Masuk"ลินรักคุณ"เสียงกระซิบเบา ๆ ข้างใบหูปลุกให้วอลเลอร์ค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมามอง มุมปากยกตัวสูงขึ้นทันทีหลังมองเห็นเจ้าของน้ำเสียงอ่อนหวาน"อย่าไปไหนนะ""ค่ะ ลินจะไม่ไปไหน ลินจะอยู่กับคุณ"คำมั่นส่งให้รอยยิ้มบนใบหน้าคมคร้ามกว้างขึ้น ประทับจูบเข้าที่หน้าผากมนก่อนเลื่อนลงประกบบนริมฝีปาก สองแขนแกร่งตวัดโอบรั้งตัวเด็กสาวเข้ามากอดแนบอกพลางหลับตาซึมซัมไออุ่นที่มีฤทธิ์ดั่งยาชั้นดีนานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้ นานแค่ไหนแล้วที่ชีวิตมีเพียงสีเทา ยิ่งคิดความรู้สึกหวงแหนเด็กสาวก็ยิ่งเพิ่มพูนทว่าพริบตาเดียวสัมผัสอบอุ่นก็จางหาย ครั้นพอลืมตาก็พบแต่ความมืดมน และถ้อยคำสุดท้ายที่มาพร้อมจูบแผ่วเบา"ดูแลตัวเองดี ๆ นะคะ ลาก่อนค่ะ"เฮือก!กายแกร่งกระตุกเฮือก ดวงตาเบิกโพลงขึ้นท่ามกลางความมืดสลัวก่อนเหลือบไปมองข้างกายตามสัญชาตญาณทันทีแค่ฝัน?ความเครียดเกร็งค่อย ๆ ผ่อนลงเมื่อความนูนของผืนผ้าช่วยยืนยันว่าข้างกายเขายังมีเธอนอนอยู่เคียงข้าง แตกต่างจากภาพและสัมผัสเมื่อครู่ กระนั้นเจ้าก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายก็ยังคงเต้นแรงรัวไม่หายแม้ได้คำตอบที่ต้องการ"บ้าฉิบ!"ทั้งที่มันเป็นแค่ความฝัน แต่ปฏิเสธไม่
"วันไหนที่ลินอยากออกจากขุมนรกนี่ ขอให้ลินโทรหาพี่ บอกพี่""พี่ทักษ์~""สัญญากับพี่สิ ว่ามีอะไรลินจะบอกพี่""...."มัสลินเม้มปากแน่น ไม่กล้าตกปากรับคำในสิ่งที่เธอเองก็ไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือไม่ ทว่าพอสบเข้ากับสายตาเว้าวอนที่เปี่ยมด้วยความห่วงใย ใบหน้าม่อยสนิทก็กดลงเป็นเชิงรับรู้ฉับพลันดวงตาก็เบิกโพลง หลุดหวีดร้องเสียงหลงเมื่อจู่ ๆ มีมือปริศนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนก่อนกระชากจนเธอตัวปลิว ก่อนที่วินาทีต่อมาเสี้ยวหน้าจะกระแทกเข้ากับแผงอกกว้างเต็มแรงกลิ่นกายผสมผสานกับกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้แม้ไม่เงยหน้าขึ้นมองเธอก็รับรู้ได้ทันทีว่าเจ้าของการกระทำเป็นใคร ดังนั้นสิ่งแรกที่เธอทำคือการยกมือขึ้นดันแผงอกเจ้านายหนุ่มพร้อมเงยขึ้น ส่ายหน้าระรัว"เธอกล้ามากนะมัสลิน"วอลเลอร์คำรามเสียงต่ำ แววตาดุดันหลุบมองใบหน้าซีดเผือดของเด็กสาวเพียงนิดก่อนหันไปตวาดไล่ชายอีกคนอย่างไม่ไว้หน้า"ส่วนมึง! มาทางไหนก็กลับไปทางนั้น!"ทักษพลกำหมดแน่น ภายในใจเต็มไปด้วยโทสะ อยากจะกระโจนเข้าไปยื้อแย่ง ดึงเธอกลับคืนใจแทบขาด แต่เพราะสถานะที่ตกเป็นรอง ซ้ำหากดื้อดึงก็รังแต่จะทำให้เธอเดือดร้อน สุดท้ายเขาจึงได้แต่กั
"ไหน ๆ พี่ทักษ์ก็มาแล้ว ไปส่งลินให้หน่อยสิ เดี๋ยวทิพย์ให้ภูมิอยู่ปิดร้านเอง"ทิพย์กมลรีบเสนอความคิดเห็น พร้อมหยิบกระเป๋ามาคล้องข้อมือให้เพื่อนสาวเสร็จสรรพใช่ว่าเธอจะไม่สังเกตเห็นความผิดปกติของเพื่อน แต่เพราะไม่อยากเซ้าซี้ให้เพื่อนต้องอึดอัด เธอจึงได้แต่พยายามมองข้ามแล้วทำให้อีกฝ่ายกลับมามีรอยยิ้มและเมื่อพี่ชายกลับมาถึงร้านเสียที หน้าที่ถ่วงเวลาของเธอก็หมดลงทิพย์กมลลอบส่งสัญญาณไปให้พี่ชายอย่างคนรู้กัน พลางรุนหลังเพื่อนสาวให้ก้าวเดินก่อนที่อีกฝ่ายจะทันจับได้ว่านี่คือความตั้งใจ"มาเถอะเดี๋ยวพี่ไปส่ง""ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวลินนั่งรถเมล์ไปแป็บเดียวก็ถึง""แป็บที่ว่าสองชั่วโมงน่ะเหรอ?"คำกระเซ้าเรียกรอยยิ้มบาง ๆ ให้ผุดขึ้นบนใบหน้า เพราะสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่เกินจริงเท่าไหร่ มัสลินเหลือบมองสีหน้ากระตือรือร้นของเพื่อนที มองสีหน้าเว้าวอนของคนตรงหน้าทีโอ๊ยย จ้องกันแบบนี้เธอจะปฏิเสธลงได้ยังไงล่ะ ... ดังนั้นคำตอบจึงไม่พ้นพยักหน้าตกลง'ทำให้ได้นะพี่!'ทิพย์กมลลอบขยับรูปปาก ส่งข้อความไร้เสียงไปให้พี่ชาย จากนั้นจึงกระวีกระวาดวิ่งไปเปิดประตูร้าน สีหน้าแช่มชื่นจนมัสลินนึกหมั่นไส้"เชิญค่ะว่าที่พี่สะใภ
"ตั้งใจพูดดังขนาดนี้ ถ้าไม่ได้ยินอีกก็แปลกแล้ว ควรไปให้หมอตรวจหูด่วน!""งั้นก็คงต้องพาไปตรวจหัวใจด้วยแล้วแหละ ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร เต้นแร๊งแรง"สกิลการหยอกที่โจ่งแจ้งขึ้นกว่าเก่าหลายเท่าตัวทำเอามัสลินอ้าปากค้าง ซ้ำพอหันไปมองคนถูกหยอด อีกฝ่ายก็หน้าแดงก่ำ อ้าปากพะงาบ ๆ คล้ายนึกคำด่ากลับไม่ทันชัด ... ชัดเลยว่า พัฒนาไปไกลกว่าคู่กัดแล้ว แบบนี้มันน่าสาดน้ำมันลงในกองไฟอีกสักหน่อย"พี่ทักษ์รู้ไหมเนี้ยว่าตัวเองรับเอาว่าที่น้องเขยมาทำงาน?"มัสลินแกล้งกระเซ้าหวังเร่งปฏิกิริยา และมันก็ได้ผลดีเกินคาด เพื่อนสาวยิ่งขึงตาดุ ดูมีพิรุธ ต่างจากอีกคนที่ชอบอกชอบใจ แถมชูนิ้วโป้งให้พร้อมรอยยิ้มอีกต่างหาก"นี่! จะไปไหนก็ไปเลยนะ"คนโดนรุมแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ ผลักตัวต้นเหตุที่ทำให้ถูกล้อออกห่าง ก่อนหันไปแห้วใส่เพื่อนที่ดูเหมือนจะย้ายข้างไปเสียแล้ว"นี่ก็อีกคน พูดแบบนี้มันน่าตัดออกจากตำแหน่งผู้ท้าชิงพี่สะใภ้จริง ๆ เลย!"หากเป็นเมื่อก่อนมัสลินคงอมยิ้มเอียงอาย แต่พอนึกถึงสถานะที่ตัวเองเป็นอยู่ในตอนนี้ รอยยิ้มจึงจืดเจื่อนแฝงด้วยความขมขื่น"ไม่ต้องตัดหรอก ฉันสละสิทธิ์""เรื่อง! ฉันไม่ยอมหรอก! ฉันจองแกมาเป็นปีแล้ว เพรา
กระดิ่งที่ผูกติดกับราวจับสั่นตามแรงเหวี่ยงของประตู ดังกังวานเรียกร้องความสนใจให้คนที่กำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดโต๊ะร้องทักทายเสียงใสแล้วเอี้ยวหน้ามามอง"สวัสดีค่า ดับเบิ้ลทีคาเฟ่ยินดีต้อนรับ อ๊ะ ยัยลิน!"ทันทีที่สายตามองเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่ชัด ๆ ทิพย์กมลก็ทำตาโต ทิ้งผ้าในมือแล้วกระโดดเข้ากอดเพื่อนสาวแน่นโดยไม่สนใจสายตาใคร"อ๊ายย คิดถึงจังเลย มาได้ไง"แหงนหน้าขึ้นมาถามทั้งที่สองแขนยังคงกอดรัดเพื่อนไม่ปล่อย เพราะถึงที่ผ่านมาพวกเธอจะมีคุยกันผ่านตัวหนังสือและได้ยินเสียงบ้างเป็นครั้งคราว แต่มันก็ไม่พอเลย"นั่งรถมาสิ นี่ ปล่อยก่อนดีไหม อายลูกค้า""แต่ฉันไม่อายหนิ"ทิพย์กมลลอยหน้าลอยตาตอบอย่างทะเล้น ทำเอามัสลินหลุดยิ้มขำ ฟาดมือปรามให้เพื่อนหยุดเล่นก่อนชะเง้อคอมองหาเจ้าของร้าน"ไม่ต้องมองหาหรอก รายนั้นออกไปซื้อของน่ะ""อ้อออ~"มัสลินครางรับ สีหน้างง ๆ ด้วยเพราะปกติแล้วทักษ์พลแทบไม่ทิ้งร้านไปไหน ขนาดมื้อเที่ยงยังสั่งอาหารแล้วนั่งทานในห้องด้านหลังแทนการออกไปข้างนอกเหตุจากช่วงแรก ๆ ที่เปิดร้าน คนตรงหน้าเคยลนลานกับลูกค้าที่หลั่งไหลมาพร้อม ๆ กันจนคิดเงินพลาด กว่าจะรู้ตัวก็ขาดทุนไปแล้วหลายพันทำให้โด
เอาไงดี อา ตีมึนไปก่อนแล้วกัน!ว่าแล้วก็ส่งยิ้มประจบ โผเข้ากอดอย่างที่มักทำอยู่เป็นประจำ แม้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายที่กำลังเต้นไม่เป็นส่ำจะเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น"มะ..แม่~ มารอหนูเหรอจ๊ะ?""หายป่วยแล้วใช่ไหม?""หายแล้วจ๊ะ ตอนนี้มีแรงเหลือเฟื่อเลย แม่จะให้ลินทำอะไรหรือเปล่าจ๊ะ?""ไหน ๆ ลินก็ไม่ต้องไปทำงานแล้ว งั้นแม่ขอคุยด้วยหน่อยสิ"น้ำลายในลำคอพลันเหนียวหนืดขึ้นมาทันทีที่ฟังจบ ว่าแล้วเชียวทำไมตอนอาบน้ำตาถึงได้กระตุกยิก ๆ ก็นึกว่าจะถูกใครแกล้ง ที่ไหนได้ ...สงบนิ่ง ไว้อาลัยให้ตัวเองสามวินาทีแล้วจึงเดินคอตก ตามหลังมารดาไปยังห้องพักด้านหลัง"ตายแน่ยัยลิน ตายอย่างเขียดเลยด้วย"ริมฝีปากบางแบะคว่ำ อยากจะร้องไห้ ถึงไม่แน่ใจว่ามารดาจะคุยเรื่องอะไรแต่ใจมันแป้วรอแล้ว แถมยิ่งเข้าใกล้โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าห้องพักที่เธอมักนั่งเล่นกับครอบครัวอยู่เป็นประจำ เจ้าก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายก็ยิ่งเต้นแรงโครมคราม หายใจไม่ทั่วท้องจริงอยู่ว่ามารดาของเธอเป็นคนใจเย็น พูดจาไพเราะอ่อนหวาน และดูเหมือนไม่ค่อยถือโทษโกรธใคร แต่รู้อะไรไหม คนแบบนี้แหละ เวลาโกรธขึ้นมาคือน่ากลัวยิ่งกว่าคนที่ชอบแว้ด ๆ แผดเสียงดังเสียอีก!"ลิน"