Masukวันสำคัญของชีวิตคู่งานแต่งผ่านไปด้วยความเรียบร้อย บ่าวสาวถูกส่งตัวขึ้นห้อง ซึ่งห้องนอนปนัดดาถูกจัดแต่งเป็นห้องหอ โดยมีเสี่ยเกรียงที่หันไปเข้าวัดเข้าวา จนกลายเป็นที่ไว้วางใจของปนัดดา ทำตัวเป็นพ่องาน ซึ่งช่วยให้แม่ของเธอหายเหนื่อยไปได้เยอะเมื่อทุกคนเข้ามาอยู่กันในห้องบ่าวสาวพร้อมหน้า ปริ่มกล่าวคำอวยพรโดยเสี่ยเกรียงได้รับเกียรติให้เป็นผู้ใหญ่ อวยพรให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวด้วยเช่นกัน ก่อนจะพากันออกจากห้องไป เพื่อให้บ่าวสาวได้พักผ่อนเมื่อไม่มีคนนอก บรรยากาศในห้อง ก็เต็มไปด้วยเสียงเต้นของหัวใจ ความรู้สึกแปลกใหม่ในวันสำคัญของชีวิตคู่ อย่างแท้จริง... แม้จะอยู่ด้วยกันเกือบทุกวัน แต่เมื่อถึงวันสำคัญ เมื่อถึงวันนี้ ทั้งคู่ก็ยังเกิดความเกร็ง“ลุกขึ้นเถอะ” มนัสบอก พร้อมประคองเจ้าสาวลุกขึ้นจากที่นั่งอยู่ แล้วพากันนั่งลงบนขอบเตียง “เราจะไปเที่ยวฮันนีมูนที่ไหนดี” มนัสเอ่ยขึ้นหลังจากที่เริ่มปรับความรู้สึกตื่นเต้นลง ใบหน้างามหันมามอง“แล้วแต่พี่ หากปลีกตัวออกจากงานได้” เธอรู้ว่างานรัดตัวเขามากแค่ไหน เรื่องฮันนีมูนจึงไม่จำเป็นสำหรับเธอนัก “พี่ต้องจัดการได้อยู่แล้ว ดาเถอะเตรียมตัวให้ ‘ว่าง’ ไว
ขวัญเอ๊ยขวัญมาเธอหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน สภาพของหญิงสาวผมทอง... คลุ้มคลั่ง เพราะหลังจากที่ทุกอย่างคลี่คลาย หล่อนก็ฟื้นขึ้นมา พร้อมกับอาละวาดดึงทึ้งผมของตัวเอง พูดจาวกวน ตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกขยายกว้าง ไล่ตีทุกคนที่เข้าใกล้ แม้แต่เธอก็ถูกผลักกระเด็นเมื่อพยายามเข้าไปปลอบขวัญ หล่อนไม่รู้จักใคร! จนต้องช่วยกันจับแล้วมัดมือมัดเท้าส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน และผลตรวจข้างต้น หล่อนไม่ได้ถูกข่มขืนแต่อย่างใด นั่นทำให้เสี่ยเกรียงและเธอเบาใจลง ส่วนอาการคลุ้มคลั่งที่เกิดขึ้นต้องดูอาการไปอีกสักระยะ“ขวัญเอ๊ยขวัญมา” เขาเรียกขวัญ อย่างกับเธอเป็นเด็กตัวเล็กๆ“พี่อย่าไปมีผู้หญิงที่ไหนอีกนะ ดากลัว”“ไม่มีครับ จะมีแค่ดาคนเดียว คนที่ผมรักหมดใจ และจะจูงมือเดินเคียงคู่ไปด้วยกัน” เธอรู้สึกปลื้มในอก เอนตัวก้มลงซบไหล่หนา“ดาคงทนไม่ได้ หากวันนี้ไม่ได้นั่งอยู่ในอ้อมกอดพี่”“เหมือนกัน” เขาตอบด้วยความรู้สึกไม่ต่างจากคนบนตัก ก่อนจะประคองดวงหน้าแล้วประกบจูบเรียกขวัญซึ่งกันและกันอย่างดูดดื่ม...ปนัชดากลับมาทำงานอีกครั้ง ด้วยความใจอ่อนของมนัส แต่หลังจากแต่งงานกันแล้ว มนัสยื่นคำขาดขอให้เธออยู่บ้าน เพื่อเป็นแม่บ้านอย่างเต็ม
รวบรัดไปไว้ในอ้อมกอดแรงดึง ทำให้ปนัดดาหันมามอง “อึ๋ย ปล่อยดิ มาจับไว้ทำไม” เธอร้องถามพร้อมทำหน้าบูดเบี้ยว แต่คนโดนถามกลับไหวไหล่ พร้อมกันนั้น ก็ดึงร่างบางให้นั่งลงบนตักอุ่นของเขาหน้าตาเฉย!ปนัดดาหน้าชา เมื่ออีกคนเล่นบทหวามแต่เช้า “บ้า ทำแบบนี้ เดี๋ยวใครก็มาเห็นหรอก”“เอ้า ผัวเมียจะหวานกัน ลองใครมายุ่งสิ จะจูบโชว์ให้ดู”คนพูดพร้อมทำหน้าทะเล้นก้มมาหา ปนัดดาย่นคอหนี ค้อนให้ จะงอนต่อก็ทำไม่ลง“คิดถึงคุณจัง” เขาบอกพร้อมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เหมือนต้องการย้ำให้รู้ว่านี่คือความจริงที่กำลังเกิดขึ้นจริงแล้วปนัดดาน้ำตารื้นคั่งหน่วยตา เธอไม่ได้กอดตอบ เพราะเขารวบไปไว้ในอ้อมกอดหมดแล้วตั้งแต่แรก เธอจึงเอียงหน้าซบลงบนศีรษะทุยหอมกรุ่นแทน“เรามาคืนดีกันนะ”“ทำไมต้องคืนดีกันล่ะ ไม่ได้โกรธกันสักหน่อย” เธอว่า อีกฝ่ายดันร่างบางบนตักออกห่างเพียงนิด เพื่อสบตาคนพูด“แน่ใจ?” น้ำเสียงจริงจัง หากแต่ใบหน้าที่เคยมีแววกังวลอยู่เต็มเปี่ยม บัดนี้ฉายชัดถึงความสุขในแววตาอย่างเปี่ยมล้นปนัดดาหน้าเจื่อน รู้สึกผิดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ...นี่เธอ ทำลายความรู้สึกเขามากมาย ถึงเพียงนี้เลยหรอ“พี่มนัส...” คนสำนึกผิดเอ่ยเรีย
การคิดเองเออเองใบหน้าคมเข้มแฝงไปด้วยความน้อยใจ ก้มหน้ามองพื้น รู้สึกความร้อนแล่นไปจุกอยู่ที่หน่วยตา ก่อนจะรีบขยับเปลือกตาเพื่อผ่อนคลายจุดนั้น“ฉันเชื่อว่าลูกสาวฉันมองคนไม่ผิด...แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง” นางถามไปเรื่องอื่นเฉย มนัสจึงปรับเปลี่ยนอารมณ์ตามเกือบไม่ทัน“ยังครับ”“อย่าบอกนะว่าเครียดลงกระเพราะ” คนสูงวัยร้องถามพร้อมกับยิ้มกริ่ม มนัสยิ้มอายๆ แต่ไม่ตอบ นางจึงสรุปว่าที่นางเดาเป็นเรื่องจริง“จะเป็นเจ้าบ่าวอยู่ไม่กี่วันข้างหน้า ต้องดูแลตัวเองบ้าง ใครไม่รักตัวก็ช่าง ขอให้เรา รักตัวเราเองก็พอ” นางให้ข้อคิด“ผมรับฟัง แต่ให้ทำ คงทำไม่ได้... เพราะผมรักปนัดดา เกินกว่าจะปล่อยให้เธอเจ็บปวด ด้วยการคิดเองเออเองอยู่เพียงลำพัง”คำพูดนั้น เขาไม่รู้หรอกว่ามีใครบางคน ซึ่งนอนจมน้ำตา อยู่เพียงลำพังบนเตียงนอน ยิ้มกว้าง ชื่นชมชายหนุ่มอยู่ในใจ...“ไม่เอาน่า อย่าคิดมาก ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ ประเดี๋ยวเรื่องดีๆก็ผ่านเข้ามา” นางเอ่ยเป็นนัย วกกลับมาเรื่องอาหารการกินอีกครั้ง ครั้งนี้นางหว่านล้อม จนว่าที่ลูกเขยเดินตามหลังเข้าห้องครัวไปจนได้“จะนอนที่นี่ หรือจะกลับไปทำงานต่อล่ะ” เมื่อเห็นว่ามนัสรวบช้อนและดื่มน
ไม่ถือโทษไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เมลสันก็มายืนอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยพิเศษ มนัสที่เดินอยู่ด้านนอก เมื่อผันมาเห็น ก็เดินปรี่เข้ามา “ฉันเสียใจ...” มนัสเอ่ยขึ้น แต่เมลสันได้ยกมือห้ามไว้และเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ฉันคิดไว้แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่ไม่คิดว่า เบลล่าจะดึงคนรักนายมาเอี่ยวด้วย น้องฉันร้ายนัก”มนัสหน้าเจื่อน เมื่อรู้แล้วว่าเมลสันทำใจกับเรื่องนี้มาแล้ว และรู้เรื่องเบลล่ามาเมืองไทยด้วยสีหน้าไม่สู้ดีของมนัส เมลสันอดยิ้มเยือนไม่ได้ เพราะเขาไม่มีอะไรติดใจกับเรื่องที่ขึ้น ตนเองเสียอีกที่รู้สึกเสียใจกับการกระทำที่ขาดความยั้งคิดของเบลล่า หากปนัดดาถูกปล่อยออกนอกชายแดน คงยากจะได้ตัวคืน!“ฉันรู้ว่าเบลล่ามาเมืองไทย เพื่อมาง้อคืนดีนาย”“...ฉันคิดว่า เบลล่าจะปิดนาย เรื่องการมาเมืองไทยซะอีก”“จะปิดได้ยังไง ก็โทร.หาฉันเกือบทุกวัน แล้วฉันนี่แหละที่โอนเงินให้ใช้อยู่ทุกอาทิตย์ แล้วก็ทนฟังเรื่องนายจากปากของเธอ แต่ฉันไม่สนใจ ทำเป็นหูทวนลม แค่โอนเงินให้ หล่อนก็เลิกพร่ำไปเอง แต่เหมือนเดิม เบลล่าไม่เคยรู้คุณค่าของเงิน จ่ายเงินเป็นเบี้ยและไม่คิดหางานทำเพื่อสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง แต่ทุกบา
ปลอบขวัญกันและกันเมื่อถึงโรงพยาบาลกลายเป็นเขาที่มาช้าที่สุด เพราะทันที่ ที่เขาเดินเข้าไปถึง ซึ่งจุดอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน เขาเห็นแม่ปริ่มยืนกอดปนัดดาอยู่และมีเสี่ยเกรียงยืนอยู่ข้างๆมนัสใจชื่นขึ้น หล่อนอยู่โรงพยาบาลไม่ได้เป็นผู้ป่วยอย่างที่เข้าใจแต่แรก...“ปนัดดา...” เขาเรียกชื่อหล่อนออกไป เจ้าของชื่อที่ซบอกอุ่นมารดา เงยหน้าขึ้น สายตานั้นว่างเปล่าจนเขารู้สึกใจหาย“ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ”นั่น! มนัสหน้าเสีย ทำอะไรไม่ถูก เหมือนหมัดน็อกดีๆนี่เอง“ไม่ลูก ใจเย็นๆ ลูก” ปริ่มปรามลูกสาวในอ้อมกอดเบาๆ“ไม่ ผู้ชายหลอกลวง ดาไม่อยากเห็นหน้าเขา”น้ำเสียงชิงชังบวกกับสายตาตัดพ้อของคนรัก มนัสกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น เขาผิดหรือ? มนัสได้แต่ถามตัวเอง โดยเท้าหนายังคงถูกตรึงอยู่กับที่ รู้สึกปวดแปลบในอก แทนที่จะได้กอดปลอบขวัญกันและกัน กลายเป็นว่าเขามาที่นี่ เพื่อให้หล่อนผลักลงเหว “ใจเย็นๆ นะหนูดา เดี๋ยวฉันจะไปถามรายละเอียดให้แน่ชัดก่อน” เสี่ยเกรียงเอ่ยขึ้น แล้วผละจากสองแม่ลูก แล้วมาโอบไหล่ชายหนุ่มที่ตอนนี้ มีสีหน้าหม่นเศร้าอย่างเห็นได้ชัด“ไปไหนครับ?” มนัสถามอย่างแปลกใจ เมื่อชายสูงวัยรั้งไหล่เขาให้เดินออกมา







