Masukไม่ใช่เพราะหมดรัก แต่เพราะรักหมดใจ รักมากจึงพยายามมากไป จนหัวใจของเธอหมดแรง แต่งงานมาสองปี เพ่ยหรงอวี้กลับเป็นได้เพียงเมียหมางเมินของลู่จิ่นเฉิงเท่านั้น ส่วนเขาเพราะรักมากเช่นกันจึงหมางเมินเธอ
Lihat lebih banyakตอนที่ 1
เสียงครางแผ่วพร่าของหญิงสาวดังลอดออกมาจากห้องพักส่วนตัวบนชั้นสามของไนต์คลับหรู ใจกลางย่านธุรกิจของเกาะฮ่องกง กลางดึกของต้นฤดูร้อน ปี ค.ศ. 1996
"อา...รองประธานลู่...อื้อ"
เสียงหวานที่อาบด้วยความกำหนัดทำให้ฝีเท้าของเพ่ยหรงอวี้ คุณหมอสาววัยยี่สิบหกปี ชะงักลงหน้าประตูห้องทำงานกึ่งห้องพักส่วนตัวของสามี บนชั้นบนสุดของสกอร์เปี้ยนคลับ (Scorpion Club) ไนต์คลับระดับไฮเอนด์หนึ่งในอีกหนึ่งในธุรกิจของเครืองลู่ฉางกรุ๊ป
เธอไม่ใช่ภรรยาที่เพิ่งรู้ว่าสามีนอกใจ ตรงกันข้าม ตลอดสองปีของการแต่งงาน เพ่ยหรงอวี้คุ้นชินกับข่าวคราวและภาพของผู้หญิงที่ผลัดเปลี่ยนกันอยู่เคียงข้างลู่จิ่นเฉิง รองประธานลู่ฉางกรุ๊ป ผู้กุมอำนาจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การขนส่ง และเครือข่ายสีเทาที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงอีกมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นเพนต์เฮาส์ ตลอดจนห้องรับรองของโรงแรมหรูภายใต้การดูแลของเขา ทั้งในมาเก๊า ไต้หวัน ปักกิ่ง หรือเซี่ยงไฮ้ ล้วนมีผู้หญิงเข้าออกไม่เคยขาดสาย
มีเพียงคฤหาสน์ใหญ่ของตระกูลลู่ที่ปักกิ่งเท่านั้นที่เขาไม่เคยพาใครเข้าไป แต่เหตุผลคงไม่ใช่เพราะให้เกียรติภรรยา หากเป็นเพราะไม่ต้องการให้เรื่องส่วนตัวกลายเป็นปัญหาภายในบ้านใหญ่ลู่จิ่นเฉิงคงไม่อยากมีปากเสียงกับพี่ชายและคุณย่าลู่
เพราะคฤหาสน์ลู่มีทั้งลู่เฉินอวี่ ประธานลู่ฉางกรุ๊ป พี่ชายของเขา เพ่ยหลี่หรง ภรรยาของอีกฝ่าย ผู้เป็นญาติผู้พี่ที่เลี้ยงดูเพ่ยหรงอวี้ไม่ต่างจากน้องสาวแท้ ๆ และคุณย่าลู่ จ้าวหลิงจูที่เอ็นดูเธอมาตั้งแต่เด็ก
คนที่ลู่จิ่นเฉิงยังพอเกรงใจ มีเพียงสามคนนี้เท่านั้น
เพ่ยหรงอวี้บอกตัวเองมาตลอดว่า ในเมื่อเขาไม่เคยรัก เธอก็ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายชีวิตของเขา การทำตัวเป็นภรรยาขี้หึงมีแต่จะสร้างความรำคาญ หากยังอยากรักษาสถานะภรรยาเอาไว้ เธอต้องรู้จักวางตัวและเจียมเนื้อเจียมตัว
แต่ครั้งนี้คือลู่จิ่นเฉิง ที่เป็นฝ่ายโทรศัพท์เรียกเธอให้บินตรงจากปักกิ่งมายังฮ่องกง ทั้งที่งานในโรงพยาบาลยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เธอจึงรีบจัดการทุกอย่างแล้วเดินทางมาทันที
แล้วทำไมเขาจึงเรียกเธอมาในเวลาที่กำลังอยู่กับผู้หญิงของเขากัน หรือทั้งหมดนี้เป็นเพียงการจงใจทำร้ายจิตใจเธอ เพื่อบีบให้เธอเป็นฝ่ายทนไม่ไหวและขอหย่ากับเขาเสียเอง
หญิงสาวยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ความลังเลก่อตัวขึ้นในใจ จะเคาะประตูเข้าไป หรือหันหลังกลับ
ตลอดสองปีที่ผ่านมา เธอรู้จักนิสัยของสามีดีกว่าใคร เขาเย็นชา เอาแต่ใจ อารมณ์ร้าย และไม่เคยไว้หน้าเธอ ขอเพียงเธอเจ็บปวด เขาก็ดูจะพึงพอใจ หากเธอกลับเขาอาจไม่พอใจจนหาเรื่องด่าทออีก
แต่หากเข้าไป...
เขาก็อาจไม่พอใจที่เธอเข้าไปขัดขวางความสุขของเขากับผู้หญิงอีกคนก็เป็นไปได้ ดูเหมือนว่าตัดสินใจทางไหนก็คล้ายจะเป็นเธอที่ผิดเสมอ คงเพราะการแต่งงานครั้งนี้ไม่เคยเกิดจากความรักกระมัง?
ลู่จิ่นเฉิงยอมแต่งงานเพียงเพราะคำขอร้องของคุณย่าลู่ และคำขาดจากประธานลู่ หากไม่แต่งกับเธอ เขาจะไม่ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานตั้งแต่อายุยี่สิบแปดปี
หลายปีก่อน พี่ชายคนรองของเพ่ยหรงอวี้เสียชีวิตขณะช่วยชีวิตคุณย่าลู่จากเหตุลอบยิงผู้นำลู่ฉางกรุ๊ป ความเสียสละครั้งนั้นกลายเป็นหนี้บุญคุณของตระกูลลู่ และในฐานะสายตรงเพียงคนเดียวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ลู่จิ่นเฉิงจึงต้องรับหน้าที่ชดใช้แทนตระกูลด้วยการแต่งงานกับเธอ ทั้งยังเป็นการเกื้อหนุนผลประโยชน์ทางธุรกิจระหว่างสองตระกูลไปพร้อมกัน
สำหรับเขา การแต่งงานครั้งนี้เป็นเพียงการตอบแทนหนี้ชีวิตและแลกกับผลประโยชน์
แต่สำหรับเธอ มันคือการได้แต่งงานกับผู้ชายที่แอบรักมานานกว่าห้าปี ทว่าความรักนั้นไม่เคยได้รับการตอบกลับ
ตั้งแต่คืนเข้าหอ เจ้าบ่าวก็บอกอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีวันแตะต้องเจ้าสาวอย่างเธอ ตลอดสองปีที่ผ่านมา หากหญิงสาวทนได้ก็ทนหากทนไม่ไหวก็ขอหย่า นับจากคืนนั้นสิ่งที่เพ่ยหรงอวี้ได้รับมีเพียงความเย็นชาและความห่างเหิน
ดังนั้น ต่อให้รู้ว่าสามีมีผู้หญิงคนอื่น เธอก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร แม้แต่ความหึงหวงยังไม่กล้าแสดงออก ได้แต่เก็บความเจ็บปวดทั้งหมดไว้เพียงลำพัง
เพ่ยหรงอวี้หันกลับไปมองด้านหลัง หวังขอความช่วยเหลือจากหวังเซวียเย่ มือขวาของลู่จิ่นเฉิง ผู้ไปรับเธอจากสนามบินเมื่อครู่ ก่อนจะส่งเธอขึ้นมาส่วนเขาขอเอารถไปเก็บยังที่จอด
ทว่าอีกฝ่ายกลับยังไม่ปรากฏตัวให้เห็น แม้แต่บรรดาบอดี้การ์ดที่ปกติยืนเฝ้าหน้าห้องไม่เคยห่าง รวมถึง เจียงจื่อฉี หัวหน้าบอดี้การ์ดกึ่งคนสนิทอีกคนของลู่จิ่นเฉิง ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาด้วยอีกคน ราวกับทุกคนตั้งใจหลีกทางให้เธอเผชิญสถานการณ์นี้เพียงลำพัง
แปลกจริง...
"จะเอายังไงดีละทีนี้หรงอวี้?"
เธอพึมพำกับตัวเองเสียงเบา สิ่งที่แพทย์ประจำบ้านอย่างเพ่ยหรงอวี้ไม่เคยทำให้ใครเห็น เพราะเธอคิดว่าเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสม
ซึ่งหากเป็นครั้งก่อน ๆ เพ่ยหรงอวี้คงเลือกเดินจากไปโดยไม่ลังเลในยามที่ตนเองมาเจอสามีกำลังอยู่กับหญิงอื่น แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เธอไม่ได้มาเอง หากแต่คนที่เรียกให้มาพบคือสามีของเธอ เขาอาจมีเรื่องสำคัญจริงๆ ก็ได้
หญิงสาวก้าวไปหยุดอยู่หน้าบานประตู มือเรียวยกค้างอยู่ครู่หนึ่งคล้ายจะเคาะ แต่กลับไม่มีแรงพอจะเคาะลงไป เพื่อบอกให้คนด้านในรับรู้ถึงการมาถึงของเธอ
ยิ่งยืนนาน เสียงจากภายในห้องก็ยิ่งชัดเจน ใบหน้าขาวเนียนค่อย ๆ ซีดลง ดวงตาร้อนผ่าว ความเจ็บปวดที่กดทับไว้ในอกแทรกซึมขึ้นมาจนแทบหายใจไม่ออก
สุดท้ายเธอก็ถอนมือกลับ บางทีการกลับไปตั้งหลักก่อนอาจดีกว่า กลับไปยังโรงแรมในเครือลู่ฉางกรุ๊ปที่หวังเซวียเย่จัดไว้ให้เธอพักระหว่างอยู่ฮ่องกง แทนการไปพักที่เพนต์เฮาส์สุดหรูของสามี
ต่อให้ถูกลู่จิ่นเฉิงด่าทอหรือประชดประชัน ก็ยังดีกว่าต้องเห็นภาพบาดตาที่เธอพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดสองปีหลังแต่งงาน
แน่นอนว่าเธอเจ็บปวด
เจ็บปวดหัวใจทุกครั้งที่รู้ว่าสามีอยู่กับผู้หญิงคนอื่น เพราะเธอแอบรักเขามานานกว่าห้าปี แต่ความรักเป็นเพียงเรื่องของเธอฝ่ายเดียว
ส่วนลู่จิ่นเฉิงไม่เคยตอบรับความรู้สึกนั้นเลย อีกฝ่ายจะรู้หรือไม่ คุณหมอสาวก็ไม่อาจทราบได้ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่เขายังเป็นคุณชายรองลู่ จนก้าวขึ้นเป็นรองประธานลู่ สิ่งที่เขามอบให้เธอมีเพียงความเย็นชา ความหมางเมินพร้อมกับย้ำอยู่บ่อยครั้งว่าหากเธออยากหย่าก็แค่พูดออกมา
ทว่าขณะที่เท้าในรองเท้าคู่งามกำลังจะก้าวจากไป กลับมีสองคำตรึงขาเรียวของคุณหมอสาวเอาไว้เสียก่อน
"อา...รองประธานลู่ ลองสัมผัสฉันอีกสิคะ ซวงเอ๋อต้องการคุณ พวกเรามามีความสุขกันเถอะนะคะ"
เพ่ยหรงอวี้ชะงักงันไปทั้งร่าง ไม่ใช่เพราะเสียงครางแผ่วเบาของหญิงสาวที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง หากแต่เป็นเพราะชื่ออันแสนจะคุ้นหูเสียเหลือเกินต่างหากที่หยุดเพ่ยหรงอวี้เอาไว้
‘ซวงเอ๋อ’ อย่างนั้นหรือ...
หัวใจของคุณหมอสาวกระตุกวูบราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบกำไว้แน่น ชื่อเรียกแสนคุ้นเคยนั้น มันทำให้ความคิดที่กำลังจะหันหลังเดินจากไปพลันสั่นคลอน
ความคิดหนึ่งพร่ำบอกว่า อย่าเปิดประตูเลย อย่าไปรู้ไปเห็นเสียยังจะดีกว่า บางครั้งความจริงก็โหดร้ายเกินกว่าหัวใจคนคนหนึ่งจะรับไหว แต่อีกความคิดกลับเอาแต่ตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช่คนคนนั้นหรือเปล่า?
คงไม่ใช่หรอก...
ไม่มีทางเป็นเธอแน่นอน...
"รองประธานลู่...อา...มาสิคะ ฉันต้องการคุณเหลือเกิน คุณเองก็ทรมานจะแย่อยู่แล้ว ให้ซวงเอ๋อช่วยคุณนะคะ"
"ปล่อย! อย่ามายุ่งกับฉัน ใครอยู่ข้างนอกรีบเข้ามาเดี๋ยวนี้!"
เสียงออดอ้อนของหญิงสาว ตามด้วยเสียงตวาดเกรี้ยวกราดของลู่จิ่นเฉิงดังออกมาพร้อมกัน
แต่เพ่ยหรงอวี้กลับไม่ได้ยินแม้เสียงของสามีจะดังลั่นกว่ามาก เพราะสมองของเธอหยุดรับรู้ทุกสิ่งไปตั้งแต่วินาทีที่ได้ยินคำเรียกแทนตนเองว่า ‘ซวงเอ๋อ’ ไปเสียแล้ว
และเพราะสองคำนั้นความสงสัยก็เอาชนะความหวาดกลัวในที่สุด หญิงสาวหมุนตัวกลับจากทางลงบันได ก้าวตรงไปยังประตูบานใหญ่แทบจะทันที
ลมหายใจสั่นไหว หัวใจคุณหมอสาวเต้นแรงจนเจ็บ เธอสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมด ก่อนหมุนลูกบิดแล้วผลักประตูเข้าไปเต็มแรง
ปัง!
ภาพตรงหน้าทำให้โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน เพ่ยหรงอวี้ยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาเบิกกว้าง ร่างทั้งร่างแข็งค้างราวกับถูกตรึงไว้
ผู้หญิงที่กำลังแนบชิดอยู่บนร่างของสามี ไม่ใช่หญิงแปลกหน้าที่เธอไม่เคยรู้จัก แต่เป็นคนที่เธอคุ้นเคยดีที่สุดคนหนึ่ง คนที่เธอไม่เคยคิดว่าจะทรยศเธอได้ ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับมีใครสาดน้ำแข็งลงมาทั้งตัว
ปลายนิ้วชา ริมฝีปากสั่น สติแทบหลุดลอย ก่อนเสียงของเธอจะดังลั่นออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
"พวกคุณกำลังทำอะไรกันฮ๊ะ!?"
หากเป็นผู้หญิงคนอื่น เพ่ยหรงอวี้คงไม่มีวันกล้าตวาดใส่สามีเช่นนี้แน่นอน แต่ผู้หญิงตรงหน้า คือเว่ยฉิงซวง เพราะอีกฝ่ายคือเพื่อนสนิทกึ่งพี่สาวที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก
ทั้งสองเรียนโรงเรียนเดียวกัน มาตั้งแต่ชั้นประถม ผ่านทั้งรอยยิ้ม น้ำตา ความสำเร็จ และความผิดหวังมาด้วยกันเกือบยี่สิบปี มาแยกกันก็ตอนที่เธอเรียนแพทย์แค่เว่ยฉิงซวงเลือกเรียนกฎหมาย
ดังนั้นสำหรับเพ่ยหรงอวี้ เว่ยฉิงซวงไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นครอบครัว เป็นคนที่เธอเชื่อใจที่สุดคนหนึ่งในชีวิต
เชื่อใจเสียจนเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอลู่จิ่นเฉิงให้รับอีกฝ่ายเข้ามาทำงานเป็นเลขานุการด้วยตัวเองทั้งที่ไม่ตรงสายกับที่อีกฝ่ายเรียบจบมาด้วยซ้ำ แต่แค่เว่ยฉิงซวงอยากเข้ามาทำงานในองค์กรใหญ่ เธอก็พร้อมจะสนับสนุน
ทั้งที่ตลอดสองปีของชีวิตแต่งงาน เธอแทบไม่เคยร้องขออะไรจากสามีเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แต่วันนี้...
ผู้หญิงที่เธอเป็นคนพาเข้ามา กลับกำลังซุกอยู่ในอ้อมแขนของสามี เสื้อผ้าของเว่ยฉิงซวงหลุดลุ่ย เรือนร่างแนบชิดกับลู่จิ่นเฉิงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
ภาพนั้นเหมือนคมมีดนับพันเล่มแทงลงกลางหัวใจของเพ่ยหรงอวี้พร้อมกันคุณหมอสาวสมองว่างเปล่า หูอื้อ ลมหายใจติดขัด
ความเจ็บปวดแล่นพล่านขึ้นมาจุกแน่นกลางอก จนรู้สึกราวกับเลือดทั้งร่างไหลย้อนขึ้นมาค้างอยู่ที่ลำคอ
นี่หรือ...
ความรู้สึกของคำว่าเจ็บจนแทบกระอักเลือด มันเป็นแบบนี้นะหรือ การถูกสามีนอกใจนั้นเพ่ยหรงอวี้คิดว่าเจ็บมากมาตลอดสองปี
แต่วันนี้การถูกเพื่อนที่รักที่สุดหักหลัง กลับเจ็บยิ่งกว่า มันเหมือนมีใครผลักเธอลงเหว ทั้งยังเป็นคนที่เธอเคยยื่นมือช่วยขึ้นมาด้วยตัวเอง เจ็บเหลือเกิน...
คุณหมอสาวเจ็บเสียจนเหมือนหัวใจทั้งดวงถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ
"ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!"
เสียงตวาดเย็นเยียบของลู่จิ่นเฉิงดังขึ้นอย่างไร้ความปรานี เพ่ยหรงอวี้สะดุ้งเฮือก สติที่กระจัดกระจายเพราะความเจ็บปวดค่อย ๆ ดึงกลับคืนมา
แต่เมื่อมองภาพตรงหน้าอีกครั้ง ความเจ็บกลับทวีคูณขึ้นเป็นหลายเท่า ในอกที่เคยมีเพียงความเสียใจ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความโกรธ ความแค้น และความผิดหวัง ร่างบอบบางสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
ทำไม? ...
คนที่เธอรักที่สุด กับคนที่เธอเชื่อใจที่สุด จึงร่วมกันทำร้ายเธอได้ถึงเพียงนี้ หรือการที่ลู่จิ่นเฉิงโทรศัพท์เรียกเธอบินจากปักกิ่งมาฮ่องกง เป็นเพียงเพราะอยากให้เธอมาเห็นภาพนี้ด้วยตาตัวเอง
หากเป็นเช่นนั้น...
เขาก็ทำสำเร็จแล้ว เพราะไม่มีสิ่งใดโหดร้ายไปกว่าการได้เห็นผู้ชายที่ไม่เคยแตะต้องภรรยาของตนเองตลอดสองปีของชีวิตแต่งงาน กลับกำลังแนบชิดอยู่กับเพื่อนรักของภรรยาแสนโง่เง่าแบบเธอเห็นตำตา มันเจ็บจนแทบขาดใจแล้วจริงๆ
นี่นะหรือ คนที่เคยจับมือเธอ ยิ้มให้เธอ พร้อมทั้งพูดกับเธออย่างอ่อนโยนว่า‘วางใจเถอะ หรงหรง ฉันจะช่วยดูแลรองประธานลู่แทนเธอเอง เธอตั้งใจเป็นคุณหมอที่ดีไปเถอะ’
การดูแลที่เว่ยฉิงซวงเคยรับปากไว้ น้ำใจที่เธอมอบให้ กลับกลายเป็นมีดที่อีกฝ่ายย้อนกลับมาแทงกลางหัวใจของเธอเองแบบนี้สินะ
แล้วลู่จิ่นเฉิงเล่า...
เขายอมให้เพื่อนสนิทของภรรยาเข้ามาใกล้ด้วยความเต็มใจ หรือสำหรับผู้ชายอย่างเขา ขอเพียงเป็นผู้หญิง ก็ไม่มีความแตกต่างเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร
หยดน้ำอุ่นเอ่อล้นคลออยู่ที่ขอบตา แต่เพ่ยหรงอวี้กลับไม่ยอมปล่อยให้มันไหลลงมา เพราะเธอไม่ต้องการร้องไห้ต่อหน้าคนทั้งสอง ไม่ต้องการให้พวกเขาเห็นว่า หัวใจของเธอแตกสลายเพียงใด
แต่ถึงจะไม่ร้องไห้...
หัวใจของเธอก็แหลกละเอียดไปแล้ว
สารเลว...
สารเลวทั้งสองคน!
ตอนที่ 6ขณะเดียวกัน อีกมุมหนึ่งของเกาะฮ่องกง ห้องพักผู้ป่วยวีไอพี ชั้นบนสุดของโรงพยาบาลเอกชนในเครือลู่ฉางกรุ๊ปกลิ่นแอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อลอยปะปนอยู่ในอากาศ ภายในห้องกว้างตกแต่งด้วยโทนสีเทาและน้ำตาลเข้ม เฟอร์นิเจอร์หรูเรียบหรูจนแทบไม่ต่างจากห้องสวีตของโรงแรมห้าดาว หากไม่ใช่เพราะเตียงผู้ป่วย เครื่องติดตามสัญญาณชีพ และเสาน้ำเกลือที่ตั้งอยู่ข้างเตียง คงไม่มีใครคิดว่านี่คือห้องรักษาคนไข้ผ้าม่านสีเทาถูกแหวกไว้เพียงครึ่งเดียว แสงไฟจากตึกระฟ้าริมอ่าวฮ่องกงทอดลอดผ่านกระจกบานสูง สาดเงาสลัวลงบนพื้นห้องอย่างเงียบงันลู่จิ่นเฉิงเอนกายอยู่บนเตียงผู้ป่วย แขนซ้ายวางนิ่งบนผ้าห่มสีขาว สายน้ำเกลือเสียบอยู่ที่หลังมือ เส้นเลือดบริเวณลำคอยังปูดนูนเป็นระยะ เหงื่อเม็ดบางเกาะอยู่บนหน้าผาก แม้สีหน้าจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม แต่ฤทธิ์ยาปลุกเซ็กส์ที่เว่ยฉิงซวงลอบวางไว้ยังคงหลงเหลืออยู่ในร่างกาย เพียงแต่ไม่รุนแรงจนเกินควบคุมหลังจัดการหญิงสาวจนหมดสติ มาเฟียหนุ่มก็สั่งให้เจียงจื่อฉีเรียกลูกน้องมานำตัวเว่ยฉิงซวงไปทิ้งไว้ในสวนสาธารณะใกล้อ่าววิกตอเรีย ก่อนมือซ้ายคนสนิทจะรีบขับรถพาเจ้านายมาส่งโรงพยาบาลเมื่อครึ่งชั่ว
แม้อีกฝ่ายต้องบินไปดูแลธุรกิจที่ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน และเมืองใหญ่อีกหลายแห่งเป็นประจำ แต่สุดท้ายผู้ชายคนนั้นก็ยังใช้เวลาอยู่ที่สำนักงานใหญ่ลู่ฉางกรุ๊ปในปักกิ่งมากที่สุดเธอจึงหลอกตัวเองมาตลอดว่า ขอเพียงอยู่เมืองหรือบ้างครั้งสามีของตนมาค้างในคฤหาสน์ลู่ตรงกับตน ต่อให้ไม่ได้นอนห้องเดียวกันแต่อยู่ตึกเดียวสำหรับคนแอบรักมันก็ดีมากแล้ว อย่างน้อย หากวันไหนเขาอยากเจอเธอเธอก็พร้อมจะไปหาเขาได้เสมอ ไม่สิ ขนาดสองวันก่อนเขาแค่โทร.หาแล้วพูดไม่กี่คำ เธอก็ยอมทิ้งงานบินตรงจากปักกิ่งมาถึงฮ่องกงแล้ว เธอแม่งโคตรรักเขาจนหน้ามืดตามัวจริง ๆแต่ตอนนี้ เพ่ยหรงอวี้เพิ่งรู้ว่า สิ่งที่เธอพยายามทำเพื่อลู่จิ่นเฉิงไม่เคยมีความหมายสำหรับอีกฝ่ายเลย เขาพร้อมจะนอนกับใครก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนสนิทของเธอหญิงสาวหลับตาลงช้า ๆ ก่อนนึกย้อนไปถึงเมื่อสัปดาห์ก่อน อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาจักษุวิทยาเรียกเธอเข้าไปพบเป็นการส่วนตัว พร้อมยื่นเอกสารสมัครทุนศึกษาต่อเฉพาะทางให้สองแห่ง คือกวางโจว กับเซี่ยงไฮ้‘อาจารย์อยากให้เธอลองคิดดู หรงอวี้ ผลการเรียนของเธอดีพอจะได้รับการเสนอชื่อ ถ้าไม่สมัครปีนี้ ปีหน้าก็อาจไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว
ทว่า..."คุณหมอเพ่ย!"เสียงเรียกดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบวิ่งตรงเข้ามาเพ่ยหรงอวี้หันกลับไปตามเสียงเรียก ก่อนเห็นหวังเซวียเย่กำลังวิ่งลงบันไดหินอ่อนด้านข้างของไนต์คลับอย่างร้อนรน ลมหายใจหอบถี่ เนกไทที่เคยเรียบร้อยคลายหลวมเล็กน้อย เม็ดเหงื่อผุดเต็มหน้าผากจนสะท้อนแสงไฟนีออนริมถนนเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายรีบตามเธอลงมาทันทีที่ทราบเรื่องเป็นแน่ เมื่อเขาวิ่งมาหยุดตรงหน้าหญิงสาว ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกอยู่สองสามครั้ง ก่อนค้อมศีรษะเล็กน้อย"เดี๋ยวผมไปเอารถมารับไปส่งที่โรงแรม คุณหมอรอสักครู่นะครับ"เพ่ยหรงอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนนึกขึ้นได้ว่า รถเบนซ์สีดำที่หวังเซวียเย่ใช้ไปรับเธอจากสนามบินเมื่อช่วงหัวค่ำยังจอดอยู่ในลานจอดรถของสกอร์เปี้ยนไนต์คลับเพราะตอนมาถึง อีกฝ่ายรีบลงไปเก็บรถ แล้วให้เธอขึ้นไปพบลู่จิ่นเฉิงก่อนเพียงลำพังจนได้เจอกับภาพบาดตาเหตุการณ์บาดใจเข้า"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเรียกแท็กซี่ก็ได้"หญิงสาวเอ่ยอย่างเกรงใจ คนสนิทของสามีที่กำลังจะกลายเป็นอดีต แน่นอน หลังจากกลับถึงปักกิ่งเธอตั้งใจแล้วว่าจะไปพบคุณย่าลู่กับประธานลู่ เพื่อแจ้งให้ทั้งสองทราบว่าเธอต้องการหย่าดูเหมือนจะยุ่งมาก
ตอนที่ 5แม้เวลาจะล่วงเลยเที่ยงคืนมาเกือบชั่วโมง แต่สกอร์เปี้ยนไนต์คลับกลับไม่มีทีท่าว่าจะเงียบลงเลยแม้แต่น้อยจังหวะดนตรีเฮาส์จากดีเจประจำคลับยังคงกระหึ่มเป็นจังหวะหนักแน่น เบสต่ำสั่นสะเทือนผ่านพื้นหินอ่อนสีดำขัดเงา แสงไฟนีออนสีม่วง น้ำเงิน และแดงกวาดตัดผ่านม่านควันบาง ๆ ของควันบุหรี่ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือโถงรับรองแขกในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงนั่งจับกลุ่มพูดคุยเรื่องธุรกิจอยู่ตามโซนวีไอพี ขณะที่พนักงานในชุดสูทสีดำเดินถือถาดวิสกี้ คอนญัก และแชมเปญนำเข้าจากยุโรปผ่านไปมาอย่างคล่องแคล่ว เสียงหัวเราะ เสียงแก้วคริสตัลกระทบกัน และบทสนทนาภาษากวางตุ้ง ภาษาอังกฤษ รวมถึงภาษาจีนกลาง ดังสลับกันไปทั่วทั้งชั้นล่างทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติ ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า บนชั้นสามของไนต์คลับแห่งนี้ เมื่อครู่เพิ่งมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น และเป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่ทำลายหัวใจของผู้หญิงคนหนึ่งจนแตกสลายไม่เหลือชิ้นดีเพ่ยหรงอวี้เดินลงบันไดหินอ่อนทีละขั้นอย่างเชื่องช้า รองเท้าส้นสูงสีครีมกระทบพื้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอกึก...กึก...กึก...คุณหมอสาวยังคงเหยียดแผ่นหลังตรงเช่นเดิม ศีรษะเชิดขึ้นเล็กน้อยตามมารยาทที่ถูกอบรมมาตั้ง