได้เปล่งแสง แต่ความอุ่นภายในตัวหินเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆคีรินพยายามลุกจากเตียง แต่ทันทีที่ใช้แขนยันตัว กล้ามเนื้อกลางหลังก็ตึงขึ้นจากอาการบาดเจ็บเดิมและการวิ่งข้ามถนนเมื่อวานลลินรีบขยับเข้ามาประคอง“ช้า ๆ ค่ะ”คีรินไม่ได้โต้แย้งเขายอมให้เธอช่วยจัดหมอนและพยุงจนลุกนั่งได้ ก่อนจะก้าวลงจากเตียงอย่างระมัดระวังลลินหยิบเสื้อคลุมมาสวมให้เขา มือของเธอเคลื่อนไหวเบามากตรงบริเวณแผ่นหลัง ราวกับรู้ว่าจุดใดไม่ควรแตะต้องทั้งสองไม่ได้พูดถึงเสียงระนาดเพียงมองหน้ากัน แล้วเดินออกจากห้องพร้อมกันคีรินอยู่ด้านหน้าเล็กน้อยลลินจับแขนเขาไว้ตลอดทางลงบันไดไม่รู้ว่าใครกำลังพยุงใครกันแน่• • •ห้องนิรภัยชั้นล่างยังคงปิดสนิทระบบรักษาคว
ลลินยกมือแตะใบหน้าเขา“ฉันก็รักคุณค่ะ”คีรินนิ่งไปเธอยิ้มทั้งน้ำตา“ฉันรักคีริน ไม่ใช่เพียงคำริน”“…”“รักคนที่กลัว แต่ยังวิ่งเข้าหาฉันทุกครั้ง”“…”“และรักคนที่ยอมให้ฉันเห็นว่า เขาเองก็ต้องการคนดูแลเหมือนกัน”คีรินก้มหน้าลงริมฝีปากของทั้งสองสัมผัสกันอย่างอ่อนโยนไม่มีเสียงคนในร้านไม่มีไซเรนไม่มีสายตาของคนแปลกหน้ามีเพียงห้องนอนที่ปลอดภัย แสงไฟสลัว และมือสองข้างซึ่งยังคงจับกันอยู่จูบครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความหวาดกลัวว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้มันเป็นการยืนยันว่า พวกเขาต้องการมีวันพรุ่งนี้ร่วมกันเมื่อลลินเผลอขยับเข้าหา คีรินสะดุ้งเล็กน้อยเพราะแผ่นหลังเจ็บเธอรีบถอย“ขอโทษค่ะ”“ไม่ใช่ความผิดคุณ”เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนนิ่วหน้าจากแรงสะเทือนลลินส่ายหน้า“ยังจะหัวเราะอีก”“ผมมีความสุขครับ”เธอช่วยเขาขยับหมอนให้อยู่ในท่าที่ไม่กดหลังจากนั้นจึงเอนศีรษะพิงไหล่ด้า







