เข้าสู่ระบบ“หืม เจ้าเป็นฮูหยินของแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวหรอกหรือ จึงจะกลับตระกูลเสวียน”
ชินอ๋องหยางเจี้ยนกั๋วเอ่ยถามทันทีด้วยความสงสัย เพราะจดจำได้ว่าแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวแม่ทัพทิศประจิมของแคว้นฉิน มีฮูหยินเอกที่หน้าตาแปลกพิลึกไม่ได้งดงามเช่นนี้มิใช่หรอกหรือ
“เพคะ หม่อมฉันคงต้องรบกวนพระองค์ให้คนไปส่งที่จวนเสวียน หากกาลข้างหน้ามีสิ่งใดที่สามารถช่วยเหลือได้ หม่อมฉันจะรีบตอบแทนความเมตตากรุณาในครั้งนี้”
อวี้ซินเหยียนพยายามพูดคุยด้วยภาษาของคนในยุคนี้ให้คุ้นเคย นับว่ายังดีที่ผู้นำตระกูลอวี้ที่ฮ่องกงทุกรุ่นทุกสมัย ค่อนข้างเข้มงวดในเรื่องศาสตร์และศิลป์ของสตรีชนชั้นสูงในยุคโบราณมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ นางซึ่งอยู่ในฐานะว่าที่ผู้นำตระกูลจึงสามารถ พูด อ่าน เขียน ภาษาจีนโบราณได้อย่างคล่องแคล่ว รวมไปถึงการร่ายรำ วาดภาพ และการแต่งกลอนนางก็ทำได้ดี ถึงขั้นได้รับรางวัลชนะเลิศศิลปะย้อนยุคของหมู่เกาะฮ่องกง แต่ยังไม่ได้ขึ้นรับโล่รางวัลก็ต้องทะลุมิติมายุคโบราณแห่งนี้เสียก่อน
“อืม เช่นนั้นก็ตามข้ามาเถิด รถม้าของข้าจอดรออยู่ไม่ไกลจากจุดนี้ ข้าจะให้องครักษ์ไปส่งถึงจวนเสวียน เจ้าจะได้ปลอดภัย”
ชินอ๋องกล่าวพลางลุกขึ้นยืน แล้วเดินนำหน้าไปยังจุดจอดรถม้าหน้าพระราชวัง เพื่อไปสั่งการองครักษ์คนสนิทให้ไปส่งสตรีที่เขาอยากช่วยเหลือด้วยใจที่บริสุทธิ์มิได้หวังผลตอบแทนแต่อย่างใด
“ขอบพระทัยเพคะ”
อวี้ซินเหยียนตอบรับการช่วยเหลือ แล้วลุกขึ้นเดินก้มหน้าตามหลังผู้มีพระคุณไปทันที ไม่ได้หันกลับมามองชายหญิงที่ยืนมองนางอยู่ห่าง ๆ เลยสักนิด ขณะที่เดินผ่านชายหญิงใจร้ายที่ยืนอยู่ไม่ไกล ชินอ๋องหยางเจี้ยนกั๋วก็หยุดเดินแล้วกล่าวความในใจบางอย่างออกไป
“แม่ทัพเสวียนเจิ้งโจว วันนี้ข้ารู้สึกผิดหวังยิ่งนักที่เคยสนับสนุนให้ท่านขึ้นรับตำแหน่งแม่ทัพทิศประจิม สิ่งใดกรวด สิ่งใดหยก ท่านก็ยังดูไม่ออก ถึงจะไม่รักไม่ชอบแต่ก็ไม่ควรปล่อยให้ฮูหยินถูกสายตาของผู้คนจ้องมองมาในขณะที่นางสวมใส่อาภรณ์เปียกชื้นมิใช่หรอกหรือ น้ำใจขั้นพื้นฐานเพียงเล็กน้อยท่านยังแยกแยะไม่ออกเลย เห็นทีว่าภายภาคหน้า หากจะให้สนับสนุนท่านในตำแหน่งที่ใหญ่โตกว่านี้ข้าคงกระทำไม่ลง”
น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยพลางเหลือบมองสตรีผอมแห้ง ที่ยามนี้กำลังพยายามส่งสายตายั่วยวนอย่างนึกรังเกียจเดียดฉันท์ แค่เห็นสายตาของนางที่มองมาเขาก็รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว ใบหน้าก็งดงามไม่ได้ครึ่งของเสวียนฮูหยินเลยสักนิด เหตุใดแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวจึงตามืดบอดถึงเพียงนี้ หรือความชอบของเขาจะไม่เหมือนบุรุษคนอื่น ๆ ชินอ๋องได้แต่ขบคิดประเด็นนี้อยู่ในใจ
“อะ เอ่อ ประเดี๋ยวกระหม่อมจะไปส่งฮูหยินที่จวนเองพ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกว่าตนเองไร้น้ำใจจริง ๆ คงเพราะอารมณ์โกรธที่ฮูหยินกระทำการโง่เขลาจนเกือบทำให้เขาเดือดร้อนต้องอาญาไปด้วยกระมัง
“เจ้าจะไปกับเขาหรือไม่”
ชินอ๋องเอ่ยถามสตรีที่ยืนรออยู่ไม่ไกล เพราะอย่างไรเสียภรรยาก็สมควรเดินทางกลับจวนพร้อมกับสามี เขาเป็นเพียงคนนอกที่บังเอิญผ่านทางมาช่วยเหลือก็เท่านั้น จึงเคารพการตัดสินใจของนางทุกอย่าง
“ไม่เพคะ”
อวี้ซินเหยียนรีบตอบปฏิเสธทันทีด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว เพราะรู้สึกรังเกียจสามีสารเลวของสตรีผู้จากลายิ่งนัก แม้กระทั่งนั่งหายใจเอาอากาศร่วมกันบนรถม้านางก็ไม่ยินยอมอย่างเด็ดขาด
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด เวลาไม่เช้าแล้ว”
บุรุษสูงศักดิ์กล่าว พลางแอบอมยิ้มพอใจไม่ให้ผู้ใดมองเห็น น่าแปลกที่เขารู้สึกดีใจที่นางไม่ไปกับสามี ความรู้สึกเช่นนี้ช่างอันตรายเหลือเกิน นางมีสามีแล้วเขาต้องท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจ มิใช่หลงดีใจเมื่อเห็นสามีภรรยาแตกแยกกันเช่นนี้
ชินอ๋องหยางเจี้ยนกั๋วกับอวี้ซินเหยียนรีบเดินมุ่งหน้าสู่ประตูพระราชวังทันที ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มารอชมเรื่องสนุก ที่คล้ายว่าจะสนุกกว่าการแสดงร่ายรำในงานเลี้ยงเสียอีก แต่ด้วยเสียงเล่าลือของอุปนิสัยของชินอ๋องหยางเจี้ยนกั๋ว ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้านำความเสริมแต่งที่เกี่ยวข้องกับบุรุษที่ขึ้นชื่อเรื่องกัดไม่ปล่อยไปจับกลุ่มนินทาอย่างเด็ดขาด เพราะไม่อยากมีเรื่องเดือดร้อนกระทั่งลุกลามไปถึงคนในครอบครัว
เสวียนเจิ้งโจวเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างของฮูหยิน เขาก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างที่นางไม่มองหน้าเขาเลย ทั้งยังไม่ส่งเสียงดังโวยวายตามอุปนิสัยเอาแต่ใจ แต่แม่ทัพหนุ่มก็มิได้กล่าวสิ่งใดออกมาอีก เพราะตัดสินใจที่จะกระทำตามใจตนเองเสียที เขายินยอมแต่งสตรีที่ไม่ได้รักเข้ามาในจวนและยอมให้นางอยู่ในฐานะที่สูงส่งกว่าผู้ใดตั้ง 6 ปี ย่อมเพียงพอแล้วมิใช่หรือ
“พี่หญิงใหญ่กับชินอ๋องหยางเจี้ยนกั๋วเหตุใดจึงดูสนิทสนมกันเยี่ยงนั้นเจ้าคะ แบบนี้ไม่เท่ากับว่านางกำลังหมิ่นเกียรติท่านแม่ทัพหรอกหรือ”
อวี้ซูเซียวรู้สึกอิจฉาพี่สาวที่ได้ใกล้ชิดกับบุรุษสูงศักดิ์ทั้งยังรูปงามเป็นหนึ่ง หากว่าแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวรูปงามมากแล้ว ทว่าชินอ๋องหยางเจี้ยนกั๋วกลับรูปงามกว่าหลายส่วน ทั้งยังแลดูสะอาดสะอ้านกลิ่นกายหอมกรุ่นเฉกเช่นบัณฑิตผู้ร่ำรวย นางจึงได้กล่าวให้ร้ายพี่สาวออกไปอย่างจงใจ โดยที่ลืมมองหน้าแม่ทัพหนุ่มข้างกายว่ายามนี้ใบหน้าของเขาบึ้งตึงเพียงไร
“ไม่ต้องกล่าวสิ่งใดให้ผู้อื่นเอาไปนินทาได้อีก อวี้ซูเซียวเจ้ากลับเข้าไปในงานเลี้ยงเสียเถิด ข้าจะเดินตามเข้าไปในภายหลัง ป่านนี้บิดามารดาของเจ้าคงกำลังมองหาแล้วกระมัง”น้ำเสียงเข้ม ๆ เอ่ยออกไปด้วยอารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่าน ทั้งยังรู้สึกรำคาญสตรีที่คอยพูดจาอยู่ข้างหูไม่หยุดหย่อน
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพรีบตามมานะเจ้าคะ ข้าจะรีบไปบอกกล่าวท่านพ่อท่านแม่ในเรื่องที่ท่านแม่ทัพพึ่งป่าวประกาศออกไป”
อวี้ซูเซียวกล่าวทั้งยิ้มแย้มออกมาเต็มใบหน้า นางดีใจยิ่งนักที่แม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวยินดีแต่งนางเข้าจวนอีกคน เพราะหากเข้าไปในฐานะฮูหยินรองก็ไม่ยากเลยที่จะยึดอำนาจทุกอย่างจากพี่สาวต่างมารดา สตรีที่นางเกลียดชังมาตั้งแต่เยาว์วัย
“ตอนนั้นข้าไม่รู้ใจตัวเอง แต่ตอนนี้รู้แล้วว่ารักเจ้ามากแค่ไหน”“แค่ไหนกันเชียว”“อ่า...ตราบเท่าชีวิตเลยกระมัง”“ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ท่านต้องรักและมอบใจให้ข้าเพียงผู้เดียว” เสียงอ่อนหวานสั่งการ ขณะถูกจ้วงทะลวงกายอย่างหนัก“ข้าสัญญา”เสียงบอกรักดังคลอเคลียไปกับเสียงกระทบกันของร่างกาย จวบจนวันใหม่มาเยือนเสียงแห่งความสุขค่อยสงบลงในวันอภิเษกสมรสพระราชทาน เจียงซินอี๋ให้เกียรติบิดามารดาบุญธรรมจากตระกูลเจียง ทำพิธีส่งมอบนางให้กับพระสวามีส่วนเจียงม่านหรูผู้เย่อหยิ่ง ถูกใครบางคนจัดแจงให้แต่งออกไปอยู่ต่างเมืองเมื่อห้าปีก่อน ไม่ได้กลับมาร่วมงานฉลองสมรสพระราชทานเจียงซินอี๋ไม่ได้รู้ข่าวคราวใด ๆ ของพี่สาวบุญธรรมอีก รู้เพียงแค่ว่าเจียงม่านหรูได้แต่งกับบุรุษที่เหมาะสมแล้วทางด้านมังกรสองพี่น้องวันนี้มีรอยยิ้มกว้างเปี่ยมสุข เมื่อมีโอกาสร่วมงานฉลองมงคลสมรสของหลานชายสุราเลิศรสถูกจัดวางเตรียมพร้อมต่อการสังสรรค์ สองหนุ่มใหญ่นั่งตั้งวงกันตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดิน“ดื่ม”“ดื่ม”“ฮ่า ฮ่า เฟยหลงข้าอยากแต่งงานอีกครั้ง เจ้าคิดเห็นเช่นไร”พี่ชายเอ่ยประโยคที่ทำให้น้องชายหูผึ่งด้วยความอยากรู้ แต่งงานทั้ง ๆ ท
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่เมืองชายแดน ชินอ๋องหวังต้าหลงก็พาท่านปู่ทั้งสองและคู่หมั้นสาว เดินทางกลับเมืองหลวงทันที เขาอยากกลับไปจัดพิธีแต่งงานใจแทบขาดทุกคนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงโดยการขี่ม้า ตลอดการเดินทางไม่มีผู้ร้ายกล้าโผล่หน้ามาสักคนคงเพราะแรงกดดันจากสัตว์เทพหรืออย่างไร แม้กระทั่งสัตว์ป่ายังหนีหายไม่เจอตัวสองเดือนผ่านไปจึงสิ้นสุดการเดินทาง ฮ่องเต้หวังต้าหลางต้อนรับบิดากับท่านอามังกรด้วยสีหน้าปีติยินดี ส่วนบุตรชายกับคู่หมั้นแยกไปตำหนักย่านชานเมืองก่อนหน้านี้แล้ว“ท่านพ่อท่านอาเหตุใดจึงไม่แก่เลยขอรับ พวกท่านยังดูหนุ่มแน่นกว่าข้าเสียอีก”ฮ่องเต้วัยกลางคนตัดพ้อด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง เขาเป็นลูกเหตุใดจึงแก่กว่าบิดาไม่เจอกันนานหลายสิบปี แต่สองมังกรตรงหน้ายังรูปงามหล่อเหลาไม่มีเปลี่ยน ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย“ฮ่า ฮ่า เจ้ายังไม่แก่เช่นกัน เพียงแค่มีริ้วรอยนิดหน่อย ลองโอสถของเผ่ามังกรสักหน่อยเป็นไร รับรองได้ว่าสนมในวังหลังของเจ้าอิ่มสุขอย่างแน่นอน”หวังเฟยหลงเป็นผู้กล่าวหยอกเย้าหลานชาย หากจำไม่ผิดโอสถของเขามีถึงสามกระสอบ แต่ยามนี้หายไปหนึ่งกระสอบ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผู้ใดขโมยไป สังเกตได้จากใบหน
“มีแค่ท่านที่ได้เห็น ทั้ง ๆ ที่อยากลอง อื้อ อื้อ” คนเอาแต่ใจไม่ยอมให้คู่หมั้นกล่าวถึงบุรุษอื่นอีกริมฝีปากของเขารีบประกบรัดแน่น พร้อมกับกวาดลิ้นสำรวจไปทั่วโพรงอ่อนนุ่ม รุกเร้าจนกายสาวสั่นระริก ยอมอ้าปากให้เขาครอบครองแต่โดยดี“ตรงนี้น่าดูดชะมัด”“อ๊ะ อือ”ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงไปฉกเอาเต้าอวบเข้าเต็มอุ้งปาก โคนลิ้นออกแรงกระตุ้นหนุบหนับ เป็นจังหวะรีดเคล้นหนักหน่วงก้อนอวบหายเข้าไปในโพรงปากเกือบครึ่ง ทั้ง ๆ ที่มีขนาดใหญ่เกินตัวอยู่มาก ยิ่งเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้นตามอายุ“อ่า..พอก่อนเจ้าค่ะ อือ อาบน้ำก่อน”“ยังไม่พอขออีกนิด เจ้าปล่อยข้าเดียวดายมานานถึงเจ็ดปี ต้องรับผิดชอบ”ของอร่อยอยู่ในปากทั้งที ใครจะยอมปล่อยไปง่าย ๆ ต้องกินของหวานรองท้องเสียก่อน ค่อยกลับมาตามหาอาหารมื้อหลักกว่าแม่ทัพใหญ่จะยอมไปอาบน้ำชำระร่างกาย คู่หมั้นสาวก็นอนหายใจหอบเหนื่อยอยู่บนเตียงนางเหนื่อยทั้ง ๆ ที่ยังไม่ออกศึกชายหญิงเลยสักรอบ ที่เหนื่อยเพราะถูกรีดน้ำเมือกจนหมดเต้าเมื่อชินอ๋องอาบน้ำเสร็จ เจียงซินอี๋จึงรีบลุกไปอาบน้ำชำระร่างกายเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องมีสาวใช้มาช่วยอาบ หงส์เพลิงแสนสวยสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ทว่าใครบางคนไม่ค
เมื่อดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปตามธรรมชาติ บุรุษกับสตรีที่โอบกอดกันบนหลังม้าตลอดการเดินทาง ก็กลับมาถึงค่ายทหารซึ่งอยู่ห่างจากประตูเมืองไม่ไกลทันทีที่กลับมาถึงกระโจมของท่านแม่ทัพ กายอวบอัดทรงเสน่ห์เรียกสายตาบุรุษ ถูกดันแผ่นหลังไปชิดผนังกระโจมที่พัก ซึ่งทำมาจากหนังของสัตว์ป่าคุณภาพดีเพียงแค่พบหน้าและมองตากัน ทั้งสองต่างเข้าใจในความต้องการของกันและกัน ประกอบกับหึงหวงคู่หมั้น ไม่อยากให้บุรุษใดจ้องมองทั้งนั้น ชินอ๋องจึงอยู่ในอาการที่เรียกได้ว่าคลั่งรักพันธะเลือดมีคุณสมบัติดึงดูดคู่พันธะเข้าหากัน ยิ่งมีใจให้กันยิ่งไม่อยากถอยห่าง เจียงซินอี๋ผ่านพ้นวัยสิบแปดปีมานานหลายปี เลยสัมผัสได้ถึงแรงแห่งพันธะเลือด“ท่านอ๋อง ปล่อยก่อน อื้อ ที่นี่ไม่ได้”“ย่อมได้ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้บริเวณนี้ ข้าสั่งห้ามไว้แล้ว”“จะมีใครแอบดูหรือไม่เล่า”เข้าใกล้การดำรงเผ่าพันธุ์เป็นครั้งแรก ย่อมรู้สึกหวาดระแวงเป็นเรื่องปกติ แต่หากอายุเพิ่มมากขึ้นคงเริ่มชิน ไม่ต่างจากหงส์เพลิงคนอื่น ๆ ในเผ่า ที่ชื่นชอบการเช็ดขนในที่แจ้งมากกว่าที่ลับ“ไม่มีหรอก”สิ้นเสียงพูดคุยกัน ริมฝีปากทั้งสองก็ประกบเข้าหากันอย่างแนบแน่นอุ้งมือใหญ่รีบด
สายตาคมเข้มจ้องมองเหล่าทหารของฝ่ายตรงข้าม ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด กังวล แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยขวัญกำลังใจ“พวกมันมาเยอะกว่าสายข่าวแจ้งมา ฉีฟงทหารของเราพร้อมแล้วหรือยัง”“ทหารทุกคนพร้อมทั้งกายทั้งใจ พ่ะย่ะค่ะ”ข้างกายผู้นำทัพมีองครักษ์คนสนิท และเหล่านายกองคนสำคัญ คอยดูแลความปลอดภัยอยู่ไม่ห่างระหว่างการเดินทางมาเยือนเมืองชายแดน ชินอ๋องหวังต้าถูกลอบโจมตีหลายต่อหลายครั้ง แม่ทัพใหญ่กับผู้ใต้บังคับบัญชานับสิบคน รอดชีวิตมาได้ทุกครั้ง เพราะได้รับความช่วยเหลือในที่มืดพวกเขาสืบรู้ความจริงในภายหลัง เหล่าผู้มีพระคุณคือกองกำลังลับขององค์รัชทายาท ที่ช่วยซุ่มยิงธนูเข้าสกัดกั้นกลุ่มคนร้ายได้ทันกาลคนถูกปองร้ายนึกขอบคุณพี่ชายนับครั้งไม่ถ้วน เนื่องจากห่วงใยชาวบ้านแถบชายแดน เลยส่งกองกำลังของตนล่วงหน้าไปก่อน แล้วแอบเดินทางกันอย่างลับ ๆทว่าความลับไม่มีอยู่จริง เมื่อคนร้ายคอยดักซุ่มอยู่ทุกเส้นทาง หมายสังหารผู้นำทัพสูงสุด ขวัญกำลังใจของทหารแคว้นเฉิง เกือบสิ้นชีพตามความต้องการของฝ่ายศัตรูหากไม่มียอดฝีมือจากกองกำลังขององค์รัชทายาท คอยช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ ตลอดการเดินทาง พวกเขานับสิบชีวิตคงรับมือคนร้ายจำนวนมากได้
ในทุก ๆ ปีชินอ๋องหวังต้าหลงกับองครักษ์ จะกลับไปเยือนเมืองบนตามที่ให้สัญญาไว้กับคู่หมั้น ทว่าพวกเขาต้องผิดหวังทุกครั้งเนื่องจากหงส์เพลิงในดวงแก้วอัสนี ยังคงได้รับการถ่ายทอดพลังเซียนเช่นเคย ดวงแก้วอัสนีวางอยู่ที่เดิมเหมือนวันแรกไม่มีเปลี่ยนไปขอพบทุกครั้ง ชินอ๋องทำได้เพียงเฝ้ามองแสงสีทอง ซึ่งโอบล้อมดวงแก้วสีแดงจนมองแทบไม่เห็น อยู่มองได้ไม่นานก็ถูกเชิญกลับ เป็นเช่นนี้มานานหลายปีดวงจิตของบิดาซึ่งเก็บไว้ในดวงแก้วอัสนี คอยโอบอุ้มส่งมอบพลังให้หงส์เพลิงวันแล้ววันเล่าในปีที่หกนับจากเจียงซินอี๋ปิดด่านกักตน ชาวแคว้นเฉิงกำลังจะเผชิญกับวิกฤตแห่งสงครามราคาอาหารสดอาหารแห้งสูงลิ่วผิดปกติ เพราะถูกปิดกั้นการนำเข้าแลกเปลี่ยนจากแคว้นข้างเคียงบุรุษผู้มีอายุเกินสิบแปดปีเต็ม ถูกเรียกตัวไปคัดเลือกทหารเข้ากองทัพหลวง ซึ่งยามนี้มีชินอ๋องหวังต้าหลง ขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของแคว้นเมื่อปีที่แล้วเขาสังหารอดีตแม่ทัพใหญ่เพียงดาบเดียว โทษฐานสมรู้ร่วมคิดกับไส้ศึก และเกือบสังหารสตรีในวังหลังขององค์รัชทายาทแคว้นเฉิงไม่มีชินอ๋องหวังต้าหลงสักคน แน่นอนว่าเละเทะไม่มีชิ้นดี บิดากับพี่ชายเป็นคนดีปกครองแคว้นด้วยคุณธรรม







