Masukเจี่ยนจืออดพูดเหน็บแนมเขาไม่ได้ “นายทำแบบนี้แอนนารู้ไหมเนี่ย? นายนี่แปลกจริง ๆ มีอะไรติดค้างกับแฟนเก่าหรือไง?”เวินถิงเยี่ยนมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มขื่น “แอนนารู้ ฉันไม่ได้ปิดบังอะไรแอนนาเลย”“ก็จริง นายมันเลวแบบเปิดเผยมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่ ตอนนั้นที่นายคบกับลั่วอวี่เฉิง นายก็ไม่ได้ปิดบังอะไรฉันเหมือนกัน” เจี่ยนจือพูดจบก็ลุกขึ้น เตรียมจะเดินเข้าไปในบ้าน“เจี่ยนจือ” เวินถิงเยี่ยนเรียกเธอไว้อีกครั้ง“มีอะไรอีก?”เวินถิงเยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามเสียงเบา “เจี่ยนจือ เธอยังเกลียดฉันอยู่ไหม?”คำถามเบา ๆ ว่า “ยังเกลียดฉันอยู่ไหม” กลับเหมือนพายุทอร์นาโดที่จู่ ๆ ก่อตัวขึ้นบนพื้นราบ กวาดเอาเรื่องราวในอดีตที่ฝังลึกอยู่ก้นทะเลให้ปั่นป่วนกลับขึ้นมาทั้งหมดสิบสองปีผ่านวาบไปในชั่วพริบตา ทั้งหวาน เปรี้ยว ขม และเผ็ดร้อน ทุกความรู้สึกปะปนกันไปหมดถ้าเป็นเมื่อก่อน เจี่ยนจือคงฝืนสายตาให้แข็งกร้าว ทำหน้าเย็นชาแล้วบอกเขาว่า “ไม่เกลียด” จะบอกทั้งเขาและตัวเองว่าจากนี้ไปก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าต่อกัน การปล่อยวางอย่างแท้จริงคือการที่ไม่มีทั้งความรักและความเกลียดชังเพราะแม้แต่การเกลียดใครสักคนก็ยังต
น้ำเสียงของเวินถิงเยี่ยนแฝงรอยยิ้มอยู่ด้วย “ไม่เลวนี่ ยังด่าฉันได้แบบนี้แสดงว่าอาการยังโอเคอยู่”เจี่ยนจือเหลือบมองเขาอย่างประหลาดใจ ผู้ชายคนนี้พอหย่ากันแล้วกลับกลายเป็นคนกวนประสาทน่าหมั่นไส้เสียอย่างนั้น เมื่อก่อนตอนที่เธอคอยเอาใจ คอยตามใจ ยกเขาไว้เหนือทุกสิ่ง เขากลับไม่เห็นค่าความจริงใจของเธอ แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปจนเธอตามไม่ทันแล้ว“เวินถิงเยี่ยน” เธอเอ่ย “คนที่เป่าใบไม้ทุกคืนคือนายใช่ไหม?”“เอ่อ...” เวินถิงเยี่ยนลังเลเล็กน้อย เหมือนจะรู้ว่าไม่มีความจำเป็นต้องปฏิเสธ จึงก้มหน้าลง “อืม”เขารอให้เธอด่า แต่ผ่านไปนาน เธอกลับไม่พูดอะไรเลยเขาเงยหน้าขึ้นแล้วถามอย่างลังเลว่า “เป็นอะไรไป?”“มันแย่มาก” เธอบอก “พวกนายเป่าได้แย่มาตั้งแต่ตอนเริ่มเรียนมัธยมแล้ว พวกนายไม่รู้ตัวกันบ้างเลยเหรอ?”“อ่าว...” เขาหัวเราะออกมา “ไม่รู้จริง ๆ”“หรือพวกนายคิดว่าตัวเองเป็นปรมาจารย์ดนตรีกันทุกคน?” เจี่ยนจือเองก็แปลกใจ ทำไมถึงมั่นใจกันขนาดนั้น?“พวกเรา...ภูมิใจกันมากเลยนะ” เวินถิงเยี่ยนยิ้ม “เป่าใบไม้จนเป็นทำนองเพลงได้ ยังไม่เจ๋งพออีกเหรอ? ตอนนั้นพวกเรายังแข่งกันด้วยนะว่าใครเป่าได้ดังกว่ากัน”มิน่าล่ะ
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเหมือนเป็นความฝันที่ทุกคนร่วมกันถักทอขึ้นมาเพื่อเธอ ในความฝันอันแสนงดงามนี้ เธอเหมือนต้นไม้ที่กำลังป่วย ได้กลับมาอาบแสงแดดและสายฝน ก่อนจะผลิดอกออกมาอีกครั้งคำว่า ทุกคน นี้ ย่อมรวมถึงเวินถิงเยี่ยนด้วยถึงขั้นที่เป็นไปได้ว่าเวินถิงเยี่ยนนี่แหละคือคนวางแผนหลักเธอไม่ได้เดินต่อไปข้างหน้า แต่เลือกเดินอ้อมไปอีกทางพอคุณย่าตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นเจี่ยนจือนอนอยู่ในห้อง ก็ตกใจจนแทบช็อก รีบออกไปตามหาเธอทันทีทุกคนต่างคิดว่าเจี่ยนจือกับคุณย่ายังนอนอยู่ พอได้ยินว่าเธอหายไปก็พากันลนลาน วิ่งตามหากันทั่วฟาร์ม สุดท้ายถึงได้เห็นเธอกำลังนั่งยอง ๆ มองดูลูกวัวตัวน้อยอยู่ในโซนทำคลอดร่วมกับคุณลุงที่ช่วยทำคลอดวัว แสงอาทิตย์ยามเช้าที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าสาดลงบนฟาร์ม ทุ่งหญ้าเขียวขจีราวกับถูกเคลือบด้วยสีทองชั้นหนึ่งท่ามกลางแสงอรุณระยิบระยับนั้น เธอโบกมือพร้อมกับยิ้มให้พวกเขา “คุณย่า คุณป้า พี่ รีบมาดูสิ แม่วัวคลอดลูกแล้ว!”ทั้งสามคนยืนอยู่ไม่ไกลจากเธอ ดวงตาค่อย ๆ แดงก่ำท่ามกลางรอยยิ้มนั้นปกติแทบไม่มีโอกาสมาฟาร์มแบบนี้อยู่แล้ว พอเห็นเธอมีความสุขขนาดนี้ ทุกคนจึงเห
ช่วงหลายวันต่อมา เจี่ยนจือยุ่งมากเธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าชีวิตที่นี่ของคุณย่าจะมีสีสันขนาดนี้ เรียกได้ว่าเข้าที่เข้าทางอย่างกับปลาได้น้ำเลยทีเดียวปัญหาเพียงอย่างเดียวของคุณย่าคือเรื่องภาษาที่ยังไม่สามารถสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วเต็มที่ แต่ชีวิตของท่านนั้นมีสีสันมากจริง ๆอย่างเช่น ตอนที่เธอไปงานโชว์สินค้าของบริษัทคุณป้าเป็นเพื่อนคุณย่าครั้งหนึ่ง เพราะในงานครั้งนี้มีผลงานที่คุณย่าออกแบบอยู่ด้วยคุณย่าไม่มีความรู้ด้านการออกแบบโดยตรง แต่หลังจากมาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไห่เฉิง คุณย่ามีความรู้เรื่องงานปักและเครื่องประดับโบราณมากมาย แถมยังมีไอเดียเยอะ คุณป้าจึงช่วยเปลี่ยนความคิดของคุณย่าให้กลายเป็นผลงานจริงดังนั้นคุณย่าเลยต้องขึ้นเวทีในงาน แต่คุณป้ายุ่งกับเรื่องต่าง ๆ ในงาน จึงต้องฝากให้เจี่ยนจือรับผิดชอบเรื่องเสื้อผ้าและการแต่งหน้าทำผมของคุณย่าในวันนี้แน่นอนว่าก็ต้องใช้แรงมากเหมือนกัน!เจี่ยนจือช่วยคุณย่าเลือกชุดราตรี แต่งหน้า ทำผม ส่วนตัวเธอเองก็ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยด้วย จากนั้นช่วงบ่ายก็ไปดูโชว์เป็นเพื่อนคุณย่า ตอนกลางคืนยังมีงานเลี้ยงอีกเธอใส่รองเท้าส้นสูงทั้งวัน จนสุดท้ายแทบ
เวินถิงเยี่ยนไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะกลัวว่าจะพลาด “สัญญาณ” ที่คุณป้ากับเจี่ยนหลานส่งมาให้ ส่วนการเปลี่ยนเครื่องหอมในห้องของเจี่ยนจือให้เป็นกลิ่นดอกพุด ก็เป็นข้อเสนอของเขาเช่นกันในที่สุดก็เริ่มเห็นผลจากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนที่สอง ตอนกลางวันห้ามปล่อยให้เจี่ยนจืออยู่แต่ในห้อง ต้องพาเธอออกไปข้างนอก ใช้แรงให้มาก พอตกกลางคืนถึงจะนอนหลับได้สนิทเดิมทีตั้งใจว่าจะให้เธอเต้นแต่เจี่ยนหลานไม่เห็นด้วย เพราะกลัวว่าจะกระตุ้นความทรงจำที่ไม่ดีของเจี่ยนจือ จึงให้เธอหยุดเต้นไปก่อนชั่วคราวดังนั้นคุณย่าจึงต้องออกโรงคุณย่าเพียงโผล่หน้ามาตรงประตูด้วยสีหน้าที่ดูลังเล ก่อนจะรีบหลบกลับไปทันที“คุณย่า? มีอะไรหรือเปล่าครับ?” เจี่ยนหลานถาม ก่อนจะหันมาเอ่ยกับเจี่ยนจือว่า “พี่ออกไปดูแป๊บนะ”เจี่ยนจือพยักหน้าหลังจากเจี่ยนหลานออกไปข้างนอกพักหนึ่งแล้วกลับเข้ามา เจี่ยนจือก็ถามเขาว่า “คุณย่าเป็นอะไรเหรอพี่?”“อ๋อ” เจี่ยนหลานตอบ “คุณย่าถามพี่ว่าจดหมายขอโทษต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษยังไง”เจี่ยนจือขมวดคิ้ว “ทำไมคุณย่าต้องขอโทษด้วย? ขอโทษใครเหรอ?”“เรื่องเป็นแบบนี้” เจี่ยนหลานอธิบายให้เธอฟังอย่างละเอียด “เดิมทีว
เวินถิงเยี่ยนไม่อยากแก้ตัวให้ตัวเองอีกแล้ว เขาเพียงขมวดคิ้วครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรให้อารมณ์ของเจี่ยนจือคงที่ อย่างน้อยก็ต้องทำให้เธอนอนหลับเต็มอิ่มได้ทุกวันก่อนเขาเด็ดใบไม้มาจำนวนมาก จากนั้นก็ตกลงกับคุณย่า คุณป้า และเจี่ยนหลานเอาไว้ว่า ขอแค่ตอนที่เจี่ยนจือหลับแล้วเริ่มมีอาการกระสับกระส่ายแม้เพียงเล็กน้อย ให้รีบแจ้งเขาทันทีแม้เจี่ยนหลานจะยังกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยกับวิธีของเขา แต่ตอนนี้ก็ทำได้เพียงลองดูสี่ทุ่ม เจี่ยนจือเพิ่งหลับไปได้ครึ่งชั่วโมงคนทั้งบ้านตระกูลเจี่ยนไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย แม้แต่ตอนหายใจก็ยังระมัดระวัง กลัวว่าจะทำให้เจี่ยนจือตื่นแต่จู่ ๆ เสียงไซเรนตำรวจก็ดังหวิวผ่านไปตามถนน เจี่ยนจือที่กำลังหลับพลันเกร็งไปทั้งตัว ในความฝัน ใบหน้าของเจี่ยงซื่อฝานขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เขาพูดกับเธอว่าพี่จะตอบแทนผมยังไง? ผมทุ่มเทให้พี่ไปตั้งมากมาย พี่จะตอบแทนผมยังไง?หัวใจของเจี่ยนจือบีบรัดขึ้นมา ลมหายใจพลันถี่กระชั้นทว่าจู่ ๆ ก็มีเสียงเป่าใบไม้ดังขึ้นเพลงที่เป่าคือ 《มาตุภูมิของฉัน》ไม่เห็นจะเพราะเลย!เพลงมันแย่จนใบหน้าของเจี่ยงซื่อฝานพลันหายไปภาพตรงหน้าเปลี่ยนเป็นตอนที่เ







