Mag-log inจริงอย่างที่อนุเทพว่า เขาพูดกับเธออย่างคนที่รู้จัก ไม่มีคำพูดใดที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด ไม่มีเรื่องแบบนั้นที่จะทำให้เธอกังวลใจ อนุเทพเล่าเรื่องของตัวเองตั้งแต่เรียนจบ เรื่องราวเห่ยๆ ที่น่าขายหน้าของเขา เรื่องที่เธอไม่เคยรู้ให้เธอฟัง ทำให้ชลิดารู้สึกสนุกไปกับเขาด้วย เธอรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น จนเธอวางใจได้อย่าสนิท
ไวน์ขวดเดียวที่เหลืออยู่บนโต๊ะ บัดนี้เกลี้ยงขวดไปแล้ว อนุเทพเริ่มจะมีอาการเมามายให้ชลิดาเห็นบ้างแล้ว
"เอาไวน์เพิ่มอีกขวดมั้ยคะ" เธอถามเขา โดยหวังไว้ในใจลึกๆ ว่า มันอาจจะทำให้เขาเมาจนฟุบหมดสติไป เหมือนสามีของเธอ โดยที่เธอจะได้ไม่ต้องมาระมัดระวังตัวเหมือนเวลานี้
"เอาสิ ถ้าอ้ออนุญาต" เขาตอบพร้อมรอยยิ้มที่เธอดูแล้ว มันมันช่างยียวนกวนอารมณ์เธอซะเหลือเกิน
ไวน์ขวดใหม่ถูกเปิดออก รินเติมใส่แก้วให้อนุเทพโดยชลิดาเอง เธอยื่นให้เขาดื่ม
"ดื่มสิคะ เดี๋ยวอ้อรินให้เอง" เธอทำเป็นเอาอกเอาใจอนุเทพ ผิดไปจากตอนที่เขาคะยั้นคะยอให้เธอมานั่งดื่มเป็นเพื่อน
และเป็นไปดั่งที่ชลิดาได้คาดการณ์ไว้ อนุเทพเริ่มมีอาการคอพับคออ่อน พูดจาลิ้นพันกัน แสดงว่าเขากำลังเมาหนัก แต่เขาไม่มีทีท่าว่าจะลืมสติและลวนลามเธอแต่อย่างใด
"ให้อ้อเปิดอีกขวดมั้ยคะ ยังเหลืออีกเยอะเลย" อ้อยื่นหน้าเข้าไปกระซิบเบาๆ ยั่วอนุเทพ หวังให้เขาดื่มต่อไป
"ได้สิ แต่ขวดนี้ พี่ขอ อ้อ ดื่มเป็นเพื่อนพี่หน่อยได้มั้ย" เขากระซิบตอบด้วยอาการของคนเมาเต็มที่
"ได้สิ อ้อจะดื่มเป็นเพื่อน" ชลิดาตอบออกไปโดยไม่ต้องคิดมาก เพราะอีกไม่กี่แก้ว อนุเทพคงจะพับคาโต๊ะแน่ๆ
"นี่ค่ะ หมดแก้วเลยนะคะ" ชลิดายื่นแก้วไวน์ให้เขาพร้อมกับยิ้มหวาน ส่วนเธอเองช้อนแก้วไวน์ขึ้นมาถือไว้
"มา หมดแก้วด้วยกัน หมดขวดนี้พี่คงไม่ไหวแล้ว" อนุเทพยื่นแก้วไวน์มาชนแก้วของเธอ แล้วกระดกแก้วรวดเดียวหมด แล้วเขาก็เงยหน้ามองเมียสาวของเพื่อนที่ยังคงถือแก้วไวน์นิ่งอยู่
"อ้าว จะโกงกันเหรอ เห็นพี่เมาหน่อยแล้วจะโกงกันเหรอ หมดแก้วไง อย่าตุกติก อย่าตุกติก" อาการของอนุเทพดูเมาค่อนข้างมาก ทำให้ชลิดาวางใจ ยังไงเธอดื่มแค่ไม่กี่แก้วก็คงไม่ทำให้เมาจนควบคุมสติไม่ได้ ยังไงอนุเทพต้องฟุบไปก่อนแน่ๆ คิดได้ดังนั้น เธอก็ยกแก้วไวน์กระดกจนหมดแก้วตามเขาไป แล้วคว่ำแก้วโชว์ให้เขาเห็น
"ดี มันต้องอย่างนี้สิ มา มาชนอีกแก้ว" แน่นอน ชลิดาไม่กังวลอีกแล้ว เพราะอีกแค่แก้วสองแก้ว อนุเทพก็คงไม่มีสติอีกต่อไป
ชลิดาร้อนวูบวาบไปทั้งตัวหลังจากต้องจำใจดื่มเป็นแก้วที่สอง ส่วนอนุเทพ ก็ยังคงคอพับคออ่อน ไม่ฟุบลงไปเหมือนที่เธอตั้งใจเอาไว้สักที ดังนั้นเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ของเธอ แก้วที่สาม แก้วที่สี่ จึงตามมาอย่างจำใจ เธอรู้ตัวว่าเธอเริ่มจะมีอาการมึนๆ แต่เธอสาบานว่าเธอยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์
"นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วสินะ ที่พี่จะได้มีโอกาสได้เห็นอ้อ และก็อยู่กับอ้อตามลำพังแบบนี้" อยู่ๆ อนุเทพก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังเพ้อ เขาเริ่มคอตก หัวเกือบจะฟุบลงกับโต๊ะอยู่แล้ว
"อ้อก็รู้ว่า พี่รักอ้อขนาดไหน พี่รักอ้อมาตลอด และเดี๋ยวนี้ก็ยังรัก" เขาเพ้อต่อ เหมือนจะเป็นการรำพึงรำพันกับตัวเองมากกว่า แทนที่จะเป็นการคุยกับเธอ แล้วจู่ๆ เขาก็ลุกขึ้น แต่เพราะความเมา ทำให้เขาเซถลาล้มลง ขาของเขาไปเกี่ยวเอาเก้าอี้ตัวที่เขานั่งอยู่ล้มลงไปด้วย
ชลิดาตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก เธอวิ่งเข้าไปประคองร่างอนุเทพนอนอยู่บนพื้น มือเขาส่ายเปะปะเหมือนกำลังหาที่เหนี่ยวตัวลุกขึ้น พอเธอเข้าไปใกล้ร่างของเขา ทำให้เธอโดนรวบตัวไปกอดไว้ แต่เพราะความตกใจจึงทำให้เธอไม่ได้สนใจ
"พี่เทพ เป็นอะไรรึเปล่า พี่เทพ" ชลิดาสำรวจไปบนตัวของอนุเทพอย่างร้อนรน ดูเธอจะตกใจกับเหตุการณ์นี้เอาจริงๆ
เธอร้องถามเขาอย่างเป็นห่วง สำรวจไปทั่วร่างของเขา เมือแน่ใจว่าไม่มีส่วนใดแตกหัก เธอก็หันมาหยุดมองที่หน้าของเขา หวังจะถามถึงอาการ ว่าเขาเจ็บตรงไหนบ้าง แต่เธอกลับเจอกับสายตาที่อนุเทพ จ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว มันใกล้แค่คืบ มันเป็นสายของซาตาน
"พี่เทพ" ก่อนที่เธอจะพูดคำพูดอย่างอื่นออกมา ปากของเธอก็ถูกเขาประกบจูบอย่างรวดเร็วแต่มันนุ่มนวล ลิ้นของเขามันว่องไวเหลือกิน มันฉกเข้าไปควานหาลิ้นของเธอเสียแล้ว
ชลิดาตัวอ่อนระทวยในอ้อมกอดของอนุเทพ เธอเผลอตัวจูบตอบเขาอ่างไม่รู็ตัว เนิ่นนาน ดูดดื่ม จะเป็นเพราะฤทธิ์ของไวน์ที่เธอเผลอดื่มเข้าไปหรือจะเป็นเพราะอารมณ์ที่มันคุกรุ่นอยู่ตลอดทั้งวันก็ไม่รู้ได้ มันทำให้เธอยินดีกับรสจูบของเขา มือเรียวงามของเธอค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาประคองใบหน้าของอนุเทพอย่างไม่รู้ตัว เธอดูดลิ้นของอนุเทพที่ล่วงล้ำเข้าในปากของเธออย่างดูดดื่ม พร้อมกับสลับให้เขาดูดของเธออย่างหื่นกระหายใคร่สวาท ตาของเธอหลับพริ้ม ปล่อยให้อารมณ์ล่องลอยไปตามกระแสแห่งราคะที่มันก่อตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
"พี่สัญญา ว่าคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้าย" เขากระซิบกระซาบข้างหูของเธอ
"ขอให้ผัวคนนี้ ได้ทำหน้าที่เป็นครั้งสุดท้ายให้เมียพี่อย่างเต็มที่เป็นครั้งสุดท้ายเถอะนะ เมียจ๋า" อนุเทพซุกไซ้ไปตามลำคออันขาวนวลของเธออย่างหลงใหล มือเขาลูบไล้ไปตามเนินเนื้อสะโพกงาม เขาสอดมือใหญ่หยาบของเขาเข้าไปใต้ชุดเดรสของเธอ รวบชายมันขึ้นมาไว้ที่เอวที่คอดกิ่วของเธอ ก่อนที่เขาจะสอดมือข้างนั้นเข้าไปลูบไล้เนินเนื้ออันโหนกนูนภายใต้อันเดอร์แวร์ตัวบางของเธอ
"ซีด อูย พี่เทพ" ชลิดาเผลอครางออกมาอย่างลืมตัว
"เขารับปากแล้วอ้อ เขารับปากแล้ว แค่ครั้งเดียว แค่ครั้งเดียวเอง" ห้วงคำนึงของเธอ คิดได้แค่นั้นในช่วงเวลาอย่างนี้
อารมณ์ปรารถนาของเธอที่มันถูกบ่ลุกมาตั้งแต่เช้า บัดนี้มันสุกงอมเต็มที่ เธอไม่สามารถอดกลั้นมันได้อีกต่อไป ใช่แล้ว คงไม่มีโอกาสอย่างนี้อีกแล้ว อ้อเอ๋ย เธอกระซิบเบาๆกับตัวเอง
ชลิดาสะดุ้งทั้งตัว เมื่อนิ้วของเขามันค่อยๆ กรีดลึกลงตามร่องหลืบส่วนนั้นของเธอ ซึ่งบัดนี้มันฉ่ำแฉะไปด้วยน้ำแห่งความปรารถนาที่เธอได้ปล่อยมันออกมาอย่างมากมาย เขาชูนิ้วที่เปียกเยิ้มนั้นขึ้นมาชูให้เธอเห็นชัดๆ เพื่อยืนยันว่าเขาคิดถูกต้องมาตลอด
"เห็นมั้ย พี่บอกแล้วว่าอ้อ ก็ต้องการ อ้อจ๋า พี่รักอ้อ พี่ต้องการอ้อเหลือเกิน" อนุเทพทั้งจูบทั้งไซ้ไปทั่วใบหน้าและซอกคอ หัวไหล่ที่ขาวเนียนของเธออย่างหลงใหล
เดรสสายเดี่ยว ของเธอถูกอนุเทพปลดลงมาจากไหล่ ร่นลงมากองอยู่หน้าท้อง หน้าอกที่เป็นกระเปาะได้รูปขนาดพอเหมาะ โชว์เม็ดทับทิมที่แข็งชูขัน สีชมพูเรื่อๆ ท้าทายปลายลิ้นเขาอยู่ระริก อนุเทพอ้าปากงับ ขบตรงยอดติ่งสีชมพูนั่นเบาๆ ก่อนลิ้นอันพลิ้วไหวของเขาจะตวัดเลียไปรอบปลายถันนั้น อย่างนุ่มนวล มันแผ่วเบา พลิ้วไหว แต่มันช่างสร้างความเสียวซ่านให้กับเธออย่างใหญ่หลวง จนเธอต้องแอ่นอกเด้งรับปลายลิ้นของเขาอย่างไม่รู้ตัว...
ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ที่ค่อยๆ จางลงเหลือเพียงการปลอบประโลมกันของสองเพื่อนรัก บรรยากาศในบ้านที่เคยตึงเครียดถึงขีดสุดเริ่มสัมผัสได้ถึงแสงสว่างแห่งทางออก แต่แล้วเสียงที่คุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นกริ๊งก่อง!เสียงกริ่งหน้าบ้านทำเอาทุกคนชะงัก ชัยธวัชทำหน้าที่เจ้าบ้านเดินไปเช็กจอมอนิเตอร์ เมื่อเห็นว่าเป็นใครเขาก็กดรีโมตเปิดประตูรั้วทันที รถบีเอ็มดับเบิลยูคันหรูแล่นเข้ามาจอดนิ่งสนิทที่หน้ามุข ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบตำรวจเต็มยศจะก้าวลงมาด้วยท่าทางองอาจ“เข้าบ้านก่อนบี๋” ชัยธวัชเดินออกไปรับเพื่อนสนิทด้วยตัวเอง พร้อมเชิญเข้าบ้านอย่างเป็นกันเองพันตำรวจเอกบี๋ หนุ่มใหญ่มาดแมนเดินเข้ามาหยุดยืนกลางห้องรับแขก ในมือของเขาถือสมาร์ทโฟนไว้สองเครื่อง แววตาที่กร้านโลกดูเคร่งขรึมกว่าปกติ เขายกมือไหว้อนุเทพตามมารยาทรุ่นพี่รุ่นน้อง และรับไหว้จากนิศากับชลิดาอย่างสุภาพ ก่อนจะหันไปสบตากับชัยธวัชแล้วเปรยด้วยน้ำเสียงต่ำ“กูขอคุยส่วนตัวหน่อย” บี๋พยายามกวาดสายตามองหาพื้นที่ส่วนตัว เพราะเรื่องที่เขาถืออยู่ในมือนั้นมันเปราะบางเกินกว่าจะพูดสุ่มสี่สุ่มห้า“ถ้าเป็นเรื่องคลิป... พูดออกมาได้เลยบี๋ ทุกคนในนี้รู้เรื่อง
นิศาหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเดินตามชลิดาเข้าสู่ตัวบ้านที่แสนอบอุ่น เพื่อนรักของเธอเอื้อมมือมารับกระเป๋าไปถือไว้อย่างมีน้ำใจ ก่อนจะพาเดินไปยังห้องรับรองแขกที่นิศาเพิ่งใช้เป็นที่พักเมื่อคืน บรรยากาศรอบตัวช่างดูคุ้นเคยเหมือนย้อนเวลากลับไปในสมัยที่ทั้งคู่ยังเป็นนักศึกษาสาวที่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลา“ความจริงแกย้ายมาอยู่กับฉันสักพักเลยก็ได้นะนิ” ชลิดาหันมาพูดกับเพื่อนรักขณะเดินนำหน้าเข้าห้อง“ไม่เอาหรอก ไม่อยากรบกวนเวลาจู๋จี๋กันของแกกับพี่ชัย” นิศาเย้าแหย่ตามนิสัยขี้เล่นที่เริ่มกลับมาอีกครั้งเมื่อรู้สึกปลอดภัย“ใครเขาจะไปคิดแต่เรื่องลามกเหมือนแกล่ะยัยนิ!” ชลิดาหันมาค้อนขวับแล้วตอบกลับอย่างสนิทสนม ทำให้บรรยากาศความตึงเครียดในช่วงเช้าดูจางลงไปถนัดตาหลังจากที่ทั้งคู่ช่วยกันจัดข้าวของเข้าที่ทางจนเรียบร้อย นิศาก็เดินไปหยิบกระเป๋าถือของเธอขึ้นมาเปิดออก เธอล้วงเอาแฟลชไดรว์สีดำอันนั้นออกมาแล้วชูขึ้นตรงหน้าเพื่อนรัก คิ้วงามขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างครุ่นคิด“นี่แก... ฉันไปเจอไอ้นี่วางอยู่ที่หัวเตียงตอนที่กลับไปเอาเสื้อผ้า มันน่าจะมีอะไรที่ฉันไม่รู้ที่พี่ด้วงปิดบังอยู่แน่ๆ ฉันขอยืมโน้ตบุ๊กแกหน่อยสิ ฉันอยา
ภายในห้องนั่งเล่นบ้านชัยธวัชยามบ่ายแก่ แสงแดดที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มทอดเงายาวเข้ามาในห้อง ทว่าบรรยากาศกลับอึมครึมและหนักอึ้ง ชัยธวัชนั่งหน้าเครียดเพิ่งวางสายจากผู้กำกับบี๋ โดยมีชลิดานั่งขนาบข้างด้วยแววตาจดจ่อ ส่วนอนุเทพและนิศานั่งอยู่ที่โซฟาฝั่งตรงข้าม ทั้งหมดนิ่งเงียบรอฟังบทสรุปของเกมนรกครั้งนี้“จับได้แล้ว... ด้วงรถคว่ำอาการสาหัส เป็นตายเท่ากัน ตอนนี้อยู่ห้องไอซียู” ชัยธวัชเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเคร่งขรึม สายตาคมกริบของเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าของนิศา เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของเธอที่มีต่อชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี“ก็ดีแล้วค่ะ... เขาจะได้ชดใช้กรรมที่ได้ทำไว้เสียที” นิศาตอบเสียงเบาหวิว พลางก้มหน้าลงมองพื้นด้วยความรู้สึกปั่นป่วนในอก แม้จะแค้นเคืองเพียงใด แต่ในฐานะคนเคยใช้ชีวิตร่วมกัน ข่าวการประสบอุบัติเหตุเจียนตายก็ทำให้เธอใจหายไม่น้อย ลำพังแค่เขาติดคุกชดใช้ความผิดเธอก็คิดว่าเพียงพอแล้ว“แค่เป็นตายเท่ากันเหรอ? ทำไมมันไม่ตายซะให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!”จู่ๆ ชลิดาก็โพล่งขึ้นมาอย่างมีอารมณ์ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่พลุ่งพล่านจนนิศาต้องเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทด้วยความงงงวย นิศาจ้
ด้วงลืมตาขึ้นมาช้าๆ ภายในห้องนอนที่ตกแต่งอย่างโอ่อ่า เขายืดกายขึ้นพลางยิ้มกริ่มให้กับตัวเองอย่างผู้ชนะ วันนี้คือวันที่เขาจะได้ก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นตามแผนที่วางไว้ ในหัวเริ่มวาดวิมานถึงคอนโดหรูที่จองไว้ซึ่งกำลังจะไปทำสัญญาซื้อขายกันในเช้านี้ สถานที่ที่เขาตั้งใจจะให้เป็นรังรักและสมรภูมิเริงกามกับบรรดาผู้หญิงมากหน้าหลายตาตามวิสัยหนุ่มเจ้าสำราญตัวพ่อ‘อีกไม่นานหรอก... ทุกอย่างจะเป็นชื่อกูทั้งหมด’ เขาคิดถึงนัดหมายช่วงบ่ายที่จะคุยกับสถาปนิกเรื่องโรงงานใหม่ ความรู้สึกที่ต้องคอยอาศัยบารมีเมียคุ้มหัวให้คนอื่นดูถูกว่าเป็น ‘หนูตกถังข้าวสาร’ กำลังจะสิ้นสุดลงเสียที ด้วงยันกายลุกขึ้นจากเตียงเดินไปกระชากม่านบังแสงออก แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องเข้ามาปะทะใบหน้า บรรยากาศวันนี้ช่างสดใสราวกับจะร่วมยินดีในความสำเร็จของเขา“ต่อไปกูก็ไม่ต้องทนอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีอีกต่อไป!” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความย่ามใจกิ๊งก่อง!เสียงกริ่งที่ดังขึ้นจากหน้าประตูรั้วทำให้ด้วงตื่นจากภวังค์อันหอมหวาน เขาขมวดคิ้วมุ่นพลางบ่นพึมพำอย่างหัวเสีย “ใครวะ? มาทำไมเอาป่านนี้” ด้วงเดินลงไปที่ชั้นล่างพลางกดดูหน้าจอมอนิเตอร์อินเตอร์คอม เห็น
เย็นวันนั้น... รถเบนซ์ เอส 500 สีดำคันหรู แล่นเข้ามาจอดในโรงจอดรถของคฤหาสน์หลังงามอย่างช้าๆ เสียงเครื่องยนต์ดับลงทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่เข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ นิศายังคงนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย มือทั้งสองข้างกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอเอนหลังพิงเบาะหนังนุ่มแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน วันนี้ช่างเป็นวันที่ยาวนานและสูบพลังชีวิตของเธอไปจนเกือบหมดสิ้นสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอที่ต้องแบกรับภาระบริษัทใหญ่โต การมีใครสักคนเคียงข้างควรจะเป็นเรื่องที่ดี ทว่านับตั้งแต่ ‘ด้วง’ ก้าวเข้ามาในชีวิตในฐานะสามี เขากลับไม่เคยทำหน้าที่นั้นได้อย่างที่ควรจะเป็นเลยสักครั้ง หลายครั้งที่เขาหายหน้าไปเป็นอาทิตย์หรือนานกว่านั้น แต่นิศาก็ไม่เคยใส่ใจที่จะตามจิกหรือสงสัยว่าเขาไปอยู่กับใครที่ไหนเธอมักคิดปลอบใจตัวเองเสมอว่า ขอเพียงแค่เขาช่วยเธอบริหารจัดการเรื่องราวในบริษัทให้ราบรื่นก็พอ เพราะเดิมทีเธอไม่ได้สันทัดแนวทางการดำเนินงานที่มีความซับซ้อนนัก เมื่อครั้งที่สามีชาวต่างชาติคนก่อนยังอยู่ เขาเป็นคนดูแลทุกอย่างด้วยความเฉลียวฉลาด แต่หลังจากที่เขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไป นิศาก็เหลือเพียงการดูแลเรื่องการเงินท
ภายในรถเบนซ์ที่เคลื่อนตัวไปอย่างนุ่มนวลท่ามกลางถนนที่เริ่มพลุกพล่าน ชัยธวัชจับมือชลิดาเมียรักของเขาไว้แน่นประหนึ่งจะยึดเหนี่ยววิญญาณของเธอเอาไว้ไม่ให้แตกสลายไปมากกว่านี้ ขณะที่มืออีกข้างกุมพวงมาลัยมั่น สายตาคมกริบของเขามองตรงไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้า ดั่งราชสีห์ที่กำลังพานางพญาที่บาดเจ็บกลับคืนสู่รัง“พี่ชัยคะ... อ้อกลัวจังเลยค่ะ”เสียงที่สั่นพร่าและหวาดหวั่นหลุดออกมาจากริมฝีปากบางที่ไร้สีเลือด ชลิดาในยามนี้ดูเปราะบางราวกับเครื่องเคลือบที่ร้าวไปทั้งตัว ดวงตาคู่สวยที่เคยทอประกายสดใสบัดนี้กลับเต็มไปด้วยร่องรอยของความหวาดระแวง เธอเผลอขยับตัวเข้าหาชัยธวัชโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่าพื้นที่ข้างกายเขานั้นคือเขตปลอดอิทธิพลของปีศาจร้ายอย่างด้วงชัยธวัชไม่พูดยืนยันด้วยคำพูดในทันที แต่เขาเลือกที่จะบีบกระชับมือเรียวของเธอให้แน่นขึ้นจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ส่งผ่านถึงกัน ก่อนจะดึงมือนั้นมาวางแนบไว้ที่อกซ้ายของเขา... ตรงตำแหน่งที่หัวใจของเขากำลังเต้นเป็นจังหวะหนักแน่นเพื่อเธอเพียงคนเดียว“พี่อยู่นี่แล้ว... อ้อจ๊ะ จากนี้ไปพี่จะไม่ยอมให้มันมาทำอะไรอ้อของพี่ได้อีก พี่สัญญา”ชัยธวัชละสายตาจากถนนเพี
แสงอรุณอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านผ้าไหมสีครีมเข้ามาในห้องนอนกว้าง เผยให้เห็นเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้าที่ตกแต่งอย่างมีรสนิยม เตียงขนาดคิงไซส์ตั้งเด่นอยู่กลางห้อง ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวนวลนุ่มละมุน ผนังสีอ่อนประดับด้วยภาพวาดศิลปะร่วมสมัย สร้างบรรยากาศที่ทั้งหรูหราและอบอุ่นในเวลาเดียวกันชลิดาลืมตาขึ้นช้าๆ รู้ส
ทันทีที่ ฟอร์จูนเนอร์สีดำคันงาม ของอนุเทพ จอดสนิทลง เด็กรับรถก็ทำหน้าที่รูดม่านปิด เพื่อปกป้องโลกส่วนตัวของคนทั้งสอง อนุเทพได้หมายตา ม่านรูด แห่งนี้เอาไว้แล้ว ก่อนการนัดหมายกับชลิดาในครั้งนี้ชลิดายังคงนั่งก้มหน้านิ่งอยู่บนเบาะ หัวใจเต้นรัวแรงด้วยความตื่นเต้นและกังวล อนุเทพโอบไหล่เธอ โน้มตัวเข้าหา
-- คลินิกกายภาพบำบัด เวลาห้าโมงครึ่ง ย่านเพชรบุรี --"ผมมาหาหมอธเนศครับ" ชัยธวัชแจ้งกับพนักงานต้อนรับสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่เคาน์เตอร์ พนักงานบริการอย่างนอบน้อมและเป็นมืออาชีพ"ได้นัดไว้รึเปล่าคะ""ครับ ผมชัยธวัช นัดไว้ห้าโมงครึ่งครับ""สักครู่นะคะ" พนักงานสาวจิ้มคีย์บอร์ดแล้วหันมายิ้ม "เชิญทางนี้ค่ะ"
บรรยากาศในภายในห้อง เงียบสงัดลง ชั่วขณะ ก่อนที่ คุณหมอนุจรีย์ จะเป็นผู้ทำลายความเงียบขึ้นมา"หมอพอจะเข้าใจคุณ และเห็นใจในเรื่องที่คุณเจอมา แต่ดูเหมือนว่าคุณจะประคบประหงมบาดแผลจากเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้กับตัว และไม่ยอมรักษาให้มันหาย... หมอสงสัยว่ามีส่วนใดในใจคุณ ที่ยังไม่พร้อมให้มันหาย หรือไม่คะ" คำถา







