@สนามบาส
เสียงพูดคุยแสนน่ารำคาญและน่าเบื่อหน่ายจากทุกประโยคที่เข้ามาในโสตประสาทของฉันตอนนี้ล้วนเป็นเรื่องที่พูดคุยเกี่ยวกับหนุ่มๆ ในสนามบาสทั้งนั้น แต่ที่ทำให้ฉันรำคาญที่สุดก็คือ 'ชื่อจอมทัพ' ดังเข้ามาในหูของฉันทุกสองนาทีจากฝั่งขวาบ้างละ ซ้ายบ้างละ ข้างบนบ้างละ ด้านล่างบ้างละ เรียกว่าฉันได้ยินมันทุกสารทิศเลยทีเดียว เพราะตอนที่เดินเข้ามานั่งบนอัฒจันทร์ยัยพลอยใสมันเลือกเดินมานั่งตรงกลางไงล่ะ
และใช่ค่ะ ฉันถูกยัยเพื่อนตัวดีทั้งสองคนลากเข้ามานั่งอยู่บนอัฒจันทร์ของสนามบาสได้สำเร็จ
ถามว่าฉันอยากมานั่งเสนอหน้าอยู่ตรงนี้ไหม แน่นอนว่าฉันไม่อยากมา ตอนเรียนเสร็จเมื่อสิบนาทีที่แล้วฉันเลือกที่จะกดเรียกรถในแอพเพื่อมารับฉันแล้วกลับคอนโดซะ เพราะไม่อยากรอเฮียทัพด้วย แต่ยัยเพื่อนตัวดีทั้งสองคนมันไม่ยอม มันใช้ความสามารถทุกวิถีทางเพื่อให้ฉันได้มานั่งอยู่ตรงนี้
นั่งอยู่ท่ามกลางเสียงพูดคุยที่ดังระเบ็งเซ็งแซ่น่ารำคาญตอนนี้ เหอะ อยากกลับบ้านโว้ย!!
"แกดูผู้ชายที่ตัวสูงๆ คนนั้นสิที่มีรอยสักอะ หล่อเนอะ โคตรแบดอะ ดูทรงแบบไม่สนใจใครดูดุแต่โคตรมีเสน่ห์อะ" ฉันนั่งกอดอกหน้านิ่งพยายามเก็บสีหน้าและอาการที่อยากจะวีนเต็มทีให้อยู่ลึกที่สุด แต่ก็ไม่วายยิ่งฉันเงียบเสียงที่กำลังพูดคุยกันก็ยิ่งดังมากขึ้นเท่านั้น
และมากพอที่จะทำให้ฉันได้ยินเสียงของผู้หญิงสองคนที่นั่งอยู่โซนด้านหน้าเก้าอี้ของฉันพูดคุยถึงเฮียทัพอย่างกระดี๊กระด๊าตลอดบทสนทนาจนฉันรู้สึกหงุดหงิดไปหมด
"คนนั้นชื่อพี่จอมทัพ เรียนวิศวะคอมปีสี่ ตัวแรร์อีกหนึ่งคนของวิศวะคอมเลยนะ อดีตเฮดว้ากด้วย ได้ยินมาว่าตอนเป็นพี่ว้ากเฮียแกดุเอาเรื่อง ได้ฉายาหล่อดุอะ เท่ปะล่ะ"
"จริงดิ อยากได้วาร์ปอะ"
"เดี๋ยวฉันส่งให้ อ้อเฮียเขาเป็นเจ้าของผับชื่อดังที่พวกดาราชอบไปด้วยนะ"
"ผับแถวมอเรานะเหรอ?"
"อืม หล่อ รวย โสด สาวจ้องจะจีบกันตรึมอะ แต่เฮียแกหน้าไม่ค่อยรับแขกเท่าไหร่ ต้องเป็นคนที่กล้าจริงๆ เท่านั้นถ้าอยากขโมยใจเขา"
"น่าสนใจอยู่นะ"
"ใช่ คนนี้น่าสนใจมาก"
"ว่าไงยัยหน้านิ่ง เห็นไหมว่าเฮียทัพมีแต่สาวๆ จ้องจะงาบไปกินตลอด ถ้าแกไม่ยอมเปิดตัวว่าเป็นเมียเขานะ เตรียมตัวปวดหัวกับสาวๆ พวกนี้ได้เลย แกก็รู้ว่าชะนีสมัยนี้เวลาชอบอะไรขึ้นมาจะหน้ามืดตามัวมากต่อให้มีเมียก็จะแย่ง"
ยัยพลอยใสที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉันและเป็นคนที่นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างฉันกับน้ำขิงได้ยินบทสนทนาของผู้หญิงสองคนนั้นจนจบมันก็รีบหันมาเป่าหูกระซิบกระซาบบอกกับฉันทันที ถามว่าฉันเบื่อยัยพลอยที่เอาแต่กรอกเรื่องเฮียทัพใส่หูของฉันไหม
ขอตอบตรงๆ ว่าฉันเบื่อและรำคาญมาก แต่มันก็ไม่ยอมหยุดไง จนฉันอยากจะวีนมันอยู่แล้วเนี่ย!
"อยากได้ก็แย่งไปสิ ฉันไม่ใช่เจ้าของเขาสักหน่อย"
"เหอะ กล้าพูดนะหล่อน แล้วแหวนที่ประดับนิ้วนางข้างซ้ายเนี่ยของเล่นเหรอ?" ฉันมองแหวนตรงนิ้วนางข้างซ้ายเงียบๆ ทันทีหลังจากที่ยัยพลอยใสมันพูดถึงเมื่อกี้
เหอะ! ถ้าไอ้แหวนวงนี้มันเป็นปัญหานักละก็ งั้นฉันถอดมันไปให้จบๆ ละกัน
"มันก็แค่แหวนที่ใส่...แล้วก็ถอดออกได้" ฉันถอดแหวนที่เฮียทัพเป็นคนสวมให้เมื่อเช้าออกพร้อมโชว์ให้ยัยพลอยใสกับน้ำขิงดูว่าฉันถอดออกได้โดยที่ไม่ต้องแยแสอะไรกับมันมาก จนยัยพลอยใสที่เห็นฉันทำแบบนั้นถึงกับทำหน้าอึ้งเรียกชื่อฉันเสียงดังเลยทีเดียว
"ยัยไคร่า! ยัยบ้านี้แกจะถอดแหวนทำไมเนี่ย"
"นั่นดิ เฮียทัพโกรธแกเอานะยัยไค ใส่กลับไปเถอะ" และนี้ก็เป็นเสียงของยัยน้ำขิงที่สั่งให้ฉันใส่กลับเข้าไปใหม่ ซึ่งมันก็ทำหน้าอึ้งตกใจไม่ต่างจากพลอยใส
"ไม่อะ ฉันรำคาญด้วย เกะกะลูกตา" แต่ฉันก็ไม่ทำตามที่เพื่อนบอกหรอก เพราะไอ้แหวนวงนี้มันก็สร้างความน่ารำคาญให้ฉันจริงๆ นั่นแหละ ตอนนั่งเรียนในห้องฉันหงุดหงิดเพราะไม่ชินกับมันไปตั้งกี่ครั้งแต่ก็ไม่ได้ถอดออก
แต่ตอนนี้ฉันจะถอดและจะไม่ใส่มันกลับเข้าไปอีกแล้วด้วย ผูกฉันไว้กับกระดาษบ้าๆ นั่นก็พอแล้ว ทางกายไม่ต้องเถอะ
"โอ๊ย! แกนี่มันยืนหนึ่งเรื่องความดื้อด้านจริงๆ เลยนะ" ยัยพลอยใสด่าฉันตาขวางก่อนจะทำหน้าเอือมระอาใส่ฉันในภายหลัง แต่ฉันก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับไป ฉันเลือกที่จะนั่งนิ่งๆ เชิดๆ ทำเป็นหูทวนลมไปและเพราะฉันทำท่าทางไม่สลดแบบนั้นละมั้ง ยัยน้ำขิงที่เห็นเข้ามันเลยผสมโรงเข้ามาอีกหนึ่งคน
"แกฟังฉันนะ เฮียทัพไม่ชอบคนท้าทาย ถ้าแหวนวงนั้นเฮียเป็นคนสวมให้ ฉันว่าแกสวมกลับเข้าไปใหม่เถอะไค"
"ไม่ชอบคนท้าทายแต่เลือกที่จะลากฉันไปจดทะเบียนสมรสก็สมควรที่จะปวดหัวแล้วละ เขาเลือกทำแบบนั้นเอง ฉันอยู่ดีๆ ของฉันอยู่แล้ว" ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงใส่อารมณ์เล็กน้อยแต่ก็ไม่ลืมที่จะไม่แยแสกับการกระทำของตัวเองที่เพื่อนเพิ่งบอกว่ากำลังท้าทาย ทำเอาเพื่อนๆ ทั้งสองคนของฉันได้ยินปุ๊บถึงกับตบหน้าผากตัวเองพร้อมกันด้วยความท้อแท้เลยทีเดียว
อะไรอะ จะซีเรียสอะไรกันขนาดนั้น
"เอาเถอะ ขอให้แกอยู่รอดปลอดภัยจนถึงพรุ่งนี้ละกันเพื่อนรัก" เหอะ น้ำขิงมันกลัวว่าฉันจะโดนฆ่าตายหรือไงถึงได้สั่งเสียฉันแบบนั้น ยัยนี้ก็แปลกๆ
หลังจากที่ฉันเลิกสนใจยัยพลอยใสกับน้ำขิงที่นั่งทำหน้ามู่ทู่เพราะฉันดื้อด้านไม่ฟังพวกมัน ฉันก็หยอดแหวนแต่งงานในมือลงไปในกระเป๋าของตัวเอง จากนั้นก็หันหน้าไปทางสนามบาสที่กำลังจะเริ่มเกมแรก แต่จังหวะที่ฉันหันไปมองดันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เฮียทัพหันมาทางฉันพอดี เราสองคนก็เลยได้สบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย
เขาเลือกที่จะยืนเท้าสะเอวจ้องมองฉันนานนับนาทีโดยที่ไม่ได้ละสายตาไปจากฉัน แถมจังหวะสุดท้ายที่เราจ้องตากันฉันก็เห็นเฮียทัพยกยิ้มบางๆ ให้ฉันด้วย
ให้ตายเถอะ เขาจะมายิ้มอะไรตอนนี้เนี่ย
"แหนะ แอบยิ้มให้กำลังใจกันเหรอ"
"แกเห็นเหรอว่าฉันยิ้ม เขายิ้มคนเดียวต่างหาก" ฉันรีบปฏิเสธยัยพลอยใสที่หันมาแซวฉันพร้อมกับทำหน้าขึงขังใส่มันกลับไปอีกหนึ่งต่อ ก่อนที่จะนั่งเบือนหน้ามองไปทางอื่นแทน
ให้ตายเถอะ ทำไมฉันต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ด้วยเนี่ย!
.
.
.
หนึ่งชั่วโมงต่อมา...
"ยัยไค ยัยไค! การแข่งขันจบแล้ว"
"อืม" ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นทันทีที่ยัยพลอยใสบอกว่าการแข่งขันจบแล้วพร้อมกับปรายตามองไปรอบๆ ห้องจึงได้เห็นว่าตอนนี้ทุกคนบนอัฒจันทร์เริ่มทยอยออกไปแล้ว
เมื่อกี้นี้ฉันไม่ได้หลับหรอกแต่เพราะไม่อยากดูเฮียทัพแข่งบาสฉันก็เลยเลือกที่จะหยิบหูฟังขึ้นมาอัดเข้าไปในหูแล้วเปิดเพลงกลบเสียงเชียร์กับเสียงกรี๊ดของพวกผู้หญิงที่น่ารำคาญพวกนั้นแล้วก็หลับตาแทน
ทุกนาทีของการแข่งขันฉันก็เลยไม่ได้รับรู้อะไรไปด้วยจนกระทั่งเกมจบ และได้เห็นว่าเฮียทัพกำลังยืนกรอกน้ำเข้าปากอยู่ข้างๆ สนาม ข้างๆ เขาก็มีร่างสูงของพี่ชายฉันกับญาติของฉันอย่างเฮียออสตินยืนอยู่ด้วย
หึ เป็นภาพที่ไม่น่าดูเท่าไหร่เลย ไม่เห็นจะเท่ตรงไหนเลย
"ฉันออกไปรอข้างนอกนะ" ฉันละสายตาจากกลุ่มเฮียทัพเสร็จก็หันไปบอกเพื่อนทั้งสองคนที่กำลังลุกออกจากเก้าอี้
"เอ้า แกไม่ลงไปหาเฮียทัพในสนามกับพวกฉันเหรอ ฉันกำลังจะไปหาเฮียเคย์" ยัยน้ำขิงที่ได้ยินฉันบอกแบบนั้นเลยหันมาทำหน้างงใส่ฉัน มันคิดจริงๆ เหรอว่าฉันจะลงไปหาเฮียทัพกับมัน ฉันไม่ไปหรอก
"ไม่อะ พวกแกไปเถอะ แต่ฝากบอกเฮียทัพด้วยนะว่าอย่าลีลาชักช้า ฉันขี้เกียจรอนาน" แต่ก็ไม่ลืมที่จะฝากพวกมันบอกเฮียทัพว่าฉันรออยู่ข้างนอก
"ไม่อยากเจอแต่รอกลับด้วยกันเนี่ยนะ อะไรของแกว่ะไค"
"ก็ต้องกลับไปด้วยกันปะ"
"กูจะเป็นไบโพล่ากับมึงไคร่า" ยัยพลอยใสพูดจบมันก็ทำท่าเวียนหัวใส่ฉัน แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอก เลือกที่จะคล้องกระเป๋าแบรนด์เนมของตัวเองเข้าไหล่ให้เรียบร้อยก็เดินออกมาจากตรงนั้นโดยที่ไม่สนใจอะไรใดๆ อีกต่อไป
ฉันเดินออกมาจากสนามบาสแล้วก็ต่อด้วยเดินไปทางลานจอดรถทันที เพราะไม่อยากยืนรออยู่ตรงหน้าสนามบาส พอเดินมาถึงรถของเฮียทัพฉันก็ยืนพิงประตูรถเล่นโทรศัพท์ที่หยิบออกมาจากกระเป๋าไปพลางๆ ดูนั่นดูนี่ในโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ จนเพลินได้สักพักใหญ่ๆ ฉันก็ต้องตกใจสะดุ้งตัวโยนเมื่อจู่ๆ เสียงปลดล็อกประตูรถก็ดังขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
ก่อนจะหันไปเห็นร่างสูงของเฮียทัพกำลังเดินมาที่รถในชุดแข่งบาสเมื่อกี้พร้อมกับแบกกระเป๋ากีฬาใบใหญ่มาด้วย เขามาถึงตัวรถปุ๊บก็เปิดฝ่ากระโปรงหลังรถโยนกระเป๋าใบใหญ่เข้าไปเสร็จก็ปิดลงตามเดิม แต่จังหวะที่ฝ่ากระโปรงมันปิดตัวลงดันเป็นจังหวะที่ฉันได้สบตากับนัยน์ตาคมดุนั่นพอดี
"มองอะไร" ยังจะถามอีกเหรอ เมื่อกี้เขาทำให้ฉันตกใจจนเกือบจะทำให้โทรศัพท์ในมือตก ไม่รู้ตัวจริงๆ เหรอ
"ทำคนอื่นตกใจขนาดนั้นยังจะถามอีกเหรอ ไม่กวนประสาทสักวันมันจะตายหรือไง"
"ไม่ตายหรอก แต่แค่อยู่ไม่เป็นสุขเฉยๆ มั้ง" ได้ยินคำพูดกวนประสาทนั่นฉันก็ไม่มีอะไรให้ต้องตอบโต้จริงๆ นอกจากกลอกตาใส่เฉยๆ กลับไปแล้วหันไปเปิดประตูรถเข้าไปนั่งข้างในแทน
วันนี้ฉันเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ถ้าต้องมารบราสู้เถียงกันไปมากับคนที่อยากเอาชนะฉันตลอดเวลาอีกละก็ ฉันคงได้บ้าตายก่อนแน่ๆ