LOGIN“รอยแค้นอาจจางหาย... แต่รักแท้ก็ไม่เคยตายเช่นกัน” พีรวิชญ์ใช้ชีวิต เพื่อแก้แค้นคุณพ่อของเธอ เขาหลอกเธอด้วยรัก แต่งงานกับเธอเพื่อทำลายเธอ เขายื่นข้อเสนอแปลก ที่เธอต้องรับเป็นคุณแม่อุ้มบุญให้กับคนรักอย่างเช่น มนสิชาที่สุขภาพไม่ดี ทั้งยังบอกกับภัทรวดีว่า คลอดแล้วก็ไปนะ เพราะเขาต้องการแค่ลูกในท้องของเธอเท่านั้น เมื่อความแค้นที่เขาหล่อเลี้ยงกลายเป็นคำโกหก... เขากลับพบว่าคนที่เขาทำร้ายมากที่สุด คือคนที่เขารักที่สุด
View Moreอากาศในห้องพักชั้นห้าของอาคารเก่าแห่งหนึ่งชื้นและอับ เสียงพัดลมเก่าๆ หมุนครืดคราดไปกับลมร้อนที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างบานเล็ก
ภัทรวดีนั่งอยู่ตรงขอบเตียง มือทั้งสองข้างกุมมือแม่ของเธอไว้แน่น หญิงชราผมขาวโพลน นอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างกายผ่ายผอมจากพิษของโรคมะเร็งที่กัดกินเธอมาสองปีเต็ม
“แม่จะทนอยู่ได้อีกนานแค่ไหนลูก...” เสียงแหบแห้งเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา ดวงตาคู่เดิมที่เคยสดใส บัดนี้หม่นหมองและเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ภัทรวดีกลืนน้ำลายลงคอ พยายามไม่ให้น้ำตาไหลออกมา เธอต้องเข้มแข็ง เธอต้องเป็นที่พึ่งของแม่คนเดียวในตอนนี้
“แม่ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้นนะคะ ภัทรจัดการได้หมด”
“แต่หนี้...หนี้ของพ่อลูก...” หญิงชราหลับตาลง น้ำตาไหลอาบแก้ม
“แม่ขอโทษจริงๆ ที่ปล่อยให้ลูกต้องมาเจอแบบนี้... ถ้าแม่ตายไป ลูกก็ไม่ต้อง...ไม่ต้องมานั่งทุกข์เพราะแม่อีกแล้ว”
“แม่ห้ามพูดแบบนั้นเด็ดขาด” ภัทรวดีกอดแม่แน่น น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ไหลออกมาเป็นทาง
“ภัทรจะหาเงินมาให้แม่รักษาจนกว่าจะหายดี ภัทรสัญญา” หญิงชราส่ายหน้าเบาๆ
“หมอบอกแล้ว...มันลุกลามเกินกว่าจะรักษาแล้ว อย่าเสียเงินเปล่าเลยลูก” ภัทรวดีไม่ตอบ เพียงแต่กอดแม่ไว้แน่นขึ้นอีกหน่อย จนกระทั่งแม่ของเธอหลับไปในอ้อมกอดของเธอ
หลังอาหารกลางวัน ภัทรวดีเดินลงมาที่ชั้นล่างของอาคารพัก ร่างบางในชุดเสื้อยืดสีซีดกับกางเกงยีนขาด สะพายกระเป๋าสะพายข้างที่เก่าเสียจนสายถลอก เธอเดินผ่านแผงขายของเก่าที่หน้าเคาน์เตอร์อาคาร
เมื่อเห็นจอโทรทัศน์เปิดรายการข่าวที่ กำลังพูดถึงตระกูลวรเศรษฐ์ ตระกูลมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศ พร้อมภาพชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มในชุดสูทสีดำ สายตาคมกริบเย็นชาที่ทำให้ใครต่อใครเกรงกลัว
‘พีรวิชญ์ วรเศรษฐ์’
ภัทรวดีหันหน้าหนีด้วยความรำคาญ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงอนาคตของตัวเองในขณะที่คนเหล่านั้นมีชีวิตที่หรูหรา
เธอเดินไปยังตู้เอทีเอ็มที่อยู่ไม่ไกลจากอาคาร หวังว่าบัญชีของเธอจะมีเงินเหลือบ้าง แต่หลังจากเสียบการ์ด และกรอกรหัส ตัวเลขบนหน้าจอทำให้เธอแทบจะเป็นลม
(ยอดเงินคงเหลือ 372.50 บาท)
“จะพอไปไหน...เหลือเวลาอีกแค่สามวันก็ต้องจ่ายค่ารักษาแม่แล้ว...” ภัทรวดีบีบขมับแน่น หญิงสาวนึกถึงตั๋วเงินค่ารักษาพยาบาลที่กองอยู่ในลิ้นชักที่โต๊ะหัวเตียงของแม่
บ้านและหนี้สินของพ่อ ที่ติดพนันเอาไว้กับเจ้าหนี้ ซึ่งส่งคนมาเรียกร้องทุกสัปดาห์ และค่าเช่าห้องที่ค้างอยู่สามเดือนแล้ว ชีวิตของเธอมันพังทลายลงตั้งแต่พ่อของเธอจากไปเมื่อห้าปีที่แล้ว
ผู้ชายที่เธอเคารพรักที่สุดในโลกกลายเป็นคนติดพนัน หนีหนี้ แล้วก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้เธอกับแม่ต้องรับภาระหนี้ทั้งหมดเพียงลำพัง
“ภัทร... ภัทร...” เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้เธอสะดุ้ง หันไปก็เห็นเพื่อนบ้านข้างห้องป้าอร วัยห้าสิบกว่า รีบวิ่งมาหาเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“มีผู้ชายแปลกหน้ามาที่ห้องเธอเมื่อกี้นี้ บอกว่าเป็นทนายความ มีเรื่องสำคัญจะปรึกษา ป้าให้เขารออยู่ที่ห้องด้านหน้าน่ะ”
“ทนายความหรือคะป้า?” ภัทรวดีขมวดคิ้ว
“อื้อ... เขาบอกแบบนั้น รีบไปเถอะ อย่าให้เขารอ”
“ป้าจำชื่อเขาได้ไหมคะ”
“เขาบอกว่ามาจากสำนักงานกฎหมายวรเศรษฐ์”
ภัทรวดีชะงักงัน
‘วรเศรษฐ์... ตระกูลเดียวกับที่เพิ่งเห็นในข่าวนั่นเหรอ? แต่ทำไมทนายความของมหาเศรษฐี ถึงมาตามหาเธอ?’ หัวใจของเธอเริ่มเต้นเร็วอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อไปถึงหญิงสาวก็เห็นชายวัยกลางคนในชุดสูทเรียบร้อยนั่งรอเธออยู่ที่โถงชั้นล่างของอาคาร ทันทีที่เขาเห็นภัทรวดีเดินเข้ามา เขาลุกขึ้นยืน และยื่นนามบัตรให้
“สวัสดีครับ คุณภัทรวดี กระผมชื่อ ณัฐพล เป็นทนายความส่วนตัวของคุณพีรวิชญ์ วรเศรษฐ์ครับ”
ภัทรวดีรับนามบัตรมา มองชื่อและตำแหน่งด้วยความสงสัย “คุณพีรวิชญ์...วรเศรษฐ์น่ะเหรอคะ คือดิฉันไม่รู้จักเขาสักหน่อยค่ะ ทำไมถึงได้มาหาดิฉันคะ”
“คุณพีรวิชญ์อยากพบคุณด้วยเรื่องสำคัญครับ เขาขอให้กระผมพาคุณไปพบที่บ้านพักส่วนตัวของเขาวันนี้เลย ถ้าคุณสะดวก”
“ฉันไม่เข้าใจค่ะ ทำไมคุณพีรวิชญ์ถึงต้องการพบดิฉันคะ คือเราสองคนไม่น่าจะมีอะไรที่เกี่ยวข้องกันนะคะ” ภัทรวดีขมวดคิ้วแน่น
“เรื่องนี้กระผมขออธิบายในระหว่างทางดีกว่าครับ มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน” ทนายณัฐพลส่งยิ้มให้อย่างสุภาพ แต่แววตาของเขามีบางอย่างที่ดูไม่เปิดเผยนัก
ภัทรวดีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่รู้จักชายคนนั้นเลยสักนิด แล้วจู่ๆ ก็มีคนมาบอกว่าต้องการพบเธอ ดูไม่ชอบมาพากลเลย
“ได้ค่ะ ฉันไปด้วย” เธอตอบในที่สุด แล้วเดินตามเขาไป แม้ในใจจะตงิดๆ แต่จะทำอย่างไรได้ ไม่รู้ทำไม คำว่าเงินที่ขาดมือ และสภาพคล่อง ทั้งค่ารักษาแม่ที่ป่วย รวมถึงเจ้าหนี้ต่างๆ ของพ่อที่ดาหน้าเข้ามาหาเธอ ‘หรือว่านี่จะเป็นเจ้าหนี้ของพ่ออีกคน’
รถยนต์หรูคันสีดำสนิทพาเธอออกจากย่านชุมชนเก่า เข้าสู่ถนนใหญ่ที่ทอดยาวไปยังชานเมือง
รถยนต์ผ่านประตูเหล็กดัดขนาดใหญ่ ผ่านสวนอันร่มรื่น ก่อนจะมาจอดที่หน้าคฤหาสน์สีขาวหลังใหญ่โตที่ดูเหมือนปราสาทในฝัน
ภัทรวดีรู้สึกตัวเล็กและต่ำต้อยเหลือเกินเมื่อเดินผ่านโถงทางเข้าที่ปูด้วยหินอ่อน ถูกพาไปยังห้องรับแขกขนาดใหญ่ ที่มีโคมระย้าคริสตัลห้อยลงมาจากเพดานสูง
ที่นั่น...มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งรอเธออยู่ เขาไม่ได้สวมสูทเหมือนในข่าว แต่เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว ปลดกระดุมบนสุดสองเม็ด เผยให้เห็นโครงหน้าอกที่แข็งแรงและทรวดทรงที่สมบูรณ์แบบของชายหนุ่ม
ผมสีดำขลับของเขาถูกจัดแต่งอย่างประณีต เสริมให้ใบหน้าคมคาย และดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่เฉียบคม ชายคนนี้ช่างงดงามเสีย จนแทบจะเรียกได้ว่า ไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดา
‘พีรวิชญ์ วรเศรษฐ์’
เขายกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงให้เธอนั่งลงที่โซฟาหน้าเขา
“คุณภัทรวดี...ขอบคุณที่สละเวลามา” เสียงของเขาต่ำและหนักแน่น แฝงด้วยอำนาจบางอย่าง ที่ทำให้ภัทรวดีรู้สึกประหม่าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ฉันไม่เข้าใจว่า คุณต้องการอะไรจากฉันค่ะ” เธอถามตรงๆ ขณะที่นั่งลงไปด้วย
พีรวิชญ์มองเธออยู่นาน จนภัทรวดีรู้สึกอึดอัด เธอเห็นดวงตาคู่นั้นของเขาเคลื่อนลงมาสำรวจใบหน้าเธอ ไล่ไปจนถึงเรือนร่างของเธออย่างไม่ปิดบัง
และเธอก็เห็นรอยยิ้มมุมปากเล็กๆ ปรากฏขึ้น
“คุณรู้ไหม...ว่าผมต้องการตัวคุณ เพราะอะไร” ภัทรวดีส่ายหน้า
“เปิดดูสิ” เขาจึงยื่นแฟ้มเอกสารหนาๆ ให้เธอ
มือของภัทรวดีสั่นเล็กน้อยขณะเปิดแฟ้ม สิ่งที่เห็นข้างในทำให้เธอเบิกตาโตเอกสารประวัติส่วนตัวของเธอ สถานะทางการเงิน รายละเอียดหนี้สินของพ่อของเธอด้วย หรือแม้กระทั่งข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของแม่...ทั้งหมดถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด
“คุณสืบเรื่องของฉันมาหรือคะ” เสียงของเธอสั่นเครือ
“ผมต้องรู้ว่าใครที่ผมจะใช้...ก่อนที่จะเชื่อใจ”
“ใช้?” ภัทรวดีกัดฟัน
“ฟังนะคะ ฉันไม่รู้ว่าคุณคิดจะทำอะไร แต่ฉันไม่ใช่ของเล่นที่จะให้คุณเอามาใช้ได้ตามใจชอบ” เธอผลักแฟ้มกลับไปแล้วลุกขึ้นยืน แต่พีรวิชญ์กลับหัวเราะ ทำให้เธอหยุดชะงัก
“นั่งลงก่อนครับ...ผมมีข้อเสนอให้คุณ จะเสียโอกาสนะ ถ้าคุณไม่ฟังน่ะ” ภัทรวดีจำใจนั่งลงอีกครั้งด้วยความระแวง
ชายหนุ่มตรงหน้าลุกขึ้นเดินไปที่บาร์เล็กๆ ใกล้ๆ หยิบวิสกี้มาเทหนึ่งแก้ว ก่อนจะหันกลับมามองเธอ
“คุณกำลังต้องการเงินใช่ไหม?”
“มันไม่ใช่เรื่องของคุณ”
“มันเป็นเรื่องของผมแล้ว...ตั้งแต่ตอนที่ผมตัดสินใจเลือกคุณ” พีรวิชญ์หยุดพักหนึ่ง ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมห้องไว้ครู่ใหญ่
“ผมอยากให้คุณมาเป็นแม่อุ้มท้องให้กับภรรยาของผม”
ภัทรวดีรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน คำพูดของชายตรงหน้าดังเข้าหูของเธออย่างชัดเจน แต่สมองของเธอกลับประมวลผลมันไม่ทัน
“อะ...อะไรนะคะ?”
“ภรรยาผมป่วยเป็นมะเร็ง...การมีลูกเป็นความเสี่ยงที่สูงเกินไปสำหรับชีวิตของเธอ แต่เธออยากมีทายาทของเรา”
พีรวิชญ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังเล่าเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับเขา
“เราต้องการแม่ที่แข็งแรง มีสุขภาพดี และ...” ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องมาที่เธอ
“ไม่มีใครรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน คุณสามารถเป็นคนนั้นได้”
ภัทรวดีอ้าปากค้าง พยายามหาคำพูด แต่ไม่มีเสียงใดออกจากลำคอของเธอ
“ผมให้ค่าเหนื่อยคุณสิบล้านบาท” พีรวิชญ์เอ่ยต่อไป ราวกับไม่รู้ว่าเขากำลังพูดถึงเงินจำนวนมหาศาลแค่ไหน
“เมื่อคลอดแล้วคุณก็จบหน้าที่ ได้เงินก้อนนั้นไปใช้หนี้และรักษาแม่ของคุณ”
“อย่าให้พูดเลยค่ะคุณภัทร...” คุณแม่บ้านทอดถอนใจ“ตั้งแต่เมื่อวานหลังจากที่คุณมนเก็บห่อผ้าออกไป คุณพีก็ล็อกตัวเองอยู่ในห้องทำงานชั้นล่างทั้งคืน ไม่ยอมออกมากินข้าวกินปลาเลยค่ะ ป้าเคาะประตูเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบ พอเช้ามืดป้าแอบแง้มประตูเข้าไปดู... โอย... คุณภัทรเอ๋ย สภาพดูไม่ได้เลยค่ะ กลิ่นเหล้าหึ่งไปทั้งห้อง ขวดยาเหล้าฝรั่งราคาแพงวางเกลื่อนกลาดเต็มพื้นไปหมด แกดื่มจนเมาพับหลับคาที่เลยค่ะ พอตื่นมา ก็ยกแก้วดื่มต่ออีก เมาวนเวียนอยู่แบบนั้นเลยค่ะ”ฟังถึงตรงนี้ หัวใจของภัทรวดีก็กระตุกวูบ ความรู้สึกห่วงใยอันประหลาดแล่นปราดขึ้นมากลางอกอย่างห้ามไม่อยู่ภาพชายหนุ่มร่างสูงผู้เคยทระนง สุขุม และเย่อหยิ่ง ยามนี้กลับต้องมาจมกองสุรา เพราะความจริงอันเจ็บปวดเรื่องเขาเมานี่ ตบหน้าเธอให้รู้สึกวูบโหวงตามไปด้วย เพราะนั่นหมายถึง ชายหนุ่มรักมนสิชามาก สีหน้าของเธอละเหี่ยลงอย่างชัดเจน ใจเจ็บหนึบ เหมือนกับคนอกหักเพราะรักเขาข้างเดียว‘เขาคงเจ็บปวดมากสินะ... ตลอดที่ผ่านมา เขาคิดมาตลอดว่า กำลังดูแลผู้หญิงที่รัก และใกล้จะตาย แต่สุดท้ายกลับเป็นเพียงเรื่องโกหกลวงโลก’ภัทรวดีพยายามกดความรู้สึกสงสาร และสมเพชตัวเองด้วย
พีรวิชญ์ส่ายหน้า มองมนสิชาด้วยความสมเพช“ผมมอบโอกาส มอบเงินทอง ที่อยู่อาศัย และความเมตตาให้คุณมามากเกินพอแล้ว... มันน่าเสียใจ และผมบอกได้เลย ผมแค้นนะที่คุณตอบแทนผมด้วยการหลอกลวง และพยายามฆ่าลูกของผมให้ตาย อย่าทำให้ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนคุณมากไปกว่านี้เลย นี่ยังถือว่าผมปรานีคุณอยู่” เขาสะบัดขาออกจากการกุมรัดอย่างเด็ดขาด“ไปซะ” มนสิชากองลงกับพื้นพรม ร้องไห้สะอื้นจนแทบขาดใจ“พี... มนรักพีนานแล้วนะ... มนรักพี... หรือว่าเพราะอีนั่น คุณเปลี่ยนใจจากมนเพราะอี...”เพล้ง... เขาปัดแก้วลงจากโต๊ะ ก่อนที่มนสิชาจะพูดจบ เสียงแก้วแตกและกระจัดกระจายเป็นสัญญาณว่า เขาไม่ทนฟังคำแก้ตัวของมนสิชา พีรวิชญ์ไม่หันกลับไปมองอีก เขาก้าวตรงไปที่ประตู ผลักบานประตูเปิดออกกว้างแล้วหันกลับมาส่งสัญญาณสุดท้าย“ผมให้เวลาคุณหนึ่งชั่วโมง ไสหัวออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ผมจะสั่งให้ยามมาลากตัวคุณออกไป” พูดจบ เขาก็ก้าวออกจากห้องทำงานไปทันที ทิ้งให้มนสิชาร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับความจริงเพียงลำพังหนึ่งชั่วโมงต่อมา...หน้าบานประตูเหล็กดัดโค้งก็เปิดออก มนสิชายืนอยู่ข้างกระเป๋าเดินทางใบโตสองใบ ใบหน้าที่เคยตกแต่งสวยงามบัดนี้ทรุดโทรม นัยน์ต
“พีขา... มีอะไรหรือเปล่าคะ เรียกมนมาหาเสียด่วนเชียว” เธอส่งเสียงออเซาะขณะก้าวตรงเข้ามาพีรวิชญ์ไม่ตอบ เขาทำเพียงนิ่งเงียบ สายตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยเพื่อจับสังเกต มนสิชาเริ่มชะงัก รอยยิ้มบนริมฝีปากเริ่มเจื่อนลง เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีความกดดันอันเย็นยะเยือก เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม“พี... ทำไมมองมนด้วยสายตาแบบนั้นละคะ?”ชายหนุ่มวางฝ่ามือลงบนกองแฟ้มเอกสาร ก่อนจะใช้นิ้วดันมันข้ามโต๊ะไปหยุดลงตรงหน้าเธอ“เปิดอ่านดูสิ” มนสิชามองแฟ้มทั้งสามด้วยความงุนงง ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอื้อมมือเรียวไปหยิบแฟ้มสีน้ำตาลเข้มขึ้นมาเปิดข้างในเต็มไปด้วยใบรับรองแพทย์ รายงานผลเลือด ตารางการตรวจร่างกาย และผลสแกนสมองย้อนหลังนับสิบฉบับสายตาของเธอไล่อ่านทีละบรรทัด... และเสี้ยววินาทีนั้นเอง ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มสีสันสดใสก็เริ่มถอดสีทีละน้อย มือเรียวที่จับขอบกระดาษเริ่มสั่นสะท้านจนเอกสารไหว“พี... นี่มัน...”“เปิดแฟ้มสีดำ” เสียงของเขายังคงราบเรียบไร้จังหวะขึ้นลงมนสิชาวางเอกสารฉบับแรกลงด้วยมือที่สั่นๆ เธอเปิดแฟ้มสีดำออกดู... ข้างในบรรจุเส้นทางการโอนเงินข้ามบัญชี รายการสั่งซื้อทองคำแท่
พีรวิชญ์เดินตรงไปยังหน้าต่างกระจกบานโต มองออกไปสู่สวนกว้างด้านนอกคฤหาสน์ สายตาที่เคยสุขุมบัดนี้เต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความอาฆาต ภาพความหลังเมื่อหลายปีก่อนพรั่งพรูเข้ามาในหัวฉากแล้วฉากเล่า...วันที่มนสิชากลับเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปนาน เธอปรากฏตัวด้วยสภาพซีดเซียว น้ำตานองหน้า ถือใบรับรองแพทย์ปลอมๆ ฉบับนั้นมาสะอื้นไห้ต่อหน้าเขาเธอบอกว่าเธอเหลือเวลาอีกไม่นาน เธอบอกว่ามะเร็งร้ายกำลังจะคร่าชีวิตเธอไป และความปรารถนาสุดท้าย ก่อนจากโลกคือการได้ใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะภรรยาของเขา ด้วยความที่พีรวิชญ์เป็นคนยึดมั่นในสัจจะและบุญคุณครอบครัวของมนสิชาเคยยื่นมือเข้าช่วยพ่อของเขาในยามวิกฤติตอนเริ่มตั้งบริษัท เขาจึงรู้สึกว่าตัวเองมีหนี้ชีวิตที่ต้องตอบแทนประกอบกับความสงสารจับใจที่เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะตาย... เขาจึงยอมละทิ้งหัวใจตัวเอง ยอมเซ็นใบสมรส ยอมยกตำแหน่งยกเกียรติยศทุกอย่างให้เธอครอบครองแท้จริงแล้ว... เธอไม่ได้ป่วย มนสิชาแค่ใช้ความสงสาร และคุณธรรมของเขาเป็นเกราะป้องกันความล้มเหลวในชีวิต ใช้เขาเป็นบ่อเงินบ่อทองเพื่อพยุงฐานะที่กำลังล้มละลายของครอบครัวตัวเองที่เลวร้ายที่สุด... คือกา





