นี่ฉู่เฉินกำลังช่วยตระกูลลั่ว หรือกำลังลากตระกูลลั่วเข้าสู่สงครามกันแน่?“คุณฉู่ หยุดไว้แค่นี้ดีกว่าไหมคะ ถ้าเกิดเจ้าสำนักสองคนมาพร้อมกัน เกรงว่าจะควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่แล้ว” หลินเยว่หรูก็หวาดกลัวเช่นกัน รีบเอ่ยเตือนฉู่เฉินเสียงเบาฉู่เฉินเอ่ยด้วยยิ้มเรียบนิ่งว่า “เจ้าสำนักสองคน? งั้นก็ดีเลย ให้พวกเขาคุกเข่าเรียงแถวอยู่ตรงหน้าประตู ผมคิดว่าด้วยขบวนรบนี้ ตระกูลลั่วน่าจะปลอดภัยในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วละมั้ง?”พรวด!อย่าว่าแต่ลั่วเทียนเต๋อเลย แม้แต่ลั่วหัวเอ๋อร์ก็ยังพ่นน้ำชาที่เพิ่งดื่มออกมา ให้เจ้าสำนักสองคนคุกเข่าเรียงแถวอยู่หน้าประตู?นี่มันโอหังเกินไปแล้วมั้ง?ในตอนนี้เอง เสียงที่น่าเกรงขามอย่างยิ่งยวดพลันดังมาจากที่ไกล ๆ“โอ้? ให้ฉันคุกเข่าให้นายต่อหน้าทุกคนเหรอ? ฮ่า ๆๆ!”ตามมาด้วยชายวัยกลางคนผู้หนึ่งและเสียงหัวเราะที่เย็นชาสุดขีด ทุกคนในงาน โดยเฉพาะคนของตระกูลลั่วต่างก็ขนลุกซู่ มองไปทางเงาร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้ามาจากทางด้านนอกประตูด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ไม่นานนัก ก็เห็นชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบสวมชุดคลุมยาวสีขาวดุจหิมะ ถือกระบี่ยาวเดินเข้ามาในโถงของตระกูลลั่ว!กัวเทีย
หรือว่าฉู่เฉินมีความมั่นใจมาตั้งแต่แรกแล้วว่าสามารถใช้พลังระดับสร้างรากฐานขั้นเจ็ดมาบดขยี้ต้วนจื่อซานที่อยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นเก้าได้โดยสิ้นเชิง?ถ้านี่เป็นความจริงล่ะก็ เช่นนั้นก็น่ากลัวเกินไปแล้วการบดขยี้ระดับที่ห่างกันสองขั้นฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่สำหรับคนอื่นแล้ว นี่เป็นความฝันที่ไม่อาจเป็นจริงได้เลยนอกจากนี้หากอยากทำเหมือนฉู่เฉิน บดขยี้ยอดฝีมือที่เหนือกว่าตัวเองสองขั้นนั้นจำเป็นต้องมีเคล็ดวิชาและการตระหนักรู้ในระดับสูงที่ทำให้ทุกคนแหงนหน้ามอง ไม่อย่างนั้น ทุกคนก็คงฝืนชะตาลิขิตกันได้หมดแล้วไม่ใช่หรือไง? “ไอ้คนแซ่ฉู่ ฉันยอมรับว่าฉันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของแก แต่คำโบราณพูดไว้ว่าเสียชีพได้ แต่ไม่ยอมเสียศักดิ์!” ต้วนจื่อซานตะโกนลั่นอย่างโกรธเกรี้ยวใส่ฉู่เฉินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่ยินยอมฉู่เฉินส่ายหัวอย่างจนปัญญา ถอนหายใจกล่าวว่า “ผมไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นคุณ ความรู้สึกของคุณ ผมเข้าใจได้ แต่เรื่องในปีนั้น ยังไม่มีข้อสรุปว่าใครเป็นคนผิด” “ผมเห็นแก่ที่ตระกูลต้วนของคุณโดนล้างบางจนหมดสิ้นถึงได้ไว้ชีวิตคุณ หลังจากกลับไปแล้วก็เปลี่ยนสำนัก ตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้ดี บางทีอีกหลายสิบป
ต้วนจื่อซานมองฉู่เฉินด้วยสีหน้าเยาะหยัน “ไอ้คนแซ่ฉู่ แกออกแรงให้เต็มที่ตามใจชอบได้เลย ถ้าฉันขมวดคิ้วทีเดียวก็ถือว่าฉันแพ้เลยก็ได้”ต้วนจื่อซานพูดจบก็แหงนหน้าหัวเราะลั่นขึ้นมาฉู่เฉินพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ดูท่าเมื่อกี้ยังต่อยคุณไม่เจ็บสินะ”ต้วนจื่อซานแค่นเสียงเบา ๆ แล้วพูดว่า “ไอ้คนแซ่ฉู่ ฉันบอกแล้วไง เมื่อกี้ก็แค่เล่นเป็นเพื่อนแกเท่านั้น แกคงไม่ได้คิดจริง ๆ หรอกนะว่าอาศัยแค่วิชาหมัดพิสดารของแกก็สามารถบดขยี้ฉันโดยสิ้นเชิงได้แล้ว?” “เหรอครับ? งั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะ” ฉู่เฉินยิ้มเล็กน้อย ในชั่วพริบตาที่เงื้อมหมัดขึ้นมา ก็เห็นปลายหมัดของฉู่เฉินปรากฏหลุมดำขนาดเท่าไข่ห่าน! นี่เป็นผลลัพธ์ปรากฏขึ้นหลังจากที่ฉู่เฉินปรับใช้ ‘สรรพสิ่งคืนสู่ต้นกำเนิด’ ในวิชาหมัดเพียงแต่ว่าหลุมดำนี้ไม่มีแรงดูดเลยสักนิดเดียว ตรงกันข้ามกลับแฝงไปด้วยพลังทำลายอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อเห็นหมัดพิสดารของฉู่เฉินพุ่งเข้ามา จิตใต้สำนึกของต้วนจื่อซานก็สัมผัสได้ถึงวิกฤติ แต่เขายังไม่ทันได้สติกลับมา หมัดของฉู่เฉินก็กระแทกใส่ร่างของเขาแล้ว ปัง!หมัดนี้ชกใส่หน้าอกของต้วนจื่อซานอย่างหนักหน่วง ต้วนจื่อซานที่เมื่อ
เพียงแต่ต้วนจื่อซานเพิ่งจะพุ่งออกไปได้เพียงสองก้าว เผชิญหน้ากับหมัดขนาดเท่ากะละมัง จากนั้นหมัดก็ชกเข้าใส่ใบหน้าของเขาปัง!ร่างของต้วนจื่อซานกระเด็นออกไปอย่างรุนแรงอีกครั้ง ก่อนจะกระแทกลงกับพื้นอย่างหนักหน่วง“นี่ก็คือวิชาหมัดระดับสุดยอดของสำนักเทียนเฉวียนของคุณ หมัดห่วยแตกน่ะเหรอ?”ฉู่เฉินมองไปทางต้วนจื่อซานด้วยรอยยิ้มหยันเวลานี้ต้วนจื่อซานโดยต่อยจนน่าเวทนาเกินกว่าจะทนมองได้ กระดูกบนใบหน้าแทบจะยุบตัวแตกหักทั้งหมด เลือดไหลรินลงมาจากใบหน้าไม่หยุด ต่อให้เป็นเช่นนี้ ต้วนจื่อซานก็ยังฝืนคลานขึ้นมาจากพื้นเหมือนเดิม “กะ...แกกล้าดูหมิ่นสำนักของฉัน!”ฉู่เฉินเอามือข้างหนึ่งไพล่หลัง เดินมามาใกล้ต้วนจื่อซานก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ผมดูหมิ่นสำนักของคุณ แล้วคุณจะทำอะไรผมได้ล่ะ?”เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนในงานต่างก็สูดลมหายใจเย็นเยียบถึงอย่างไรก่อนหน้านี้ฉู่เฉินเป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ ที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไม่มีใครคาดคิดว่าฉู่เฉินจะกล้าท้าทายสำนักเทียนเฉวียนอย่างเปิดเผย นอกจากนี้ยังกล้าท้าทายภายใต้สถานการณ์ที่เพิ่งล่วงเกินเจ้าสำนักน้อยจากสำนักเสวียนจี๋อีกด้วย“ไอ้คนแซ่ฉู่ ฉะ...ฉันยอม
ภายใต้สายตาประหลาดใจของทุกคน ก็เห็นฉู่เฉินค่อย ๆ ยกแขนขึ้นมาก่อนจะปล่อยหมัดออกไปฉับพลัน!โฮก!สายลมจากหมัดออกมา แฝงไปด้วยเสียงมังกรคำราม! ถึงกับทำให้ม่านตาของต้วนจื่อซานอดหดลงเล็กน้อยไม่ได้ เผยสีหน้าหวาดกลัวสุดขีดออกมาตามประสบการณ์ของเขา สายลมจากหมัดระดับมังกรคำรามนั้นถือเป็นระดับสูงสุดแล้ว นอกจากนี้หมัดนี้ของฉู่เฉินแตกต่างจากอ่อนแรงไร้กำลังเมื่อสักครู่นี้ ตรงกันข้ามมันกลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายความตายอย่างรุนแรง ซัดเข้าหาใบหน้าของต้วนจื่อซาน แต่วินาทีต่อมา มุมปากของต้วนจื่อซานก็ยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มเย้ยหยันพลางเอ่ยว่า “นี่ก็คือวิชาหมัดพิชิตมังกรของแกเหรอ? แม้แต่ความรู้พื้นฐานอย่างไม่ชกใส่ใบหน้า แต่ให้ชกใส่หน้าอกก็ยังไม่รู้ ยังจะโอ้อวดว่าจะต่อยฉันให้หมอบในหมัดเดียวอีกเหรอ?” ถึงอย่างไรหน้าอกก็รับแรงได้มากกว่า และหลบหลีกยากด้วย ดังนั้นทักษะหมัดยิ่งสูง ยิ่งเล็งเป้าไปที่หน้าอกและท้องน้อยมีเพียงมือใหม่ที่ไม่เชี่ยวชาญวิชาหมัดมวยเท่านั้นถึงจะโจมตีใส่ใบหน้าเมื่อต้วนจื่อซานเอ่ยจบก็เบนศีรษะเล็กน้อย ในความคิดของเขา อยากจะหลบหมัดนี้ของฉู่เฉินช่างเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือจริ
ขณะที่ต้วนจื่อซานออกหมัดคู่ ในชั่วพริบตา ก็ซัดหมัดใส่ฉู่เฉินไปแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยหมัดแต่ไม่ว่าหมัดของเขาจะเร็วแค่ไหน หรือลงหมัดจะหนาแน่นเพียงใด ฉู่เฉินก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน และขณะที่ยกมือขึ้นก็สลายการโจมตีทั้งหมดของต้วนจื่อซานไปแม้แต่ต้วนจื่อซานก็ยังสับสนเล็กน้อย ระดับสร้างรากฐานถึงขั้นที่เจ็ด ทำไมถึงสามารถรับการโจมตีอย่างหนักนับร้อยครั้งของได้อย่างง่ายดายแบบนี้?แม้แต่ยอดฝีมือในระดับเดียวกับเขาก็อาจไม่สามารถยืนหยัดมั่นคงราวขุนเขาภายใต้การโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวแบบนี้ได้เพียงแต่เขาจะรู้ได้ยังไงว่าในวันปกติที่ไม่มีอะไรทำฉู่เฉินจะใช้เจ้าทึ่มเป็นคู่ซ้อม ถ้าเทียบเรื่องพลังหมัดและความแข็งแกร่งของร่างเนื้อ ต่อให้ต้วนจื่อซานจะฝึกซ้อมอีกสามสิบปีก็ยังห่างชั้นจากเจ้าทึ่มมากนักนี่ไม่ใช่ว่าเคล็ดวิชาของสำนักเทียนเฉวียนมีปัญหา หรือต้วนจื่อซานไม่ขยันมากพอ แต่เพราะผีดิบเลือดคลั่งมีข้อได้เปรียบในเรื่องนี้โดยธรรมชาติ“เฮ้อ นี่คือศิษย์เอกภายใต้เจ้าสำนักเทียนเฉวียนที่คุณพูดถึงงั้นเหรอ?”ฉู่เฉินหันไปมองที่หลินเยว่หรู่ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวังหลินเยว่หรู่งุนงงกับคำถามของฉู่เฉิน
เมื่อพูดถึงวิชาหมัด ในบรรดาสำนักนับร้อยทั่วทั้งภูเขาสือว่าน ก็ไม่มีใครกล้าที่จะแข่งขันกับสำนักเทียนเฉวียนเลยสักคน“ใช้วิชาหมัดสยบฉันงั้นเหรอ?”ต้วนจื่อซานหรี่ตาลง มองสำรวจฉู่เฉินด้วยสีหน้าดูถูกเล็กน้อยและกล่าวว่า “เจ้าหนุ่ม การคุยโวก็ต้องมีขีดจำกัดบ้าง”“ต่อให้แกจะมีพลังอยู่บ้าง แต่ความเชี่ยวชาญในวิชาหมัดก็ไม่มีทางเอาชนะสำนักเทียนเฉวียนของฉันได้อย่างแน่นอน”ฉู่เฉินส่ายหน้าเล็กน้อยและกล่าวว่า “อย่าเอาสิ่งที่มาพูดว่าเป็นงานอดิเรกของคนอื่นสิ แค่เรื่องวิชาหมัดอย่างเดียว อย่าว่าแต่คุณเลย ต่อให้เป็นทั้งสำนักเทียนเฉวียนก็เป็นแค่สวะ”ทันทีที่คำเหล่านี้หลุดออกมา ทั่วทั้งห้องโถงก็เงียบสนิท แม้กระทั่งหลินเยว่หรูและลั่วหัวเอ๋อร์ก็ยังเม้มริมฝีปากสีแดงและไม่สามารถพูดได้แม้แต่ประโยคเดียวคำพูดของฉู่เฉินค่อนข้างจะเกินไปสักหน่อย ในด้านวิชาหมัดของทั้งสำนักเทียนเฉวียนล้วนเป็นสวะงั้นเหรอ?คำพูดนี้เกรงว่าแม้แต่เจ้าสำนักจำนวนไม่น้อยยังไม่กล้าพูดเรื่องนี้เลย?“เจ้าหนุ่ม แกมันหยิ่งยโสจนเกินไปแล้ว ฉันล่ะสนใจจริงๆ ว่าอาจารย์ของแกเป็นใครและเป็นศิษย์สำนักไหน?”สีหน้าของต้วนจื่อซานแย่ลงอย่างถึงที่สุด และจ
ฉู่เฉินพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวว่า “อืม คนที่พูดจาแบบนี้กับผมเยอะเลย คุณคิดว่าคุณเป็นใครกัน?”ต้วนจื่อซานตกตะลึงกับคำถามของฉู่เฉิน มองสำรวจฉู่เฉินด้วยความประหลาดใจแล้วกล่าวว่า “ดูเหมือนแกยังไม่รู้ว่ากำลังพูดกับใครอยู่”“ฉันคือ...”“อย่าพูดถึงคุณย่าของคุณกับผมเลย ถ้ามีน้องสาวหรือมีภรรยาที่สวยหน่อยก็พามาได้เลย ผมจะช่วยชิมและวิจารณ์ให้คุณฟรีๆ เลย”ฉู่เฉินขัดจังหวะต้วนจื่อซานและกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังเมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา สีหน้าของต้วนจื่อซานก็แดงก่ำในทันที สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวว่า “เจ้าหนุ่ม แกยังไม่เข้าใจสินะว่าการอวดดีต่อหน้าสำนักเทียนเฉวียนของฉันจะมีผลลัพธ์ยังไง”สิ้นเสียง ต้วนจื่อซานก็เพ่งสายตาและกำหมัดแน่น บนกำปั้นของเขายังมีแสงเรืองรองอยู่อีกด้วย!มันเป็นประกายแวววาวคล้ายโลหะ ซึ่งบ่งบอกว่าพลังหมัดของเขานั้นเหนือกว่าคนทั่วไปอย่างแน่นอนไม่ต้องพูดถึงระดับพลังของเขา แค่ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาขึ้นเขาไปฝากตัวเป็นศิษย์ที่สำนักเทียนเฉวียนตั้งแต่อายุแปดขวบและฝึกฝนอย่างหนักทุกวันตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ก็สามารถเปลี่ยนหมัดเหล็กคู่นี้ให้กลายเป็นค้อนเหล็กได้แล้วแม้ว่าภายใ
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยอมแพ้ไม่ได้“ไอ้คนแซ่ฉู่ ถ้าแน่จริงก็ฆ่าฉันให้ตายซะ! ไม่งั้น ฉัน... ถึงตัวฉันจะแหลกเป็นผุยผง ก็จะลากแกลงไปด้วยกัน!”กัวเฟิงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคำว่าปากแข็งจนถึงที่สุดคืออะไรฉู่เฉินก็ไม่ได้ถือว่ากัวเฟิงเป็นคนนอก ทันทีที่เขากล่าวจบ ก็เตะออกไปอีกครั้งผัวะ!ผัวะ!ผัวะ!ในไม่กี่นาทีต่อมา กัวเฟิงก็กลายร่างเป็นเจ้าชายฟุตบอลตัวน้อยและถูกฉู่เฉินเตะไปเตะมาในห้องโถงมากกว่าสิบครั้งเมื่อเห็นกัวเฟิงถูกฉู่เฉินเตะเหมือนลูกบอล เตะจนสภาพดูไม่ได้ ทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างก็ตกตะลึงน่าสงสารเกินไปแล้ว!น่าสงสารจนทนดูไม่ได้เลย!เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเจ้าสำนักน้อยกัวที่มีสง่าราศี ตอนนี้แม้แต่เสียงร้องโอดโอยก็ยังสั่นเครือจนกระทั่งขณะนี้ ทุกคนจึงเข้าใจว่าวิธีการของฉู่เฉินนั้นโหดเหี้ยมเพียงใด!“สภาพอย่างคุณ ยังขาดคนเลียเท้าให้อีกเหรอ? ให้คุณมาเลียเท้าให้ผม ผมยังรู้สึกด้อยค่าเลย”ขณะฉู่เฉินกล่าว ก็ยกเท้าเตะกัวเฟิงไปยังพื้นที่ว่างตรงกลางห้องโถงอีกครั้งกัวเฟิงในขณะนี้ ม่ต้องพูดถึงการพูดเลย แม้แต่หายใจก็ยังลำบากเขานอนขดตัวอยู่ตรงนั้น เลือดท่วมตัว ราวกับสุนัขตายโดยไม่ขยับเขยื