Mag-log inในวันครบรอบแต่งงานห้าปีของเจี่ยนจือและเวินถิงเยี่ยน รักแรกของเวินถิงเยี่ยนดันเดินทางกลับมจากต่างประเทศ ในคืนนั้น เจี่ยนจือพบว่าเวินถิงเยี่ยนพร่ำเพ้อถึงรักแรกขณะกำลังสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองอยู่ในห้องน้ำ ที่แท้ นี่ก็คือเหตุผลที่เวินถิงเยี่ยนไม่เคยแตะต้องเธอเลยนับตั้งแต่แต่งงานกันมาห้าปี "เจี่ยนจือ เฉิงเฉิงกลับมาคนเดียว น่าสงสารมาก ฉันแค่ช่วยเธอในฐานะเพื่อน" เวินถิงเยี่ยนว่า "เข้าใจแล้ว" เธอขานรับ "เจี่ยนจือ ฉันเคยรับปากเฉิงเฉิงว่าจะไปฉลองวันเกิดเป็นเพื่อนเธอที่เกาะ ฉันแค่ทำตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้" "ดี" เธอตอบ "เจี่ยนจือ งานเลี้ยงนี้ต้องการผู้ช่วยที่ออกหน้าออกตาได้ เฉิงเฉิงเหมาะสมกว่าเธอ" "อืม ไปเถอะ" เธอตอบ ตอนที่เธอไม่โกรธ ไม่ร้องไห้และไม่โวยวายอีกต่อไป เขากลับรู้สึกแปลกใจขึ้นมา จึงย้อนถาม "เจี่ยนจือ ทำไมเธอถึงไม่โกรธล่ะ" เธอก็ต้องไม่โกรธอยู่แล้วน่ะสิ เพราะเธอเองก็กำลังจะจากไปแล้วเหมือนกัน เธอเบื่อหน่ายกับชีวิตแต่งงานที่นิ่งสนิทเหมือนน้ำตายมานานแล้ว จึงแอบเรียนภาษาอังกฤษ สอบไอเอล และแอบยื่นใบสมัครเรียนต่อต่างประเทศเงียบ ๆ ในวันที่วีซ่าอนุมัติ เธอก็โยนใบหย่าให้เขา "เลิกล้อเล่นได้แล้ว ไม่มีฉันแล้วเธอจะใช้ชีวิตต่อไปได้ยังไง" เวินถิงเยี่ยนถาม ไม่นานเธอก็ซื้อตั๋วเครื่องบิน บินไปทวีปยุโรป นับแต่นั้นมาก็ไม่มีข่าวคราวอีกเลย ตอนที่เขาเห็นข่าวเธออีกครั้ง ก็คือวิดีโอที่เธอสวมชุดสีแดงร่ายรำสไตล์จีนอยู่กลางอากาศในต่างประเทศ วิดีโอนั้นโด่งดังไปทั่วอินเทอร์เน็ต... "เจี่ยนจือ ต่อให้ไปไกลสุดขอบฟ้า ฉันก็จะจับตัวเธอกลับมาให้ได้!" เขากัดฟันพูด
view moreกลับประเทศมารอบนี้กินเวลาค่อนข้างสั้น จากที่คาดการณ์ไว้ประมาณต้นเดือนสิงหาก็ต้องออกเดินทางอีกครั้ง เหมือนความตื่นเต้นจากการได้กลับบ้านยังไม่ทันจางหาย ทำไมต้องเริ่มนับวันว่าจะต้องจากไปเมื่อไหร่อีกแล้วล่ะ?แต่ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง เจี่ยนจือก็นัดหร่านเฉินไปเยี่ยมครอบครัวเมิ่งอีกครั้งสิ่งที่ทำให้เจี่ยนจือประหลาดใจคือ บรรยากาศที่บ้านของตระกูลเมิ่งช่างแตกต่างจากครั้งก่อนที่เธอเคยมาเหยียบที่นี่โดยสิ้นเชิง จะบอกว่าสองสามีภรรยาสูงวัยทำใจได้แล้วก็คงไม่ใช่ เพียงแต่บ้านหลังนี้กลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ในลานบ้านถูกแต่งแต้มด้วยสีเขียวชอุ่ม ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้หรือพืชผักสวนครัวต่างผลิดอกออกผลเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต ขณะที่สองสามีภรรยาออกมาเปิดประตูบ้าน ลูกสุนัขตัวหนึ่งก็วิ่งพรวดออกมาทันที ก่อนจะกระโดดหมุนตัวไปมารอบตัวเจี่ยนจือและหร่านเฉินราวกับชวนให้เล่นเป็นเพื่อน“ตูตู อย่าซนสิ” คุณแม่ของเมิ่งเฉิงซ่งอุ้มสุนัขตัวน้อยไว้แนบอกด้วยสีหน้าอ่อนโยน ก่อนจะหันมาพูดกับพวกเธอสองคน “ตกใจแย่เลยใช่ไหม?เจ้าตัวแสบนี่พลังงานเหลือล้นมากเลย”“ไม่เลยค่ะ” เจี่ยนจือหัวเราะเบา ๆ “น่ารักจังเลยค่ะ น้องชื่อตูต
เพราะเมิ่งเฉิงซ่ง บรรยากาศระหว่างเธอกับเขาจึงไม่ตึงเครียดเหมือนทุกครั้ง อย่างน้อยครั้งนี้เธอก็ไม่ต้องตั้งแง่ใส่เขาเหมือนเม่นที่ใช้หนามป้องกันตัวตลอดเวลา ได้พูดคุยกันดี ๆ เสียที“ทำไมถึงคิดจะทำแบบนี้ล่ะ?” เวินถิงเยี่ยนเอ่ยถามเธอระหว่างทางที่เดินออกจากศาลาเจี่ยนจือไม่อาจบอกว่าต้นเหตุทั้งหมดมาจากเจี่ยงซื่อฝาน จึงได้แต่ตอบเวินถิงเยี่ยนส่ง ๆ ไป “บังเอิญเจอเข้าตอนฉันเก็บของ ก็เลยนึกขึ้นได้ว่าช่วงหลายปีมานี้ฉันอยู่ต่างประเทศตลอด อนาคตจะปักหลักที่ไหนก็ยังไม่รู้ ถึงแม้จะเป็นแค่ก้อนหินแต่สำหรับบางคนมันคงเป็นของสำคัญแหละอย่างพ่อแม่ของเมิ่งเฉิงซ่ง เลยคิดว่าหาที่ที่เหมาะให้มันดีกว่า”เวินถิงเยี่ยนพยักหน้า “ก็ดีนะ หวังว่าชาติหน้าหมอนี่…”เจี่ยนจือได้ฟังเท่านั้นก็ถามขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ชาติหน้าจะเป็นยังไง?”“ถ้าเกิดว่าชาติหน้ามีจริง…” เขาสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะตอบว่า “ฉันหวังว่าจะได้เป็นส่วนช่วยให้ความปรารถนาของหมอนั่นเป็นจริง”เจี่ยนจืออดสงสัยไม่ได้ “ความปรารถนาของเขาคืออะไรเหรอ?นอกจากออกเดินทางไปทั่วโลกน่ะ?”เขามองลึกเข้าไปในดวงตาเธอ ก่อนจะอมยิ้ม “ความฝันของผู้ชายน่ะ เธอไม่ต้องรู้เยอะหรอก”
อย่างที่ใครหลายคนเคยบอกไว้ว่าโลกนี้มันแคบเจี่ยนจือคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้เจอเวินถิงเยี่ยนที่นี่ช่วงเช้าตรู่ หลังเธอเก็บสัมภาระเรียบร้อยก็หยิบหินกรวดก้อนนั้นออกจากที่พัก พอลงมาถึงล็อบบี้โฮมสเตย์ก็บังเอิญเจอเขากับแอนนาที่กำลังออกไปข้างนอกเช่นเดียวกัน ข้างกายเธอมีบอดี้การ์ดสามคนที่ความสูงเฉลี่ยเกินร้อยแปดสิบเซนเดินตามมาด้วย เวินถิงเยี่ยนเห็นเธอก็พยักหน้าทักทายเบา ๆ อย่างน้อยก็ยอมฟังที่พูดสักทีนะเจี่ยนจือแสร้งทำทีเป็นไม่เห็น เดินออกจากตัวอาคารพร้อมกับบอดี้การ์ด แต่พอมาถึงวัดก็ดันเจอเขากับแอนนาอีก “เธอมาวัดเหมือนกันเหรอ?” เขาที่ยืนอยู่ข้างแอนนายกยิ้มพลางเอ่ยถาม ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นวัด เจี่ยนจือไม่อยากมีเรื่องกับเขา อีกอย่างไม่รู้ว่าทำไมสภาพจิตใจเธอวันนี้ถึงได้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา แม้จะรู้สึกสงบนิ่งแต่ลึก ๆ กลับมีกระแสความเศร้าจาง ๆ วูบไหวอยู่ แม้ดวงตาที่ร้อนผ่าวจะมีอะไรเอ่อคลอ แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนถูกโอบล้อมด้วยความอบอุ่นที่อธิบายไม่ถูก ความรู้สึกช่างซับซ้อนเหลือเกินหรืออาจเป็นเพราะต้นการบูรจำนวนนับไม่ถ้วนที่ปลูกอยู่ภายในวัด ทำให้เธอหวนนึกถึงบ่ายวันที่อากาศแจ่มใ
“หรือว่า…เอาไปคืนพ่อแม่เขาดี…?” เจี่ยงซื่อฝานพูดพลางอมยิ้ม “ถือเสียว่าเป็นของให้พวกท่านไว้ดูต่างหน้า”เจี่ยนจือส่ายหน้าไม่เห็นด้วยข้าวของที่เมิ่งเฉิงซ่งทิ้งไว้มีไม่มาก ทุกชิ้นล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าสำหรับพ่อแม่ของเขา ในเมื่อสมบัติชิ้นนั้นถูกคนอื่นขอไป แม้ว่าคนที่ขอของชิ้นนั้นจะไม่ใช่เธอแต่สุดท้ายมันก็ตกมาอยู่ในมือเธอ ถ้าหากตอนนี้เอากลับไปคืนพวกท่านจะคิดยังไงล่ะ?จะไม่เท่ากับสร้างบาดแผลให้พวกท่านเหรอ?“นายไม่ต้องสนใจหรอก เดี๋ยวฉันหาทางเอง ฉันจะหาที่เหมาะ ๆ เก็บมันไว้ จะไม่เก็บมันไว้กับตัวหรอก” เจี่ยนจือดื่มซุปหมดก็เรียกป้าเฉินขึ้นมาเก็บถ้วยซุปออกไป แล้วจู่ ๆ เธอก็รู้สึกอ่อนเพลียขึ้นมา “ใช่สิ นายนัดวันทำวีซ่าหรือยัง?นัดทำที่ไห่เฉิงหรือว่าจะนั่งเครื่องกลับไปเมืองหลวง?เอกสารเตรียมเรียบร้อยหรือยัง?”“ยื่นที่ไห่เฉิงกับพี่ดีกว่า ส่วนเอกสารยังเตรียมไม่เสร็จหรอก ผมรีบบินมาที่นี่เพราะพี่หายตัวไป” เจี่ยงซื่อฝานจับแขนเธออย่างออดอ้อน“ลำบากนายแล้ว” เจี่ยนจือแตะตัวเขาเบา ๆ “จะนอนหน่อยไหม เมื่อคืนนายไม่ได้นอนดี ๆ เลยนี่?”“ไม่ล่ะ” เขาเอ่ยพลางคลี่ยิ้ม “เดี๋ยวช่วงบ่ายผมก็จะกลับแล้ว รีบกลับไปเตรียมเอ
Mga Ratings
RebyuMore