FAZER LOGIN"นึกว่าหลงทาง ไปซะนานเชียว" ชัยธวัชแซวเพื่อนรุ่นพี่
"ก็มัวแต่ถือของหนักอยู่น่ะ เลยฉี่ไม่ค่อยถนัด ฮ่าๆๆ" เขาพูดติดตลก
บรรยากาศเริ่มเป็นกันเองเหมือนทั้งสองได้ย้อนกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง ความหลังครั้งเก่าๆ ถูกรื้อฟื้นกลับมาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงพูดคุยหัวเราะของสองชายดังขึ้นเรื่อยๆตามความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าไปผสมอยู่ในเลือด
"แหม ไม่อยากจะพูดเลย ตอนที่นายเมาหลับอยู่สนามหญ้าของปั๊มน้ำมัน หากันให้วุ่นเลยกว่าจะเจอ ฮ่าๆๆ" อนุเทพพูดไปหัวเราะไป
"ก็พี่เองไม่ใช่เหรอที่บอกว่าจะดูแลผมเอง แต่ดันสลบไปก่อนผมซะนี่ ดีนะที่พี่ด้วงยังพอมีสติ" ชัยธวัชเสริม ทั้งคู่เห็นเป็นเรื่องตลกสนุกสนานในช่วงวัยเด็กรุ่น
"เออพี่ ว่าแต่พี่ด้วงเป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวแกบ้างมั้ย" อนุเทพเอ่อ ถามด้วยเสียงที่บอกให้รู้ว่าคนที่เขาถามถึงเป็นคนที่เขาไม่ค่อยชอบใจนัก และอยากได้ยินข่าวในทางไม่ดีมากกว่าข่าวดี
"มันก็โอเคนะ ล่าสุดได้ข่าวว่าทำงานอยู่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ตำแหน่งขึ้นไปถึงหัวหน้าฝ่ายแล้ว มันสบายดีแหละ อย่าห่วงมันเลย" อนุเทพตอบด้วยน้ำเสียงที่รู้ว่าต้องตอบยังไงเพื่อทำให้ชัยธวัชรู้สึกโอเค แล้วทั้งคู่ก็เงียบงันไป
"เอ็งยังคิดถึงเรื่องนั้นอยู่เหรอวะ" อนุเทพถามออกไปเพื่อทำลายความเงียบ แต่น้ำเสียงเขาดูจริงจัง ทำเอาชัยธวัขต้องนิ่งไปพักใหญ่ๆ
"ถ้าเป็นพี่ พี่จะลืมมันลงเหรอครับ" ชัยธวัชตอบกลับด้วยเสียงในโทนและระดับเดียวกัน
"ผมรักและทะนุถนอมอ้อมาก พี่ก็รู้" คำพูดของชัยธวัขทำให้บรรยากาศเริ่มจะเครียดมากขึ้น ทำให้อนุเทพต้องลุกไปนั่งเก้าอี้ตัวข้างๆเขา ตบไหล่ปลอบอย่างที่เขาเคยทำตั้งแต่สมัยยังเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทสนมกัน
"ทำไมพี่จะไม่รู้ล่ะ พี่เองก็มีส่วนผิด แต่ถึงวันนี้ชัยกับอ้อก็ผ่านมันมาได้ และมีชีวิตที่ดี" เขาพูดแค่นั้นก็ต้องหยุดเพราะชัยธวัชพูดสวนขึ้นมา
"พี่ไม่รู้อะไร มันมีอะไรมากไปกว่านั้น" เขาพูดได้เพียงแค่นั้นก็หยุดไปเฉยๆ
"มา มาดื่มให้ลืมเรื่องนี้กันไปดีกว่า อย่าไปพูดถึงมันอีกเลย มีเรื่องอีกเยอะแยะที่ผมอยากคุยกับพี่" เขาตัดบทไปคุยเรื่องอื่น ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว โดยไม่สนใจว่าอนุเทพที่กำลังมองเขาอย่างพินิจวิเคราะห์ ก่อนยกแก้วไวน์ขึ้นจิบเงียบๆ
เวลาผ่านไปนานแค่ไหน สองชายที่ที่คุยกันอย่างออกรสชาติคงจะไม่ได้สนใจ จนกระทั่ง ชลิดา เดินออกมาพร้อมกับยากันยุงที่จุดเรียบร้อย
"มืดแล้วนะคะ ยุงจะเยอะแล้วนะคะ" เธอวางยากันยุงไว้ในตำแหน่งที่คิดว่าเหมาะสมสำหรับคนทั้งคู่ ก่อนจะหันกลับมาถามสองชาย
"อยากได้อะไรเพิ่มมั้ยคะ ครัวจะปิดแล้วนะคะ" เธอถามติดตลก
"พี่ขอไวน์เพิ่มอีกหน่อยนะ พี่เทพเอาอะไรอีกมั้ย" ชัยธวัช บอกกับภรรยาก่อนหันไปถามอนุเทพ ด้วยเสียงของคนที่กำลังอยู่ในภาวะเมาหนัก
"รู้สึกว่า พี่ชัยจะเมามากแล้วนะคะ เอาชาร้อนหน่อยมั้ยคะ" ชลิดาเสนอสามี เพราะไม่อยากให้สามีเมาจนไม่มีสติ ซึ่งในขณะที่อนุเทพยังไม่มีอาการว่าจะเมามายสักเท่าไรนัก
"ไม่เป็นไรจ้ะ วันนี้พี่อยากดื่ม ดื่มกับคนคุ้นเคยให้ที่เต็มที่ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอย่างนี้อีกมั้ย" ชัยธวัชบอกกับภรรยา โดยไม่ได้รับรู้ถึงความนัยที่ชลิดา ภรรยาของเขากำลังพยายามที่จะบอกกับเขา
"งั้นพี่ขอชาร้อนสักถ้วยแล้วกัน" อนุเทพบอกกับเธอ ทำให้เธอต้องแอบลอบถอนหายใจ คนที่เธออยากให้เมากลับเป็นคนที่ไม่อยากเมา
"ค่ะ งั้นรอสักครู่นะคะ" ชลิดา กลับเข้าไปในบ้าน ปล่อยให้สองชายนั่งคุยกันต่อ
ชลิดา กลับออกไปพร้อมกับไวน์หนึ่งขวดและชาร้อน แต่พอเธอไปถึงโต๊ะ ชัยธวัขก็อยู่ในสภาพที่เมาจนประคองตัวไม่ไหวแล้ว ในขณะที่อนุเทพยังไม่มีอาการของคนเมาให้เธอเห็นเลยแม้แต่น้อย
"ชัยเขาเมามาก มีเรื่องระบายมากมาย ดูเหมือนเขามีอะไรในใจเยอะเลย" อนุเทพบอกกับชลิดา สายตาเขามองไปที่ชัยธวัชที่กำลังฟุบอยู่โต๊ะอย่างหมดสภาพ
"พี่เทพช่วยประคองเขาเข้าบ้านหน่อยนะคะ" ชลิดาจำต้องขอให้อนุเทพพาสามีเธอเข้าไปในบ้านอย่างไม่มีทางเลือก
ทั้งคู่ประคองชัยธวัขคนละข้าง เดินอย่างทุลักทุเลเข้าบ้าน พอเข้ามาถึงห้องนั่งเล่น ชลิดาก็มีอาการลังเล
"เอาพี่เขานอนบนโซฟาก่อนดีกว่าค่ะ อ้ออยากเช็ดตัวให้พี่เขาก่อน" เธอบอกกับอนุเทพ
"เอาเข้าไปห้องนอนไม่มีดีกว่าเหรอ" อนุเทพพูดขึ้น
"ไม่ดีกว่าค่ะ อ้อว่าที่นี่เหมาะกว่า" เธอแย้ง และมีทีท่ากังวล
"วันนี้พี่เองก็คงขับรถกลับไม่ไหว พี่ขอค้างที่นี่ด้วยเลยก็แล้วกันนะ" อนุเทพพูดขึ้นโดยไม่ต้องขอเจ้าของบ้าน ทำเอาชลิดาใจหายวาบ
"เดี๋ยวพี่ช่วยไปเก็บโต๊ะข้างนอกนั่นให้" เขาพูดเสร็จก็เดินออกไปทันที โดยไม่รอฟังความเห็นของชลิดา ผู้เป็นเจ้าบ้านเลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้เธอยืนมองตามตาปริบๆ
ชลิดาจัดการเช็ดหน้าเช็ดตาชัยธวัช สามีของเธอด้วยความใส่ใจ เธอพยายามจัดท่าจัดทางให้สามีของเธอนอนได้อย่างสบายตัวที่สุด ในขณะที่อนุเทพทำหน้าที่จัดการกับโต๊ะสนามด้านนอกเพียงลำพัง
พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เธอก็เห็นอนุเทพนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารหน้าเคาน์เตอร์ ครัวญ๊่ปุ่น พร้อมกับแก้วไวน์สองแก้ว พอเขาเห็นเธอมองไปที่เขา เขาก็ชูแก้วไวน์ขึ้นพร้อมยิ้มให้เธออย่างมีความหมาย
"พี่ขอดื่มต่ออีกหน่อย ก่อนเข้านอน" เขายิ้มและพูดกับเธอเหมือนเป็นการขออนุญาตกลายๆ
"พี่ไปใช้ห้องนอนที่เรือนรับรองนะคะ อ้อทำความสะอาดไว้แล้ว ตั้งแต่กลางวัน เผื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น" เธอบอกกับเขาอย่างไม่วางใจ
"ได้สิ ยังไงพี่ก็ขอบใจอ้อมาก"
"เรื่องอะไรคะ" ชลิดาทำหน้าฉงน
"ก็เรื่องที่อ้อ ยอมให้พี่ค้างที่นี่ไง ถ้าอ้อไม่ยอม พี่คงต้องโดนจับเพราะเมาแล้วขับแน่เลย" อนุเทพตอบเธอด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงการขอบคุณอย่างจริงใจ ทำให้ชลิดารู้สึกวางใจเขาขึ้นมาบ้าง
"ไม่รู้เมื่อไหร่พี่จะได้มีโอกาสมาที่บ้านอ้ออีก ถ้าชัยเขาไม่ชวนพี่คงไม่มีโอกาสมาที่นี่อีกแล้ว" อนุเทพพูดเบาๆ กับตัวเอง แต่ดูเหมือนต้องการที่จะให้เธอได้ยิน
"ไหน ก็จะไม่มีโอกาสมาที่นี่อีกแล้ว อ้อ มานั่งดื่มกับพี่สักแก้ว หน่อยมั้ย"
"อย่าเลยค่ะ อ้อต้องขอโทษจริงๆ" ชลิดาไม่แน่ใจว่า สิ่งที่อนุเทพกำลังพูดเป็นความจริงมากน้อยเพียงใด อาจจะเป็นแค่อุบายให้เธอไปนั่งดื่มด้วยเพื่อหวังผลต่อจากนั้นก็เป็นได้ ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้หนักแน่นพอที่จะหักห้ามใจตัวเองได้หากมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
"ไม่เป็นไร พี่เข้าใจ น่าอิจฉาชัยมันจริงๆ มันมีเมียที่รักและภักดีกับมันซะจริงๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็เปลี่ยนใจเมียมันไม่ได้จริงๆ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
"พี่เองก็ต้องซื่อสัตย์กับเมียพี่ด้วยเหมือนกันนะ อ้อว่า พี่ลืมเรื่องในอดีตซะเถอะค่ะ" เธอพูดด้วน้ำเสียงจริงจัง สายตาจับจ้องไปที่ดวงตาของเขา ด้วยแววตาที่อ้อนวอนให้เขาเห็นใจ
"ได้สิ งั้น อ้อ มานั่งเป็นเพื่อนพี่สักพักได้มั้ย ไม่ต้องดื่มหรอก แค่เป็นเพื่อนคุย แค่เป็นเพื่อนคุยกับพี่สักพักแค่นั้น อ้อทำให้พี่ได้มั้ย" เขาอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่น่าเห็นใจ ทำเอาชลิดาใจอ่อน ประกอบกับเวลานี้ดูเหมือนว่าเขาคุยรู้เรื่อง เริ่มเข้าใจเธอจริงๆ
"แค่แป๊บเดียวนะ"
"แป๊บเดียว แค่คุย พี่สัญญา" เขายืนยัน
ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ที่ค่อยๆ จางลงเหลือเพียงการปลอบประโลมกันของสองเพื่อนรัก บรรยากาศในบ้านที่เคยตึงเครียดถึงขีดสุดเริ่มสัมผัสได้ถึงแสงสว่างแห่งทางออก แต่แล้วเสียงที่คุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นกริ๊งก่อง!เสียงกริ่งหน้าบ้านทำเอาทุกคนชะงัก ชัยธวัชทำหน้าที่เจ้าบ้านเดินไปเช็กจอมอนิเตอร์ เมื่อเห็นว่าเป็นใครเขาก็กดรีโมตเปิดประตูรั้วทันที รถบีเอ็มดับเบิลยูคันหรูแล่นเข้ามาจอดนิ่งสนิทที่หน้ามุข ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบตำรวจเต็มยศจะก้าวลงมาด้วยท่าทางองอาจ“เข้าบ้านก่อนบี๋” ชัยธวัชเดินออกไปรับเพื่อนสนิทด้วยตัวเอง พร้อมเชิญเข้าบ้านอย่างเป็นกันเองพันตำรวจเอกบี๋ หนุ่มใหญ่มาดแมนเดินเข้ามาหยุดยืนกลางห้องรับแขก ในมือของเขาถือสมาร์ทโฟนไว้สองเครื่อง แววตาที่กร้านโลกดูเคร่งขรึมกว่าปกติ เขายกมือไหว้อนุเทพตามมารยาทรุ่นพี่รุ่นน้อง และรับไหว้จากนิศากับชลิดาอย่างสุภาพ ก่อนจะหันไปสบตากับชัยธวัชแล้วเปรยด้วยน้ำเสียงต่ำ“กูขอคุยส่วนตัวหน่อย” บี๋พยายามกวาดสายตามองหาพื้นที่ส่วนตัว เพราะเรื่องที่เขาถืออยู่ในมือนั้นมันเปราะบางเกินกว่าจะพูดสุ่มสี่สุ่มห้า“ถ้าเป็นเรื่องคลิป... พูดออกมาได้เลยบี๋ ทุกคนในนี้รู้เรื่อง
นิศาหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเดินตามชลิดาเข้าสู่ตัวบ้านที่แสนอบอุ่น เพื่อนรักของเธอเอื้อมมือมารับกระเป๋าไปถือไว้อย่างมีน้ำใจ ก่อนจะพาเดินไปยังห้องรับรองแขกที่นิศาเพิ่งใช้เป็นที่พักเมื่อคืน บรรยากาศรอบตัวช่างดูคุ้นเคยเหมือนย้อนเวลากลับไปในสมัยที่ทั้งคู่ยังเป็นนักศึกษาสาวที่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลา“ความจริงแกย้ายมาอยู่กับฉันสักพักเลยก็ได้นะนิ” ชลิดาหันมาพูดกับเพื่อนรักขณะเดินนำหน้าเข้าห้อง“ไม่เอาหรอก ไม่อยากรบกวนเวลาจู๋จี๋กันของแกกับพี่ชัย” นิศาเย้าแหย่ตามนิสัยขี้เล่นที่เริ่มกลับมาอีกครั้งเมื่อรู้สึกปลอดภัย“ใครเขาจะไปคิดแต่เรื่องลามกเหมือนแกล่ะยัยนิ!” ชลิดาหันมาค้อนขวับแล้วตอบกลับอย่างสนิทสนม ทำให้บรรยากาศความตึงเครียดในช่วงเช้าดูจางลงไปถนัดตาหลังจากที่ทั้งคู่ช่วยกันจัดข้าวของเข้าที่ทางจนเรียบร้อย นิศาก็เดินไปหยิบกระเป๋าถือของเธอขึ้นมาเปิดออก เธอล้วงเอาแฟลชไดรว์สีดำอันนั้นออกมาแล้วชูขึ้นตรงหน้าเพื่อนรัก คิ้วงามขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างครุ่นคิด“นี่แก... ฉันไปเจอไอ้นี่วางอยู่ที่หัวเตียงตอนที่กลับไปเอาเสื้อผ้า มันน่าจะมีอะไรที่ฉันไม่รู้ที่พี่ด้วงปิดบังอยู่แน่ๆ ฉันขอยืมโน้ตบุ๊กแกหน่อยสิ ฉันอยา
ภายในห้องนั่งเล่นบ้านชัยธวัชยามบ่ายแก่ แสงแดดที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มทอดเงายาวเข้ามาในห้อง ทว่าบรรยากาศกลับอึมครึมและหนักอึ้ง ชัยธวัชนั่งหน้าเครียดเพิ่งวางสายจากผู้กำกับบี๋ โดยมีชลิดานั่งขนาบข้างด้วยแววตาจดจ่อ ส่วนอนุเทพและนิศานั่งอยู่ที่โซฟาฝั่งตรงข้าม ทั้งหมดนิ่งเงียบรอฟังบทสรุปของเกมนรกครั้งนี้“จับได้แล้ว... ด้วงรถคว่ำอาการสาหัส เป็นตายเท่ากัน ตอนนี้อยู่ห้องไอซียู” ชัยธวัชเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเคร่งขรึม สายตาคมกริบของเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าของนิศา เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของเธอที่มีต่อชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี“ก็ดีแล้วค่ะ... เขาจะได้ชดใช้กรรมที่ได้ทำไว้เสียที” นิศาตอบเสียงเบาหวิว พลางก้มหน้าลงมองพื้นด้วยความรู้สึกปั่นป่วนในอก แม้จะแค้นเคืองเพียงใด แต่ในฐานะคนเคยใช้ชีวิตร่วมกัน ข่าวการประสบอุบัติเหตุเจียนตายก็ทำให้เธอใจหายไม่น้อย ลำพังแค่เขาติดคุกชดใช้ความผิดเธอก็คิดว่าเพียงพอแล้ว“แค่เป็นตายเท่ากันเหรอ? ทำไมมันไม่ตายซะให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!”จู่ๆ ชลิดาก็โพล่งขึ้นมาอย่างมีอารมณ์ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่พลุ่งพล่านจนนิศาต้องเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทด้วยความงงงวย นิศาจ้
ด้วงลืมตาขึ้นมาช้าๆ ภายในห้องนอนที่ตกแต่งอย่างโอ่อ่า เขายืดกายขึ้นพลางยิ้มกริ่มให้กับตัวเองอย่างผู้ชนะ วันนี้คือวันที่เขาจะได้ก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นตามแผนที่วางไว้ ในหัวเริ่มวาดวิมานถึงคอนโดหรูที่จองไว้ซึ่งกำลังจะไปทำสัญญาซื้อขายกันในเช้านี้ สถานที่ที่เขาตั้งใจจะให้เป็นรังรักและสมรภูมิเริงกามกับบรรดาผู้หญิงมากหน้าหลายตาตามวิสัยหนุ่มเจ้าสำราญตัวพ่อ‘อีกไม่นานหรอก... ทุกอย่างจะเป็นชื่อกูทั้งหมด’ เขาคิดถึงนัดหมายช่วงบ่ายที่จะคุยกับสถาปนิกเรื่องโรงงานใหม่ ความรู้สึกที่ต้องคอยอาศัยบารมีเมียคุ้มหัวให้คนอื่นดูถูกว่าเป็น ‘หนูตกถังข้าวสาร’ กำลังจะสิ้นสุดลงเสียที ด้วงยันกายลุกขึ้นจากเตียงเดินไปกระชากม่านบังแสงออก แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องเข้ามาปะทะใบหน้า บรรยากาศวันนี้ช่างสดใสราวกับจะร่วมยินดีในความสำเร็จของเขา“ต่อไปกูก็ไม่ต้องทนอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีอีกต่อไป!” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความย่ามใจกิ๊งก่อง!เสียงกริ่งที่ดังขึ้นจากหน้าประตูรั้วทำให้ด้วงตื่นจากภวังค์อันหอมหวาน เขาขมวดคิ้วมุ่นพลางบ่นพึมพำอย่างหัวเสีย “ใครวะ? มาทำไมเอาป่านนี้” ด้วงเดินลงไปที่ชั้นล่างพลางกดดูหน้าจอมอนิเตอร์อินเตอร์คอม เห็น
เย็นวันนั้น... รถเบนซ์ เอส 500 สีดำคันหรู แล่นเข้ามาจอดในโรงจอดรถของคฤหาสน์หลังงามอย่างช้าๆ เสียงเครื่องยนต์ดับลงทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่เข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ นิศายังคงนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย มือทั้งสองข้างกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอเอนหลังพิงเบาะหนังนุ่มแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน วันนี้ช่างเป็นวันที่ยาวนานและสูบพลังชีวิตของเธอไปจนเกือบหมดสิ้นสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอที่ต้องแบกรับภาระบริษัทใหญ่โต การมีใครสักคนเคียงข้างควรจะเป็นเรื่องที่ดี ทว่านับตั้งแต่ ‘ด้วง’ ก้าวเข้ามาในชีวิตในฐานะสามี เขากลับไม่เคยทำหน้าที่นั้นได้อย่างที่ควรจะเป็นเลยสักครั้ง หลายครั้งที่เขาหายหน้าไปเป็นอาทิตย์หรือนานกว่านั้น แต่นิศาก็ไม่เคยใส่ใจที่จะตามจิกหรือสงสัยว่าเขาไปอยู่กับใครที่ไหนเธอมักคิดปลอบใจตัวเองเสมอว่า ขอเพียงแค่เขาช่วยเธอบริหารจัดการเรื่องราวในบริษัทให้ราบรื่นก็พอ เพราะเดิมทีเธอไม่ได้สันทัดแนวทางการดำเนินงานที่มีความซับซ้อนนัก เมื่อครั้งที่สามีชาวต่างชาติคนก่อนยังอยู่ เขาเป็นคนดูแลทุกอย่างด้วยความเฉลียวฉลาด แต่หลังจากที่เขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไป นิศาก็เหลือเพียงการดูแลเรื่องการเงินท
ภายในรถเบนซ์ที่เคลื่อนตัวไปอย่างนุ่มนวลท่ามกลางถนนที่เริ่มพลุกพล่าน ชัยธวัชจับมือชลิดาเมียรักของเขาไว้แน่นประหนึ่งจะยึดเหนี่ยววิญญาณของเธอเอาไว้ไม่ให้แตกสลายไปมากกว่านี้ ขณะที่มืออีกข้างกุมพวงมาลัยมั่น สายตาคมกริบของเขามองตรงไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้า ดั่งราชสีห์ที่กำลังพานางพญาที่บาดเจ็บกลับคืนสู่รัง“พี่ชัยคะ... อ้อกลัวจังเลยค่ะ”เสียงที่สั่นพร่าและหวาดหวั่นหลุดออกมาจากริมฝีปากบางที่ไร้สีเลือด ชลิดาในยามนี้ดูเปราะบางราวกับเครื่องเคลือบที่ร้าวไปทั้งตัว ดวงตาคู่สวยที่เคยทอประกายสดใสบัดนี้กลับเต็มไปด้วยร่องรอยของความหวาดระแวง เธอเผลอขยับตัวเข้าหาชัยธวัชโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่าพื้นที่ข้างกายเขานั้นคือเขตปลอดอิทธิพลของปีศาจร้ายอย่างด้วงชัยธวัชไม่พูดยืนยันด้วยคำพูดในทันที แต่เขาเลือกที่จะบีบกระชับมือเรียวของเธอให้แน่นขึ้นจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ส่งผ่านถึงกัน ก่อนจะดึงมือนั้นมาวางแนบไว้ที่อกซ้ายของเขา... ตรงตำแหน่งที่หัวใจของเขากำลังเต้นเป็นจังหวะหนักแน่นเพื่อเธอเพียงคนเดียว“พี่อยู่นี่แล้ว... อ้อจ๊ะ จากนี้ไปพี่จะไม่ยอมให้มันมาทำอะไรอ้อของพี่ได้อีก พี่สัญญา”ชัยธวัชละสายตาจากถนนเพี
แสงอรุณอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านผ้าไหมสีครีมเข้ามาในห้องนอนกว้าง เผยให้เห็นเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้าที่ตกแต่งอย่างมีรสนิยม เตียงขนาดคิงไซส์ตั้งเด่นอยู่กลางห้อง ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวนวลนุ่มละมุน ผนังสีอ่อนประดับด้วยภาพวาดศิลปะร่วมสมัย สร้างบรรยากาศที่ทั้งหรูหราและอบอุ่นในเวลาเดียวกันชลิดาลืมตาขึ้นช้าๆ รู้ส
ทันทีที่ ฟอร์จูนเนอร์สีดำคันงาม ของอนุเทพ จอดสนิทลง เด็กรับรถก็ทำหน้าที่รูดม่านปิด เพื่อปกป้องโลกส่วนตัวของคนทั้งสอง อนุเทพได้หมายตา ม่านรูด แห่งนี้เอาไว้แล้ว ก่อนการนัดหมายกับชลิดาในครั้งนี้ชลิดายังคงนั่งก้มหน้านิ่งอยู่บนเบาะ หัวใจเต้นรัวแรงด้วยความตื่นเต้นและกังวล อนุเทพโอบไหล่เธอ โน้มตัวเข้าหา
-- คลินิกกายภาพบำบัด เวลาห้าโมงครึ่ง ย่านเพชรบุรี --"ผมมาหาหมอธเนศครับ" ชัยธวัชแจ้งกับพนักงานต้อนรับสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่เคาน์เตอร์ พนักงานบริการอย่างนอบน้อมและเป็นมืออาชีพ"ได้นัดไว้รึเปล่าคะ""ครับ ผมชัยธวัช นัดไว้ห้าโมงครึ่งครับ""สักครู่นะคะ" พนักงานสาวจิ้มคีย์บอร์ดแล้วหันมายิ้ม "เชิญทางนี้ค่ะ"
บรรยากาศในภายในห้อง เงียบสงัดลง ชั่วขณะ ก่อนที่ คุณหมอนุจรีย์ จะเป็นผู้ทำลายความเงียบขึ้นมา"หมอพอจะเข้าใจคุณ และเห็นใจในเรื่องที่คุณเจอมา แต่ดูเหมือนว่าคุณจะประคบประหงมบาดแผลจากเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้กับตัว และไม่ยอมรักษาให้มันหาย... หมอสงสัยว่ามีส่วนใดในใจคุณ ที่ยังไม่พร้อมให้มันหาย หรือไม่คะ" คำถา







