LOGINเวลาผ่านไป
ขณะที่มิราและกลุ่มเพื่อนๆ กำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ในร้านอาหารในห้าง พะพิมที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับมิราก็สังเกตเห็นชายหนุ่มที่คุ้นเคย มากับผู้หญิงที่หน้าตาสะสวยแต่งตัวแซ่บซี๊ดปากแดงจนอดที่จะพูดถึงไม่ได้
"นั่นคุณคชานี่ เขามากับใคร?"
ขนมและมิราที่นั่งอยู่ข้างกันหันหลังกลับไปมองพร้อมๆ กันราวกับนัดกันมา และก็ได้เห็นคชามากับผู้หญิงอย่างที่พะพิมพูดจริงๆ
"นั่นสิ เขามากับใครกัน ทำไมถึงดูสนิทสนมแบบนั้น" ขนมพูดย้ำขึ้น เพราะเห็นผู้หญิงคนนั้นกอดแขนซบไหล่ของคชาอย่างไม่อายคนในห้าง
มิรารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเพื่อจะเอาไปถามคชาในคืนนี้ อย่างน้อยเธอก็มีหลักฐานยืนยันว่าไม่ได้ตาฝาดไปหรือคิดไปเอง
"ยัยมิรา นี่หรอผู้ชายที่เธอชอบ?" ริตาถาม
"อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานกันก็ได้มั้ง เราเห็นแค่นี้อย่าเพิ่งตัดสินสิ" เธอยังคงมองโลกในแง่ดี เพราะผู้หญิงคนนั้นอาจจะเป็นเพื่อนสนิทหรืออาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานสักคนนึงที่ค่อนข้างสนิทกันมากๆ
"เธอมองโลกในแง่ดีไปนะ" พะพิมบอก เพราะรู้ดีว่ามิราเป็นคนแบบไหน เธอดูเหมือนจะเป็นคนทันคนแต่ก็ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้ชาย หูเบาเชื่อคนง่าย
"มันคงไม่มีอะไรหรอก พวกเธอน่ะคิดมาก เอาเป็นว่าเดี๋ยวคืนนี้ฉันจะไปถามเขาเองเพราะฉันถ่ายรูปเอาไว้แล้ว ได้เรื่องยังไงฉันจะมาบอกพวกเธออีกที" มิราพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เอาจริงเอาจัง พร้อมกับยกโทรศัพท์ขึ้นเป็นเชิงบอกว่าในนั้นมีรูปที่เธอถ่ายเอาไว้แล้ว
ทุกคนถอนหายใจออกมายาวๆ พร้อมกัน โดยเฉพาะขนมที่จะรู้สึกหนักใจเอามากๆ กับความรักของเพื่อนในครั้งนี้ เพราะดูเหมือนว่ามิราจะรักผู้ชายคนนั้นจนไม่ลืมหูลืมตาไม่ฟังอะไรจากเพื่อนเลย
"หวังว่าเธอจะไม่เสียใจเพราะเขานะ"
"อื้ม..กินข้าวกันต่อเถอะ"
เวลาต่อมา...
มิรานั่งรถมาหาคชาที่คอนโดเหมือนอย่างเคย ก่อนจะขึ้นไปหาชายหนุ่มที่ด้านบนที่เคยอยู่กับเขาเป็นประจำ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
"เข้ามา"
ทันทีที่ได้รับอนุญาตจากคนด้านในเธอก็บิดลูกบิดประตูแล้วเดินเข้าไปทันที
"ทำงานอยู่หรอคะ?"
"อืม แล้วเรามีอะไรล่ะ?"
"คือมิรามีเรื่องอยากจะถามพี่ค่ะ"
"ว่ามาสิ"
เธอยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าสะพาย เปิดรูปที่เธอได้ถ่ายเอาไว้เมื่อตอนกลางวันแล้วยื่นให้กับชายหนุ่ม
"ผู้หญิงคนนี้เป็นใครหรอคะ?"
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอ"
"มิราแค่อยากรู้ค่ะ เธอคือใครหรอคะ?"
"ฉันไม่จำเป็นต้องรายงานเรื่องส่วนตัวให้เธอรู้หรอกนะ"
"แต่มิราเป็นเมียพี่นะ เรื่องแค่นี้มิรารู้ไม่ได้หรอกคะ มีผู้หญิงเข้าใกล้พี่ทั้งทีมิราก็แค่หวง"
"ตราบใดที่ฉันยังไม่ได้แต่งงาน เธอก็ยังไม่ใช่เมียฉัน ก็แค่คนที่นอนร่วมเตียงกัน เรื่องเซ็กซ์ก็เป็นเรื่องปกติสำหรับผู้หญิงและผู้ชายอยู่แล้ว เธอเองไม่ใช่หรอที่เป็นคนอยากได้จากฉันเอง"
"เอ่อคือ..."
"อย่ามาพูดแบบนี้กับฉันอีกถ้ายังอยากเข้าออกคอนโดของฉันได้ และถ้ายังอยากอยู่ในสายตาของฉันอย่าทำอะไรที่ฉันไม่ชอบ!"
"มิรา...ขอโทษค่ะ" เธอกล่าวคำขอโทษด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำราวกับคนกำลังจะร้องไห้ เพราะถูกชายหนุ่มตะคอกใจอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน แต่นั่นอาจจะเป็นเพราะเธอแสดงตัวเป็นเจ้าของชายหนุ่มมากเกินจึงทำให้เขาไม่พอใจ
"...."
"มิราแค่หวงพี่ไม่อยากให้ใครเข้ามาใกล้พี่"
"ช่างเถอะ คราวหน้าเธอก็อย่าทำตัวแบบนี้อีก"
"ค่ะ มิราจะไม่ทำอีกแล้วค่ะ"
"...." ชายหนุ่มนั่งเงียบไม่ได้สนใจหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าแต่อย่างใด จนเธอรู้สึกเกร็งกับความเงียบงันภายในห้อง ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน อย่างน้อยเขาก็พูดหรือสื่อสารอะไรกับเธอบ้าง "จะยืนค้ำหัวฉันอีกนานไหม?"
"เอ่อ...ไม่ค่ะงั้นมิราขอตัวกลับดีกว่า"
"จะรีบกลับไปไหน เธองอนฉันหรอ?"
"เปล่าค่ะ มิราแค่ไม่อยากรบกวนพี่ ตอนนี้พี่กำลังทำงานอยู่"
"เธอรู้หรือเปล่าว่าทำไมฉันถึงขึ้นเสียงใส่เธอ"
"...." เธอจ้องตาชายหนุ่มพร้อมกับส่ายหัวไปมาเบาๆ
"ฉันรู้ว่าเธอยังมีนิสัยเด็ก แต่เธอก็ต้องเข้าใจว่าฉันทำธุรกิจ ฉันก็ต้องรู้จักนักธุรกิจทั่วไปอยู่แล้ว การที่ฉันสนิทสนมกับนักธุรกิจคนอื่นมันก็แค่แผนของงาน ต้องทำความรู้จักกับนักธุรกิจคนอื่นไว้งานของฉันจะได้ราบรื่น ถ้าเธอไปวุ่นวายงานของฉันจะไม่พังหรอกหรอ?"
"มิราขอโทษค่ะที่ใจร้อนวู่วาม แต่มิราสัญญาว่าจะไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีก"
"นั่งลงก่อนสิ"
"ค่ะ"
ร่างบางค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้าของชายหนุ่ม
"ฉันไม่ชอบคนที่ชอบแสดงตัวเป็นเจ้าของ ถ้าเธอยังอยากอยู่แบบนี้ก็อยู่ในส่วนของเธอ "
"ค่ะ แต่มิราสงสัย..."
"สงสัยอะไร?"
"เรามีอะไรกันแล้ว นั่นก็แปลว่าเราสองคนเป็น..."
"ไหนว่ามาจากเมืองนอก ทำไมเธอถึงได้ดูหัวโบราณแบบนี้ล่ะ?"
"ก็..."
"นี่โลกมันเปลี่ยนไปถึงไหนแล้ว คนเรามีเซ็กซ์กันไม่จำเป็นต้องผูกมัดหรือต้องเรียกว่าผัวเมีย บางคนแค่รักสนุก บางคนแค่สนองความต้องการของกันและกัน จะเรียกผัวเมียได้ก็ต่อเมื่อแต่งงานแล้วเท่านั้น"
"...."
"บางทีแต่งงานแล้วก็ไม่ได้เรียกว่าผัวเมีย"
"...." มิรานั่งทำเงียบๆ โดยที่ไม่ได้พูดตอบโต้อะไรกลับไป เธอกำสายกระเป๋าสะพายแน่น รู้สึกแปลกๆ กับคำพูดของคนตรงหน้า
ความสัมพันธ์มันก็แปลกๆ ทั้งๆ ที่เธอจริงใจจริงจังกับเขามาก แต่ดูเหมือนเขาไม่ได้จริงจังอะไรกับความรักที่เธอมีให้เลย
"ถ้าเธอจะกลับฉันจะให้คนไปส่ง"
"ไม่เป็นอะไรค่ะ มิราไม่รบกวนพี่จะดีกว่า"
"แบบนี้แสดงว่าเธอโกรธฉันอยู่จริงๆ ด้วย"
"...."
"ฉันต้องทำยังไงล่ะเธอถึงจะหายโกรธฉัน หรือว่าฉันต้องอธิบายยังไงเธอถึงจะเข้าใจ"
"...."
"แต่ฉันก็บอกเธอเอาไว้แล้วว่า คนเราที่เจอกันได้ไม่เท่าไหร่จะเรียกว่าความรักเลยมันไม่ได้หรอก ก็แค่รู้สึกดี..."
"พี่แค่รู้สึกดีกับมิราหรอคะ"
"จะเรียกแบบนั้นก็ได้ เพราะฉันไม่ได้รักใครง่ายๆ และไม่เคยรักใครแค่คำว่าแรกเจอ"
"ค่ะ งั้นมิราไม่รบกวนพี่แล้วจะดีกว่าขอตัวกลับก่อนนะคะ"
เวลาต่อมาหลังจากที่กลับมาเก็บเสื้อผ้าที่โรงแรมกันเรียบร้อยแล้วเราสองคนก็ออกเดินทางกันทันทีเพราะกว่าจะไปถึงที่นั่นอีกก็คงจะมืดดึก แต่พอออกไปได้ครึ่งทางฝนก็กระหน่ำตกลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา จนพี่คชาต้องหยุดรถเพราะถ้าไปต่ออาจจะเกิดอุบัติเหตุเอาได้ฝนตกลงมาแรงจนมองไม่เห็นเส้นทางเลย"ตกหนักเลยนะเนี่ย ดูท่าแล้ว คงจะหยุดยากด้วย" พี่คชาหันมาพูดกับฉัน"น้ำมันรถจะหมดแล้วหนิ" ขณะที่ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่คชา ก็สังเกตเห็นไฟสีแดงกระพริบตรงหน้าจอด้านหน้าของพี่คชา มันเป็นไฟสีแดงกระพริบเตือนน้ำมันรถที่กำลังจะหมด"อืม ฉันลืมเติมน่ะ ก็กะว่าจะขับรถออกไปแล้วหาปั๊มน้ำมันจอดเติม แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาติดฝนอยู่แบบนี้""เฮ้อ..." ฉันหยิบโทรศัพท์ออกมากะว่าจะโทรหาพี่ดิม เผื่อว่าเขาจะช่วยอะไรฉันได้บ้าง แต่ก็ดันไม่มีสัญญาณสักขีดเลย แบตเตอรี่เต็มเปี่ยมแต่ตรงนี้ไม่มีสัญญาณเลย แต่มันคงจะเป็นเพราะฝนตกหนักด้วยแหละสัญญาณก็เลยหาย"จอดรถพักอยู่ตรงนี้ก่อนฝนหยุดแล้วค่อยออกเดินทางต่อ""น้ำมันรถก็จะหมดอยู่แล้ว จากตรงนี้ไปถึงปั๊มน้ำมันแรกก็อีกตั้งหลายกิโล แน่ใจหรอว่ารถคุณจะขับไปถึง" ตลอดทางที่รถขับผ่านมาฉันสังเกตตามข้างทางตลอดว่ามั
( เวลาต่อมา )บริษัทSSS“มิรา”“คะ?” ฉันขานรับพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองคนเรียก“เลขาได้บอกหรือเปล่าว่าวันนี้ต้องออกไปดูงานข้างนอก”“บอกแล้วค่ะ”“ทำไมเธอไม่เตรียมตัวอะไรเลยล่ะ ไม่รู้หรอว่าต้องเดินทางไกล”“ฉันเตรียมพร้อมมาจากบ้านแล้วค่ะ” ฉันต้องออกไปดูงานกับพี่คชา แต่มันก็ค่อนข้างไกลเลยต้องหาโรงแรมพักก่อนคืนนึงแล้วก็กลับอีกวัน ฉันรู้เรื่องที่จะต้องไปดูงานตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และฉันก็เตรียมตัวเรียบร้อยหมดแล้วด้วยเราต้องออกเดินทางกันตอนบ่าย เพราะกว่าจะเดินทางไปถึงก็ได้เข้าพักที่โรงแรมพอดี“อ๋อ…”สำหรับฉันมันไม่ได้มีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้นขนาดนั้น เตรียมแค่ของใช้ที่จำเป็นไป อยากได้อะไรเพิ่มก็แค่ซื้อใหม่แค่นั้นเอง“แล้วแฟนเธอไปด้้วยหรือเปล่า?”“ไม่ค่ะ พี่ดิมต้องทำงาน ฉันไปคนเดียว”“อ๋อ…แล้วแฟนเธอจะไม่ว่าอะไรแน่นะ ที่จะต้องไปดูงานกับฉันสองคน”“เขาไม่ใช่คนงี่เง่าที่แยกแยะระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ออกค่ะ”“ก็ดี ฉันไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ครอบครัวของเธอร้าว”“มันไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่ไปดูงานไม่ได้ไปทำเรื่องอะไรไม่ดีสักหน่อยทำไมคุณถึงต้องกลัวด้วยคะ?” ฉันถามเขากลับ ทำไมถึงได้กลัวขนาดนั้นกะอีกแค่
สองเดือนถัดมาคชาและมิราอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น บางครั้งก็ออกไปพบลูกค้าพร้อมกัน บางวันก็ออกไปกินข้าวด้วยกัน เวลาทำงานทั้งสองตัวติดกันตลอดและเพราะความใกล้ชิดทำให้ทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มันอาจจะยังไม่ใช่ความรัก แต่ทั้งสองก็คุยดีด้วยกันมากขึ้นสำหรับมิราเธอยังไม่ได้คาดหวังเรื่องความรักจากใคร เพราะเธอกลัวว่าถ้าเปิดใจให้ใครสักคนแล้วเธอจะต้องเจ็บเหมือนอย่างที่เคยเป็นอีกเธอแค่อยากให้เวลากับตัวเองอยากดูแลตัวเองดูแลครอบครัวดูแลบริษัทที่พ่อของเธอคาดหวังในตัวเธอมากๆ เธอไม่อยากทำให้พ่อต้องผิดหวังถ้าจะมีความรักอีกจริงๆ เธอก็ขอให้มันเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะเกิดขึ้นในเวลาที่เธอพร้อม เธอไม่อยากเอาหัวใจเอาตัวเองลงไปเสี่ยงกับเรื่องพวกนี้อีกแล้ว คาดหวังกับเรื่องอะไรลงไปมากๆ ก็มีแค่เธอที่เจ็บอยู่คนเดียว"สวัสดีค่ะคุณมิรา""สวัสดีค่ะคุณเลขา วันนี้มาแต่เช้าเลยนะคะ""ยอมแพ้ท่านประธานไม่ได้หรอกค่ะ ยิ่งเห็นท่านประธานมาทำงานแต่เช้าแบบนี้ยิ่งต้องมาให้เช้ากว่า""พอดีว่ามีงานต้องเคลียร์น่ะค่ะ ก็เลยต้องรีบมาแต่เช้า สายๆ ต้องออกไปพบลูกค้าอีก พี่ดิมช่วงนี้ก็วุ่นอยู่กับอีกบริษัทนึงไม่มีเวลาเลย" เธอบอกตารางงา
( หลายวันถัดมา )หลังจากวันนั้นพี่คชาก็มาที่บริษัทฉันทุกวัน จากตอนแรกที่หวั่นๆ ใจ ถึงตอนนี้ฉันรู้สึกชินไปแล้ว เพราะต้องทำงานร่วมกันมันเลยเลี่ยงไม่ได้ที่เราสองคนจะต้องเจอหน้ากันอีกฉันแค่กลัวว่าความใกล้ชิดจะทำให้ฉันหวั่นใจกับพี่คชาอีก ฉันยอมรับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันไม่เคยลืมพี่คชาได้เลย เขายังคงอยู่ในใจของฉันตลอด เพียงแต่ฉันไม่ได้โหยหาเขาไม่ได้คิดว่าไม่มีเขาแล้วฉันจะอยู่ไม่ได้ คนเราต่างมีหน้าที่ของตัวเองด้วยกันทั้งนั้นแกร้ก!ฉันกับพี่ดิมเงยหน้ามองคนที่เปิดประตูเข้ามาพร้อมๆ กัน พี่คชาเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเองในขณะที่ฉันยังมองตามเขาไป ตอนแรกนึกว่าจะไม่มาทำงาน ที่ไหนได้มาสายนี่เอง“ขอโทษที่มาสาย ไม่ว่าอะไรใช่ไหม?”“ค่ะ” ฉันพยักหน้าเบาๆ จะไปว่าอะไรเขาได้ล่ะในเมื่อเขาก็เป็นหุ้นส่วนของบริษัทฉันเหมือนกันพูดไปเดี๋ยวก็หาว่าไม่ดีอีก“คุณคชารับกาแฟสักแก้วมั้ยครับ?” พี่ดิมถาม“ไม่เป็นอะไรครับผมกินเรียบร้อยมาแล้ว”“น้องมิราเอากาแฟมั้ย เดี๋ยวพี่ไปชงมาให้”“ก็ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”มีพี่ชายดีมันก็ดีแบบนี้แหละคอยดูแลเทคแคร์เราทุกอย่างไม่ต้องร้องขออะไรเลย ไม่ว่าจะอะไรเขาก็จะหามาประเคนให้เรา
เวลาต่อมาบริษัทSSS“วันนี้จะมีผู้บริหารจากบริษัทAAมาเซ็นสัญญากับเรานะครับ”“ค่ะๆ” ฉันได้แต่พยักหน้าตอบรับ เพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับกองงานตรงหน้าเลยไม่ได้ถามอะไรพี่ดิมกลับ แต่ก็รู้แล้วแหละว่าจะต้องเซ็นสัญญากับบริษัทร่วมหุ้น แค่ยังไม่รู้ว่าเป็นบริษัทไหน ใครเป็นเจ้าของ“พี่ว่าหยุดทำก่อนนะ เดี๋ยวพี่จัดการให้เองเราไปเตรียมตัวเถอะ”“ไม่เป็นไรค่ะเดี๋ยวมิราทำเอง ใกล้จะเสร็จแล้วค่ะ” ฉันตอบแต่ตายังจ้องที่หน้ากระดาษเอกสารตรงหน้าอยู่เลยพี่ดิมทำงานเยอะกว่าฉันอีก เรื่องงานเรื่องประชุมอะไรก็เป็นคนเดินเรื่องให้ ทำทุกอย่างแทนฉันไปซะหมดสงสัยตอนที่อยู่กับคุณพ่อทำแบบนี้จนชินแน่ๆ เลย ก็เลยติดนิสัยมาทำกับฉันด้วย แต่ฉันเป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครทำอะไรให้ เพราะถ้าจะทำฉันจะเป็นคนทำเอง“แต่ใกล้จะได้เวลาแล้วนะครับ”“แค่ใกล้นี่คะ ยังไม่ถึงเวลาสักหน่อย มิราเตรียมตัวพร้อมมาจากที่บ้านแล้วค่ะ ว่าแต่คุณพ่อมายังคะ?”“มาแล้วครับ คุณท่านนั่งรออยู่ด้านนอก ไม่อยากเข้ามารบกวนน้องมิราทำงาน”“อ๋อค่ะ พี่ดิมไม่ต้องมาอยู่กับมิราก็ได้ ใกล้จะเสร็จแล้วค่ะ เดี๋ยวมิราเรียกให้เลขามาเอาเอง”“ได้ครับ”พี่ดิมเดินออกไปจากห้องทำงานของฉัน ตั้งแ
มิรา Talkงานเลี้ยงผู้บริหารฉันเดินเข้าไปในงานพร้อมกับคุณพ่อและพี่ดิม เป็นงานเลี้ยงของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งฉันเองก็เพิ่งจะเข้าบริหารงานได้ไม่เท่าไหร่ไม่รู้จักใครมากมายหรอก คุณพ่อสิรู้จักคนเยอะแยะไปหมด“สวัสดีครับท่าน พาลูกสาวมาด้วยเหรอครับเนี่ย”“อ่าใช่ครับ มิราลูกสาวคนเดียวของผมเอง”“สวัสดีค่ะคุณอา” ฉันยกมือไหว้ทักทายผู้ใหญ่ เพราะถูกสอนมาแบบนี้ อยู่ต่างประเทศก็จริงแต่ติดขนบธรรมเนียมของไทยมากกว่า“ผมได้ข่าวมาว่าลูกสาวท่านเข้าไปบริหารงานแทนแล้ว แถมยังมีคนลือกันให้แซดว่าเก่งมากๆ”“ขอบคุณค่ะคุณอา”“….” คุณพ่อโน้มตัวไปกระซิบหูกับคุณอาและยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กัน ก็คงจะไม่พ้นพูดอวยฉันนั่นแหละ คุณพ่อฉันชอบขี้โม้มากๆ“พี่ดิมไปทางนั้นกันดีกว่าค่ะ ให้คุณพ่อเขาโม้กับเพื่อนสองคนเถอะ”“ครับ”ฉันกับพี่ดิมเดินไปกันอีกทาง วันนี้ไม่ได้มีแค่งานเลี้ยงอย่างเดียว มีการเดินแบบชุดเครื่องเพชรฟินนาเล่ด้วย ที่ฉันยอมมากับคุณพ่อก็เพราะมีการเดินแบบเครื่องเพชรนี่แหละฉันอยากรู้ว่าเขาเดินแบบกันยังไง ใจนึงก็อยากมาทำความรู้จักกับผู้บริหารคนอื่นๆ ด้วย“งานใหญ่เหมือนกันนะคะเนี่ย”“ครับ เพราะว่าเป็นงานใหญ่คุณท่านเลยถูกเชิญ







