เข้าสู่ระบบเย่ซูเซียวที่อยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวใช้มือตวัดเอาผ้าคลุมหน้าออก โดยไม่รอให้เจ้าบ่าวเป็นผู้เปิด “ใต้เท้าหนานกง ช่างกล่าวได้ชัดเจนนัก ขอบคุณที่ท่านไม่ขับไล่ข้ากลับไป” หนานกงโจวตะลึงไปอึดใจหนึ่ง “เย่ซูเซียว! เป็นเจ้าได้อย่างไร” หนานกงโจวจำได้ว่าคราที่คนจวนสกุลชุยถูกนำตัวไปเนรเทศ เย่ซูเซียวผู้นี้มิใช่คนในสกุลชุยจึงถูกปล่อยตัวให้กลับบ้านเดิม “เหตุใดจะเป็นข้าไม่ได้เล่า” “เจ้าเป็นหลานสาวของชุยหนิงเทียน ฝ่าบาทยังกล้าใช้งานเจ้าอย่างนั้นหรือ” “ในเมื่อท่านกล้าเอ่ยเช่นนี้ ข้าก็ไม่ปิดบัง ฝ่าบาททรงมอบหมายให้ข้ามาสืบข่าวในจวนของท่าน เป็นการให้ข้าทำคุณเพื่อแสดงความจงรักภักดี” “หืม...” หนานกงโจวเลิกคิ้ว “นับว่าเจ้าเป็นคนกล้าหาญ เปิดเผย” เขาพูดพลางนั่งลงที่โต๊ะกลมกลางห้อง ใช้นิ้วเคาะโต๊ะสองสามครั้ง “ว่ามาเถอะ เจ้ามีเงื่อนไขใดจะแลกเปลี่ยนกับข้า” “ข้าอยากให้ท่านสบายใจ ขอเพียงท่านสัญญาว่าจะช่วยข้าเล่นงิ้วต่อหน้าคนภายนอก เรื่องใดที่ไม่ควรกราบทูล ข้าจะไม่กราบทูลเป็นอันขาด” “เล่นงิ้วรึ! เล่นงิ้วอันใด” “ฝ่าบาท
“ดี! คงมีแต่เจ้าที่ทำงานรอบคอบ สมกับที่เจิ้นไว้วางใจ” “กระหม่อม ไม่กล้าทำให้ฝ่าบาทผิดหวัง” โจวจื่ออี้ถอนหายใจ “สกุลหยางเต็มไปด้วยคนมีฝีมือ เป็นเจิ้นเองที่ประมาทเกินไป” “ฝ่าบาท! กระหม่อมได้ยินมาว่ารองผู้บัญชาการหนานกงสนิทสนมกับพระชายาหลี่มาก ได้ยินว่าเขาเข้านอกออกในจวนสกุลหยางอยู่บ่อยๆ” “อืม...เจิ้นก็พอจะรู้มาบ้าง” ฮ่องเต้มิได้เล่าให้ลี้ฮวนฟังว่าตนเองส่งองครักษ์เงาไปซุ่มดูในจวนสกุลหนานกงอยู่บ่อยครั้ง “คนผู้นี้อยู่ในจวนเมืองหลวงเพียงลำพัง ไร้ภรรยาและบุตร บิดามารดาก็อยู่เมืองเฉินม่าย หากว่าส่งคนเข้าไปอยู่ในจวนของเขาได้สักคนก็น่าจะดี” ฮ่องเต้พยักพระพักตร์เห็นด้วย “ก่อนหน้านี้เสนาบดีชุยกับต้วนกุ้ยเฟยเคยพยายามยัดเยียดฮูหยินให้เขาแล้ว แต่เขาปฏิเสธ เจิ้นกำลังคิดว่า เช่นนั้นส่งเพียงอนุภรรยาพระราชทานให้เขาก่อนก็พอ” “ฝ่าบาททรงพระปรีชา! การพระราชทานอนุภรรยาให้ ถือว่าไม่มากและไม่น้อย ยากที่เขาจะปฏิเสธ พ่ะย่ะค่ะ” “เช่นนั้น พรุ่งนี้เจิ้นจะหาสตรีที่เหมาะสมขึ้นเกี้ยวไปส่งที่สกุลหนานกงเอง” โจวจื่ออี้ยิ้มกริ่ม คืนน
“ถ้าอย่างนั้นที่พวกเขาต้องการ คือใช้เราสองคนนำข่าวออกมาบอกจงอี้โหว อย่างนั้นรึ!” เย่ซูเซียวผงะ “เราเป็นเหยื่อของพวกเขาหรือนี่” “จะแปลกอันใด นี่คืออดีตฮ่องเต้กับองค์หญิงใหญ่นะ พวกเขาย่อมไม่ธรรมดา” ซ่งหลิงทำสีหน้าภาคภูมิใจ “เด็กสองคนนั่น กล้าหาญจริงๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะลอบสังหารแต่กลับกล้าออกมาเป็นเหยื่อล่อ” ซ่งหลิงหัวเราะเบาๆ “ผู้ใดว่าเป็นเหยื่อ เจ้าดูนั่นเสียก่อน” เขาพูดจบก็ชี้ไปยังบนกำแพงเรือนใกล้ลานต่อสู้ อ๋องหยางกับพระชายาหลี่พร้อมด้วยคุณชายใหญ่และคุณชายรองชิวยืนเรียงหน้ากระดานมองลงไปยังศพที่เกลื่อนบนพื้น เย่ซูเซียวถึงกับอ้าปากค้าง “ที่แท้พวกเขาก็รู้ตัว” “อืม...เจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือว่าทุกคนที่ติดตามซื่อจื่อกับท่านหญิงน้อยในวันนี้ ล้วนมีวรยุทธ์ร้ายกาจ หากข้าจำไม่ผิด เจ้าคนที่ขับรถม้ากับคนที่นั่งข้างหน้านั่น แท้จริงก็คือองครักษ์ข้างกายท่านอ๋องหยาง เจิ้งตู้กับซูจิ้ง” “มิน่า! วรยุทธ์ร้ายกาจจนข้ารู้สึกกลัว” “คนของหน่วยหยกทมิฬที่ติดตามมาในวันนี้ล้วนเป็นผู้ที่ฝึกหนักมาไม่ต่างจากองครักษ์ลับ และอ
เด็กชายเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วหัวเราะลั่น ก่อนจะหันมายิ้มเย้ย “ไม่หลอกเจ้า เจ้าจะยอมแสดงตัวหรือ” ท่านโหวแซ่ต้วนถอยหลังไปสามก้าว องครักษ์รีบพากันมาขวาหน้าเขาเอาไว้ “ฆ่ามัน! อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว” จงอี้โหวร้องสั่ง ครั้นจงอี้โหวถอยหลังไปหลบแล้วก็กระซิบกับองครักษ์ที่คอยดูแลความปลอดภัยให้ตนเอง “รีบหนีกันเถอะ! คนของพวกมันร้ายกาจถึงเพียงนี้ คนของเราอาจจะสู้ไม่ไหว” “ขอรับ!” ครั้นคนทั้งสามหันหลังหมายจะหนี ร่างเล็กๆ ก็ลอยข้ามศีรษะมาขว้างอยู่ข้างหน้า “จะรีบไปไหนเล่า จงอี้โหว เจ้าอยากฆ่าข้ามิใช่รึ!” จงอี้โหวยกยิ้มมุมปาก รีบสั่งองครักษ์ตน “พวกเจ้า! ฆ่าเด็กสองคนนี้เสีย” ยังไม่ทันจะได้ขยับ อาวุธลับก็แหวกอากาศมาโดยเร็วและแม่นยำปักเข้าที่คอด้านหลังขององครักษ์ทั้งสองของจงอี้โหวล้มหน้าคว่ำลงไป จงอี้โหวผงะ หันขวับกลับไปมองคนที่อยู่ด้านหลังก็พบว่าสาวใช้ทั้งสี่ของเด็กแฝดยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง รอยยิ้มของพวกนางดูเยือกเย็นคล้ายกำลังมองดูเหยื่อที่ใกล้จะสิ้นชีวิต “พวกเจ้า!” “จงอี้โหว เจ้าให้คนมาสืบเรื่องขอ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ อนุญาตให้พวกเราออกไปแล้วใช่หรือไม่ขอรับ” “อืม...ไปเถิด พ่อเดาว่าอาจารย์ของพวกเจ้าน่าจะกำลังตรวจโรงน้ำชาอยู่” เด็กแฝดประสานมือค้อมศีรษะ “ขอบคุณท่านพ่อ ท่านแม่” หลี่หยวนหยวนหันไปทางพี่เลี้ยงทั้งสี่ “ความปลอดภัยของลูกข้า ต้องฝากไว้กับพวกเจ้าแล้ว” “พระชายาโปรดวางใจ พวกเราจะดูแลซื่อจื่อและท่านหญิงด้วยชีวิต” หูเหมยกุ้ยค้อมศีรษะรับ เดิมทีพวกนางทั้งสี่คิดจะลาจากจวนสกุลหยางกลับสู่พรรคมาร ทว่าไม่อาจจะทำใจแยกจากเด็กฝาแฝดที่พวกตนคอยประคบประหงมเลี้ยงดูจึงได้แต่แอบตกลงกันว่ารอให้เด็กทั้งสองเติบโตกว่านี้อีกหน่อยก็จะขอกลับสู่ยุทธภพ รถม้าคันใหญ่ออกเดินทางจากจวนสกุลหยางไปตามถนนโดยมีสาวใช้ทั้งสี่เดินอยู่คนละมุม ขบวนองครักษ์มีทั้งยอดฝีมือจากหน่วยหยกทมิฬและองครักษ์ที่เป็นกองกำลังส่วนตัวของพระชายาหลี่ เงาดำสองสายวูบลงมาจากหลังคาจวนอย่างรวดเร็ว ข้ามกำแพงออกไปยังรถม้าคันใหญ่ที่จอดซุ่มอยู่ตรอกไม่ไกลนัก “จงอี้โหว ในรถม้าคันนั้นมีเพียงซื่อจื่อและท่านหญิง” ซ่งหลิงส่งเสียงอยู่ห่างๆ แล้วก็กระโจนลับหายไป องครั
โจวฮ่องเต้พยักหน้ารับ “ก่อนหน้านี้ เจิ้นเคยคิดจะส่งคนไปฆ่าหลี่หยวนหยวน แต่คาดไม่ถึงว่านางมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ สุดท้ายยังกลายเป็นผู้กอบกู้ทัพสกุลหยางในศึกปราบกบฏแดนเหนือ” จงอี้โหวตะลึง ที่แท้ฮ่องเต้ทรงพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว แต่กลับไม่อาจทำร้ายคนสกุลหยางได้ แม้จะเปลี่ยนเป้าหมายแล้วแต่ก็ยังไม่ต่างจากเอาหัวไปชนกำแพง เด็กฝาแฝดคู่นั้น คนของเขารายงานว่าสามารถต่อสู้กับองครักษ์แบบหนึ่งต่อยี่สิบได้อย่างสบายๆ “ฝ่าบาท กระหม่อมเพิ่งรู้ว่าพระชายาหลี่นางเจ้าแผนการนัก ไม่แน่ว่านิทานทรราชที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจในยามนี้น่าจะเป็นฝีมือของพระชายาหลี่ พ่ะย่ะค่ะ” ท่านโหวต้วนไม่กล้าพูดเรื่องที่ตนสืบพบความจริงว่าเมื่อครั้งคนสกุลต้วนคิดฉวยโอกาสเอาเปรียบราษฎรในช่วงข้าวยากหมากแพงนั้น เป็นหลี่หยวนหยวนที่หาซื้อข้าวสารจากนอกแคว้นมาไว้ และนำมาจำหน่ายในราคายุติธรรม เขาจึงพบว่าพระชายาหลี่ผู้นี้ ช่างเจ้าเล่ห์ ร้ายกาจ และมากแผนการยิ่งนัก “เป็นไปได้!” “ฝ่าบาท กระหม่อมทราบมาว่ารองผู้บัญชาการหนานกงสนิทสนมกับพระชายาหลี่และเด็กแฝดมากเลย พ่ะย่ะค่ะ” โจวฮ่องเต้ยกยิ้ม
ครั้นบรรเลงเพลงพิณจบลง หลี่หยวนหยวนก็ลุกขึ้นยืน กวาดตามองคนที่นั่งชมทั้งชั้นลอยและชั้นล่างในภัตตาคารจาเรอ เสียงปรบมือนั้นยาวนาน แสดงความชื่นชมในความสามารถของนาง“ผู้ใดหาว่าคุณหนูหลี่บรรเลงพิณมิได้กัน นางบรรเลงบทเพลงสายน้ำขุนเขาได้อัศจรรย์ยิ่ง ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าในแคว้นต้าหลงจะมีสตรีที่บรรเลงเพลงนี้ไ
สองนายบ่าวที่ยืนอยู่บนระเบียงชั้นลอยมองลงมาด้านล่าง เห็นตัวอักษรตัวโตที่เขียนด้วยพู่กันขนาดใหญ่บนกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะซึ่งเป็นฝีมือของสตรีเจ้าของสมญานาม ‘ไร้สาระขั้นสุดแห่งเมืองหลวง’ ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี“นางเป็นหงส์ในร่างไก่จริงๆ” หยางหลีเหว่ยเอ่ยขึ้นด้วยความเจ็บใจ สตรีที่เขาเชื่อว่านางไม่คู่ควรมา
ภัตตาคารจาเรอที่เปิดขึ้นบนถนนกลางเมืองหลวงนั้นใหญ่โตกว้างขวาง มีชั้นลอยที่เปิดกว้างเพื่อความสะดวกในการดูการแสดงที่เวทีซึ่งถูกยกสูง ลอยอยู่ในระดับกึ่งกลางระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นลอย วันเปิดโรงน้ำชาจาเรอแห่งนี้ ชนชั้นสูงในเมืองหลวงต่างได้รับเทียบเชิญทั่วหน้า ต้วนเหม่ยหลิงรู้
“พี่ว่าไงนะ นางคือจางหว่านเหรอ” หนานกงโจวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาพยายามสะกดใจไม่ให้ตนเองร้องออกมาเสียงดัง “เบาหน่อย” หลี่หยวนหยวนมองไปรอบๆ “พี่เห็นประคำหยกร้อยด้วยด้ายถักสีแดงอยู่ที่ข้อมือ ใช่แน่ๆ นั่นคือเส้นที่หายไป ท่าทางคนที่ทะลุมิติมาที่นี่ไม่ได้มีแค่เราสองคน” “ผมเห







