LOGINในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายเคอหนิงได้พบกับสีซือเฉิง ชายหนุ่มผู้มีภาพลักษณ์อ่อนโยนดั่งหยกและเป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียดนิ้วจนเธอหลงคิดไปว่าทั้งสองจะได้ครองรักกันไปชั่วชีวิต จนกระทั่งถูกสามีของตัวเองหว่านล้อมให้ไปเป็นทนายว่าความคดีหย่าร้างให้กับคนในดวงใจของเขา เธอถึงได้ตาสว่างและพบความจริงว่า... ความรักหวานชื่นตลอดห้าปีที่ผ่านมาคือเรื่องโกหก! บทบาทสามีผู้คลั่งรักคือภาพลวงตา! และแม้แต่ขาทั้งสองข้างที่พิการของเขาก็เป็นเรื่องหลอกลวงทั้งเพ! ในเมื่อเขาเสแสร้งหลอกลวงเก่ง เธอก็ทำได้เช่นกัน วันที่ได้รับใบหย่าเคอหนิงถูกชาวเน็ตรุมด่าจนติดเทรนด์ฮอตเสิร์ช แต่เธอกลับอาศัยกระแสนี้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ทะยานสวนกระแสกลับมาผงาดได้อย่างสง่างาม ทว่า... บิ๊กบอสจอมยึดติดที่พลิกแผ่นดินตามหาเธอมาตลอดห้าปี กลับบินด่วนข้ามคืนมาคุกเข่าลงตรงหน้า ชูแหวนขึ้นมาพร้อมเอ่ยอ้อนวอนขอความเห็นใจ “หนิงหนิง... ในเมื่อคุณเข้ามาเป็นแสงสว่างช่วยชีวิตผมไว้แล้ว จะทิ้งกันไปง่าย ๆ แบบนี้ได้ยังไง?”
View Moreเคอหนิงย้ายออกไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้ทั้งคฤหาสน์จึงเหลือเธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว เจียงซินหยิบเครื่องประดับชุดนั้นกลับไปลองสวมในห้องนอนโดยไม่คิดอะไรให้มากความ แต่เมื่อเธอเดินออกมาด้วยความเบิกบานใจหวังจะอวดให้สีซือเฉิงดู ถึงได้พบว่าเขาไม่ได้อยู่ที่ระเบียงแล้ว เธอรู้สึกแปลกใจ จึงเดินไปถามที่ห้องครัว “ป้าหลินคะ คุณผู้ชายล่ะ?” “คุณผู้ชายบอกว่าที่บริษัทมีธุระนิดหน่อย เลยต้องออกไปจัดการค่ะ” น้ำเสียงของป้าหลินราบเรียบเย็นชา ทว่าเจียงซินกำลังหลงระเริงจึงไม่ได้ใส่ใจท่าทีนั้น เธอเดินตรงไปชื่นชมตัวเองที่หน้ากระจก ครู่ต่อมา เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้น เจียงซินวางท่าราวกับเป็นนายหญิงของบ้าน “ป้าหลิน ไปเปิดประตูสิ” ป้าหลินที่อยู่ในครัวเบ้ปาก ก่อนจะเดินไปที่ประตูอย่างเสียไม่ได้ ทว่าวินาทีต่อมา เสียงอุทานด้วยความดีใจก็ดังขึ้นในห้องนั่งเล่น “คุณผู้หญิง! ในที่สุดคุณก็กลับมาแล้ว!” “อืม พอดีลืมแฟลชไดรฟ์ไว้น่ะ เลยกลับมาเอา” เคอหนิงไม่คิดว่าป้าหลินจะดีใจขนาดนี้ที่เห็นเธอ ตัวยังไม่ทันก้าวเข้ามาในบ้าน ป้าหลินก็ก้มลงหยิบรองเท้าสลิปเปอร์มาวางรอไว้ให้แล้ว “ขอบใจจ้ะ” เคอหนิงจับตู้ตรงโถงทางเดินพ
เคอหนิงแทบจะวิ่งหนีออกมา เธอรีบก้าวขึ้นรถแล้วปิดประตูทันที เหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหนีไปให้พ้นจากสถานที่ที่แทบจะทำให้เธอสติแตกแห่งนี้ เธอไม่เหมือนกับลู่วั่งเฉินเคอหนิงเป็นคนคออ่อนมาก สิ่งเดียวที่พอจะใช้ระงับความรู้สึกนึกคิดได้ก็คือการทำงาน เธอขับรถฝ่าความมืดมิดยามค่ำคืนมุ่งหน้าไปยังสำนักงานทนายความ บนถนนแทบจะไร้ผู้คน รถวิ่งฉลุยไร้สิ่งกีดขวาง ขณะจอดติดไฟแดงเธอกดกระจกรถลง และบังเอิญสังเกตเห็นว่าคนขับรถคันข้าง ๆ ดูคุ้นหน้าคุ้นตาแปลก ๆ เธอหรี่ตาเพ่งมองอย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าเขาดูคล้ายกับเพื่อนหมอของลู่วั่งเฉินคนนั้น ทว่าเธอกับอีกฝ่ายเคยพบกันเพียงครั้งเดียว จึงจำหน้าได้ไม่ชัดเจนนัก จังหวะที่กำลังจะเอ่ยปากทักทาย สัญญาณไฟก็เปลี่ยนสี รถคันนั้นพุ่งทะยานออกไปทางชานเมืองฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นทิศทางตรงกันข้ามกับเธอเสียแล้ว วันรุ่งขึ้น ลู่วั่งเฉินตื่นขึ้นมาในคฤหาสน์อวี้หลงวาน พลางยกมือขึ้นนวดคลึงขมับ อาการเมาค้างทำให้เขาปวดหัวอย่างรุนแรง ขณะกำลังจะตลบผ้าห่มลุกจากเตียง ลูกบิดประตูห้องนอนก็ถูกหมุนเปิดออก “คุณชายสี่ ตื่นแล้วหรือครับ?”ฟางอ
มันเป็นคำถามที่แทบจะกรีดลึกถึงขั้วหัวใจ แม้แต่ฟางอี้ที่ยืนมองอยู่เงียบ ๆ ยังสัมผัสได้ถึงความผิดหวังที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น ในอดีต เธอเคยรักผู้ชายตรงหน้าคนนี้ ความผูกพันที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน การเคียงข้างกันในยามวิกฤต เธอเคยมอบหัวใจให้เขาชนิดที่ยอมแลกได้แม้กระทั่งชีวิต แต่แล้วผลลัพธ์ล่ะ? เธอถูกทอดทิ้ง เพื่อลาภยศสรรเสริญ คฤหาสน์หรูหรา อาหารเลิศรส และรายล้อมไปด้วยสาวงาม เขามีคนที่พร้อมจะทอดสะพานให้มากมาย และไม่จำเป็นต้องฝากชีวิตไว้กับใครหน้าไหนอีกต่อไป ส่วนการแต่งงานกับสีซือเฉิงในเวลาต่อมา ก็เป็นเพียงเพราะเธอโหยหาความมั่นคงจากผู้ชายที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยเธอในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายก็เท่านั้น ตอนที่ขอแต่งงาน เขาเคยให้คำมั่นสัญญาเสียดิบดี แต่สุดท้ายแล้วมันก็เป็นแค่คำลวงไม่ใช่หรือ? สิบปี... ผู้ชายสองคน เรื่องราวอาจต่างกัน แต่จุดจบกลับไม่ต่างอะไรกันเลย เคอหนิงก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว สบตาขรึมลึกที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนของ ลู่วั่งเฉินก่อนจะเหยียดยิ้มเย้ยหยัน “จะอย่างไรก็ตาม ฉันกับสีซือเฉิงก็เป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย” “เขาอาจจะยอม
“ประธานสีใจเด็ดสมคำร่ำลือจริง ๆ โปรเจกต์มูลค่าหลายหมื่นล้าน บทจะทิ้งก็ทิ้งเอาง่าย ๆ” “ฉันแค่สงสัยน่ะครับ ไม่ทราบว่ากับภรรยาของตัวเอง...” เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อย จงใจลากเสียงยาว “เคยยอมทุ่มหมดหน้าตักขนาดนี้บ้างไหมครับ” มือของสีซือเฉิงที่กำลังเตรียมจะหมุนล้อรถเข็นออกไปชะงักกึก ใบหน้าสวยหวานทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวของเคอหนิงผุดขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่อยู่... คนเราต่างก็มีเลือดมีเนื้อและจิตใจ ตลอดห้าปีที่แต่งงานกันมา มีหรือที่สีซือเฉิงจะไม่รู้ว่าเคอหนิงจริงใจกับเขาแค่ไหน และเพราะแบบนี้เอง ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับเธอ เขาถึงได้รู้สึกผิดจนแทบทนไม่ได้นิ้วทั้งห้ากำเข้าหากันแน่น พยายามรักษาสีหน้าเรียบเฉยและภาพลักษณ์ที่อบอุ่นดั่งสายน้ำเอาไว้ เขาไม่ตอบ แต่กลับตั้งคำถามแทน “ในเมื่อเซ็นสัญญาแล้ว ไม่ทราบว่าประธานลู่คิดจะปล่อยคนเมื่อไหร่ครับ” ลู่วั่งเฉินหัวเราะในลำคอ เดินไปนั่งบนโซฟาอย่างไม่รีบร้อน “ไม่ต้องรีบหรอกครับ รอให้สัญญาเข้าระบบเรียบร้อยก่อนค่อยว่ากัน” “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนประธานลู่ช่วยดูแลด้วยแล้วกัน” แม้ในใจสีซือเฉิงจะร้อนรุ่ม แต่เขาก็รู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะแตกหักด้











