로그인ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาเพราะเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังเข้าสู่โสตประสาท จึงลุกขึ้นจากเตียงอย่างรีบเร่ง เนื่องจากเขามีนัดตรวจคนไข้ในเช้านี้ ทิวากรรีบหยิบเสื้อผ้าที่ตกอยู่ตามพื้นขึ้นมาสวมใส่แล้วหันไปมองหญิงสาวที่ยังคงหลับใหลอยู่ ก่อนจะออกไปเขาไม่ลืมที่จะปลุกเธอเพื่อบอกสิ่งสำคัญที่เธอต้องไปจัดการ
“คุณ อย่าลืมกินยาคุมฉุกเฉินด้วยนะ” ชายหนุ่มพูดออกมาเสียงดัง เขารู้ดีว่าการรับประทานยาชนิดนั้นอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของฝ่ายหญิง แต่ในเมื่อมันเป็นเหตุสุดวิสัยจึงจำเป็นที่จะต้องป้องกันไว้ก่อน
“อื้อ” หญิงสาวรู้สึกรำคาญเมื่อได้ยินเสียงของใครบางคนพูดอยู่ข้างหู
“เฮ้ อย่าลืมนะ” เขาย้ำเตือนเธออีกครั้ง
“อือ” มิลินตอบรับส่งๆ
“ถ้าอย่างนั้นผมไปก่อน” เขาพูดเสร็จรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปทันที
ช่วงบ่ายของวัน...
หญิงสาวลืมตาขึ้นมาอัตโนมัติแล้วหันไปมองรอบๆ ด้วยความตกใจ เมื่อตั้งสติได้รีบพยุงร่างกายที่รู้สึกร้าวระบมไปทั้งตัวขึ้นนั่ง เธอไล่สายตาก้มมองสภาพตัวเองพลางนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดูจากสภาพก็รู้ว่าเมื่อคืนเธอทำอะไรลงไป แถมยังจำใบหน้าคนที่เธอนอนด้วยไม่ได้อีก พยายามนึกยังไงก็นึกไม่ออกจึงนั่งทึ้งผมแล้วตำหนิตัวเองอย่างหัวเสีย
“บ้าไปแล้ว มิลิน”
ไม่รอช้า เธอรีบลุกขึ้นแต่งตัวแล้วมุ่งหน้าไปยังร้านขายยา อย่างน้อยๆ ควรป้องกันตัวเองไว้ก่อน ถึงแม้ไม่รู้ว่าชายหนุ่มคนนั้นจะมีโรคร้ายอะไรหรือเปล่า
มิลินรับยาคุมฉุกเฉินมาจากเภสัชกรแล้วรีบใส่มันลงในกระเป๋าสะพาย จากนั้นเธอเดินไปโบกแท็กซี่เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน ไม่นานรถก็มาจอดบริเวณรั้ว ซึ่งมีผู้ชายสามคนกำลังขนของออกมาจากในตัวบ้านและกระเป๋าที่ชายคนนั้นลากออกมาก็เป็นกระเป๋าเดินทางของเธอเอง
“พวกคุณมาทำอะไรคะ” เธอถามชายคนหนึ่งในสามคนนั้นด้วยความสงสัย
“คุณวายุที่เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ให้ผมมาขนของคุณออกไปครับ” ชายคนนั้นพูดน้ำเสียงสุภาพ
หญิงสาวได้ยินถึงกับชะงัก หน้าถอดสีทันที
“ฉันขอโทรคุยกับวายุสักครู่นะคะ”
เขาพยักหน้า
หญิงสาวควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าแต่กลับไม่มีมันอยู่ในนั้น เธอคงทำตกไว้ที่ไหนสักแห่งเป็นแน่ มิลินคิดแล้วถอนหายใจพรืดออกมาในความซวยซ้ำซวยซ้อนของตัวเอง
“ฉันขอยืมมือถือหน่อยได้มั้ยคะ” เธอตัดสินใจยืมของชายตรงหน้า
หญิงสาวโทรไปเบอร์ตัวเองแต่กลับไม่มีสัญญาณตอบรับ จากนั้นต่อสายหาวายุเพื่อถามเรื่องบ้านกับเขา ไม่นานชายหนุ่มก็รับสาย
(สวัสดีครับ)
“วายุ นี่มันเรื่องอะไรกัน” เธอถามเขาเสียงนิ่งอย่างข่มอารมณ์
(ยุ ให้คนพวกนั้นไปเอาของลินออกมาเอง แต่ยุส่งข้อความไปบอกตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะ ว่าจะใช้บ้านหลังนั้นเป็นเรือนหอของยุกับไลลา) ชายหนุ่มที่ได้ยินเสียงปลายสายก็จำได้ทันที เขาบอกเธอด้วยน้ำเสียงไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
“ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอ แล้วลินจะไปอยู่ที่ไหน” มิลินถามอดีตคนรักด้วยหัวใจที่เจ็บปวด น้ำใสๆ เริ่มปริ่มบริเวณขอบตา
(แต่บ้านหลังนั้นเป็นของยุ ยุจะทำอะไรกับมันก็ได้)
“ถ้าอย่างนั้นก็เอารถมาคืนลินสิ”
(ยุขายมันไปแล้ว)
“เหอะ! ไม่อยากจะเชื่อ ลินรักคนแบบนี้ไปได้ยังไง” เธอแค่นหัวเราะ
มิลินรับรู้ถึงความเงียบของคนปลายสาย เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วพูดขึ้น
“ขอถามอะไรหน่อยสิ ทำไมถึงทำแบบนี้ ลินทำอะไรผิดเหรอ แล้วแอบคบกับเธอคนนั้นมานานแค่ไหน” หญิงสาวถามเขาเสียงเบาหวิว ทุกคำถามล้วนทำให้เธอเจ็บปวดและรู้ดีว่าคำตอบที่ได้อาจจะทำให้มันเจ็บขึ้นอีกหลายเท่า
(ลินไม่ได้ผิดอะไร ยุผิดเองที่ไปหลงรักเธอคนนั้น ยุนอกใจลินมาเป็นปีแล้ว)
หลังจากได้ยินคำพูดของเขา ก้อนสะอื้นจุกอยู่ในลำคอจนเธอต้องเงียบอยู่นาน เธอรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังจมน้ำ จมดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ จนหายใจไม่ออก
“มีอะไรที่ลินต้องรู้อีกหรือเปล่า” เธอเปล่งเสียงถามเขาอย่างยากลำบาก
(ไม่มี)
“อืม เข้าใจแล้ว ลินจะไม่มาเหยียบที่นี่อีก”
พูดเสร็จหญิงสาวก็กดตัดสายแล้วเดินเอาโทรศัพท์มือถือไปคืนชายคนนั้น
“ขอบคุณนะคะ”
“พวกผมเก็บของตามที่คุณวายุสั่งแล้วนะครับ ว่าแต่คุณจะเข้าไปเอาอะไรเพิ่มรึเปล่าครับ”
“ไม่แล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”
หญิงสาวยืนมองบ้านสไตล์โมเดิร์นสองชั้นหลังใหญ่ตรงหน้าผ่านม่านน้ำตา มันเคยเต็มไปด้วยความสุข ความอบอุ่นและความผูกพัน
เธอคิดมาตลอดว่าชายหนุ่มเองก็อยากใช้ชีวิตคู่ไปด้วยกันกับเธอ หญิงสาวมีวายุเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจหลังจากมารดาของเธอเสียชีวิตลงด้วยโรคร้าย เมื่อสามปีก่อน แม่ของเธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่สุดแสนจะเข้มแข็งและไม่เคยร้องไห้ให้เธอเห็นเลยสักครั้ง แม้วันสุดท้ายที่จากไป ผู้เป็นมารดายังคงส่งรอยยิ้มให้เธอเพื่อเป็นการบอกลา
วายุเป็นคนที่คอยอยู่ข้างๆ เธอทุกสถานการณ์ในชีวิต แต่วันนี้คนๆ นั้น กลับไม่ได้ต้องการที่จะยืนข้างๆ เธออีก ผู้ชายที่เธอคิดว่ารู้จักเขาดีกลับกลายเป็นว่าแทบจะไม่รู้จักเขาเลย เธอไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อนเพราะไว้ใจและเชื่อใจเขาอย่างสุดหัวใจ
มิลินย้ายเข้ามาอยู่ห้องเช่าเล็กๆ ใกล้กับสนามบิน เธอเลือกที่นี่เพราะงานที่เธอทำแทบจะไม่ได้นอนอยู่ห้อง และช่วงนี้ตารางบินของเธอก็ค่อนข้างแน่น จึงไม่อยากเช่าห้องแพงๆ ทิ้งไว้ให้เปลืองเงิน จะได้นำเงินส่วนนั้นเก็บไว้ซื้อบ้านสักหลัง
เธอรู้สึกเหมือนตัวเองไม่เหลืออะไรในชีวิต หญิงสาวนั่งจัดเก็บของเข้าที่เข้าทางด้วยหัวใจเลื่อนลอย เธอรู้ว่าตอนนี้แผลที่ถูกกระทำมันยังสด แต่เธอคิดว่าสักวันมันจะหายไป มันจะหายในสักวัน...
หมอหนุ่มที่พึ่งเสร็จจากการตรวจคนไข้เอนกายพิงเก้าอี้อย่างหมดแรงหลังจากได้พัก เขาหยิบโทรศัพท์มือถือของหญิงสาวที่ตกอยู่ในรถขึ้นมาเปิดเครื่อง เมื่อเห็นว่าแบตเตอรี่เต็มแล้วและคิดว่าเธอคงโทรเข้ามาเพื่อตามหาโทรศัพท์มือถืออย่างแน่นอน หน้าจอสว่างขึ้นโชว์รูปของคู่รักที่ถ่ายด้วยกัน รอยยิ้มหวานของเธอดูมีความสุขต่างจากตอนนี้ลิบลับ เขาไม่ได้สนใจอะไรที่มากกว่านั้นจึงวางมันลงบนโต๊ะอีกครั้ง แต่มีข้อความเด้งขึ้นมารัวๆ จนต้องหันไปมองและอ่านมันอย่างเสียมารยาท
วายุ : ‘ลิน ยุจะเอาบ้านหลังนั้นเป็นเรือนหอ เลยอยากให้ลินขนของออกไป ก่อนเที่ยงพรุ่งนี้’
ทิวากรเห็นข้อความถึงกับขมวดคิ้วเพราะไม่คิดว่าผู้ชายคนนั้นจะทำถึงขนาดนี้ ‘เอาบ้านที่เคยอยู่ด้วยกันไปเป็นเรือนหอของตัวเองกับผู้หญิงคนใหม่อย่างนั้นเหรอ แล้วตอนนี้เธอจะเป็นยังไงบ้างนะ’ หมอหนุ่มคิดในใจ
ในเวลาต่อมา เขาต้องออกไปประชุมกับทีมแพทย์จึงฝากโทรศัพท์มือถือของหญิงสาวไว้กับพยาบาลเผื่อว่าเธอจะติดต่อกลับมา
“แล้วอลิสไม่พยายามตรงไหน มึงสองคนก็พยายามด้วยกันทั้งนั้น และตอนนี้พวกมึงควรคุยและเป็นกำลังใจให้กันและกันมากกว่าจะมาใส่อารมณ์กันแบบนี้” อาร์เดลพยายามพูดให้มาเฟียหนุ่มได้คิดตามทั้งสองจะได้ไม่ต้องมีปัญหากัน“มึงไม่ใช่กู มึงก็พูดได้สิ” เขามองสองหนุ่มด้วยใบหน้าบึ้งตึง“ไอ้นี่แม่ง” อาร์เดลเห็นท่าทางของเขาก็รู้สึกเหนื่อยหน่าย“กูไม่อยากคุยกับพวกมึงแล้ว”เคลย์ตันพูดเสร็จก็เดินไปทันทีโดยไม่สนใจอาร์เดลและไนล์ที่มองตามเขาไปพร้อมกับส่ายหัว“เดี๋ยวมันก็เป็นหมา เชื่อเถอะ” ไนล์หัวเราะในลำคอเบาๆอลิสใส่ชุดนอนสายเดี่ยวสีดำสุดเซ็กซี่เดินออกมาจากห้องน้ำแล้วนั่งลงบนเก้าอี้โต๊ะเครื่องแป้ง หญิงสาวใช้ครีมบำรุงผิวลูบไล้ไปทั่วผิวกายเนียนละเอียดของเธอ จากนั้นก็หยิบชุดคลุมขึ้นมาสวมใส่การกระทำของหญิงสาวตกอยู่ในสายตาของมาเฟียหนุ่มที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาเหลือบมองหญิงสาวตั้งแต่เธอเดินออกมาจากห้องน้ำแล้ว และเมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะเปิดประตูห้องออกไปเขาจึงถามขึ้นเสียงราบเรียบ“จะไปไหน”“ไปนอนห้องอื่น”“ไม่ให้ไป” เขารีบลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วไปยืนขวางประตูไว้“หลีกไป” เธอพยายามดันตัวเขาให้ถอยออกไป แต่แรงที่เธอม
“มิเกล แม็กซ์เวลล์” อลิสเรียกคนทั้งสองที่กำลังเดินเข้ามาแล้วรีบลุกขึ้นไปรับเด็กชายมาอุ้มด้วยความคิดถึง คาเทียร์ที่เคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้างก็พอจะรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร“สวัสดีค่ะ เกลพาแม็กซ์มาหาอลิสและเห็นว่ามาร์ตินคลอดแล้วจึงซื้อของเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก” เธอหันไปทักทายคุณแม่มือใหม่อย่างเป็นมิตรแล้วเดินไปวางของที่นำมาให้ลงข้างๆ พร้อมนั่งลง“ไม่เห็นต้องลำบากเลย ขอบคุณนะคะ” คาเทียร์ตอบกลับเธอด้วยความเกรงใจ“ไม่ลำบากเลยค่ะ” เธอส่งยิ้มให้กับคาเทียร์“คิดถึงแม็กซ์จังเลย” เธอกดจมูกลงบนแก้มป่องๆ ของเด็กน้อย ทำให้เขาหัวเราะร่วนด้วยความชอบใจ“เกลมีของมาฝากอลิสกับคุณเคลย์ตันด้วยนะ” เธอวางถุงผ้าไว้ตรงหน้าพร้อมกับหยิบขวดใสที่บรรจุน้ำสีอำพันออกมา“ยาสมุนไพร เห็นว่ากำลังพยายามมีเบบี้กันอยู่ใช่มั้ย พอดีเกลไปได้สูตรมาจากคนรู้จักที่เขาก็อยากมีลูกและตอนนี้พวกเขาสมหวังไปแล้ว”“ขอบคุณมากเลยนะ”อลิสพูดอย่างซาบซึ้งใจเพราะตั้งแต่พวกเขาพยายามที่จะมีลูกน้อย คนรอบข้างก็คอยให้คำแนะนำและซื้อนั่นซื้อนี่มาฝากเป็นประจำ แม้กระทั่งพ่อแม่ของเธอที่ส่งยาสมุนไพรมาให้จากไทยตลอด พวกท่านพึ่งกลับไปเมื่ออาทิตย์ก่อนและอีกไม่นานก็คงจะก
เสียงของคาเทียร์ที่ดังขึ้นทำให้พวกเขารีบหันไปมองพร้อมกัน“ที่รักเป็นอะไร ปวดท้องจะคลอดเหรอ” อาร์เดลถามอย่างตกใจ“ลูกดิ้นแรงไปหน่อยค่ะ” คุณแม่ยังสาวพูดแล้วยิ้มแหยๆเพราะทำให้คนอื่นตกใจ“เบาๆกับคุณแม่หน่อยสิครับเจ้าลูกชาย” อาร์เดลใช้มือสัมผัสกับหน้าท้องของผู้เป็นภรรยาเบาๆและรับรู้ได้ถึงสิ่งมีชีวิตที่ดิ้นอยู่ในนั้น เขายิ้มออกมาอย่างมีความสุขมาเฟียหนุ่มมองว่าที่คุณพ่อคุณแม่ตรงหน้าแล้วหันไปพูดกับหญิงสาวข้างกาย“ผมอยากมีความรู้สึกแบบนั้นบ้าง เรารีบไปกันเถอะ” เขาลุกขึ้นแล้วกระตุกมืออลิสเบาๆ เธอทำตามอย่างว่าง่าย ทั้งสองเดินออกไปจากตรงนั้นโดยมีอาร์เดลตะโกนไล่หลังไป“ขอให้สมหวังนะเว้ย”เมื่อเข้าไปในห้องพักของโรงแรมหรู พวกเขาต่างถอดเสื้อผ้าของตนเองออกอย่างรู้หน้าที่ จากนั้นมาเฟียหนุ่มก็ต้อนร่างกายที่เปลือยเปล่าของเธอไปยังเตียงนอนเขาขึ้นคร่อมร่างเล็กแล้วโน้มตัวลงไปชิมริมฝีปากหวานและซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่นพร้อมขบเม้มมันเบาๆ จากนั้นเขาเลื่อนลงมาใช้ลิ้นร้อนแตะลงไปบนยอดถันสีชมพูอ่อนแล้วดูดดึงมันอย่างหิวโหยจนหญิงสาวบิดกายเร่าพร้อมความต้องการที่มากล้นจนต้องส่งเสียงออกมา“อ๊าส์”เสียงหวานที่เปล่งออกมาจากปา
ลูกน้องคนสนิทที่หลับใหลไปหลายชั่วโมงลืมตาขึ้นมาก็เห็นเจ้านายของเขานั่งคิ้วขมวด ส่วนหญิงสาวข้างๆ ก็มีใบหน้ากังวลไม่ต่างกัน“หมอบอกว่าผมรอดตายแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมทำหน้าแบบนั้นกัน เอ๊ะ หรือผมตายไปแล้ว” ไนล์พูดอย่างล้อเล่น เมื่อมองอาการของคนทั้งสอง“ไนล์ ฮึก” อลิสที่ได้ยินรีบเดินเข้าไปหาเขาแล้วปล่อยโฮอีกครั้งตามด้วยเคลย์ตันที่เดินมาหยุดยืนข้างๆ เตียง“ทำไมถึงทำแบบนั้น” เคลย์ตันถามลูกน้องคนสนิทออกไป“ถ้าผมไม่ทำแบบนั้นกระสุนคงจะฝังไปที่คุณอลิสแทนนะสิครับ”“แล้วนายมาบังฉันไว้ทำไม ดูสิต้องมาเจ็บแบบนี้” หญิงสาวปาดน้ำตาออกลวกๆ“ก็ถ้าคุณอลิสเป็นอะไรไป เพื่อนของผมคงอยู่ไม่ได้” คำว่าเพื่อนที่หลุดออกมาจากปากของไนล์ ทำให้เคลย์ตันถึงกับชะงักแม้ทั้งสองจะเป็นเพื่อนกันก็จริง แต่ไนล์มักจะปฏิบัติกับมาเฟียหนุ่มแบบเจ้านายกับลูกน้องตั้งแต่เหตุการณ์ของโลแกนในครั้งนั้น เพราะเขารู้ว่าเคลย์ตันเป็นคนอ่อนไหวกับคำว่าเพื่อนมากขนาดไหน มาเฟียหนุ่มกลัวว่าเมื่อใช้คำนี้เขาจะสูญเสียคนๆ นั้นไปและเขาไม่อยากเสียเพื่อนอย่างไนล์ไปอีกคน“ต่อไปนี้ไม่ต้องเรียกกูว่านายแล้ว เรียกเหมือนเมื่อก่อนได้เลย” อลิสยืนมองทั้งสองคุยกันอย่างแป
สายลมพัดผ่านปะทะใบหน้าของหญิงสาวทำให้เธอหยุดพูดครู่หนึ่งหลังจากนั้นก็พูดต่อ“ตอนที่ฉันรู้ความจริงจากปากเคลย์ตัน ฉันตกใจมากเพราะไม่คิดว่าคุณจะทำถึงขนาดนั้น ตอนนั้นฉันคิดว่าเขาเป็นคนทำให้ฉันสูญเสียคุณไป แต่ฉันไม่เคยรับรู้เลยว่าเขาเองได้สูญเสียอะไรไปบ้างในชีวิต ฉันเข้าใจเขาผิดมาตลอดและเรื่องที่คุณทำกับฉัน ฉันยกโทษให้คุณทุกอย่าง เราจะได้ไม่มีอะไรติดค้างกันอีก ลาก่อน โลแกน”หญิงสาวพูดเสร็จก็วางดอกไม้ลงแล้วหันหลังเดินไปที่รถ เธอรู้สึกผิดกับมาเฟียหนุ่มอย่างสุดหัวใจ หญิงสาวเดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนลืมสังเกตว่ามีคนกำลังเดินตามเธอมา อยู่ดีๆ เธอก็รู้สึกเหมือนมีอะไรแข็งๆ ปะทะเข้าที่ก้านคอแล้วเธอก็สลบไปเอี๊ยดดดมาเฟียหนุ่มที่กำลังขับรถไปธุระข้างนอกเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน เมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทรายงานให้ฟัง เขารีบวนรถกลับไปแล้วเหยียบคันเร่งด้วยความเร็วเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ไนล์บอก เขาขับรถไปด้วยหัวใจสั่นระรัวหลังจากรับรู้ว่าหญิงสาวถูกผู้เป็นพ่อของแดเนียลจับตัวไปที่บ้านหลังหนึ่งเส้นทางที่เข้าไปล้วนเป็นป่าและดูน่ากลัว เขาจอดรถยังหน้าบ้านขนาดเล็ก แม้ว่าไนล์จะกำชับว่าให้คนของพวกเขามาก
“ผู้หญิงเขาบอกให้ปล่อย หูหนวกหรือไง” เสียงทุ้มต่ำที่แสนจะคุ้นเคยทำให้หญิงสาวถึงกับชะงักแล้วหันไปมองคนที่เดินเข้ามาใกล้ๆ“เคลย์ตัน” หญิงสาวเรียกเขาเสียงแผ่ว“มึงเป็นใคร แล้วมาเสือกอะไรด้วย” ชายคนนั้นปลดปล่อยอลิสให้เป็นอิสระแล้วหันไปทางเคลย์ตันอย่างเอาเรื่อง“มึงคงไม่อยากรู้หรอกว่ากูเป็นใคร” มาเฟียหนุ่มพูดเสียงเย็นแล้วหันไปสั่งลูกน้องที่อยู่ไม่ไกล“เอามันไปจัดการ”หลังจากลูกน้องของเขาได้พาชายหนุ่มคนนั้นออกไป มาเฟียหนุ่มก็ปรายตามองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วพูดขึ้น “แต่งตัวขนาดนี้มันคงคิดว่า..ขาย”“เคลย์” อลิสเรียกเขาเสียงเบาหวิว เธอไม่สนใจคำพูดเจ็บแสบของเขาก่อนหน้านี้ เธอเดินเข้าไปแล้วเตรียมจะกอดเขาด้วยความคิดถึงแต่มาเฟียหนุ่มเบี่ยงตัวหลบอย่างไร้เยื่อใย“เลิกเรียกผมแบบนั้นได้แล้ว”“ฉันพยายามโทรหาคุณ คุณก็ไม่รับ ไปหาที่เพนต์เฮาส์คนพวกนั้นก็ไม่ให้ฉันเข้าไป ตอนนี้ฉันได้กลับไปทำงานที่เดิมแล้วนะ”“อืม ดีใจด้วย” เขามองหน้าเธอแล้วพูดเสียงเรียบจากนั้นก็หันหลังให้เตรียมจะเดินออกไป แต่อลิสนึกขึ้นได้จึงถามเขาและคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาอาจจะตามเธอมา“คุณมาที่นี่ทำไม นัดเพื่อนไว้เหรอ”“มาธุระ” เขา
คนถูกถามรู้สึกตกใจไม่น้อยกับเสียงตะคอกของชายหนุ่มที่กำลังลุกขึ้นเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ สายตาของเขามีแววโกรธจัดอย่างเห็นได้ชัด มิลินลอบกลืนน้ำลายหนืดลงคอแล้วเปล่งเสียงกระท่อนกระแท่นออกมา“ไปธุระไง ฉันส่งข้อความไปบอกคุณแล้วนี่”“ธุระอะไรเวลานี้ หืม?” เขายังคงถามเธอด้วยน้ำเสียงเดือดดาล แม้จะพยายามข่มอารมณ์
“พูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า” ชายหนุ่มแกะแขนที่กอดเขาไว้แล้วหันกลับมามองใบหน้าแดงก่ำของเธอ ไล่ลงมาผ่านลำคอระหงหยุดอยู่ตรงเนินเนื้อที่โผล่ขึ้นมาพ้นบราลูกไม้สีขาวด้วยความรู้สึกวูบวาบมิลินไม่ตอบคำถามแต่กลับประกบริมฝีปากของเขาอย่างรวดเร็ว โดยชายหนุ่มไม่ทันได้ตั้งตัวแล้วสอดแทรกลิ้นร้อนที่มีความเฝื่อนขอ
L.B. Bar“เฮ้ย! ไอ้หมอ ทางนี้”นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของคนถูกเรียกหันไปทางเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ในมุมอับของร้านทิวากรหรือหมอทิว หมอหนุ่มวัยสามสิบเอ็ดปีที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำปลดกระดุมลงมาจนเห็นแผงอกกับกางเกงยีนขายาวสีซีด เดินมานั่งลงบนโซฟานุ่มตรงข้ามเพื่อน ใบหน้าหล่อเหลา ทว่าเรียบเฉยกลับดูมีเสน่ห์น่า
“เราเลิกกันเถอะ”หนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบแปดปีพูดน้ำเสียงราบเรียบ นัยน์ตาสีดำสนิทของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ราวกับสิ่งที่เปล่งออกมาจากปากเป็นแค่เพียงคำพูดปกติ ทว่าคนที่ได้ยินกลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า“ยุ กำลังจะแต่งงานเดือนหน้า”วายุ ชายหนุ่มที่คบหาดูใจกับหญิงสาวมาเป็นเวลาเกือบห้าปี







