เข้าสู่ระบบหลี่หยวนหยวนทะลุมิติเข้าไปในร่างของพระชายาอ๋องหยางที่กำลังจะหย่า นางแอบคลอดลูกฝาแฝดชายหญิงและซ่อนเอาไว้ นางสร้างการค้าและความร่ำรวยด้วยความช่วยเหลือของจอมยุทธ์สามผี ทว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงคือ ลูกฝาแฝดของนางก็คืออดีตฮ่องเต้และองค์หญิงใหญ่ที่กลับชาติมาเกิด ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของนางจึงเริ่มต้นขึ้น
ดูเพิ่มเติมติงหยวนหยวนเปิดเปลือกตาขึ้นก็เห็นเทียนแดงเล่มใหญ่ส่องแสงพริบพร่างอยู่ตรงหน้า ในใจก็นึกด่าทอน้องชาย เธอเคยเตือนเขาหลายครั้งแล้วว่าไม่ให้จุดเทียนในนี้เพราะหากเกิดไฟไหม้ขึ้นมา พ่อกับแม่คงบ่นจนหูชา
ครั้งที่แล้วน้องชายเธอจุดเทียนหอม เผลอครู่เดียว ไหม้ผ้าม่านส่วนปลายไปเล็กน้อยดีที่เธอมาเห็นเสียก่อนจึงใช้น้ำในแก้วเก็บอุณหภูมิที่ถือติดมือมาสาดให้ดับ หลังจากวันนั้นแม่เข้ามายูนิตที่เธอกับน้องชายพักอยู่ทีไรก็คอยจ้ำจี้จำไชเรื่องนี้อยู่เสมอ
‘หลิวเหว่ย! นายเอาจิตสำนึกให้สุนัขกินหมดแล้วรึไง เดี๋ยวเถอะ ฉันจะด่าให้พรุ่งนี้ไปทำงานไม่ถูกเลย’
หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะมองไปที่เทียนแดงแท่งใหญ่อีกคราหนึ่ง คราวนี้เธอถึงกับชะงัก เทียนแดงถูกจุดเป็นคู่ เล่มแรกแกะสลักคำว่า ‘รักมั่น’ อีกเล่มแกะไว้ว่า ‘นิรันดร์’....นี่มัน ห้องหองั้นเหรอ
ปัง!
“หลี่หยวนหยวน ข้ามาแล้ว!”
เธอหันขวับไปมอง ชายหนุ่มที่ร้องตวาดอยู่ในชุดเจ้าบ่าวสีแดงปักลวดลายหรูหรา ใบหน้าหล่อเหลาคุ้นตาของเขาทำให้เธอถึงกับตกตะลึง
“หัวหน้าหยาง! คุณมาได้ยังไง”
บุรุษผู้นั้นเดินโซเซเข้ามาใกล้ กลิ่นสุราคละคลุ้ง ดวงตาคมปลาบหรี่ลง แววตาเขาดูงุนงง “เจ้าพูดอันใด ประหลาดนัก”
หญิงสาวผงะ หยางหลีเหว่ยผู้นี้เป็นหัวหน้าแผนกคลังสินค้าที่เธอทำงานอยู่ รูปร่างเขาสูงโปร่ง คิ้วพาดเฉียง จมูกโด่งเป็นสัน แนวกรามเป็นเส้นชัดเจน เป็นหนุ่มหล่อของบริษัทที่สาวๆ หมายตา รวมทั้งเธอด้วย
“ซื่อจื่อกลับมาแล้ว เช่นนั้นก็ดื่มสุรามงคลเลยเถอะเจ้าค่ะ” ซุนมามาเดินตามข้างหลังเขาและถัดไปก็มีแขกเหรื่อไม่คุ้นตากลุ่มหนึ่ง
“ได้! รีบดื่ม ข้าจะได้รีบเข้าห้องหอกับเจ้าสาวที่รอจนตัวสั่น” น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าว จ้องหน้าเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
สาวใช้รีบเข้าไปประคองเจ้าสาวที่นั่งตะลึงอยู่ให้ลุกขึ้น ซุนมามายื่นน้ำเต้าผ่าซีกที่รินสุรามงคลแบ่งให้กับคู่บ่าวสาว ระหว่างซีกน้ำเต้านั้นมีเชือกสีแดงคล้องเอาไว้
เขาใช้มือกุมหัวไหล่ดึงร่างเธอเข้าไปใกล้แล้วคล้องแขนกันท่ามกลางเสียงร้องสนับสนุนของคนรอบข้าง ชายหนุ่มก้มหน้าลงดื่มสุรานั้นรวดเดียวจนหมด ในขณะที่เจ้าสาวดูจะมึนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
“ดื่มเสียสิ เจ้าอยากให้ข้าป้อนหรือไร” เจ้าบ่าวหัวเสีย เขาใช้มือจับซีกน้ำเต้าในมือของเธอแล้วจ่อริมฝีปาก “อ้าปาก” เขากัดฟันกรอดพลางสั่ง
ติงหยวนหยวนอ้าปากขึ้น สุราร้อนไหลผ่านปากและลำคอลงไปอย่างรวดเร็ว เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมส่งเสียงอวยพรให้คู่บ่าวสาว ‘มีลูกหลานสืบสกุลมากมายในเร็ววัน’
“ออกไปกันได้แล้ว!” เจ้าบ่าวตวาด
ซุนมามารีบโบกมือให้สาวใช้ทั้งสองถอย ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายก่อนปิดประตู “ขอให้ท่านอ๋อง ทนุถนอมเจ้าสาวด้วยนะเจ้าคะ”
ติงหยวนหยวนทรุดตัวลงนั่ง เธอรู้สึกว่าแขนขาอ่อนแรง ยังไม่ทันจะทบทวนเรื่องราว ร่างของเธอก็ถูกเจ้าบ่าวกระชากลากถูไปยังเตียงใหญ่
“โอ๊ย! เบาหน่อยสิ หัวหน้า ฉันเจ็บนะ!”
ปกติหยางหลีเหว่ยเป็นผู้ชายที่เงียบขรึมและสุภาพ เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะทำตัวรุ่มร่าม เมื่อครู่เขาดูเหมือนจะเมาอยู่บ้างแต่ก็ไม่น่าจะถึงกับพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง
“เจ้ายังจะเสแสร้ง สุรามงคลของสกุลหลี่ต้องมิใช่ของดีอยู่แล้ว!”
เขาเหวี่ยงเธอจนม้วนตัวไปบนเตียงหนึ่งรอบ พลันความจำของเจ้าของร่างเดิมก็ผุดขึ้นมา คืนนี้เป็นงานวิวาห์ของหลี่หยวนหยวนกับหนิงเฉิงอ๋องหยางหลีเหว่ย
“คุณไม่ใช่หัวหน้าหยางนี่!” ติงหยวนหยวนตกใจจ้องหน้าเจ้าบ่าว
แคว่ก!
มือใหญ่ของเขาแหวกสาบเสื้อนางออกจากกันอย่างแรงจนแขนเสื้อฉีกขาด ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ใบหน้ากลายเป็นสีชาด มือนั้นสั่นเล็กน้อย
“อย่ามาเรื่องมาก คืนนี้ข้าจะเข้าหอให้สมใจเจ้า”
ยังไม่ทันจะได้อ้าปากถาม ริมฝีปากบางของเขาก็ทาบลงมาติงหยวนหยวนรู้สึกว่าร่างกายของตนเองร้อนระอุ พอร่างเธอถูกรั้งเข้าไปแนบชิดกับเขาก็คล้ายถูกหลอมละลาย ความอุ่นร้อนและแข็งกร้าวทำให้ใจของเธอเต้นระส่ำราวกับจะกระเด็นออกมานอกอก เธอลูบไล้และรัดรึงเขาราวกับจะเรียกร้องให้เขาเชยชมร่างกายของเธอ
“สตรีไร้ยางอาย!” หยางหลีเหว่ยกัดฟันกรอด หากเขาไม่ยอมดื่มสุรามงคลผสมยาบัดซบนั่น เขาคงจะหลับนอนกับนางไม่ลง
...หลี่หยวนหยวน สตรีอย่างเจ้า ไม่คู่ควรจะอยู่เคียงข้างข้า...
ภายใต้ม่านมุ้งโปร่งบางสีแดง สองหนุ่มสาวร่วมรักอย่างเร่าร้อนราวกับกำลังปลดปล่อยความรู้สึกอัดอั้นที่เก็บไว้นานแสนนาน ด้านนอกเรือนหอสายฝนกำลังโปรยปรายและกลายเป็นกระหน่ำซัดสาดกลบเสียงร้องครวญครางของคู่ข้าวใหม่ปลามัน
“ฉันเจ็บ...เจ็บนะ!” ติงหยวนหยวนที่ถูกล่วงล้ำในร่างกายอย่างฉับพลันร้องขึ้นมา
หยางหลีเหว่ยขบกรามแน่น เขาไม่ได้เห็นใจนาง แต่พอนางเกร็งร่างเขาจำต้องระวังมิให้ตนเองได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย เขาก้มลงมองใบหน้าของนางแล้วก็นึกโมโหจนต้องใช้มือใหญ่ทาบปิดใบหน้าของนาง
“อย่ามองข้า!” เขาผลักให้นางหันไปอีกทางหนึ่ง ก่อนจะผลักดันตัวตนเข้าไปจนแนบชิด
ติงหยวนหยวนถูกเขาพาโลดโผนอยู่บนคลื่นแห่งอารมณ์ปรารถนาจนเสร็จสมอารมณ์หมายไปคราหนึ่ง ทว่าร่างใหญ่ที่แข็งแกร่งกลับไม่ปล่อยให้นางได้พักผ่อน
“เจ้าเป็นคนเรียกร้องสิ่งนี้ เช่นนั้นข้าจะสนองให้เจ้าจนกว่าข้าจะพอใจ” เสียงเขาคำรามอยู่เหนือใบหู
จากนั้นติงหยวนหยวนก็คล้ายอยู่บนเรือน้อยท่ามกลางคลื่นลมโหมกระหน่ำ แม้จะได้มองใบหน้าของชายที่ตนเองแอบชอบอย่างใกล้ชิดบนเตียงอย่างที่ไม่คิดว่าจะมีโอกาส แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมิได้หวานชื่นอย่างที่ฝันเอาไว้ เขาไม่อ่อนโยนเลยสักนิด น่าแปลกที่เธอเองก็กอดรัดเขาไม่ปล่อย
กระทั่งจวนรุ่งสาง ทั้งสองจึงผล็อยหลับไป
สายวันนั้นติงหยวนหยวนลืมตาขึ้นก็เห็นสาวใช้สองคนกำลังเก็บเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ผู้ชายที่เหมือนหัวหน้าหยางราวกับแกะคนนั้นหายตัวไปแล้ว ผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่ชวนให้นึกถึงเรื่องวาบหวามเมื่อคืน เธอเขากับเขา...กว่าจะยุติลงได้ก็ปาเข้าไปเท่าจำนวนนิ้วบนมือข้างหนึ่ง
กลิ่นอายบนเตียงชวนให้ใบหน้าของเธอร้อนผ่าว อยู่มาจนอายุสามสิบปีกลับต้องมีครั้งแรกแบบไม่ได้ตั้งใจ ซ้ำฝ่ายชายยังไม่ทนุถนอมเลยสักนิด
“หวางเฟย[1]เจ้าคะ รีบลุกขึ้นอาบน้ำเถิด ท่านยังต้องไปคารวะน้ำชาไท่เฟยนะเจ้าคะ”
ติงหยวนหยวนลุกพรวดพราดขึ้นมานั่ง หญิงสาวหยิกหลังมือและแก้มตนเองหลายครั้ง พอรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝันเธอก็แตกตื่น
‘ไม่ใช่ฝัน นี่มันเรื่องบ้าอะไร คงไม่ใช่ทะลุมิติมาหรอกนะ’
พลันเธอก็จดจำได้ว่าเจ้าของร่างนี้คือหลี่หยวนหยวน หญิงสาวผู้มีชื่อเหมือนกับตนแต่ต่างแซ่
ตอนนี้เธอกลายเป็น ‘หลี่หยวนหยวน’ หญิงสาวอายุสิบเจ็ด คุณหนูใหญ่สกุลหลี่แห่งแคว้นต้าหลงที่หลงใหลคลั่งไคล้ในตัวหนิงเฉิงอ๋อง ท่านป๋อหลี่หรือหลี่เหวินจั๋วหวังให้บุตรสาวสติปัญญาน้อยผู้นี้มีที่พึ่งพิงจึงบีบบังคับหนิงเฉินอ๋องให้แต่งงานกับหลี่หยวนหยวนแลกกับยาสูตรลับของตระกูล
เธอก้มลงสำรวจร่างกายที่ไม่ใช่ของตนอีกครั้งหนึ่ง เรือนร่างนี้ช่างงดงามสะโอดสะองต่างจากตัวเธอที่เป็นติงหยวนหยวนอวบอ้วนผู้นั้น
‘ใช้ได้นะนี่ ทะลุมิติมาก็อยู่ในร่างคนสวย แบบนี้ถือว่าเข้าท่า’
“หวางเฟย เร็วเข้าเถิดเจ้าค่ะ น้ำผสมกำลังพอดี” ไป๋ซวงร้องเร่ง
หญิงสาวลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมที่สาวใช้ยื่นให้ ปากก็เอ่ยถามถึงคนที่ร่วมเตียงเมื่อคืน “ท่านอ๋องไปไหนแล้ว”
“ออกไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเจ้าค่ะ บอกว่าจะรอที่ศาลาริมสวนหน้าเรือนไท่เฟย ท่านรีบเถิด หากช้าชักเกรงว่าท่านอ๋องจะ.....” ไป๋ซวงเป็นสาวใช้คนสนิทที่ตามมาจากจวนสกุลหลี่ นางร้อนใจที่นายหญิงถูกสามีรังเกียจตั้งแต่วันแรกหลังการแต่งงาน
[1] หวางเฟยหรือพระชายาเป็นตำแหน่งภรรยาเอกของท่านอ๋อง
*****************
ไรเตอร์แนะนำ...ติดตามได้ทางแฟนเพจเฟสบุ๊ก "เอสเต้และซีฟางกั๋วเจีย"
แม้โจวฮ่องเต้สั่งประหารหลิวกงกงกับขันทีอีกสองคนในอีกเจ็ดวัน ทว่ากลับลอบส่งขันทีผู้หนึ่งให้นำสุราพิษไปมอบให้หลิวกงกงในคุกหลวง ครั้นเห็นขันทีที่นำสุราพิษมามอบให้ตน หลิวกงกงถึงกับหัวร่อ “ไฉกัง ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าคนที่หักหลังข้าจะเป็นเจ้า” ขันทีที่ร่วมมือกับหลิวกงกงมาโดยตลอดยกยิ้มมุมปาก ในใจวาดหวังว่าตนเองจะได้รับการแต่งตั้งเป็นกงกงแทนคนแซ่หลิวที่โลภมากจนตัวตายผู้นี้ “กงกง อย่าโทษข้าเลย ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะท่านเอง ทองคำพวกนั้น ท่านไม่ยอมแบ่งปันให้ข้า ทีแรกข้าคิดว่าข้าช่างโชคร้ายและท่านก็แสนจะใจแคบ แต่ตอนนี้กลับคิดว่าเป็นความโชคดี ไม่เช่นนั้นคนที่จะต้องอยู่ในนี้อีกคนคงต้องเป็นข้า” ไฉกังเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เหอะ!” หลิวกงกงเงยหน้าขึ้นฟ้า หยาดน้ำตาที่เคลือบวาววับบนดวงตาพลันกลิ้งมาตามร่องแก้ม เขาถอนหายใจแรง ยกมือขึ้นตบอกตนเองสองสามครั้ง“ท่านทำใจเสียเถิด” ขันทีไฉยื่นถาดสุราพิษมาข้างหน้าเพื่อให้หลิวกงกงรีบรับไป“นี่คงเป็นสิ่งพระราชทานสิ่งสุดท้ายสำหรับข้าสินะ ฮ่าๆ ไม่คิดเลย ข้าที่รับใช้ฝ่าบาทมาทั้งชีวิต ยอมทำทุกอย่างที่จะส่งให้พระองค์ขึ้นสู่บัลลั
“ฝ่าบาท! กระหม่อมผิดไปแล้ว พ่ะย่ะค่ะ” หลิวกงกงได้แต่หวังว่าฮ่องเต้จะทรงเห็นแก่ที่เขารับใช้มาหลายปียอมเว้นโทษตายให้ “เจ้ารับทองคำจากสกุลต้วนก็เพราะเอาข่าวจากเจิ้นไปบอกต้วนกุ้ยเฟยใช่หรือไม่!” “ฝ่าบาท! โปรดเมตตากระหม่อมด้วย” โจวฮ่องเต้ร้องหึขึ้นคำหนึ่ง “เจ้าผิดต่อความไว้วางใจของเจิ้น กล้านำเรื่องที่สำคัญของบ้านเมืองไปหาผลประโยชน์ใส่ตัวยังจะกล้าขอความเมตตาจากข้าอีก”“ทหาร! นำตัวหลิวกงกงไปขัง อีกเจ็ดวันประหารเสีย” “ฝ่าบาท! ได้โปรดไว้ชีวิตกระหม่อมด้วย เห็นแก่ที่กระหม่อมรับใช้ฝ่าบาทมาหลายปี อย่าประหารกระหม่อมเลย พ่ะย่ะค่ะ” หลิวกงกงร้องเสียงหลง โจวฮ่องเต้พระพักตร์บึ้งตึงโบกมือไล่ให้ทหารนำตัวหลิวกงกงออกไป “เอาหลิวกงกงกับขันทีพวกนี้ไปขังเสีย”“ฝ่าบาท! โปรดเมตตาด้วย พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีทั้งสามร้องขึ้นพร้อมกันหลิวกงกงตกใจจนปัสสาวะราด กลิ่นนั้นโชยไปทั่วท้องพระโรง เหล่าขุนนางพากันส่งเสียงฮือฮายกมือปิดจมูกปิดปากกันพัลวัน หยางหลิวเหว่ยยกมือบีบจมูกพลางหันไปบอกพี่สาว “จากนี้ไปโจวจื่ออี้คงจะเริ่มระแวงสกุลต้วน แต่เรื่องของพวกเราเริ่มต้นจากหลิวกง
หลิวกงกงหน้าเสียคุกเข่าลงต่อหน้าโจวฮ่องเต้ทันที “ฝ่าบาท! ไม่จริงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ได้ทำเช่นนั้น”หนานกงโจวที่เตรียมตัวรออยู่แล้วจึงออกมากราบทูล “ฝ่าบาท สิ่งที่องค์หญิงหยู่จ้านกล่าวเมื่อครู่เป็นความจริง กระหม่อมมีพยานพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้พระพักตร์ซีดเผือด เหลือบทอดพระเนตรหลิวกงกงที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเลยไปทอดพระเนตรเหล่าขุนนางที่ยืนเรียงรายอยู่ในท้องพระโรง‘หากถึงคราวคับขันอาจจำต้องสละคนผู้นี้เสีย’ “ใต้เท้าหนานกง เจ้ามีพยานมาจากที่ใดหรือ”“กราบทูลฝ่าบาท ผู้ที่เป็นพยานกล่าวโทษหลิวกงกงก็คือ หัวหน้ากับรองหัวหน้าสำนักตรวจฎีกา พ่ะย่ะค่ะ”“หือ! พวกเขาคือนักโทษมิใช่หรือ”“เป็นเช่นนั้น พ่ะย่ะค่ะ พวกเขากระทำความผิดจริง แต่เรื่องทั้งหมดทำไปเพราะคำสั่งของหลิวกงกง กระหม่อมขอเบิกตัวคนทั้งสองมายืนยันเรื่องนี้ด้วยตนเอง พ่ะย่ะค่ะ”ในใจของโจวฮ่องเต้พลันรู้สึกตระหนก ลอบส่งสัญญาณให้กับองครักษ์ลับที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะเอ่ยปากอนุญาตกับหนานกงโจว“ได้! ให้คนไปนำตัวพวกเขาเข้ามา”“พ่ะย่ะค่ะ” หนานกงโจวค้อมศีรษะเคารพ เฉาอี้เฉินกับฟางอี้ควนถูกนำตัวเข้ามาในท้องพระโรง คนทั้งสองถูกล่ามตรวนที่ข้อม
เช้าวันนี้หลิวกงกงเผลอทำถ้วยน้ำชาตกแตกไปหนึ่งใบ ครั้นก้มลงมองเศษกระเบื้องบนพื้นเหล่านั้น เขาก็รู้สึกคล้ายแผ่นหลังเย็นเยียบขึ้น ‘คงมิใช่ลางร้ายหรอกกระมัง นี่มัน...ถ้วยน้ำชาพระราชทานเลยนะ เมื่อวานส่งคนไปกำจัดสองคนนั้นแล้ว น่าจะไม่มีปัญหา’ ขันทีอาวุโสได้แต่ปลอบใจตนเอง ลึกๆ แล้วก็รู้สึกหวั่นเพราะขันทีไฉไม่เคยปล่อยให้เขาต้องรอฟังข่าวนานเช่นนี้ ขันทีน้อยเข้ามาเตือนหลิวกงกงว่าใกล้เวลาที่จะต้องไปรับใช้ฮ่องเต้ก่อนออกว่าราชการแล้ว “ข้าไปเอง เจ้ารีบเก็บเศษถ้วยน้ำชาพวกนั้นให้เรียบร้อย เอาไปฝังเสีย อย่าให้ผู้ใดเห็นเล่า แล้วก็รีบตามไปหาข้า” “ขอรับ”ขันทีน้อยเหลือบมองตามปลายนิ้วของหลิวกงกง ครั้นเห็นเศษถ้วยน้ำชาบนพื้นก็ตกใจเพราะนั่นคือถ้วยน้ำชาพระราชทานจากฮ่องเต้ หากมีผู้รู้ว่าทำของพระราชทานตกแตกเสียหาย อาจจะถูกใส่ร้ายว่าลบหลู่เบื้องสูง โทษนี้หนักหนานัก ขันทีน้อยรีบไปหยิบผ้าผืนหนึ่งหมายห่อแล้วเอาไปฝังที่หลังเรือน ในท้องพระโรงเช้าวันนี้ เจ้ากรมกลาโหมกราบทูลโจวฮ่องเต้ถึงการกลับมาเมืองหลวงของอ๋องสองพ่อลูกสกุล หยาง ทำให้เหล่าขุนนางพากันตื่นเต
พ่อบ้านสกุลชุยรีบให้บ่าวรับใช้เข้าไปประคอง ชิวอี้เซ่อ “เดี๋ยวข้าให้คนนำคุณชายใหญ่ชิวไปพักผ่อนเอง” บ่าวรับใช้สกุลชิวพยักหน้ารับ “เช่นนั้นฝากท่านพ่อบ้านด้วย ข้าจะรอคุณชายรองอยู่ที่นี่ เห็นว่าจะไปห้องน้ำขอรับ” “ไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลคุณชายของเจ้าอย่างดี” ชิวอี้เซ่อถู
“หยุดนะ!” เสียงตวาดนั้นฟังดูคุ้นหู “ทำไมรึ พวกท่านสองคนมิได้สวมเสื้อผ้ากันอยู่หรือไร คุณชายใหญ่ชิว นี่ท่านต้องการนางถึงขนาดลอบทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้เลยหรือ” “ฮูหยินน้อยซาง เจ้าช่างปากดีเหลือเกิน” ทุกคนที่ได้ยินประโยคนั้นพากันชะงัก กอปรกับโคมไฟถูกนำเข้ามาในห้องพร้อ
เซียวหว่านเห็นว่าตนเองชื่อเสียงตกต่ำและต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากยากจะฟื้นฐานะ จึงใคร่ครวญเรื่องที่เกี่ยวกับตนเองอยู่ในห้องนอนอย่างจริงจัง ‘โลกยุคโบราณงี่เง่าจริง เอะอะก็กักบริเวณ เรื่องซุบซิบนินทาข้างนอกก็หนาหู ถ้าเป็นที่บริษัทต่อให้มีคนนินทาก็เชิดหน้าใส่ได้ แต่อยู่ที่นี่กลายเป็น
“ข้าได้ยินว่าเจ้าออกนอกเมืองมากับหนานกงโจว สงสัยว่าเจ้าจะมาที่บ้านหลังนี้จึงได้ตามมา เพราะคราก่อนเกิดเรื่องร้ายขึ้นที่นี่ เกรงว่าเจ้าจะเป็นอันตราย คนร้ายคราวก่อนอาจจะย้อนกลับมาอีก” อันที่จริงหยางหลีเหว่ยเกรงว่านางกับหนานกงโจวจะมีช่วงเวลาอันแสนวิเศษด้วยกันต่างหาก เขาไม่ต้องการให้นา











