Masukหลังโรงเรียนเลิกเคลวินเดินออกมาจากประตูใหญ่ เดินตรงไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน เขาไม่ต้องการให้คนขับรถมารับส่งเพราะมันน่ารำคาญ ช่วงเวลาที่อยู่เมืองไทยเขาอยากใช้ชีวิตให้เรียบง่ายที่สุด ดังนั้นเมื่อรู้จักเส้นทางดีเขาจึงบอกป้ากับลุงว่าจะมาโรงเรียนด้วยตัวเอง
เดินไปได้ไม่เท่าไหร่เขาก็เจอกับเด็กข้างบ้าน เด็กสาวคุยกับเพื่อนและหัวเราะอย่างสนุกสนาน โดยไม่ได้สนใจหันมามองเขาที่ยืนห่างออกไปเล็กน้อย
เคลวินนึกถึงใบหน้ายิ้มแย้มนั้นแล้วอดที่จะนึกถึงตัวเขาเองตอนยังเด็กขึ้นมาไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็เพียงแค่ยิ้มรับ มองโลกในแง่ดี ทั้งบริสุทธิ์ และไร้เดียงสา เขาเองก็เคยเป็นแบบนั้นเมื่อนานมาแล้ว ทว่าสถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยนให้เขาต้องสร้างเกราะกำบังตัวเองขึ้นมา เพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่กับสังคมอีกแบบ สังคมของนักธุรกิจที่จะต้องสวมหน้ากากเข้าหากัน ไม่เว้นแม้แต่ทายาทของนักธุรกิจเหล่านั้น
เมื่อลงจากรถไฟใต้ดินเคลวินก็เดินทอดน่องมาเรื่อยๆ กระทั่งเจอเข้ากับเด็กข้างบ้านอีกครั้งที่ร้านสะดวกซื้อทางเข้าหมู่บ้าน ในมือของเด็กสาวมีไอศกรีมแท่งรสบลูเบอร์รี่ รอยยิ้มสดใสที่ส่งมายังเขา ทำให้เขารีบเดินทั้งยังทำเป็นมองไม่เห็น
“นายเองก็กลับรถไฟใต้ดินเหมือนกันเหรอ ไม่ยักกะเห็นเลย” มิรินเดินตามเขาจนทัน “เปิดเทอมวันแรกเป็นยังไงบ้าง” ปากเล็กๆ นั่นยังคงชวนคุยทั้งที่เขาเพียงเดินเงียบปาก
“ดูท่านายจะเรียนเก่งนะ ได้อยู่ห้องเอด้วย แต่ก็อย่างว่าแหละนายมาจากอเมริกานี่ คงจะเก่งภาษาอังกฤษ ฉันนะเพราะเกรดภาษาอังกฤษ ทำให้ผลการเรียนแทนที่จะดี กลับตกลงมาอยู่ระดับกลางๆ เสียอย่างงั้นเลย”
เสียงพูดเจื้อยแจ้วด้านหลัง ทำให้คนที่เคยชินกับความเงียบอย่างเคลวินหงุดหงิดขึ้นมา “นี่...” เคลวินหันหน้ากลับมาอย่างเหลืออด
แต่ว่า...
“ขะ ขอโทษ ก็นายเล่นหันหน้ากลับมากะทันหันเองนี่นา ฉันเลยหลบไม่ทัน” มิรินตาโตรีบขอโทษเขา
เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ ไอศกรีมรสโปรดที่เริ่มละลายไปบ้างแปะลงไปบนอกเสื้อของเคลวิน ตอนที่เขาหันกลับมาหา
“เป็นความผิดของฉันสินะ” เคลวินกัดฟันกรอดใบหน้าเย็นชายิ่งดูเย็นเยียบแทบจะแช่แข็งคนที่ยืนตัวลีบอยู่ตรงหน้า
“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” มิรินรีบล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดให้เขา แต่ปรากฏว่ายิ่งเช็ดมันยิ่งเลอะเข้าไปใหญ่
“พอแล้ว!” เคลวินเหลืออดจึงตวาดออกไป
“ฉันขอโทษ” มิรินย่นคอเพราะเสียงตวาดนั้น เด็กสาวยืนนิ่งอย่างสำนึกผิด ไม่มีทีท่าว่าจะวิ่งหนีเหมือนคนอื่นๆ
เคลวินได้แต่คิดว่ามิรินนั้นเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต จึงไม่รู้ว่าอารมณ์ของเขานั้นกำลังคุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ หากคนทั่วไปพวกเขาควรรีบหนีไปให้ห่าง
เด็ก...มักจะไม่รู้ว่าตอนไหนสมควรหนี ตอนไหนสมควรตอแย
“เก็บคำขอโทษของเธอเอาไว้ แล้วอยู่ห่างๆ ฉันก็พอ” เคลวินตะคอกแล้วหมุนตัวก้าวฉับๆ เดินหนีมา เขาโล่งใจที่คราวนี้อีกฝ่ายไม่ได้เร่งฝีเท้าเดินตามเขามาอย่างเมื่อครู่
“ทำไมเจอกันทีไรฉันถึงต้องทำเรื่องให้เขาโกรธอยู่เรื่อยเลยนะ” มิรินบ่นคนเดียวเสียงละห้อยเดินคอตกกลับบ้านเพียงลำพัง
“ไปเรียนวันแรกเป็นยังไงบ้างจ้ะ” กานดาเอ่ยถามเมื่อเห็นเคลวินเดินเข้าบ้านมา
“ไม่มีอะไรน่าสนใจครับ” เคลวินเอ่ยเสียงเรียบแล้วเดินต่อ
“อ้าว แล้วนั่นเสื้อไปเลอะอะไรมาล่ะ” กานดาเหลือบไปเห็นคราบเลอะบนตัวเคลวินแล้วอดแปลกใจไม่ได้ เนื่องจากปกติเคลวินเป็นคนรักสะอาดเอามากๆ
“เปล่าครับ ผมขอตัวนะครับ” เคลวินก้มลงมองเห็นเสื้อตัวเองแล้วหงุดหงิดขึ้นมาอีก
ผู้เป็นป้าได้แต่มองตามด้วยความสงสัย รู้ว่าเคลวินเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บตัวไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ และการที่เขาไม่ยอมเปิดใจให้ใครทำให้เขาไม่ค่อยมีเพื่อน ในใจหวังว่าการที่เขาไปโรงเรียนใหม่ ได้เจอเพื่อนใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ๆ อาจจะทำให้เขาค่อยๆ ปรับตัวเอง ยอมรับผู้คนมากขึ้น
วิรัญญาเลิกคิ้วมองลูกสาวที่เมื่อเช้ามีรอยยิ้ม แต่ตอนกลับมาท่าทีกลับหงอยๆ “ออกจากบ้านไปหน้าบานแก้มปริ ทำไมตอนกลับมาบ้านหน้าหุบกลายเป็นลูกหมาคอตกไปได้นะ”
“แม่คะมีอะไรกินบ้างคะ” เด็กสาวพูดจบก็ทิ้งตัวลงไปบนโซฟาอย่างคนหมดแรง
“กินผลไม้ไปก่อนแล้วกันนะจ้ะใกล้เวลาอาหารเย็นแล้วเปิดเทอมวันแรกเป็นยังไงบ้าง” วิรัญญาลูบผมหน้าม้าเด็กสาวที่หลบตาพิงพนักโซฟา
“ดีค่ะแม่ ได้เรียนห้องเดียวกันกับยายเปิ้ลด้วย เราสองคนนั่งด้วยกันอีกเทอมแล้ว” มิรินยิ้มกว้างตอนพูดถึงทิพวัลย์
“ก็ดีนี่จ้ะ แล้วทำไมกลับมาหน้างี้หุบเชียว”
“ก็ เมื่อกี้หนูทำไอศกรีมเลอะเสื้อเคลวิน ดูเหมือนเขาโกรธมากเลย” มิรินหน้าย่นเล่าให้แม่ฟังแล้วถอนหายใจ
“เคลวิน หลานคุณพี่กานดาเหรอจ้ะ”
“ค่ะแม่” มิรินตอบเสียงเซ็งๆ
บางครั้งการรอคอยก็ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายนัก การตัดสินใจด้วยความมีสติ มองเห็นถึงความเป็นไปได้ ความน่าจะเป็น รวมไปถึงไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ไม่ทำทุกอย่างตามอารมณ์ นั่นทำให้ทุกๆ อย่างเป็นไปอย่างมีเหตุมีผลที่สำคัญไปกว่านั้นการแยกจากกันก็เพื่อให้ต่างฝ่ายก็ต่างก็ได้เติบโต ต่างฝ่ายก็ต่างก็แยกไปใช้ชีวิตของตัวเอง ไม่แน่ว่าหากความทรงจำสวยงามในวัยเด็กเป็นเพียงความรู้สึกดีๆ ไม่ได้ลึกซึ้ง ต่างฝ่ายต่างอาจเสียใจในภายหลังถึงอย่างนั้นเธอกับเคลวินกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันเหมือนกับเมื่อพบกันแล้วคนทั้งสองก็ไม่ต้องการใครอื่นอีก เหมือนความรักครั้งนี้มีเพียงกันและกัน ขอเพียงเท่านั้นก็เพียงพอแล้วเพราะไปอยู่อเมริกาหลายปีมิรินมีพ่อกับแม่เพิ่มมาอีกสองคน ประธานหลี่กับคุณลิลลี่ดูแลเธอดีมาก มากจริงๆ...“ไหนคุณแม่เสร็จแล้วหรือยังนะ” เคลวินจูงคริสออกมาจากในบ้าน มิรินเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึกยิ้มให้เคลวินจากนั้นปิดสมุดบันทึก“วันนี้น้องคริสเป็นเด็กดีหรือเปล่าครับ”“เป็นเด็กดีครับ” เด็กชายคริสเตียน หลี่ ตอบแม่ด้วยรอยยิ้ม“วันนี้กินข้าวเยอะมาก สงสัยชอบกับข้าวที่คุณยายทำ” เคลวินเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ มิริน เขา
พูดจบก็ลุกขึ้นแต่โดนเคลวินรวบตัวเอาไว้ได้ เขาวางเธอลงบนตักกอดเอาไว้แน่นไม่ยอมให้เธอดิ้นหลุด “นี่ ปล่อยฉันนะ” มิรินหน้าแดงไปถึงใบหู“มิริน” เคลวินรัดแขนแน่นเข้ากว่าเดิม “แต่งงานกันนะ”มิรินเงยหน้าพรวดก่อนจะมองหน้าเขาด้วยความตกใจ“ฉันยังรักเธอคนเดียว รักมาตลอดไม่เคยเปลี่ยน รักมาตลอดสิบปีไม่เคยลืมเลือนสักวัน แล้วฉันก็รู้ว่าเธอเองไม่ได้ต่างไปจากฉัน กล่องใบนั้นฉันเห็นแล้ว กล่องความทรงจำของเราสองคน”มิรินมองเขาแล้วอ้าปากค้างไม่รู้ว่าควรพูดอะไร ในที่สุดก็ได้แต่นั่งก้มหน้าขมวดคิ้วเหมือนกำลังครุ่นคิด เคลวินเองก็นั่งรอเงียบๆ เขาต้องให้เวลามิรินตัดสินใจ“ฉันเองก็ไม่เคยลืมนายนะ ไหนบอกว่าไม่นาน สำหรับฉันสิบปีมันนานมากเลย” เธอพึมพำ“ถ้าอย่างงั้นก็แต่งงานกันนะ ดีมั้ย” เคลวิลกระซิบเสียงเบาข้างหูมิรินหันมาสบตากับเขาและยิ้มออกมาในที่สุดเขามั่นใจว่าเธอรู้จักสายตาแน่วแน่ของเขาดี สิบปีที่เธอรอเขาและเขาเองก็เฝ้านับวันที่จะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ดังนั้นเขาจะไม่ยอมเสียเธอไปอีก แค่ครั้งเดียวที่ปล่อยมือก็เพียงพอแล้วจะไม่มีครั้งที่สองอีกเด็ดขาด...“ได้ เราสองคนแต่งงานกัน”มิรินพยักหน้าพูดออกมาในที่สุด เคลวินล
“หาแฟนเข้าสิ” เอพริลหัวเราะ“เธอก็โสดยังมีหน้ามากระแนะกระแหนฉัน”“เฮ้อ” สองสาวถอนหายใจพร้อมกัน“ว่าแต่...ถึงไหนกันแล้วละ”“อะไร” มิรินเลิกคิ้วมองเพื่อนทิพวัลย์ยิ้มจับมือมิรินมากุมเอาไว้ “คราวนี้ก็อย่าปล่อยให้หลุดมือละ เอ้าดื่มย้อมใจซะแล้วไปถามเขาให้รู้เรื่องว่าจะเอายังไง”“หมายความว่ายังไง”“เขาจะกลับอเมริกาแล้วไม่รู้หรือไง”“เอ๋ เขาบอกว่ายังไม่มีกำหนดกลับนี่”“ฉันได้ยินมาว่าเขาจะกลับมะรืนนี้นี่ เธอไม่รู้?” เอพริลเองก็รู้มาเหมือนกันมิรินเม้มปากกรอกเบียร์จนหมดกระป๋อง “เขาไม่บอกอะไรฉันเลย” คิ้วเรียวขมวดมุ่น หยิบเบียร์ขึ้นมาอีกกระป๋องกรอกเข้าไปจนหมดแล้วลุกขึ้น“เฮ้ยจะไปไหน”“ไปคุยกับเขาให้รู้เรื่อง” มิรินเดินโซเซไปที่ประตู“แล้วจะไปคุยรู้เรื่องได้ยังไง เธอเริ่มเมาแล้วนะ”“ไม่รู้เรื่องก็จับกินหัวกินหางซะเลย!”เอพริลหลุดหัวเราะ “ทำเป็นเรอะ”ทิพวัลย์ถลึงตาให้อีกฝ่าย “มันใช่เวลามั้ย คนเมาไปล้อเล่นแบบนั้นได้หรือไง ตามไปเร็ว”ทั้งสองตามมาจนพบมิรินที่หน้าประตูห้องของเคลวิน เขาดูงุนงงที่ทั้งสามมายืนอยู่ที่หน้าของเขา ทั้ง...ยังเมา...หมายถึงคนของเขาเนี่ย“ฉันไว้ใจนาย คืนนี้ฝากด้วยนะ” ทิพวัลย์พู
มิรินเงยหน้าขึ้นมองเขายิ้มๆ จากกันไปสิบปีเราสองคนไม่ได้มีความรู้สึกอึดอัดต่อกัน เขายังคงมองเธอเหมือนเดิม เธอเองก็ยังคงเป็นมิรินในวันวานของเขา“นายฉีดน้ำหอมมาเหรอ”“น่าจะกลิ่นอาฟเตอร์เชฟ เมื่อเช้าโกนหนวด ไม่ชอบ?”“เปล่า หอมดี”เคลวินยกมือลูบผมของมิริน “ดีใจจังเลย เธอไม่เปลี่ยนไปสักนิด”มิรินตาโต “จริงเหรอ เปลี่ยนนะโตขึ้นตั้งเยอะ สูงขึ้นตั้งสองสามเซนแหนะ”เห็นสายตาที่มองค้อนเขาเคลวินลูบศีรษะมิรินเบาๆ ยังไงเธอก็ยังสูงแค่ไหล่ของเขาอยู่ดี... “วันนี้น้าญาชวนไปกินข้าวเย็นที่บ้าน บอกว่าจะทำมื้อใหญ่เลี้ยงต้อนรับกลับมา แวะซื้ออะไรเพิ่มมั้ย”“ไม่ดีกว่า กลับไปช่วยแม่ทำกับข้าวดีกว่า จริงสิวันนี้ประชุมเป็นไงบ้าง”“ไม่มีอะไร พวกเขาตกใจนิดหน่อยที่ฉันมาเข้าร่วมประชุม แต่ก็นะ...เข้าใจได้” คนพวกนั้นกลัวเขาจะนึกสนุกอยากเข้ามาบริหาร ดังนั้นจึงตื่นเต้นหลังจากที่เห็นเข้าร่วมประชุมด้วยตัวเอง ทั้งที่ทุกปีเขาจะรบกวนผู้เป็นป้าไปแทน “แล้วเธอละ เมื่อไหร่จะเข้าไปทำงานในบริษัทของคุณน้า หรืออยากเรียนต่อโทก่อน”“ยังไม่ตัดสินใจเลย คุณพ่อบอกว่าไม่รีบอยากให้เรียนต่อโทก่อน หรือบางทีอาจจะต่อจนจบปริญญาเอก”เขาพยักหน้า “จร
“ยังไม่มีกำหนดกลับ” เขาตอบ “พรุ่งนี้ไปทำงานเองเหรอ”“ฉันโตแล้วน่า นั่งรถไฟใต้ดินแล้ว็ต่อรถไฟฟ้า ไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ถึงที่ทำงานแล้ว”“อืม แล้วเลิกงานกี่โมง”“ห้าโมงเย็น”“เดี๋ยวไปรับ”“รถติดนะ นายต้องหงุดหงิดตอนขับรถแน่เลย”“หรือนั่งรถไฟฟ้าดีมั้ยสะดวกดี คิดถึงตอนนั้น...อยากนั่งรถไฟใต้ดินอีกสักครั้ง” รถไฟใต้ดินที่เขากับเธอนั่งไปโรงเรียนตอนเช้า-เย็น“งั้นนั่งรถไฟฟ้ากัน จากนั้นต่อรถไฟใต้ดินกลับบ้าน”“ได้”“อย่าได้ใส่สูทผูกไทมาเชียว”เขาหัวเราะ “ตกลง”“เคลวิน”“หืม”“ดีจังที่นายกลับมา”“ใช่ ฉันก็ดีใจที่กลับมา ดีใจมาก”“งั้นเจอกันพรุ่งนี้ ฝันดีนะ”“ฝันดี”ทั้งสองมองกันเงียบๆ วางสายพร้อมๆ กัน แต่เคลวินยังยืนนิ่ง เขาส่งเสียงบอกมิริน “เธอกลับเข้าไปข้างในก่อน”มิรินพยักหน้าจากนั้นหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง เคลวินยิ้มและยืนอยู่ตรงนั้นครู่ใหญ่ เห็นมิรินปิดไฟเข้านอนแล้วเขาถึงได้หมุนตัวกลับเข้าห้องเขา...นอนหลับสนิทจนกระทั่งเช้าและตื่นขึ้นมาในตอนสาย ตอนออกมาที่หน้าระเบียงมิรินก็ออกไปทำงานแล้ว เขามองห้องที่ปิดม่านเงียบอยู่ๆ รอยยิ้มก็กว้างขึ้น “ดีจังที่ได้กลับมา” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบาเจ้าชมพู่ออกไปเ
นอกจากของพวกนั้นแล้วยังมีสมุดบันทึก...เขาพลิกดูลายมือที่ดีขึ้นมาอีกนิด นึกไม่ถึงว่าในที่สุดลายมือของมิรินก็อ่านง่ายขึ้น กระทั่งพบว่าเหตุการณ์ทั้งหมดในบันทึกนั้น เป็นเรื่องราวนับตั้งแต่วันแรกที่เขากับเธอได้พบกันมันถูกบันทึกเอาไว้ทั้งหมด ทุกเหตุการณ์ ทุกตัวอักษร ในบันทึกเล่มนี้คือความทรงจำทั้งหมดของเขากับมิริน ถึงไม่ได้อ่านแต่ตัวเขาเองก็จดจำรายละเอียดได้เหมือนมันเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เองบันทึกที่บอกวันที่ล่าสุดเมื่อสามวันที่แล้ว...‘เคลวินฉันบอกเลิกเรวัฒน์ไปแล้วละ ฉันเป็นคนไม่ดี ยายเปิ้ลบอกว่าฉันเห็นเขาเป็นนาย ตอนแรกฉันก็ไม่ได้คิดแบบนั้น ฉันคิดว่าเมื่อฉันได้ใช้เวลากับคนอื่นฉันก็อาจจะรักเขาได้ แต่ฉันคิดผิด ฉันยังคิดถึงนายอยู่เลย จนเดี๋ยวนี้ฉันก็ยังคิดถึง ทำยังไงดีละฉันลืมนายไม่ได้ทั้งยังมองคนอื่นเป็นนาย...’เคลวินปิดสมุดบันทึกลงด้วยรอยยิ้ม เขาเก็บทุกอย่างที่หล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้นกลับเข้ากล่องเช่นเดิม รับรู้ทุกความรู้สึกของมิรินผ่านตัวอักษรทุกตัวที่หญิงสาวขีดเขียนลงไปในบันทึก ถ่ายทอดออกมาเป็นความทรงจำที่ทั้งงดงามและเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขเขารักมิริน รักมาตลอด จนถึงตอนนี้แม้ว่าจ







