LOGINคนหนึ่งเติบโตมาท่ามกลางความหวาดระแวง ทั้งชีวิตเขาจึงไม่ยอมเปิดใจให้ใคร กับอีกคนที่แม้จะมีอดีตอันแสนเจ็บปวดฝังใจ แต่เพราะสิ่งดีๆ ที่ได้รับ ทำให้พยายามใช้ชีวิตทุกวันให้มีความสุข เมื่อคนสองคนที่ใช้ชีวิตแบบต่างกันสุดขั้วโคจรมาเจอกัน หนึ่งเย็นชา หนึ่งอบอุ่น ความรัก ความผูกพัน และความเข้าใจ ก่อให้เกิดเป็นความรู้สึกพิเศษ กระทั่งค่อยๆ เยียวยาหัวใจให้กันและกันทีละน้อย จนแม้ในวันหนึ่งต้องจากกันไปไกลแต่เมื่อหวนคืนมาพบ คนทั้งสองก็ยังไม่เคยลืมเลือนกันและกัน...เสมอมา
View Moreร่างสูงของชายหนุ่มอายุราวยี่สิบสี่ยี่สิบห้า กำลังก้าวเดินออกมาจากทางเดินผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ชุดลำลองสบายตัวสวมทับด้วยเสื้อนอกสีอ่อนดูดีมาก แม้ยับย่นจากการเดินทางอันยาวนานบนเครื่อง แต่นั่นกลับทำให้เขาดูมีเสน่ห์จนหญิงสาวหลายคนที่ยืนอยู่รายรอบหยุดมองเป็นตาเดียว
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายดูเย็นชา แต่ในความเย็นชานั้น เขากลับดึงดูดใจสายตาและความสนใจของทุกคนเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
“กลับมาแล้ว” เขากระซิบกับตัวเอง
สิบปีแล้วที่เขาไม่ได้มากลับมาเมืองไทย ภาพความทรงจำในตอนที่เขามาเมืองไทยครั้งแรก ปรากฏขึ้นมาเป็นฉากๆ คล้ายมันเพิ่งจะผ่านไปเมื่อวาน
เคลวิน หลี่ เกิดที่ประเทศไทยก็จริง ทว่าเขากลับไปเติบโตที่อเมริกา
หลี่ชิง พ่อของเขาเป็นคนจีน ส่วนอารยาแม่ของเขาเป็นคนไทย ทั้งสองหย่าร้างกันตั้งแต่เคลวินอายุได้ห้าขวบ หลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปอเมริกากับพ่อแล้วไม่ค่อยได้พบแม่บ่อยนัก
เขายังจำได้แม่นว่าตัวเองโกรธมากแต่ไหน ตอนรู้ว่าพ่อของเขาปิดบังเรื่องการตายของแม่ เพราะหลังจากไม่ได้ข่าวหรือการติดต่อจากแม่ เขาก็เริ่มโกรธและเกลียดแม่ที่ลืมเขา ไม่มาหาตามสัญญา
ตอนที่รู้เรื่องทั้งหมดจากป้าแท้ๆ เขาไม่รู้เลยว่าเขารู้สึกโกรธและเกลียดที่ไม่มีใครบอก หรือว่าเกลียดตัวเองที่ไม่มีโอกาสจะเห็นหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้ายมากกว่ากัน
ด้วยสาเหตุนี้เขาจึงอาศัยจังหวะที่พ่อของเขากำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมงานแต่งงานใหม่ แอบทำเรื่องย้ายมาเรียนที่เมืองไทย ตอนนั้นพ่อของเขาไม่อ่านด้วยซ้ำว่าเขาให้เซ็นเอกสารเกี่ยวกับอะไร...
และในตอนนั้นเองเหตุการณ์ที่ตราตรึงในความทรงจำของเขาได้เริ่มต้นขึ้น ในเช้าวันแรกที่มาถึงเมืองไทย เด็กสาวผมสั้นหน้าตาใสซื่อดูน่ารำคาญปรากฏตัวขึ้น เธอคอยก่อกวนชีวิตอันเงียบสงบของเขา คอยส่งเสียงถามเรื่องต่างๆ คอยกวนใจไม่ว่าเขาไปที่ไหนหรือทำอะไร
เด็กสาวคนนั้น คนที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล...
ภายในห้องนอนยามเช้าตรู่ ร่างเล็กใต้ผ้านวมสีหวาน นอนกระสับกระส่ายไปมาราวกับกำลังได้รับความทรมาน เหงื่อเย็นๆ ไหลออกมาจนเปียกชุ่ม แต่นั่นดูเหมือนไม่ได้ช่วยให้เด็กสาวรู้สึกตัวตื่นขึ้น
สองมือน้อยกำผ้านวมเอาไว้แน่นจนข้อเกร็งซีดเป็นสีขาวสลับแดง เสียงพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์ดังลอดออกมาจากโปงผ้า
“อย่า...แม่ขาช่วยหนูด้วย...พ่อหนูเจ็บ อย่า…หนูกลัวแล้ว ไม่!” เสียงตะโกนสุดท้ายดังขึ้นพร้อมกับคนที่ผวาลุกขึ้นนั่ง
นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่มิรินไม่เคยนับ ฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนเหมือนปิศาจที่คอยวนเวียนก่อกวนไม่ไปไหน ภาพที่อธิชาติผู้เป็นพ่อทุบตีทำร้าย
หรือหนักที่สุดเขาถึงขั้นเคยจับเด็กสาวกดลงไปในน้ำอย่างโหดร้าย ในขณะที่มนตราผู้เป็นแม่พยายามห้ามปราม ถึงอย่างนั้นคนที่เข้ามาห้ามกลับถูกทุบตีแทนเสียเอง สองแม่ลูกใบหน้าเขียวช้ำ ตามร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอย กระทั่งบางครั้งผู้เป็นแม่ถึงกับนอนสลบไสลไม่ได้สติ
ความทรงจำอันแสนเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้ง ทำให้มิรินเคยตั้งคำถามกับตัวเองเสมอมา เพราะอะไรเธอที่เป็นเด็กห้าขวบจึงไม่เป็นที่ต้องการ
ช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดเกิดขึ้น ผู้เป็นพ่อตกงาน ผู้เป็นแม่เป็นเพียงแม่บ้านไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง ทั้งสองได้แต่รับจ้างเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว นานวันเข้าหัวหน้าครอบครัวก็เกิดความเครียด เมื่อหงุดหงิดมากเข้าก็เริ่มหันไปพึ่งพาสุรา
ไม่เพียงแต่เริ่มติดสุรา เขายังเริ่มติดการพนัน กระทั่งหลังๆ ยังถึงขั้นเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด วันไหนได้ดังใจก็อารมณ์ดี วันไหนไม่ได้ดังใจหรือเมาได้ที่ ก็เริ่มลงไม้ลงมือกับสองแม่ลูก
หนักเข้าเขาหันไปทั้งขายทั้งเสพ หลอนจนพยายามฆ่าเมียและลูกของตัวเอง หากไม่ได้เพื่อนบ้านนำตัวทั้งสองส่งโรงพยาบาลเพราะทนเห็นสองแม่ลูกถูกทุบตีไม่ไหว มิรินและแม่คงเอาชีวิตไม่รอด
ตอนรู้สึกตัวตื่นขึ้นมิรินถูกส่งต่อไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง กว่าจะรู้ว่าผู้เป็นแม่หนีไปแล้ว ทิ้งเธอเอาไว้ที่นั่นเพียงลำพัง เด็กสาวจึงเอาแต่เงียบไม่พูดไม่จา ข้างหูได้ยินเสียงพี่เลี้ยงซุบซิบว่าพ่อถูกจับและต้องโทษติดคุกยาวนานถึงยี่สิบปี
มิรินกลายเป็นเด็กเงียบขรึมไม่พูดคุยกับใคร กระทั่งทินกรและวิรัญญาได้มาขอเด็กสาวไปอุปการะ สองสามีภรรยาพาเธอกลับมาที่บ้าน ไม่เพียงแต่ดูแลเอาใจใส่เหมือนลูกแท้ๆ แต่ทั้งสองยังมีความอดทน มอบความรัก ให้ความเข้าใจ ให้เวลา จนในที่สุดเด็กสาวก็ยอมเปิดใจรับทั้งสอง ในใจได้แต่คิดว่าจะยอมทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนความรักที่ทั้งสองมอบให้
นับจากตอนนั้นมาถึงวันนี้ จากเด็กห้าขวบไม่พูดจาเพราะถูกทอดทิ้ง มิรินกลายเป็นเด็กสาววัยสิบหกผู้ร่าเริงแจ่มใส แม้ทุกครั้งในยามที่คิดถึงอดีต ความเจ็บปวด ความหวาดกลัว ทุกเรื่องราวในอดีตจะคอยกัดกร่อนหัวใจให้รวดร้าว แต่มิรินก็ไม่เคยคิดที่จะลืมความทรงจำ และบาดแผลในใจที่ติดแน่นฝังลึก
บางครั้งการรอคอยก็ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายนัก การตัดสินใจด้วยความมีสติ มองเห็นถึงความเป็นไปได้ ความน่าจะเป็น รวมไปถึงไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ไม่ทำทุกอย่างตามอารมณ์ นั่นทำให้ทุกๆ อย่างเป็นไปอย่างมีเหตุมีผลที่สำคัญไปกว่านั้นการแยกจากกันก็เพื่อให้ต่างฝ่ายก็ต่างก็ได้เติบโต ต่างฝ่ายก็ต่างก็แยกไปใช้ชีวิตของตัวเอง ไม่แน่ว่าหากความทรงจำสวยงามในวัยเด็กเป็นเพียงความรู้สึกดีๆ ไม่ได้ลึกซึ้ง ต่างฝ่ายต่างอาจเสียใจในภายหลังถึงอย่างนั้นเธอกับเคลวินกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันเหมือนกับเมื่อพบกันแล้วคนทั้งสองก็ไม่ต้องการใครอื่นอีก เหมือนความรักครั้งนี้มีเพียงกันและกัน ขอเพียงเท่านั้นก็เพียงพอแล้วเพราะไปอยู่อเมริกาหลายปีมิรินมีพ่อกับแม่เพิ่มมาอีกสองคน ประธานหลี่กับคุณลิลลี่ดูแลเธอดีมาก มากจริงๆ...“ไหนคุณแม่เสร็จแล้วหรือยังนะ” เคลวินจูงคริสออกมาจากในบ้าน มิรินเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึกยิ้มให้เคลวินจากนั้นปิดสมุดบันทึก“วันนี้น้องคริสเป็นเด็กดีหรือเปล่าครับ”“เป็นเด็กดีครับ” เด็กชายคริสเตียน หลี่ ตอบแม่ด้วยรอยยิ้ม“วันนี้กินข้าวเยอะมาก สงสัยชอบกับข้าวที่คุณยายทำ” เคลวินเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ มิริน เขา
พูดจบก็ลุกขึ้นแต่โดนเคลวินรวบตัวเอาไว้ได้ เขาวางเธอลงบนตักกอดเอาไว้แน่นไม่ยอมให้เธอดิ้นหลุด “นี่ ปล่อยฉันนะ” มิรินหน้าแดงไปถึงใบหู“มิริน” เคลวินรัดแขนแน่นเข้ากว่าเดิม “แต่งงานกันนะ”มิรินเงยหน้าพรวดก่อนจะมองหน้าเขาด้วยความตกใจ“ฉันยังรักเธอคนเดียว รักมาตลอดไม่เคยเปลี่ยน รักมาตลอดสิบปีไม่เคยลืมเลือนสักวัน แล้วฉันก็รู้ว่าเธอเองไม่ได้ต่างไปจากฉัน กล่องใบนั้นฉันเห็นแล้ว กล่องความทรงจำของเราสองคน”มิรินมองเขาแล้วอ้าปากค้างไม่รู้ว่าควรพูดอะไร ในที่สุดก็ได้แต่นั่งก้มหน้าขมวดคิ้วเหมือนกำลังครุ่นคิด เคลวินเองก็นั่งรอเงียบๆ เขาต้องให้เวลามิรินตัดสินใจ“ฉันเองก็ไม่เคยลืมนายนะ ไหนบอกว่าไม่นาน สำหรับฉันสิบปีมันนานมากเลย” เธอพึมพำ“ถ้าอย่างงั้นก็แต่งงานกันนะ ดีมั้ย” เคลวิลกระซิบเสียงเบาข้างหูมิรินหันมาสบตากับเขาและยิ้มออกมาในที่สุดเขามั่นใจว่าเธอรู้จักสายตาแน่วแน่ของเขาดี สิบปีที่เธอรอเขาและเขาเองก็เฝ้านับวันที่จะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ดังนั้นเขาจะไม่ยอมเสียเธอไปอีก แค่ครั้งเดียวที่ปล่อยมือก็เพียงพอแล้วจะไม่มีครั้งที่สองอีกเด็ดขาด...“ได้ เราสองคนแต่งงานกัน”มิรินพยักหน้าพูดออกมาในที่สุด เคลวินล
“หาแฟนเข้าสิ” เอพริลหัวเราะ“เธอก็โสดยังมีหน้ามากระแนะกระแหนฉัน”“เฮ้อ” สองสาวถอนหายใจพร้อมกัน“ว่าแต่...ถึงไหนกันแล้วละ”“อะไร” มิรินเลิกคิ้วมองเพื่อนทิพวัลย์ยิ้มจับมือมิรินมากุมเอาไว้ “คราวนี้ก็อย่าปล่อยให้หลุดมือละ เอ้าดื่มย้อมใจซะแล้วไปถามเขาให้รู้เรื่องว่าจะเอายังไง”“หมายความว่ายังไง”“เขาจะกลับอเมริกาแล้วไม่รู้หรือไง”“เอ๋ เขาบอกว่ายังไม่มีกำหนดกลับนี่”“ฉันได้ยินมาว่าเขาจะกลับมะรืนนี้นี่ เธอไม่รู้?” เอพริลเองก็รู้มาเหมือนกันมิรินเม้มปากกรอกเบียร์จนหมดกระป๋อง “เขาไม่บอกอะไรฉันเลย” คิ้วเรียวขมวดมุ่น หยิบเบียร์ขึ้นมาอีกกระป๋องกรอกเข้าไปจนหมดแล้วลุกขึ้น“เฮ้ยจะไปไหน”“ไปคุยกับเขาให้รู้เรื่อง” มิรินเดินโซเซไปที่ประตู“แล้วจะไปคุยรู้เรื่องได้ยังไง เธอเริ่มเมาแล้วนะ”“ไม่รู้เรื่องก็จับกินหัวกินหางซะเลย!”เอพริลหลุดหัวเราะ “ทำเป็นเรอะ”ทิพวัลย์ถลึงตาให้อีกฝ่าย “มันใช่เวลามั้ย คนเมาไปล้อเล่นแบบนั้นได้หรือไง ตามไปเร็ว”ทั้งสองตามมาจนพบมิรินที่หน้าประตูห้องของเคลวิน เขาดูงุนงงที่ทั้งสามมายืนอยู่ที่หน้าของเขา ทั้ง...ยังเมา...หมายถึงคนของเขาเนี่ย“ฉันไว้ใจนาย คืนนี้ฝากด้วยนะ” ทิพวัลย์พู
มิรินเงยหน้าขึ้นมองเขายิ้มๆ จากกันไปสิบปีเราสองคนไม่ได้มีความรู้สึกอึดอัดต่อกัน เขายังคงมองเธอเหมือนเดิม เธอเองก็ยังคงเป็นมิรินในวันวานของเขา“นายฉีดน้ำหอมมาเหรอ”“น่าจะกลิ่นอาฟเตอร์เชฟ เมื่อเช้าโกนหนวด ไม่ชอบ?”“เปล่า หอมดี”เคลวินยกมือลูบผมของมิริน “ดีใจจังเลย เธอไม่เปลี่ยนไปสักนิด”มิรินตาโต “จริงเหรอ เปลี่ยนนะโตขึ้นตั้งเยอะ สูงขึ้นตั้งสองสามเซนแหนะ”เห็นสายตาที่มองค้อนเขาเคลวินลูบศีรษะมิรินเบาๆ ยังไงเธอก็ยังสูงแค่ไหล่ของเขาอยู่ดี... “วันนี้น้าญาชวนไปกินข้าวเย็นที่บ้าน บอกว่าจะทำมื้อใหญ่เลี้ยงต้อนรับกลับมา แวะซื้ออะไรเพิ่มมั้ย”“ไม่ดีกว่า กลับไปช่วยแม่ทำกับข้าวดีกว่า จริงสิวันนี้ประชุมเป็นไงบ้าง”“ไม่มีอะไร พวกเขาตกใจนิดหน่อยที่ฉันมาเข้าร่วมประชุม แต่ก็นะ...เข้าใจได้” คนพวกนั้นกลัวเขาจะนึกสนุกอยากเข้ามาบริหาร ดังนั้นจึงตื่นเต้นหลังจากที่เห็นเข้าร่วมประชุมด้วยตัวเอง ทั้งที่ทุกปีเขาจะรบกวนผู้เป็นป้าไปแทน “แล้วเธอละ เมื่อไหร่จะเข้าไปทำงานในบริษัทของคุณน้า หรืออยากเรียนต่อโทก่อน”“ยังไม่ตัดสินใจเลย คุณพ่อบอกว่าไม่รีบอยากให้เรียนต่อโทก่อน หรือบางทีอาจจะต่อจนจบปริญญาเอก”เขาพยักหน้า “จร