Masuk“อย่าให้พูดเลยค่ะคุณภัทร...” คุณแม่บ้านทอดถอนใจ“ตั้งแต่เมื่อวานหลังจากที่คุณมนเก็บห่อผ้าออกไป คุณพีก็ล็อกตัวเองอยู่ในห้องทำงานชั้นล่างทั้งคืน ไม่ยอมออกมากินข้าวกินปลาเลยค่ะ ป้าเคาะประตูเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบ พอเช้ามืดป้าแอบแง้มประตูเข้าไปดู... โอย... คุณภัทรเอ๋ย สภาพดูไม่ได้เลยค่ะ กลิ่นเหล้าหึ่งไปทั้งห้อง ขวดยาเหล้าฝรั่งราคาแพงวางเกลื่อนกลาดเต็มพื้นไปหมด แกดื่มจนเมาพับหลับคาที่เลยค่ะ พอตื่นมา ก็ยกแก้วดื่มต่ออีก เมาวนเวียนอยู่แบบนั้นเลยค่ะ”ฟังถึงตรงนี้ หัวใจของภัทรวดีก็กระตุกวูบ ความรู้สึกห่วงใยอันประหลาดแล่นปราดขึ้นมากลางอกอย่างห้ามไม่อยู่ภาพชายหนุ่มร่างสูงผู้เคยทระนง สุขุม และเย่อหยิ่ง ยามนี้กลับต้องมาจมกองสุรา เพราะความจริงอันเจ็บปวดเรื่องเขาเมานี่ ตบหน้าเธอให้รู้สึกวูบโหวงตามไปด้วย เพราะนั่นหมายถึง ชายหนุ่มรักมนสิชามาก สีหน้าของเธอละเหี่ยลงอย่างชัดเจน ใจเจ็บหนึบ เหมือนกับคนอกหักเพราะรักเขาข้างเดียว‘เขาคงเจ็บปวดมากสินะ... ตลอดที่ผ่านมา เขาคิดมาตลอดว่า กำลังดูแลผู้หญิงที่รัก และใกล้จะตาย แต่สุดท้ายกลับเป็นเพียงเรื่องโกหกลวงโลก’ภัทรวดีพยายามกดความรู้สึกสงสาร และสมเพชตัวเองด้วย
พีรวิชญ์ส่ายหน้า มองมนสิชาด้วยความสมเพช“ผมมอบโอกาส มอบเงินทอง ที่อยู่อาศัย และความเมตตาให้คุณมามากเกินพอแล้ว... มันน่าเสียใจ และผมบอกได้เลย ผมแค้นนะที่คุณตอบแทนผมด้วยการหลอกลวง และพยายามฆ่าลูกของผมให้ตาย อย่าทำให้ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนคุณมากไปกว่านี้เลย นี่ยังถือว่าผมปรานีคุณอยู่” เขาสะบัดขาออกจากการกุมรัดอย่างเด็ดขาด“ไปซะ” มนสิชากองลงกับพื้นพรม ร้องไห้สะอื้นจนแทบขาดใจ“พี... มนรักพีนานแล้วนะ... มนรักพี... หรือว่าเพราะอีนั่น คุณเปลี่ยนใจจากมนเพราะอี...”เพล้ง... เขาปัดแก้วลงจากโต๊ะ ก่อนที่มนสิชาจะพูดจบ เสียงแก้วแตกและกระจัดกระจายเป็นสัญญาณว่า เขาไม่ทนฟังคำแก้ตัวของมนสิชา พีรวิชญ์ไม่หันกลับไปมองอีก เขาก้าวตรงไปที่ประตู ผลักบานประตูเปิดออกกว้างแล้วหันกลับมาส่งสัญญาณสุดท้าย“ผมให้เวลาคุณหนึ่งชั่วโมง ไสหัวออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ผมจะสั่งให้ยามมาลากตัวคุณออกไป” พูดจบ เขาก็ก้าวออกจากห้องทำงานไปทันที ทิ้งให้มนสิชาร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับความจริงเพียงลำพังหนึ่งชั่วโมงต่อมา...หน้าบานประตูเหล็กดัดโค้งก็เปิดออก มนสิชายืนอยู่ข้างกระเป๋าเดินทางใบโตสองใบ ใบหน้าที่เคยตกแต่งสวยงามบัดนี้ทรุดโทรม นัยน์ตา
“พีขา... มีอะไรหรือเปล่าคะ เรียกมนมาหาเสียด่วนเชียว” เธอส่งเสียงออเซาะขณะก้าวตรงเข้ามาพีรวิชญ์ไม่ตอบ เขาทำเพียงนิ่งเงียบ สายตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยเพื่อจับสังเกต มนสิชาเริ่มชะงัก รอยยิ้มบนริมฝีปากเริ่มเจื่อนลง เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีความกดดันอันเย็นยะเยือก เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม“พี... ทำไมมองมนด้วยสายตาแบบนั้นละคะ?”ชายหนุ่มวางฝ่ามือลงบนกองแฟ้มเอกสาร ก่อนจะใช้นิ้วดันมันข้ามโต๊ะไปหยุดลงตรงหน้าเธอ“เปิดอ่านดูสิ” มนสิชามองแฟ้มทั้งสามด้วยความงุนงง ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอื้อมมือเรียวไปหยิบแฟ้มสีน้ำตาลเข้มขึ้นมาเปิดข้างในเต็มไปด้วยใบรับรองแพทย์ รายงานผลเลือด ตารางการตรวจร่างกาย และผลสแกนสมองย้อนหลังนับสิบฉบับสายตาของเธอไล่อ่านทีละบรรทัด... และเสี้ยววินาทีนั้นเอง ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มสีสันสดใสก็เริ่มถอดสีทีละน้อย มือเรียวที่จับขอบกระดาษเริ่มสั่นสะท้านจนเอกสารไหว“พี... นี่มัน...”“เปิดแฟ้มสีดำ” เสียงของเขายังคงราบเรียบไร้จังหวะขึ้นลงมนสิชาวางเอกสารฉบับแรกลงด้วยมือที่สั่นๆ เธอเปิดแฟ้มสีดำออกดู... ข้างในบรรจุเส้นทางการโอนเงินข้ามบัญชี รายการสั่งซื้อทองคำแท่ง
พีรวิชญ์เดินตรงไปยังหน้าต่างกระจกบานโต มองออกไปสู่สวนกว้างด้านนอกคฤหาสน์ สายตาที่เคยสุขุมบัดนี้เต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความอาฆาต ภาพความหลังเมื่อหลายปีก่อนพรั่งพรูเข้ามาในหัวฉากแล้วฉากเล่า...วันที่มนสิชากลับเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปนาน เธอปรากฏตัวด้วยสภาพซีดเซียว น้ำตานองหน้า ถือใบรับรองแพทย์ปลอมๆ ฉบับนั้นมาสะอื้นไห้ต่อหน้าเขาเธอบอกว่าเธอเหลือเวลาอีกไม่นาน เธอบอกว่ามะเร็งร้ายกำลังจะคร่าชีวิตเธอไป และความปรารถนาสุดท้าย ก่อนจากโลกคือการได้ใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะภรรยาของเขา ด้วยความที่พีรวิชญ์เป็นคนยึดมั่นในสัจจะและบุญคุณครอบครัวของมนสิชาเคยยื่นมือเข้าช่วยพ่อของเขาในยามวิกฤติตอนเริ่มตั้งบริษัท เขาจึงรู้สึกว่าตัวเองมีหนี้ชีวิตที่ต้องตอบแทนประกอบกับความสงสารจับใจที่เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะตาย... เขาจึงยอมละทิ้งหัวใจตัวเอง ยอมเซ็นใบสมรส ยอมยกตำแหน่งยกเกียรติยศทุกอย่างให้เธอครอบครองแท้จริงแล้ว... เธอไม่ได้ป่วย มนสิชาแค่ใช้ความสงสาร และคุณธรรมของเขาเป็นเกราะป้องกันความล้มเหลวในชีวิต ใช้เขาเป็นบ่อเงินบ่อทองเพื่อพยุงฐานะที่กำลังล้มละลายของครอบครัวตัวเองที่เลวร้ายที่สุด... คือกา
แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟสำริดตั้งโต๊ะ สาดกระทบกองเอกสารธุรกิจที่วางตั้งสูงเกือบครึ่งเมตรบนโต๊ะทำงานไม้สักทองสายตาของพีรวิชญ์ กลับไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเลขผลกำไร หรือกราฟหุ้นเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่ง มือหนึ่งหมุนปากกาสเตนเลสไปมาด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ หากแต่ดวงตาคู่ลึกกลับทอดมองออกไปไกลอย่างไร้จุดหมายความคิดในหัวมวนซ่านคล้ายพายุหมุนที่เริ่มตั้งเค้า ช่วงหลายสัปดาห์มานี้ มีบางสิ่งบางอย่างผิดกลิ่นเกิดขึ้นภายในบ้านหลังนี้ มันเป็นความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่คอยกวนใจเขาอยู่ตลอดเวลา มันเป็นรอยร้าวลึก ที่เขาพยายามมองข้าม เพราะความเชื่อใจ แต่ยิ่งมองข้าม ก็ยิ่งสะกิดใจให้ระแวงทุกอย่างเริ่มต้นราวสองสัปดาห์ก่อน ในวันที่เขากลับเข้าบ้านเร็วกว่าปกติ พีรวิชญ์ตั้งใจเดินขึ้นไปยังชั้นสอง เพื่อเยี่ยมดูอาการของมนสิชา ภรรยาตามกฎหมายที่แต่งงานกันมานานหลังจากที่คุณแม่บ้านรายงานด้วยสีหน้าวิตกกังวลว่า อาการป่วยของเธอกำเริบหนักจนนอนซมทั้งวันเขาก้าวขาขึ้นบันไดทีละขั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้งและความห่วงใยเต็มเปี่ยม แต่แล้ววินาทีที่มือหนาผลักบานประตูไม้แกะสลักห้องนอนของเธอเข้าไป ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับตบหน้าเขาเข้าอย
ภัทรวดีนั่งอยู่ตรงระเบียงห้องนอน มองแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านซุ้มไม้เลื้อยลงมากระทบพื้นหินอ่อนเป็นลายตารางหญิงสาวลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนชัดขึ้นเรื่อยๆ อย่างเพลินมือ ลูกน้อยในครรภ์ดิ้นเบาๆ ราวกับรับรู้ว่าแม่กำลังคิดอะไรอยู่ช่วงนี้ภัทรวดีรู้สึกแปลกๆ กับบางอย่างที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์หลังนี้ มันเริ่มจากเรื่องเล็กๆ วันที่เธอเดินผ่านโถงทางเดินชั้นล่าง เพื่อไปห้องครัว เพราะอยากกินของเปรี้ยวๆ แบบที่คนท้องชอบระหว่างทางเธอเห็นประตูห้องนอนของมนสิชาเปิดแง้มไว้ เธอไม่ได้ตั้งใจจะแอบมอง แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างบางในชุดนอนผ้าไหม กำลังยืนอยู่หน้ากระจก มนสิชากำลังยืดตัวขึ้นสุดแขนอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะก้มลงแตะปลายเท้าติดพื้นได้สบายๆภัทรวดีชะงัก ‘คนที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จะก้มแตะปลายเท้าได้ขนาดนั้นเชียวหรือ’ เธอเคยเห็นแม่ของตัวเองนอนป่วยอยู่บนเตียงมาสองปีเต็มแม้แต่จะลุกขึ้นนั่งยังต้องใช้เวลาเป็นนาที กว่าจะหายใจครบถ้วน แต่ผู้หญิงคนนี้กลับยืนตัวตรง กระดูกสันหลังโค้งงอได้อย่างคนสุขภาพดีภัทรวดีสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไป เธอบอกตัวเองว่า อาจจะคิดมากไปเอง ผู้ป่วยบางคนอาจจะมีช่วงที่ดีขึ้นบ้างก็ได้ แต่แ







