เช้าวันแรกของการกลับมาอยู่บ้านเริ่มต้นด้วยความอึดอัดที่อธิบายไม่ถูก ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลเทียบไม่ได้เลยกับความว้าวุ่นใจที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อคืน
ของขวัญนอนลืมตาจ้องเพดาน ปล่อยให้คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัว กว่าจะรวบรวมกำลังใจสลัดผ้าห่มลุกไปอาบน้ำแต่งตัวได้ก็กินเวลาพักใหญ่
เธอค่อย ๆ ก้าวลงบันได พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ความเงียบที่ปกคลุมบ้านหลังใหญ่ชวนให้รู้สึกใจคอไม่ดี ตั้งแต่กลับมาถึง นอกจากลุงแอ๋งกับป้าอ้วนแล้ว เธอยังไม่เห็นคนงานคนอื่นเลย ทั้งที่ปกติบ้านหลังนี้ไม่เคยเงียบเหงาขนาดนี้
ตลอดช่วงเช้าที่ช่วยแม่เตรียมของไปทำบุญ ของขวัญลอบสังเกตสีหน้าของพ่อกับแม่อยู่ตลอด ทั้งคู่แทบไม่ได้คุยกัน รอยยิ้มที่เคยคุ้นตาก็ดูฝืนและอ่อนล้า ยิ่งตอกย้ำให้ความกังวลในอกก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
กระทั่งสาย ๆ ของขวัญจึงขอตัวออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองตามนัด
กลิ่นหอมของชีสและเครื่องเทศเตะจมูกทันทีที่ก้าวเข้าไปในร้านอาหารอิตาเลียน เธอกวาดสายตาไปรอบ ๆ จนเจอเพื่อนสนิททั้งสองคนที่นั่งรออยู่โต๊ะมุมในสุด
“มาร์กี้! แฟง!” เธอส่งเสียงเรียกพร้อมโบกมือ
“อ้าว! มาแล้วเหรอแก” มาร์กี้ยิ้มกว้าง ลุกขึ้นโผเข้ากอดเพื่อนรัก แฟงเองก็ลุกมาร่วมวงด้วย แม้จะแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตหลังเรียนจบ แต่ความสนิทสนมก็ไม่ได้ลดลงเลย
“มา ๆ ขยับเข้ามาใกล้ ๆ ถ่ายรูปก่อน” มาร์กี้ดึงแขนเพื่อนทั้งสองเข้าเฟรม ยกมือถือขึ้นมากดชัตเตอร์รัว ๆ “คัมแบ็กครบแก๊งทั้งที ต้องอวดลงสตอรี่สักหน่อย”
ของขวัญหัวเราะเบา ๆ ให้กับความร่าเริงของเพื่อน ทว่าต่อให้อยู่ท่ามกลางคนที่ไว้ใจที่สุด ความหนักอึ้งในใจกลับไม่ได้เบาบางลงเลย
“ไหนตอนแรกบอกจะกลับเดือนหน้าไง ทำไมจู่ ๆ ถึงวาร์ปกลับมาก่อนกำหนดล่ะ” แฟงเอ่ยถาม หลังจากพนักงานยกอาหารจานหลักมาเสิร์ฟจนครบ
ของขวัญใช้ส้อมม้วนเส้นสปาเกตตีในจานไปมาอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะปล่อยให้มันคลายตัวลงที่เดิม... กลิ่นอาหารหอมฉุยตรงหน้าไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอยากกินเลยสักนิด
“พ่อกับแม่โทรตามน่ะ” เธอตอบเสียงแผ่ว “แต่ก็ไม่ยอมบอกนะว่าเรื่องอะไร บอกแค่ว่าจะคุยคืนนี้”
เธอเม้มริมฝีปาก ดวงตาหม่นลง “เอาจริงนะ... ขวัญเริ่มใจเสียแล้วอ่ะ บ้านเงียบผิดปกติมาก พ่อก็ดูผอมลงไปเยอะ ถามอะไรก็บอกแค่ว่าเครียดเรื่องงาน”
มาร์กี้กับแฟงหันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย บรรยากาศสดใสบนโต๊ะพลันชะงักลง
“เอ่อ... ขวัญ” แฟงเรียกเสียงอ่อน “คือ... พ่อฉันเคยพูดถึงบริษัทของคุณลุงอยู่เหมือนกันนะ เห็นว่าโครงการที่ไปลงทุนเมืองนอกมีปัญหาหนัก... เหมือนหลายอย่างจะไม่เป็นไปตามแผน”
พอเห็นสีหน้าเพื่อนซีดเผือด แฟงก็รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน “แต่แกอย่าเพิ่งคิดมากนะ! ฉันก็แค่ฟัง ๆ เขาเล่ามาอีกที อาจจะเป็นแค่ข่าวลือโคมลอยก็ได้”
ของขวัญนิ่งอึ้งไป ข่าวลือที่ได้ยินกลับสอดคล้องกับท่าทีผิดปกติของพ่อเมื่อคืน ลางสังหรณ์ร้ายเริ่มชัดเจนขึ้นทุกที
“เฮ้ย อย่าเพิ่งคิดมากเลย เรื่องของผู้ใหญ่เดี๋ยวท่านก็จัดการเองแหละ” มาร์กี้รีบตัดบทเพื่อกู้บรรยากาศ มือก็ตักสปาเกตตีแบ่งใส่จานให้เพื่อน “กินก่อน ๆ เดี๋ยวเย็นหมดแล้วไม่อร่อย... เออ เปลี่ยนเรื่องดีกว่า ไปอยู่นู่นตั้งหลายปี ไม่มีหนุ่มฝรั่งมาขายขนมจีบบ้างเลยเหรอ”
ของขวัญส่ายหน้าช้า ๆ พยายามดึงสติตัวเองกลับมาตามน้ำ “ก็มีบ้าง แต่ไม่ได้สนใจใครเลย เรียนเสร็จก็เที่ยว ทำขนมอย่างเดียว”
“เมื่อวันก่อนฉันเจอพี่คีย์ด้วยแหละ” แฟงแทรกขึ้น “ควงสาวไม่ซ้ำหน้าเหมือนเดิม โคตรเจ้าชู้ โชคดีแค่ไหนแล้วที่แกสะบัดหลุดมาได้”
มาร์กี้ที่เคยเตือนเรื่องนี้มาตลอดได้แต่ถอนหายใจ “ช่างเถอะ คนพรรค์นั้นเลิกกันไปได้ก็ดีแล้ว อย่าไปรื้อฟื้นเลย...” เธอปัดมือไปมาก่อนจะชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ “เอ้อ... แล้ว... ภาคิณล่ะ?”
แค่ได้ยินชื่อนั้น มือที่กำลังเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำของของขวัญก็ชะงักกึก
ภาพของใครบางคนที่เคยเป็น ‘ความสบายใจ’ ผุดขึ้นมาทับซ้อนในความทรงจำ เธอเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหม่นลง
“ไม่ได้คุยกันเลย... ตั้งแต่วันนั้น เขาก็หายไปจากชีวิตขวัญเลย”
พอเห็นบรรยากาศเริ่มดิ่ง มาร์กี้ก็รีบเปลี่ยนหัวข้ออีกครั้ง “โอเค ๆ คุยเรื่องอนาคตดีกว่า เรียนจบกลับมาแล้ววางแผนยังไงต่อ จะเปิดร้านเลยไหม”
พอพูดถึงความฝัน แววตาของของขวัญก็กลับมามีประกายได้อีกครั้ง
“ว่าจะขอพ่อทำคาเฟ่ขนมหวานเล็ก ๆ น่ะ อุตส่าห์บินไปเรียนตั้งไกล ถ้ากลับมานั่งทำงานออฟฟิศก็คงเสียดายแย่ ขวัญไม่ได้อยากมีร้านใหญ่โตอะไรหรอก ขอแค่ได้อบขนมทุกวันก็พอแล้ว”
“โห...” มาร์กี้ทำตาโต “ถ้าเปิดเมื่อไหร่ ฉันขอบัตรกินฟรีตลอดชีพนะเว้ย!”
“ฝันไปเหอะ” ของขวัญหลุดหัวเราะออกมาได้ในที่สุด “ลดให้สิบเปอร์เซ็นต์ก็เก่งแล้ว”
สามสาวนั่งกินข้าว พูดคุยอัปเดตชีวิตกันต่อ ก่อนจะชวนกันไปเดินช้อปปิ้งจนเต็มไม้เต็มมือ กว่าจะแยกย้ายกันกลับก็ตกเย็น
ของขวัญยืนยิ้มมองแผ่นหลังของเพื่อนที่ค่อย ๆ กลืนหายไปกับฝูงชน ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่รถ หอบเอาความฝันที่เพิ่งคุยกันกลับบ้าน... โดยไม่รู้เลยว่า รอยยิ้มที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน กำลังจะถูกพรากหายไปจากชีวิตในค่ำคืนนี้
***
“กลับมาแล้วค่า... ทำอะไรกินกันอยู่น่ะ หอมเชียว”
ทันทีที่ก้าวเข้าบ้าน กลิ่นหอมของเครื่องแกงไทยก็ลอยมาแตะจมูก ของขวัญสูดหายใจเข้าลึกด้วยความคิดถึง ในห้องครัวมีเพียงแม่กับป้าอ้วนที่กำลังช่วยกันเตรียมมื้อเย็น
“วันนี้มีแกงเขียวหวานไก่ของโปรดคุณขวัญด้วยนะคะ” ป้าอ้วนหันมายิ้มกว้าง
“เย้! คิดถึงเมนูนี้ที่สุด ขวัญทำกินเองยังไงก็ไม่อร่อยเท่าป้าอ้วนทำเลย” เธอรีบเดินเข้าไปชะโงกดูหม้อแกง พยายามปั้นหน้าให้ดูสดใส
มณฤดีเดินถือน้ำเย็นมาให้ลูกสาวพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “ไปไหนมาบ้างล่ะวันนี้”
“อยู่ห้างกับพวกมาร์กี้ทั้งวันเลยค่ะ” ของขวัญรับแก้วน้ำมาดื่ม ก่อนกวาดสายตามองไปรอบบ้าน
ความรู้สึกผิดปกติที่พยายามสลัดทิ้งมาตลอดทั้งวันย้อนกลับมาเกาะกุมหัวใจอีกครั้ง
“ว่าแต่...” เธอค่อย ๆ วางแก้วน้ำลง “คนอื่นหายไปไหนหมดคะแม่ วันนี้แฟงก็พูดเรื่องโครงการที่ต่างประเทศของเราด้วย... บ้านเรามีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”
สิ้นคำถาม รอยยิ้มบนใบหน้าของมณฤดีก็เลือนหาย บรรยากาศอบอุ่นในห้องครัวพลันเงียบลง ป้าอ้วนชะงักมือที่กำลังคนหม้อแกง หันมองคุณนายของบ้านอย่างลำบากใจ ก่อนรีบก้มหน้าทำอาหารต่อ
“แม่คะ...” น้ำเสียงของขวัญเบาลง เจือความกังวล “มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม”
มณฤดีฝืนยิ้ม ยกมือลูบแก้มลูกสาวแผ่วเบา “ไปล้างมือก่อนนะลูก มาทานข้าวก่อน... เดี๋ยวทานเสร็จแล้ว แม่เล่าให้ฟังนะ”
ของขวัญจำต้องพยักหน้ารับ แม้ในอกจะร้อนรุ่มไปด้วยความสงสัย ระหว่างรอจัดโต๊ะอาหาร เธอจึงตัดสินใจเดินไปชวนพ่อที่ห้องทำงาน
ประตูบานไม้ทึบเปิดแง้มอยู่เล็กน้อย ของขวัญเคาะเบา ๆ สองครั้งก่อนผลักเข้าไป
“พ่อคะ...”
ประสิทธิ์สะดุ้งสุดตัว รีบเงยหน้าขึ้นมองลูกสาว สีหน้าที่ตื่นตกใจเพียงชั่วเสี้ยววินาทีทำให้ของขวัญชะงักฝีเท้า
เขารีบพับหน้าจอโน้ตบุ๊กลงทันที มือที่ซูบผอมจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนสั่นระริกขณะคว้าแฟ้มเอกสารบนโต๊ะมาปิดทับไว้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจ แต่ก็ไม่พ้นสายตาของเธอ
ปลายกระดาษแผ่นหนึ่งที่แลบพ้นขอบแฟ้มออกมา ปรากฏตราครุฑสีดำประทับอยู่... และใต้ตรานั้นมีข้อความเพียงไม่กี่คำที่ทำให้หัวใจของเธอร่วงดิ่ง
‘หมายศาล’
ของขวัญยืนนิ่ง... ข่าวลือที่แฟงเล่า บ้านที่เงียบผิดปกติ และอาการลุกลี้ลุกลนของพ่อ... ทุกอย่างประกอบกันเป็นคำตอบเดียวที่เธอไม่อยากยอมรับ
“ขวัญ... มากินข้าวได้แล้วลูก” เสียงแม่ดังมาจากหน้าห้อง ดึงสติเธอกลับมา
ของขวัญละสายตาจากแฟ้มเอกสาร หันไปมองหน้าผู้เป็นพ่อ “ไปทานข้าวกันค่ะพ่อ”
“อืม... เดี๋ยวพ่อตามไป” ประสิทธิ์ฝืนยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับอ่อนแรงเสียจนคนมองรู้สึกปวดหนึบในอก เธอไม่ได้คาดคั้นอะไรต่อ ทำเพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินนำออกมา
แกงเขียวหวานไก่ของโปรดที่เฝ้าคิดถึงมาตลอดหลายปี วันนี้กลับจืดชืดจนแทบไม่รู้รส ของขวัญนั่งมองพ่อที่เอาแต่เขี่ยข้าวในจานแทบไม่แตะอาหาร มิหนำซ้ำยังไอแห้ง ๆ อยู่เป็นระยะ จนแม่ต้องคอยเลื่อนแก้วน้ำอุ่นไปให้
มื้ออาหารผ่านไปอย่างอึดอัด ไม่มีใครเอ่ยอะไรเกินความจำเป็น กระทั่งรวบช้อน ทั้งสามจึงย้ายมานั่งรวมกันที่ห้องรับแขก
บ้านทั้งหลังเงียบสนิทจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินเป็นจังหวะ ของขวัญมองหน้าพ่อกับแม่สลับกัน ยิ่งความเงียบทอดตัวยาวนานเท่าไหร่ อากาศในห้องก็คล้ายจะถูกสูบออกไปจนหายใจลำบากขึ้นเท่านั้น
สุดท้ายเป็นเธอที่ทนไม่ไหว
“มีเรื่องอะไร... จะบอกขวัญใช่ไหมคะ”
น้ำเสียงที่เปล่งออกไปสั่นพร่ากว่าที่คิด มณฤดีเอื้อมมือไปกุมมือสามีไว้แน่น บีบเบา ๆ ราวกับจะถ่ายทอดความกล้าให้
“บอกลูกเถอะค่ะคุณ”
ประสิทธิ์สูดลมหายใจเข้าลึก เปลือกตาที่ปิดลงสั่นระริก ก่อนที่คำพูดสั้น ๆ แต่หนักอึ้งจะหลุดออกจากริมฝีปากแห้งผาก
“บริษัทของเรา... กำลังจะล้มละลาย”
ของขวัญนิ่งงัน ดวงตาเบิกกว้าง คล้ายกับมีใครมากดปุ่มหยุดเวลาเอาไว้ เธอใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะหาเสียงของตัวเองเจอ “พ่อ... พูดเล่นอยู่ใช่ไหมคะ”
ทว่าหยาดน้ำตาที่เริ่มรื้นขึ้นในดวงตาของผู้เป็นพ่อ กลับเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
“พ่อขอโทษ...” ประสิทธิ์พยักหน้าช้า ๆ น้ำตาของคนเป็นพ่อไหลอาบแก้มซูบตอบ “การเงินบริษัทแย่มาพักใหญ่แล้ว พ่อเอาเงินทุนที่มีทั้งหมดไปลงทุนเปิดโรงงานที่นู่น หวังว่ามันจะช่วยกู้สถานการณ์ได้... แต่สุดท้ายกลับพังไม่เป็นท่า ตอนนี้เรามีหนี้สามร้อยกว่าล้าน บริษัทไปต่อไม่ได้แล้วลูก”
มณฤดีเบือนหน้าหนี ยกมือขึ้นปิดปากกลั้นเสียงสะอื้น
“สามร้อย... กว่าล้าน” ของขวัญทวนตัวเลขนั้นเบา ๆ ราวกับสมองยังไม่ยอมรับสิ่งที่ได้ยิน เธอก้มมองมือตัวเองที่กำลังสั่นเทา ก่อนรีบขยับเข้าไปกุมมือพ่อไว้แน่น “ไม่เป็นไรค่ะพ่อ... เรายังมีที่ดินอีกตั้งหลายแปลง บ้านหลังนี้ก็ยังอยู่... ถ้าค่อย ๆ ขายเอาไปใช้หนี้ มันก็น่าจะพอช่วยได้ไม่ใช่เหรอคะ”
เธอรีบพูดทุกอย่างที่คิดออกในตอนนั้น ราวกับกลัวว่าหากหยุดพูดแม้แต่วินาทีเดียว ความหวังเพียงน้อยนิดที่เหลืออยู่จะพังทลายลง
ประสิทธิ์ส่ายหน้าช้า ๆ แววตาเต็มไปด้วยความปวดร้าว “ทรัพย์สินที่มี... พ่อขายไปหมดแล้วลูก” เขาหยุดนิ่ง กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่พอ ตอนนี้... เราแทบไม่เหลืออะไรแล้ว”
ประโยคนั้นฟาดลงกลางใจจนชาหนึบ แต่ของขวัญยังฝืนบีบมือพ่อแน่นขึ้นไปอีก
“ไม่เป็นไรนะคะ...” เธอส่งกำลังใจผ่านสัมผัส “เดี๋ยวขวัญช่วยเอง ขวัญจะรีบหางานทำ จะประหยัดทุกอย่าง ถึงมันจะช้า... แต่ถ้าเราช่วยกัน สักวันมันต้องผ่านไปได้สิคะพ่อ”
ประสิทธิ์มองดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวังของลูกสาว ก่อนจะดึงร่างของเธอเข้ามากอดไว้แน่น เสียงสะอื้นที่เขาพยายามกลั้นมาตลอดทั้งวันหลุดออกมาในที่สุด
“พ่อเชื่อว่าขวัญจะผ่านมันไปได้...” เขาพูดทั้งที่น้ำเสียงสั่นเครือ “แต่พ่อ... คงอยู่ช่วยหนูได้อีกไม่นานแล้วลูก”
ของขวัญชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก อ้อมกอดที่กระชับรอบตัวเธอค่อย ๆ คลายออก ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“พ่อ... หมายความว่ายังไงคะ”
“คุณคะ!” มณฤดีร้องห้ามทั้งน้ำตา “พอเถอะค่ะ... ไว้ค่อยบอกลูกวันหลังก็ได้”
ประสิทธิ์ค่อย ๆ ส่ายหน้า “บอกลูกไปเถอะ... ยังไงลูกก็ต้องรู้อยู่ดี” เขาผละออก สบตาลูกสาวด้วยแววตาของผู้ชายที่พ่ายแพ้ต่อโชคชะตาอย่างราบคาบ “เวลาของพ่อ... เหลือไม่มากแล้ว”
ของขวัญเริ่มส่ายหน้าเบา ๆ ความกลัวตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ
“พ่อเป็นอะไร...” เสียงของเธอสั่นจนแทบขาดห้วง “บอกขวัญมาสิคะ... พ่อเป็นอะไร”
ประสิทธิ์หลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาหยดสุดท้ายร่วงหล่น ก่อนเอื้อนเอ่ยความจริงที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต
“พ่อ... เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย”
“...”
ทุกอย่างรอบตัวคล้ายถูกปิดสวิตช์ เสียงนาฬิกา เสียงลมหายใจ ล้วนเลือนหายไปจนหมด มีเพียงคำว่า... ‘มะเร็งระยะสุดท้าย’ ที่ดังก้องวนซ้ำอยู่ในหัว
ร่างกายของขวัญชาไปหมด ปลายนิ้วเย็นเฉียบ สมองขาวโพลนจนไม่อาจเรียบเรียงความคิดได้ เธอส่ายหน้าช้า ๆ ราวกับจะปฏิเสธสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
“...ไม่จริง” เสียงที่หลุดออกมาเบาราวกับกระซิบ “ไม่จริงใช่ไหมคะแม่”
เธอหันไปมองหน้าแม่ หวังเพียงจะเห็นการส่ายหน้าปฏิเสธ ทว่ามณฤดีกลับทำเพียงซบหน้าลงกับฝ่ามือแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
ความเงียบที่เป็นดั่งคำตอบนั้น... บดขยี้เศษเสี้ยวความหวังสุดท้ายของของขวัญจนแหลกละเอียด
“ทำไม...” น้ำเสียงของเธอสั่นจนแทบขาดห้วง “ทำไมเพิ่งบอกขวัญ... ทำไมต้องปิดบังขวัญด้วย”
ประสิทธิ์มองลูกสาวทั้งน้ำตา มือที่ผอมซูบค่อย ๆ ยกขึ้นลูบศีรษะเธออย่างแผ่วเบา “พ่อไม่อยากให้หนูเป็นห่วง... พ่อแค่อยากให้ขวัญเรียนให้จบ ไม่อยากให้ต้องทิ้งทุกอย่างแล้วรีบกลับมา”
เพียงประโยคนั้น... ของขวัญก็โผเข้าสวมกอดผู้เป็นพ่อทันที อ้อมแขนของเธอรัดแน่นราวกับกลัวว่า หากปล่อยมือเพียงนิดเดียวคนตรงหน้าจะหายไป
แผ่นหลังที่เคยแข็งแรงพอจะคอยปกป้องครอบครัวมาตลอดชีวิต บัดนี้กลับซูบผอมจนสัมผัสได้ถึงแนวกระดูก ความจริงนั้นทำให้หัวใจของเธอปวดร้าวยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ
ประสิทธิ์กอดตอบลูกสาวแน่นไม่ต่างกัน เขาหลับตาลง ซบหน้าลงกับศีรษะของเธอ ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่คิดจะฝืนกลั้นอีก มณฤดีมองสองพ่อลูกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขยับเข้าไปโอบกอดทั้งคู่เอาไว้ ไม่มีใครพูดอะไรอีก มีเพียงเสียงสะอื้นที่ดังแผ่ว ๆ ท่ามกลางความเงียบของบ้านทั้งหลัง
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน... ของขวัญยังหัวเราะอยู่กับเพื่อน ยังนั่งคุยถึงความฝันเรื่องคาเฟ่ขนมหวานเล็ก ๆ ของตัวเอง
แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา... ความฝันเหล่านั้นกลับถูกความจริงอันโหดร้ายกลืนหายไปจนหมด
ของขวัญซบหน้าลงกับอกพ่อ หลับตาแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย ในใจได้แต่ภาวนา...
ขอให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงฝันร้าย และเมื่อลืมตาตื่นขึ้นในวันพรุ่งนี้ โลกที่พังทลายลงมา... จะเป็นเพียงแค่ความฝันชั่วคราว