Masukไม่ใช่เพราะหมดรัก แต่เพราะรักหมดใจ รักมากจึงพยายามมากไป จนหัวใจของเธอหมดแรง แต่งงานมาสองปี เพ่ยหรงอวี้กลับเป็นได้เพียงเมียหมางเมินของลู่จิ่นเฉิงเท่านั้น ส่วนเขาเพราะรักมากเช่นกันจึงหมางเมินเธอ
Lihat lebih banyakตอนที่ 1
เสียงครางแผ่วพร่าของหญิงสาวดังลอดออกมาจากห้องพักส่วนตัวบนชั้นสามของไนต์คลับหรู ใจกลางย่านธุรกิจของเกาะฮ่องกง กลางดึกของต้นฤดูร้อน ปี ค.ศ. 1996
"อา...รองประธานลู่...อื้อ"
เสียงหวานที่อาบด้วยความกำหนัดทำให้ฝีเท้าของเพ่ยหรงอวี้ คุณหมอสาววัยยี่สิบหกปี ชะงักลงหน้าประตูห้องทำงานกึ่งห้องพักส่วนตัวของสามี บนชั้นบนสุดของสกอร์เปี้ยนคลับ (Scorpion Club) ไนต์คลับระดับไฮเอนด์หนึ่งในอีกหนึ่งในธุรกิจของเครืองลู่ฉางกรุ๊ป
เธอไม่ใช่ภรรยาที่เพิ่งรู้ว่าสามีนอกใจ ตรงกันข้าม ตลอดสองปีของการแต่งงาน เพ่ยหรงอวี้คุ้นชินกับข่าวคราวและภาพของผู้หญิงที่ผลัดเปลี่ยนกันอยู่เคียงข้างลู่จิ่นเฉิง รองประธานลู่ฉางกรุ๊ป ผู้กุมอำนาจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การขนส่ง และเครือข่ายสีเทาที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงอีกมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นเพนต์เฮาส์ ตลอดจนห้องรับรองของโรงแรมหรูภายใต้การดูแลของเขา ทั้งในมาเก๊า ไต้หวัน ปักกิ่ง หรือเซี่ยงไฮ้ ล้วนมีผู้หญิงเข้าออกไม่เคยขาดสาย
มีเพียงคฤหาสน์ใหญ่ของตระกูลลู่ที่ปักกิ่งเท่านั้นที่เขาไม่เคยพาใครเข้าไป แต่เหตุผลคงไม่ใช่เพราะให้เกียรติภรรยา หากเป็นเพราะไม่ต้องการให้เรื่องส่วนตัวกลายเป็นปัญหาภายในบ้านใหญ่ลู่จิ่นเฉิงคงไม่อยากมีปากเสียงกับพี่ชายและคุณย่าลู่
เพราะคฤหาสน์ลู่มีทั้งลู่เฉินอวี่ ประธานลู่ฉางกรุ๊ป พี่ชายของเขา เพ่ยหลี่หรง ภรรยาของอีกฝ่าย ผู้เป็นญาติผู้พี่ที่เลี้ยงดูเพ่ยหรงอวี้ไม่ต่างจากน้องสาวแท้ ๆ และคุณย่าลู่ จ้าวหลิงจูที่เอ็นดูเธอมาตั้งแต่เด็ก
คนที่ลู่จิ่นเฉิงยังพอเกรงใจ มีเพียงสามคนนี้เท่านั้น
เพ่ยหรงอวี้บอกตัวเองมาตลอดว่า ในเมื่อเขาไม่เคยรัก เธอก็ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายชีวิตของเขา การทำตัวเป็นภรรยาขี้หึงมีแต่จะสร้างความรำคาญ หากยังอยากรักษาสถานะภรรยาเอาไว้ เธอต้องรู้จักวางตัวและเจียมเนื้อเจียมตัว
แต่ครั้งนี้คือลู่จิ่นเฉิง ที่เป็นฝ่ายโทรศัพท์เรียกเธอให้บินตรงจากปักกิ่งมายังฮ่องกง ทั้งที่งานในโรงพยาบาลยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เธอจึงรีบจัดการทุกอย่างแล้วเดินทางมาทันที
แล้วทำไมเขาจึงเรียกเธอมาในเวลาที่กำลังอยู่กับผู้หญิงของเขากัน หรือทั้งหมดนี้เป็นเพียงการจงใจทำร้ายจิตใจเธอ เพื่อบีบให้เธอเป็นฝ่ายทนไม่ไหวและขอหย่ากับเขาเสียเอง
หญิงสาวยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ความลังเลก่อตัวขึ้นในใจ จะเคาะประตูเข้าไป หรือหันหลังกลับ
ตลอดสองปีที่ผ่านมา เธอรู้จักนิสัยของสามีดีกว่าใคร เขาเย็นชา เอาแต่ใจ อารมณ์ร้าย และไม่เคยไว้หน้าเธอ ขอเพียงเธอเจ็บปวด เขาก็ดูจะพึงพอใจ หากเธอกลับเขาอาจไม่พอใจจนหาเรื่องด่าทออีก
แต่หากเข้าไป...
เขาก็อาจไม่พอใจที่เธอเข้าไปขัดขวางความสุขของเขากับผู้หญิงอีกคนก็เป็นไปได้ ดูเหมือนว่าตัดสินใจทางไหนก็คล้ายจะเป็นเธอที่ผิดเสมอ คงเพราะการแต่งงานครั้งนี้ไม่เคยเกิดจากความรักกระมัง?
ลู่จิ่นเฉิงยอมแต่งงานเพียงเพราะคำขอร้องของคุณย่าลู่ และคำขาดจากประธานลู่ หากไม่แต่งกับเธอ เขาจะไม่ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานตั้งแต่อายุยี่สิบแปดปี
หลายปีก่อน พี่ชายคนรองของเพ่ยหรงอวี้เสียชีวิตขณะช่วยชีวิตคุณย่าลู่จากเหตุลอบยิงผู้นำลู่ฉางกรุ๊ป ความเสียสละครั้งนั้นกลายเป็นหนี้บุญคุณของตระกูลลู่ และในฐานะสายตรงเพียงคนเดียวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ลู่จิ่นเฉิงจึงต้องรับหน้าที่ชดใช้แทนตระกูลด้วยการแต่งงานกับเธอ ทั้งยังเป็นการเกื้อหนุนผลประโยชน์ทางธุรกิจระหว่างสองตระกูลไปพร้อมกัน
สำหรับเขา การแต่งงานครั้งนี้เป็นเพียงการตอบแทนหนี้ชีวิตและแลกกับผลประโยชน์
แต่สำหรับเธอ มันคือการได้แต่งงานกับผู้ชายที่แอบรักมานานกว่าห้าปี ทว่าความรักนั้นไม่เคยได้รับการตอบกลับ
ตั้งแต่คืนเข้าหอ เจ้าบ่าวก็บอกอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีวันแตะต้องเจ้าสาวอย่างเธอ ตลอดสองปีที่ผ่านมา หากหญิงสาวทนได้ก็ทนหากทนไม่ไหวก็ขอหย่า นับจากคืนนั้นสิ่งที่เพ่ยหรงอวี้ได้รับมีเพียงความเย็นชาและความห่างเหิน
ดังนั้น ต่อให้รู้ว่าสามีมีผู้หญิงคนอื่น เธอก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร แม้แต่ความหึงหวงยังไม่กล้าแสดงออก ได้แต่เก็บความเจ็บปวดทั้งหมดไว้เพียงลำพัง
เพ่ยหรงอวี้หันกลับไปมองด้านหลัง หวังขอความช่วยเหลือจากหวังเซวียเย่ มือขวาของลู่จิ่นเฉิง ผู้ไปรับเธอจากสนามบินเมื่อครู่ ก่อนจะส่งเธอขึ้นมาส่วนเขาขอเอารถไปเก็บยังที่จอด
ทว่าอีกฝ่ายกลับยังไม่ปรากฏตัวให้เห็น แม้แต่บรรดาบอดี้การ์ดที่ปกติยืนเฝ้าหน้าห้องไม่เคยห่าง รวมถึง เจียงจื่อฉี หัวหน้าบอดี้การ์ดกึ่งคนสนิทอีกคนของลู่จิ่นเฉิง ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาด้วยอีกคน ราวกับทุกคนตั้งใจหลีกทางให้เธอเผชิญสถานการณ์นี้เพียงลำพัง
แปลกจริง...
"จะเอายังไงดีละทีนี้หรงอวี้?"
เธอพึมพำกับตัวเองเสียงเบา สิ่งที่แพทย์ประจำบ้านอย่างเพ่ยหรงอวี้ไม่เคยทำให้ใครเห็น เพราะเธอคิดว่าเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสม
ซึ่งหากเป็นครั้งก่อน ๆ เพ่ยหรงอวี้คงเลือกเดินจากไปโดยไม่ลังเลในยามที่ตนเองมาเจอสามีกำลังอยู่กับหญิงอื่น แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เธอไม่ได้มาเอง หากแต่คนที่เรียกให้มาพบคือสามีของเธอ เขาอาจมีเรื่องสำคัญจริงๆ ก็ได้
หญิงสาวก้าวไปหยุดอยู่หน้าบานประตู มือเรียวยกค้างอยู่ครู่หนึ่งคล้ายจะเคาะ แต่กลับไม่มีแรงพอจะเคาะลงไป เพื่อบอกให้คนด้านในรับรู้ถึงการมาถึงของเธอ
ยิ่งยืนนาน เสียงจากภายในห้องก็ยิ่งชัดเจน ใบหน้าขาวเนียนค่อย ๆ ซีดลง ดวงตาร้อนผ่าว ความเจ็บปวดที่กดทับไว้ในอกแทรกซึมขึ้นมาจนแทบหายใจไม่ออก
สุดท้ายเธอก็ถอนมือกลับ บางทีการกลับไปตั้งหลักก่อนอาจดีกว่า กลับไปยังโรงแรมในเครือลู่ฉางกรุ๊ปที่หวังเซวียเย่จัดไว้ให้เธอพักระหว่างอยู่ฮ่องกง แทนการไปพักที่เพนต์เฮาส์สุดหรูของสามี
ต่อให้ถูกลู่จิ่นเฉิงด่าทอหรือประชดประชัน ก็ยังดีกว่าต้องเห็นภาพบาดตาที่เธอพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดสองปีหลังแต่งงาน
แน่นอนว่าเธอเจ็บปวด
เจ็บปวดหัวใจทุกครั้งที่รู้ว่าสามีอยู่กับผู้หญิงคนอื่น เพราะเธอแอบรักเขามานานกว่าห้าปี แต่ความรักเป็นเพียงเรื่องของเธอฝ่ายเดียว
ส่วนลู่จิ่นเฉิงไม่เคยตอบรับความรู้สึกนั้นเลย อีกฝ่ายจะรู้หรือไม่ คุณหมอสาวก็ไม่อาจทราบได้ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่เขายังเป็นคุณชายรองลู่ จนก้าวขึ้นเป็นรองประธานลู่ สิ่งที่เขามอบให้เธอมีเพียงความเย็นชา ความหมางเมินพร้อมกับย้ำอยู่บ่อยครั้งว่าหากเธออยากหย่าก็แค่พูดออกมา
ทว่าขณะที่เท้าในรองเท้าคู่งามกำลังจะก้าวจากไป กลับมีสองคำตรึงขาเรียวของคุณหมอสาวเอาไว้เสียก่อน
"อา...รองประธานลู่ ลองสัมผัสฉันอีกสิคะ ซวงเอ๋อต้องการคุณ พวกเรามามีความสุขกันเถอะนะคะ"
เพ่ยหรงอวี้ชะงักงันไปทั้งร่าง ไม่ใช่เพราะเสียงครางแผ่วเบาของหญิงสาวที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง หากแต่เป็นเพราะชื่ออันแสนจะคุ้นหูเสียเหลือเกินต่างหากที่หยุดเพ่ยหรงอวี้เอาไว้
‘ซวงเอ๋อ’ อย่างนั้นหรือ...
หัวใจของคุณหมอสาวกระตุกวูบราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบกำไว้แน่น ชื่อเรียกแสนคุ้นเคยนั้น มันทำให้ความคิดที่กำลังจะหันหลังเดินจากไปพลันสั่นคลอน
ความคิดหนึ่งพร่ำบอกว่า อย่าเปิดประตูเลย อย่าไปรู้ไปเห็นเสียยังจะดีกว่า บางครั้งความจริงก็โหดร้ายเกินกว่าหัวใจคนคนหนึ่งจะรับไหว แต่อีกความคิดกลับเอาแต่ตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช่คนคนนั้นหรือเปล่า?
คงไม่ใช่หรอก...
ไม่มีทางเป็นเธอแน่นอน...
"รองประธานลู่...อา...มาสิคะ ฉันต้องการคุณเหลือเกิน คุณเองก็ทรมานจะแย่อยู่แล้ว ให้ซวงเอ๋อช่วยคุณนะคะ"
"ปล่อย! อย่ามายุ่งกับฉัน ใครอยู่ข้างนอกรีบเข้ามาเดี๋ยวนี้!"
เสียงออดอ้อนของหญิงสาว ตามด้วยเสียงตวาดเกรี้ยวกราดของลู่จิ่นเฉิงดังออกมาพร้อมกัน
แต่เพ่ยหรงอวี้กลับไม่ได้ยินแม้เสียงของสามีจะดังลั่นกว่ามาก เพราะสมองของเธอหยุดรับรู้ทุกสิ่งไปตั้งแต่วินาทีที่ได้ยินคำเรียกแทนตนเองว่า ‘ซวงเอ๋อ’ ไปเสียแล้ว
และเพราะสองคำนั้นความสงสัยก็เอาชนะความหวาดกลัวในที่สุด หญิงสาวหมุนตัวกลับจากทางลงบันได ก้าวตรงไปยังประตูบานใหญ่แทบจะทันที
ลมหายใจสั่นไหว หัวใจคุณหมอสาวเต้นแรงจนเจ็บ เธอสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมด ก่อนหมุนลูกบิดแล้วผลักประตูเข้าไปเต็มแรง
ปัง!
ภาพตรงหน้าทำให้โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน เพ่ยหรงอวี้ยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาเบิกกว้าง ร่างทั้งร่างแข็งค้างราวกับถูกตรึงไว้
ผู้หญิงที่กำลังแนบชิดอยู่บนร่างของสามี ไม่ใช่หญิงแปลกหน้าที่เธอไม่เคยรู้จัก แต่เป็นคนที่เธอคุ้นเคยดีที่สุดคนหนึ่ง คนที่เธอไม่เคยคิดว่าจะทรยศเธอได้ ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับมีใครสาดน้ำแข็งลงมาทั้งตัว
ปลายนิ้วชา ริมฝีปากสั่น สติแทบหลุดลอย ก่อนเสียงของเธอจะดังลั่นออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
"พวกคุณกำลังทำอะไรกันฮ๊ะ!?"
หากเป็นผู้หญิงคนอื่น เพ่ยหรงอวี้คงไม่มีวันกล้าตวาดใส่สามีเช่นนี้แน่นอน แต่ผู้หญิงตรงหน้า คือเว่ยฉิงซวง เพราะอีกฝ่ายคือเพื่อนสนิทกึ่งพี่สาวที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก
ทั้งสองเรียนโรงเรียนเดียวกัน มาตั้งแต่ชั้นประถม ผ่านทั้งรอยยิ้ม น้ำตา ความสำเร็จ และความผิดหวังมาด้วยกันเกือบยี่สิบปี มาแยกกันก็ตอนที่เธอเรียนแพทย์แค่เว่ยฉิงซวงเลือกเรียนกฎหมาย
ดังนั้นสำหรับเพ่ยหรงอวี้ เว่ยฉิงซวงไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นครอบครัว เป็นคนที่เธอเชื่อใจที่สุดคนหนึ่งในชีวิต
เชื่อใจเสียจนเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอลู่จิ่นเฉิงให้รับอีกฝ่ายเข้ามาทำงานเป็นเลขานุการด้วยตัวเองทั้งที่ไม่ตรงสายกับที่อีกฝ่ายเรียบจบมาด้วยซ้ำ แต่แค่เว่ยฉิงซวงอยากเข้ามาทำงานในองค์กรใหญ่ เธอก็พร้อมจะสนับสนุน
ทั้งที่ตลอดสองปีของชีวิตแต่งงาน เธอแทบไม่เคยร้องขออะไรจากสามีเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แต่วันนี้...
ผู้หญิงที่เธอเป็นคนพาเข้ามา กลับกำลังซุกอยู่ในอ้อมแขนของสามี เสื้อผ้าของเว่ยฉิงซวงหลุดลุ่ย เรือนร่างแนบชิดกับลู่จิ่นเฉิงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
ภาพนั้นเหมือนคมมีดนับพันเล่มแทงลงกลางหัวใจของเพ่ยหรงอวี้พร้อมกันคุณหมอสาวสมองว่างเปล่า หูอื้อ ลมหายใจติดขัด
ความเจ็บปวดแล่นพล่านขึ้นมาจุกแน่นกลางอก จนรู้สึกราวกับเลือดทั้งร่างไหลย้อนขึ้นมาค้างอยู่ที่ลำคอ
นี่หรือ...
ความรู้สึกของคำว่าเจ็บจนแทบกระอักเลือด มันเป็นแบบนี้นะหรือ การถูกสามีนอกใจนั้นเพ่ยหรงอวี้คิดว่าเจ็บมากมาตลอดสองปี
แต่วันนี้การถูกเพื่อนที่รักที่สุดหักหลัง กลับเจ็บยิ่งกว่า มันเหมือนมีใครผลักเธอลงเหว ทั้งยังเป็นคนที่เธอเคยยื่นมือช่วยขึ้นมาด้วยตัวเอง เจ็บเหลือเกิน...
คุณหมอสาวเจ็บเสียจนเหมือนหัวใจทั้งดวงถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ
"ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!"
เสียงตวาดเย็นเยียบของลู่จิ่นเฉิงดังขึ้นอย่างไร้ความปรานี เพ่ยหรงอวี้สะดุ้งเฮือก สติที่กระจัดกระจายเพราะความเจ็บปวดค่อย ๆ ดึงกลับคืนมา
แต่เมื่อมองภาพตรงหน้าอีกครั้ง ความเจ็บกลับทวีคูณขึ้นเป็นหลายเท่า ในอกที่เคยมีเพียงความเสียใจ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความโกรธ ความแค้น และความผิดหวัง ร่างบอบบางสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
ทำไม? ...
คนที่เธอรักที่สุด กับคนที่เธอเชื่อใจที่สุด จึงร่วมกันทำร้ายเธอได้ถึงเพียงนี้ หรือการที่ลู่จิ่นเฉิงโทรศัพท์เรียกเธอบินจากปักกิ่งมาฮ่องกง เป็นเพียงเพราะอยากให้เธอมาเห็นภาพนี้ด้วยตาตัวเอง
หากเป็นเช่นนั้น...
เขาก็ทำสำเร็จแล้ว เพราะไม่มีสิ่งใดโหดร้ายไปกว่าการได้เห็นผู้ชายที่ไม่เคยแตะต้องภรรยาของตนเองตลอดสองปีของชีวิตแต่งงาน กลับกำลังแนบชิดอยู่กับเพื่อนรักของภรรยาแสนโง่เง่าแบบเธอเห็นตำตา มันเจ็บจนแทบขาดใจแล้วจริงๆ
นี่นะหรือ คนที่เคยจับมือเธอ ยิ้มให้เธอ พร้อมทั้งพูดกับเธออย่างอ่อนโยนว่า‘วางใจเถอะ หรงหรง ฉันจะช่วยดูแลรองประธานลู่แทนเธอเอง เธอตั้งใจเป็นคุณหมอที่ดีไปเถอะ’
การดูแลที่เว่ยฉิงซวงเคยรับปากไว้ น้ำใจที่เธอมอบให้ กลับกลายเป็นมีดที่อีกฝ่ายย้อนกลับมาแทงกลางหัวใจของเธอเองแบบนี้สินะ
แล้วลู่จิ่นเฉิงเล่า...
เขายอมให้เพื่อนสนิทของภรรยาเข้ามาใกล้ด้วยความเต็มใจ หรือสำหรับผู้ชายอย่างเขา ขอเพียงเป็นผู้หญิง ก็ไม่มีความแตกต่างเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร
หยดน้ำอุ่นเอ่อล้นคลออยู่ที่ขอบตา แต่เพ่ยหรงอวี้กลับไม่ยอมปล่อยให้มันไหลลงมา เพราะเธอไม่ต้องการร้องไห้ต่อหน้าคนทั้งสอง ไม่ต้องการให้พวกเขาเห็นว่า หัวใจของเธอแตกสลายเพียงใด
แต่ถึงจะไม่ร้องไห้...
หัวใจของเธอก็แหลกละเอียดไปแล้ว
สารเลว...
สารเลวทั้งสองคน!
ตอนพอเศษ2หลังการผ่าตัดผ่านพ้นไปด้วยดี ลู่จิ่นเฉิงเข้าสู่ช่วงพักฟื้นอย่างจริงจัง เขาปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษาทุกอย่างระหว่างพักฟื้น เพ่ยหรงอวี้ยังคงอยู่ข้างกายสามีอย่างใกล้ชิด แม้อายุครรภ์จะเพิ่มขึ้น ขนาดครรภ์โตขึ้นไปตามเวลาแต่คุณหมอสาวก็ไม่เคยทอดทิ้งลู่จิ่นเฉิงไปไหนตลอดเวลาสองเดือนนั้น ลู่จิ่นเฉิงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่ตัดสินใจแทนเพ่ยหรงอวี้อีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องลูก หรืออนาคตของทั้งคู่ หากมีเรื่องสำคัญ เขาจะถามความคิดเห็นของภรรยาก่อนเสมอ และเคารพการตัดสินใจของเพ่ยหรงอวี้อย่างไม่มีข้อโต้แย้งหลายครั้งเพ่ยหรงอวี้จงใจเลือกในสิ่งที่ต่างจากความคิดของลู่จิ่นเฉิง เพื่อดูว่าเขาจะกลับไปเป็นคนเดิมหรือไม่ แต่ทุกครั้ง ลู่จิ่นเฉิงกลับเลือกจะถามเหตุผลก่อนพอหญิงสาวอธิบาย เขาก็ไม่ได้ยอมรับปากทุกครั้ง แต่จะยกเหตุผลในมุมมองของเขาให้เธอฟัง แล้วค่อยถามเธอว่าจะเลือกทางไหน ไม่บังคับ ไม่คิดแทน แต่พวกเราสองคนปรับตัวมาเจอกันครึ่งทางแบบนี้แหละที่เพ่ยหรงอวี้ต้องการชีวิตคู่ไม่จำเป็นว่าใครต้องเป็นผู้นำ หรือผู้ตาม ไม่จำเป็นที่สามีจะต้องรับทุกอย่างนอกบ้านไว้คนเดียว เช่นกัน เรื่องในบ้
ตอนที่พิเศษ 1อีกสองอาทิตย์ต่อมาหลังอาการของลู่จิ่นเฉิงดีขึ้นจนพร้อมเดินทาง ประกอบกับโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกาเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว วันออกเดินทางจึงมาถึงภายในอาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศสำหรับเที่ยวบินส่วนบุคคล บรรยากาศเงียบสงบกว่าปกติลู่จิ่นเฉิงนั่งอยู่บนรถเข็น ดวงตาทั้งสองข้างยังถูกปิดทับด้วยผ้าก๊อซสีขาว รอยฟกช้ำบนใบหน้าจางลงกว่าก่อนมากแล้ว ส่วนบาดแผลที่ศีรษะและแผลถูกยิงบริเวณสีข้างด้านซ้ายได้รับการตัดไหมเรียบร้อยเลขาหวังยืนประจำอยู่ด้านหลังรถเข็น ขณะที่เพ่ยหรงอวี้ยืนเคียงข้างสามีไม่ห่าง ใบหน้าของหญิงสาวดูอิ่มเอิบขึ้นกว่าหลายวันก่อนมากเบื้องหน้า คุณย่าลู่ ประธานลู่ซึ่งอุ้มคุณหนูลู่ฟางฉีวัยสองเดือนไว้ในอ้อมแขน เพ่ยหลี่หรง หมอจั๋ว ต่างเดินทางมาส่งทั้งคู่ด้วยความเป็นห่วง พร้อมอวยพรให้การรักษาและการผ่าตัดครั้งนี้ผ่านพ้นไปด้วยดีส่วนคนบ้านเพ่ย ทั้งอัยการเพ่ยผู้เป็นบิดาของเพ่ยหรงอวี้ และประธานเพ่ยผู้เป็นบิดาของเพ่ยหลี่หรง ไม่ได้เดินทางมาส่งที่สนามบิน เพราะทั้งสองได้กล่าวลาและส่งทั้งคู่ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว“เข้าที่พักแล้วโทรกลับมานะหรงหรง” หลี่หรงพูด พลางยกมือลูบศีรษะเพ
“ไม่ทำไมหรอก แค่สำหรับฉัน ผัวเมียไม่มีแพ้มีชนะ เรายอมถอยคนละก้าวก็ได้ แบบนี้มีความสุขกว่า”เพ่ยหรงอวี้ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่ทุกคำกลับหนักแน่น เธอเพิ่งเข้าใจว่า ความรักไม่ใช่การเอาชนะกัน หากเป็นการเดินเข้าหากันคนละก้าว เพื่อให้ไปถึงตรงกลางพร้อมกัน“หรงอวี้...เธอ...”ลู่จิ่นเฉิงพูดแทบไม่ออก ลำคอตีบตันด้วยความซาบซึ้ง เขาไม่เคยคิดเลยว่าผู้หญิงที่เคยบาดเจ็บเพราะเขามากที่สุด จะยังยอมเปิดโอกาสให้เขาอีกครั้ง“เพราะการตายของเลขาเจียง ทำฉันคิดได้หลายอย่างค่ะ”เพ่ยหรงอวี้ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง แววตาสงบลงอย่างเห็นได้ชัด ความสูญเสียครั้งนั้นทำให้เธอมองชีวิตเปลี่ยนไป“คิดอะไรครับ”ลู่จิ่นเฉิงถามเบา ๆ ตั้งใจฟังทุกคำที่เธอจะพูด“คิดได้ว่าชีวิตคนเรามันสั้น”เพ่ยหรงอวี้ตอบพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ หากวันหนึ่งต้องจากกันโดยไม่มีโอกาสพูดในสิ่งที่อยู่ในใจ คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุด“จริงสินะ ชีวิตคนสั้นอย่างที่เธอพูด ขอโทษนะ หากพี่ไม่ทำอะไรซับซ้อน ป่านนี้ลูกของพวกเราคงโตวิ่งได้แล้ว”ลู่จิ่นเฉิงยิ้มเจื่อน ๆ พลางเอ่ยติดตลกปนสำนึกผิด เขาอดคิดไม่ได้ว่าหลายปีที่ผ่านมา เขาเสียเวลาไปกับความดื้อรั้นของตัวเ
เพ่ยหรงอวี้ตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาที่เพิ่งแดงจากการร้องไห้ก่อนหน้าเพราะโมโหยังมีหยาดน้ำตาคลออยู่ แต่ครั้งนี้เป็นน้ำตาแห่งความสุข เพราะลูกน้อยเลือกดิ้นเป็นครั้งแรกในวันที่พ่อของเขาได้รับรู้การมีอยู่ของตัวเอง“ดีจัง...ดีจริง ๆ ที่พี่รอดชีวิตกลับมา”ลู่จิ่นเฉิงเอ่ยแผ่วเบา ความตื้นตันเอ่อท้นจนจุกอยู่ในลำคอ หากวันนั้นเขาไม่รอดกลับมา เขาคงไม่มีวันได้สัมผัสช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิตเช่นนี้“ต่อไปนายต้องระวังตัวกว่านี้นะ”เพ่ยหรงอวี้พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิม มือเรียวลูบหลังมือของเขาเบา ๆ แม้จะยังโกรธกับความดื้อรั้นของเขา แต่ลึก ๆ แล้วสิ่งที่เธอกลัวที่สุด คือการต้องสูญเสียผู้ชายคนนี้ไปจริง ๆ“ได้ พี่รับปาก ว่าแต่ทำไมเธอต้องปิดบังพี่ด้วย นี่คงห้าเดือนแล้วใช่ไหม”ลู่จิ่นเฉิงรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนอดถามสิ่งที่ค้างคาใจไม่ได้ เขาไม่ได้ต่อว่า มีเพียงความสงสัยและเสียดายที่พลาดช่วงเวลาสำคัญของลูกมาตลอดหลายเดือน“ใช่ ห้าเดือน แล้วเป็นไง นายรู้สึกยังไงบ้าง ถูกปิดบังแค่ห้าเดือน นายชอบไหม”เพ่ยหรงอวี้ถามกลับด้วยสายตานิ่งสงบ ไม่ได้ประชดประชัน เพียงอยากให้เขาได้ลองรับรู้ความรู้สึกเดียวกับที่เธอเค